รางวัล “สิปปนนท์ เกตุทัต 5 ปีแห่งความยั่งยืน”

ชมรมอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมบ้านวังลุง
บทเรียนจากการ "มองต่างมุม"
โดย ชัยณรงค์ คงเกื้อ

การท่องเที่ยวเชิงนิเวศหรือเชิงธรรมชาติ เป็นความฝันของแทบทุกชุมชนที่ทำกิจกรรมด้านการอนุรักษ์ เพราะเป็นการสร้างรายได้ควบคู่ไปกับกิจกรรมด้านการอนุรักษ์ แต่ธุรกิจการท่องเที่ยวมักจะอยู่เหนือการควบคุม การประสานงานกับผู้คนที่อยู่นอกพื้นที่ที่ไม่มีส่วนได้เสียในฐานทรัพยากรของชุมชน ก่อให้เกิดผลกระทบในหลายมิติ "ชมรมอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมบ้านวังลุง" สะท้อนบทเรียนการมองต่าง คิดต่าง แต่ท้ายที่สุดนำมาสู่การยอมรับปรับเข้าหากัน เพื่อประโยชน์ส่วนรวมและการรักษาฐานทรัพยากรอันมีค่าของชุมชน

ชมรมอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมบ้านวังลุง ประกอบด้วยสมาชิกจาก 2 หมู่บ้าน คือหมู่ 1 และหมู่ 6 ต.ทอนหงส์ อ.พรหมคีรี จ.นครศรีธรรมราช การก่อตั้งในปีแรกมีสมาชิกประมาณ 300 ครอบครัวสมาชิกชมรมร่วมกับหน่วยพิทักษ์ป่า และอุทยานแห่งชาติเขาหลวง ออกสำรวจพื้นที่และจัดทำแนวเขตอนุรักษ์ป่าไม้ กิจกรรมนี้สามารถลดความขัดแย้งระหว่างเจ้าหน้าที่ภาครัฐกับชาวบ้าน และยังก่อให้เกิดความร่วมมือในการรักษาป่าไม้ร่วมกันอีกด้วย

เมื่อปี 2547 ชมรมอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมบ้านวังลุง ได้รับ "รางวัลลูกโลกสีเขียว" จาก ผลงานการร่วมรักษาป่ากับเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติ ทำให้สมาชิกชมรมอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม บ้านวังลุงมีความภาคภูมิใจ และเกิดแรงกระตุ้นให้มีกิจกรรมด้านสิ่งแวดล้อมอื่นๆ ตามมา รวมทั้งมีผู้เห็นความสำคัญของงานและให้การสนับสนุนงานของชมรมฯ มากขึ้น

ภาคภูมิใจได้ไม่นาน ปัญหาก็เกิดขึ้น สมาชิกในชมรมฯ และชุมชนเกิดความขัดแย้งเพราะมองต่างคิดต่าง ด้วยเหตุที่มีนักท่องเที่ยวเข้ามาเยี่ยมชมในพื้นที่มากขึ้น อีกทั้งบริษัทที่เป็นตัวแทนการท่องเที่ยวในนครศรีธรรมราช เสนอให้ตั้งสำนักงานเพื่อการท่องเที่ยว และทำ "รูปจำลองรางวัล" ให้มีขนาดใหญ่เพื่อเป็น การประชาสัมพันธ์ให้คนมาท่องเที่ยวที่บ้านวังลุงมากๆ ชุมชนจะได้มีรายได้

ความเห็นแตกออกเป็น 2 ฝ่าย ฝ่ายหนึ่งมีความเห็นว่า น่าจะทำเรื่องการท่องเที่ยว ชุมชนจะได้มีรายได้มากๆ ตามที่บริษัทตัวแทนการท่องเที่ยวเสนอ อีกฝ่ายคิดว่า หากทำเชิงท่องเที่ยวจะเกิดปัญหาตามมาหลายๆ ด้าน

