ประเภทบุคคล

พระนิรันดร์ คุณธโร
"ศรัทธาที่สร้างความสำเร็จ"

โดย จิตระพี บัวผัน คณะทำงานส่วนกลาง

พระนิรันดร์ คุณธโร สร้างแรงศรัทธาในการอนุรักษ์ป่าดงมูลซึ่งเป็นผืนป่าต้นน้ำ โดยขอใช้พื้นที่ป่าเสื่อมโทรมจากกรมป่าไม้เพื่อเป็นเขตพุทธอุทยานและฟื้นฟูป่าดงมูลที่เสื่อมโทรม จำนวน 2,333 ไร่ ปลูกป่าโดยด้วยใจเสียสละ มุ่งมั่น ตั้งแต่ปี 2534 แม้เป็นคนต่างถิ่นที่ทำในสิ่งที่ชาวบ้านนั้นไม่เข้าใจ แต่เวลาก็พิสูจน์ความจริง วันนี้ผืนป่าดงมูลที่เคยเสื่อมโทรมกลายเป็นผืนป่าที่อุดมสมบูรณ์และเป็นแหล่งต้นน้ำที่สำคัญ พร้อมๆ กับคนที่เคยบุกรุกทำลายป่าก็กลับใจมาเป็นแนวร่วมเพิ่มขึ้น

พระนิรันดร์ คุณธโร พื้นเพเป็นคนกรุงเทพฯ เดิม แซ่หลี เกิดเมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2497 จบการศึกษาชั้น ป.4 และเติบใหญ่ในเมืองกรุง

มีโอกาสได้ฟังเทศน์จากท่านหลวงปู่เทศก์ เทสรังสี วัดหินหมากเป้ง ตำบลพระพุทธบาท อำเภอศรีเชียงใหม่ จังหวัดหนองคาย เกิดความเลื่อมใสศรัทธา จึงปวารณาตัวบวชเป็นลูกศิษย์ในปี 2527 และได้ออกเดินทางธุดงค์ไปที่ต่างๆ ทั้งภาคเหนือและอีสาน เพื่อหาที่สงบเพื่อบำเพ็ญวิปัสสนา ซึมซับความสงบร่มเย็นของธรรมชาติเพื่อเข้าสู่วิถีพุทธะ

ปี 2532 ได้ธุดงค์มาถึงบริเวณด้านไหล่เขาทางฝั่งทิศเหนือของป่าดงมูล มีถ้ำร่มรื่นเห็นว่าเงียบสงบ เหมาะกับการเป็นที่วิปัสสนากรรมฐาน จึงจำพรรษาที่ถ้ำน้ำทิพย์แห่งนี้ แต่ครั้นเมื่อขึ้นไปสำรวจพื้นที่บนภู พบว่าพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นป่าเสื่อมโทรม มีผู้บุกลุกลักลอบตัดไม้แผ้วถางทำไร่ บางพื้นที่เป็นป่าหญ้ารกชัฏ และส่วนใหญ่ก็เกิดปัญหาไฟป่าในหน้าแล้ง ถัดจากพื้นที่วัดลงไปด้านล่างเป็นพื้นที่โล่งเตียน เป็นไร่มันสำปะหลัง ไร่พริก ไร่ปอของชาวบ้าน พระอาจารย์จึงเกิดแนวคิดที่จะสร้างป่าสร้างพื้นที่สีเขียวตามแนวทางพระป่า

"ขึ้นไปเห็นตอนแรกๆ ยังนึกว่าน่าจะเปลี่ยนชื่อเป็นป่าดงมูลเป็นป่าดงตอซะมากกว่า แต่ก่อนนั่งอยู่ในศาลาน้อยมองไปโล่งเตียนไปหมด แดดแรงจนแสบตา ป่าเสื่อมโทรมมาก ที่จริงการอนุรักษ์ก็ไม่ใช่กิจของสงฆ์หรอก พระบางท่านก็ว่า ท่านจะปลูกทำไมเยอะแยะ เสียเวลาของเรา ปลูกไปเดี๋ยวป่าไม้ก็มายึด เรากลับคิดว่า จะอยู่เฉยๆ ก็อยู่ได้ แต่เห็นแล้วมันก็อยากจะช่วย มีแหล่งน้ำ มีต้นไม้ก็เลยอยากอนุรักษ์เอาไว้ ช่วยได้ก็ช่วยกันไป"