ชุมชนตัดสินด้วยการโหวตตามแบบประชาธิปไตย ฝ่ายที่ได้รับคะแนนเสียงสนับสนุนมากคือ ฝ่ายที่ต้องการทำเรื่องการท่องเที่ยว ซึ่งได้เข้ามาบริหารชมรมฯ และสร้างกิจกรรมของชมรมฯ ในระหว่างปี 2548-2550 ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อการท่องเที่ยว เช่น การแต่งงานในวันวาเลนไทน์ ณ น้ำตกสองรัก โดยการสนับสนุน และดำเนินการของการท่องเที่ยวจังหวัดนครศรีธรรมราช

ส่วนกลุ่มที่มีเสียงข้างน้อย ถอยตั้งหลักด้วยการก่อตั้ง "ชมรมอนุรักษ์ป่าต้นน้ำคลองหวัก" ขึ้นที่ หมู่ 1 บ้านคลองหวัก เพื่อทำกิจกรรมตามที่เชื่อว่าน่าจะยั่งยืนกว่ากิจกรรมการท่องเที่ยว รวมทั้งกิจกรรมการอนุรักษ์ เช่น จัดตั้งศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง ทำฝายชะลอน้ำ 84 ตัว การรวบรวมพันธุ์พืชพื้นถิ่นเพื่อการขยายพันธุ์ เช่น ว่านเพชรหึงหรือพญากล้วยไม้และผักหวานช้าง นอกจากนี้ยังได้ทำกิจกรรมชุมชน เช่น จัดตั้งศาลชุมชน กิจกรรมรณรงค์ต้านยาเสพติด และจัดทำโครงการฝากลูกกับผู้นำ เป็นต้น

"รางวัลลูกโลกสีเขียวที่ผ่านมาเหมือนดาบสองคม ถ้าหากชุมชนไม่พร้อม ไม่เข้มแข็งพอ ก็จะทำให้เกิดปัญหาตามมาได้ บทเรียนครั้งนั้นพวกเราแทบเอาตัวไม่รอด แต่สุดท้ายแล้ว พวกเราก็ผ่านมาได้เพราะความร่วมมือร่วมใจ และเห็นความสำคัญของชุมชนมากกว่าเรื่องผลประโยชน์ที่เป็นตัวเงิน" ผู้ใหญ่เฉลิม กาญจนพิทักษ์ ที่ปรึกษาชมรมอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมบ้านวังลุง ให้ข้อคิด

หลังจากที่คณะกรรมการชุดใหม่เข้ามาบริหารชมรมฯ ที่เน้นการท่องเที่ยวเป็นหลัก ทำให้เกิดปัญหาเรื่องการตัดไม้ทำลายป่าและการล่าสัตว์ป่าเพื่อขาย อีกทั้งเกิดวิกฤตการซื้อขายที่ดินจากกลุ่มผู้มีอิทธิพล นอกพื้นที่ เพื่อสร้างที่พักและสถานบันเทิงสำหรับให้บริการนักท่องเที่ยว ทำให้ชุมชนไม่สามารถควบคุมและดูแลปัญหาที่เกิดขึ้นได้

คณะกรรมการชมรมฯ ชุดใหม่มีข้อสรุปและมีความเห็นร่วมกันว่า ชุมชนและชมรมฯ ยังไม่มีความพร้อมกับการท่องเที่ยวที่จะเกิดขึ้น จึงขอลาออกทั้งคณะ และขอให้คณะกรรมการชุดแรกกลับเข้ามาบริหารต่อ จึงได้มีการเลือกนายชัยชนะ ทวีเมือง เป็นประธานชมรมฯ ตั้งแต่ ปี 2551 จนถึงปัจจุบัน

หลังฝนซา ฟ้าก็ใส การต่อสู้ทางความคิดที่ขัดแย้งก็ยุติลง ชุมชนร่วมกันสรุปบทเรียนและมองเป้าหมายร่วมกัน แม้ที่ผ่านมาเกิดความขัดแย้งทางความคิด แต่กิจกรรมของชมรมอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมบ้านวังลุงไม่ได้ยุติ กลับยังคงมีการดำเนินกิจกรรมไปเรื่อยๆ และวันนี้ความขัดแย้งยุติลง เกิดความคิดเห็นที่ลงตัว กิจกรรมก็ยังคงมีอยู่เช่นเดิม เพื่อที่จะรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อลูกเพื่อหลานของคนในบ้านวังลุงต่อไป

ศาลชุมชนแห่งบ้านวังลุงแนวคิดศาลชุมชน เกิดจากข้อตกลงร่วมกันของชาวบ้านที่พยายามหาแนวทางการอยู่ร่วมกัน โดยวางกรอบกติกาเพื่อแก้ปัญหากันเอง โดยเริ่มจากสร้างกลไกในรูปของคณะกรรมการหมู่บ้าน ต่อมาก็พัฒนาเป็นศาลชุมชน

ศาลชุมชนประกอบด้วย "คณะศาลหมู่บ้าน" มีจำนวน 22 คน ประกอบด้วย ประธานศาลหมู่บ้าน รองประธานศาลหมู่บ้าน อัยการหมู่บ้าน ทนายหมู่บ้าน และคณะกรรมการศาลหมู่บ้าน หรือ คณะลูกขุน 18 คน รายชื่อของคณะศาลจะทำเป็นทำเนียบปิดไว้ บริเวณที่ทำการของศาลของหมู่บ้านอย่างเปิดเผย

ศาลหมู่บ้านหรือศาลชุมชน จึงเป็นคณะทำงานคณะหนึ่งที่ทำงานในลักษณะป้องกันป้องปราม และตัดสินกรณีพิพาทเบื้องต้นทุกกรณีที่เกิดขึ้นในหมู่บ้าน ตั้งแต่เรื่องเล็กๆ จนถึงเรื่องใหญ่ๆ ไม่ว่าจะเป็นการทะเลาะวิวาทในงานต่างๆ ขับรถเฉี่ยวชนกัน หรือมีการจัดให้เล่นการพนันในหมู่บ้าน ยาเสพติด เป็นต้น กระบวนการจะเริ่มจากการไกล่เกลี่ย ให้โอกาสในการปรับตัว เนื่องจากเป็นคนบ้านเดียวกัน ไม่อยากให้เกิดความหมางใจ ถ้าไกล่เกลี่ยไม่ได้ก็นำขึ้นสู่ศาลหมู่บ้าน ซึ่งจะมีการตัดสิน ถือเป็นกระบวนการสุดท้าย

บทลงโทษนั้นมีตั้งแต่ทำทัณฑ์บนเป็นหนังสือสัญญา ปรับตามกติกาของหมู่บ้านในกรณีลักทรัพย์ หรือนำชื่อเสียงเรียงนามมาขึ้น "ป้ายแดง" ตรงสี่แยกกลางหมู่บ้าน ส่วนการพ้นโทษ คือการเอาชื่อออกจากป้ายแดง ขึ้นอยู่กับการทำความดีไถ่โทษ โดยคณะศาลหมู่บ้านจะคอยติดตามพฤติกรรม

ศาลชุมชนจึงเป็นเรื่องของการเมือง เป็นเรื่องของการเรียนรู้เรื่องประชาธิปไตยทางตรงจากประสบการณ์จริงที่มาของคณะศาล 22 คน ก็เป็นบทเรียนประชาธิปไตย เพราะมาจากการ "สรรหา" ตัวแทนกลุ่มต่างๆ ในหมู่บ้านที่ชุมชนให้การยอมรับ ส่วนกฎกติกาที่ใช้พิจารณาก็เป็นแค่มติที่ประชุม ไม่ได้กำหนดเป็นข้อๆ ที่ชัดเจน เพราะการกำหนดขึ้นมาตายตัว แม้จะง่ายต่อการพิจารณา แต่กลับเป็นข้อเสียให้พวก "หัวหมอ" หาช่องทางพลิกพลิ้ว แต่การยึดหลักความดี ความเหมาะสมมาเป็นข้อพิจารณาจะช่วยให้ชุมชนตระหนักเรื่องจริยธรรมมากกว่า

ชื่อชุมชน : ชมรมอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมบ้านวังลุง
ต.ทอนหงส์ อ.พรหมคีรี จ.นครศรีธรรมราช 80320
ผู้ประสานงาน : นายชัยชนะ ทวีเมือง (ประธานชมรม)
โทร. 075 394 474, 080 534 4906
พื้นที่ : 16,000 ไร่
ประชากร : จำนวนสมาชิก 320 ครัวเรือน (จากเดิม 300 ครัวเรือน)