ด้วยใจเสียสละ ปี 2534 พระนิรันดร์ขออนุญาตใช้พื้นที่จากกรมป่าไม้เพื่อตั้งสำนักสงฆ์อย่างเป็นทางการ แม้จะมีอุปสรรคและความยุ่งยาก สุดท้ายก็มีพื้นที่ที่ได้รับอนุญาตคือ 15 ไร่ สิ่งก่อสร้างมีเพียงกุฏิและศาลาวัดเพื่อรองรับญาติโยม ไม่ได้ใหญ่โต แต่เน้นความเรียบร้อยและสะอาด ท่านปลูกป่าในบริเวณวัด เพียง 3 ปีก็เต็มไปด้วยป่ารุ่นใหม่ นำความร่มเย็นและความภูมิใจมาให้ทั้งพระทั้งโยม

กุฏิเล็ก แต่งานใหญ่

สมัยนั้นอยู่ในช่วงโครงการจัดสรรที่ทำกินให้กับเกษตรกร (คจก.) มีการโยกย้ายประชาชนรวมทั้งพระให้ออกจากป่า เพื่อปักหมุดเขตพื้นที่อุทยานกับเขตพื้นที่ทำกิน แม้จะถูกกดดันอย่างหนัก พระนิรันดร์ก็พยายามเรียกร้อง ขอบิณฑบาตให้อยู่ได้ต่อไป เหมือนโชคเข้าข้าง เพราะขณะที่กำลังยื้อกันอยู่นั้น โครงการ คจก.ก็สิ้นสุดลง โดยที่ยังไม่ได้ย้ายออก

รัฐบาลต่อมาได้ทำการจัดรูปที่ดินในรูปแบบ สปก. ชาวบ้านที่มีที่อยู่ในบริเวณวัดยอมถอยออกไป บางรายมีการเจรจาซื้อที่ดิน จนปี 2538 ทางสำนักสงฆ์ได้ใบตราตั้งจากสำนักสงฆ์มาเป็นวัดได้สำเร็จ ปีถัดมาก็ได้รับอนุญาตใช้พื้นที่เพื่อฟื้นฟูป่าเสื่อมโทรม 2,333 ไร่ โดยขอเช่า 30 ปี ไร่ละ 50 บาท

เริ่มต้นฟื้นฟูป่าโดยขอกล้าไม้จากสถานีเพาะชำกล้าไม้ มีเพียงพร้า จอบ เสียม และแรงศรัทธาที่ต้องการเพิ่มพื้นที่สีเขียวให้กับแผ่นดิน ซึ่งต้องใช้ความวิริยะอุตสาหะอย่างสูง เนื่องจากพื้นที่ปลูกอยู่ไกลและสูงขึ้นไปบนยอดภู ต้องสร้างทางเพื่อขนกล้า และเตรียมพื้นที่กำจัดวัชพืช แล้วค่อยวางแนวขุดหลุมปลูกอีกที ในส่วนที่ปลูกแล้วก็ต้องดูแลเรื่องน้ำและทำแนวกันไฟ ไม่เช่นนั้น ปลูกเท่าไหร่ต้นไม้ก็ไม่รอด

เบื้องต้น ปัจจัยสนับสนุนส่วนใหญ่มาจากศรัทธาหลวงปู่เทสก์ ทำให้มีงบประมาณในการจัดการ เช่น จ้างคนงานซึ่งเป็นการเกื้อกูลกัน เนื่องจากต้องใช้แรงงานหลักสิบคนต่อวัน และพื้นที่ก็อยู่ห่างจากหมู่บ้าน 8-9 ก.ม. มีงบประมาณซื้อน้ำมันให้รถไถมาช่วยปรับพื้นที่ ซื้อรถฉีดน้ำมือสองไว้ดับไฟป่า และสร้างฝายน้ำล้นบนลำรางธรรมชาติเพื่อเก็บน้ำไว้ใช้ตลอดปี และชาวบ้านได้ใช้ประโยชน์

ท่ามกลางความไม่เข้าใจของชาวบ้านรอบข้าง เพราะยังต้องการใช้ประโยชน์ มีความขัดแย้งและอุปสรรคเกิดขึ้นเป็นระยะ แต่พระนิรันดร์ก็ยังมุ่งมั่นเดินหน้าปลูกต้นไม้ต่อไป ส่วนคนที่บุกรุกก็ยังบุกรุกต่อไป แม้จำนวนจะลดลงแต่ก็ไม่หมดไป ด้วยพื้นที่กว้างขวางทำให้ดูแลได้ไม่ทั่วถึง