กิจกรรม :

  • ร่วมกับเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติเขาหลวง ในการออกรังวัดพื้นที่ทำกินเพื่อทำโฉนดชุมชน ทั้งนี้สามารถออกโฉนดชุมชนได้จำนวน 600 แปลง
  • กิจกรรมกล้วยไม้คืนสู่ป่าจำนวน 10 ครั้ง โดยการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อว่านเพชรหึง เพื่อขยายพันธุ์และนำไปปลูกในป่า กิจกรรมนี้ใช้เงินส่วนหนึ่งที่ได้จาก "รางวัลลูกโลกสีเขียว" มาใช้ในการสร้างโรงเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อและรวบรวมพันธุ์ว่านเพชรหึง สามารถรวบรวมได้ 1,000 กอ และได้รับการสนับสนุนความรู้และวิธีการจากมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์
  • กิจกรรม "ฝากลูกไว้กับผู้นำ" โดยนำเด็กอายุ 12-33 ปี เดินป่าศึกษาธรรมชาติ และศึกษาดูงานในสถานที่ที่น่าสนใจ เพื่อเป็นการปลูกฝังเรื่องจิตสำนึกและปรับพฤติกรรม ให้เด็กเรียนรู้ในสิ่งที่ดีต่อตนเอง และมีความเท่าทันต่อปัญหาสังคมที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน เช่น ปัญหายาเสพติด มีเยาวชนเข้าร่วมกิจกรรมจำนวน 280 คน
  • จัดตั้งชมรมอนุรักษ์ป่าต้นน้ำคลองหวัก เพื่อทำกิจกรรมเรื่องสิ่งแวดล้อมในบ้านคลองหวัก
  • จัดตั้งศูนย์เรียนรู้เรื่องเศรษฐกิจพอเพียง
  • ทำฝายชะลอน้ำจำนวน 84 ตัว
  • จัดระบบ "ศาลชุมชน" เป็นการใช้จารีตประเพณีเป็นตัวควบคุมสมาชิกและเยาวชนในชุมชน โดยเป็นกิจกรรมที่ขยายผลมาจากการดูแลรักษาป่าของชุมชน

การบริหารจัดการ : มีคณะกรรมการบริหารจัดการชมรมฯ และมีการแบ่งหน้าที่ออกเป็นฝ่ายต่างๆ คือ ฝ่ายพิทักษ์ป่า ฝ่ายบริการน้ำตกวังลุง ฝ่ายเพาะชำกล้าไม้ ฝ่าประชาสัมพันธ์ ฝ่ายสำนักงาน ฝ่ายกิจการเยาวชน และฝ่ายตรวจสอบประเมินผล

ผลสำเร็จ :

  • เกิดความสามัคคีในการดูแลรักษาทรัพยากรป่าไม้ร่วมกันระหว่างเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติเขาหลวง และสมาชิก ชมรมอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมบ้านวังลุง จากหมู่ 1 และหมู่ 6 จากการทำโฉนดชุมชน โดยสมาชิกได้สิทธิในที่ทำกินที่ได้รับการรับรองจากอุทยานฯ
  • การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อว่านเพชรหึงเป็นกิจกรรมที่นักศึกษาจากมหาวิทยาลัยในพื้นที่และใกล้เคียงเข้ามาศึกษาดูงาน
  • กิจกรรมเรื่องการป้องกันยาเสพติดในพื้นที่ได้รับการยอมรับจากอธิบดีกรมการปกครอง ให้เป็นสถานที่ศึกษาดูงาน และเชิญเป็นวิทยากรของกรมฯ
  • การปลูกฝังจิตสำนึกให้กับเยาวชนในเรื่องป่าและเชื่อมโยงไปสู่เรื่องอื่นๆ อาทิ การแก้ไขปัญหายาเสพติดในชุมชน อีกทั้งใช้ป่าเป็นครูในการสอนและปรับพฤติกรรมของเด็กๆ

กลับหน้า ประจำปี 2553