ผ่านไปหลายปี ท่านได้เรียนรู้หลายสิ่งหลายอย่าง เช่น ไม้แปลกถิ่นที่ขอกล้ามาจากสถานี พวกสัก กระถินณรงค์ นนทรี ยูคาลิปตัส หางนกยูงเหล่านี้อาจจะโตเร็ว แต่ทนทานสู้ไม้พื้นถิ่นไม่ได้ พออายุราว 10 ปี ไม้แปลกถิ่นก็เริ่มล้มตายทับต้นอื่นๆ กลายเป็นปัญหาที่ต้องแก้อีกเปลาะ ฉะนั้น วิธีแก้ปัญหาที่ดีที่สุดคือ สร้างเรือนเพาะชำเอง แล้วเพาะกล้าไม้พื้นถิ่นที่พอหาได้ เช่น ตะเคียนหิน แดง พยุง ประดู่ มะค่าโมง ตะแบก เป็นต้น

"ตอนแรกอาตมาเอาไม้สักมาปลูก หน้าฝนมันเขียวสวยงาม แต่พอหน้าแล้งมันโล่งไปหมด แล้วก็กลายเป็นเชื้อไฟชั้นดี" จนถึงตอนนี้คะเนว่า มีพื้นที่ที่ปลูกไปแล้วและเตรียมการณ์ปลูก เกิน 70% ของพื้นที่ทั้งหมด

สิ่งสำคัญ เมื่ออยู่ไปก็พบว่า งานหนักที่สุดกลับไม่ใช่การปลูกป่า แต่เป็นการดูแลรักษาให้เหลือรอด อย่างปลูกต้นไม้ช่วงหน้าฝนก็ต้องคอยกำจัดวัชพืช คอยให้น้ำเวลาฝนทิ้งช่วง ในหน้าแล้งก็ต้องคอยไถและตัดหญ้าทำแนวกันไฟทุกปี ต้องคอยลาดตระเวน เฝ้าระวัง และขอความร่วมมือไปยังชุมชนข้างเคียง

ความเป็นพระสันโดษ เมื่อปัจจัยสนับสนุนหมด พระนิรันดร์ก็ทำตามอัตภาพ ไม่จ้างแรงงาน รถไถที่เคยซื้อก็จำหน่ายให้ญาติโยมเพราะไม่มีค่าน้ำมัน ทำให้ชาวบ้านที่เคยมาช่วย อุทิศตนมาดูแลโดยไม่หวังค่าจ้าง

"ถ้าหลวงพ่อไม่ปลูก ที่ตรงนี้อาจจะเป็นของผมก็ได้" นายธนกร น้อยชนะ เป็นหนึ่งในอาสาสมัคที่มาช่วยปลูกป่า เขาเล่าว่าตอนแรกชาวบ้านก็สงสัยว่า พระเข้ามาทำไม ปลูกป่าทำไมมากมาย และระแวงสงสัย ยิ่งเห็นท่านไม่เคยจัดงานวัดอะไรเลย แต่มีปัจจัยทำโน่นทำนี่ ชาวบ้านบางคนคิดไปไกลว่าท่านค้ายาบ้าก็มี

"ผมเคยถามว่า ท่านปลูกป่าทำไม ท่านก็ว่า ท่านปลูกป่าให้แผ่นดิน ผมได้ยินแล้วยังอึ้ง" อึ้งเพราะไม่เคยคิด แกว่างั้น "เลยลองมาช่วยงานท่าน ยิ่งอยู่ก็ยิ่งศรัทธา ท่านไม่เคยขออะไรใครเลย ทำเท่าที่ท่านทำได้ ปัจจัยหมดก็พอ ไม่จ้าง แต่ทำเองไปเรื่อยๆ ไม่ไหว้วานใคร ท่านว่าท่านเกรงใจ ไม่เคยแจกซองผ้าป่า ถ้ารู้ว่าวัดนี้ไปแจกซองผ้าป่าที่ไหนจับได้เลย วัดนี้ไม่เคยเรี่ยไรเงิน" นายธนกร ยืนยัน

ส่วนพระนิรันดร์ ก็บอกว่า การใหญ่อย่างนี้ ถ้าไม่มีศรัทธา ย่อมไม่มีวันสำเร็จ "ถ้าอาตมาไม่ได้เป็นนักบวช แล้วสังคมไทยไม่ได้นับถือศาสนาพุทธก็ทำไม่ได้หรอก ถือว่าเป็นใบบุญพระศาสนา เป็นปัจจัยต่อเนื่องกัน อาตมาเป็นพระ เขามีความเกรงใจมากกว่าโยมพูดกันเอง ก็ขอไว้ สงวนไว้ ก็ต้องผ่อนสั้นผ่อนยาวกันไป"

ด้วยแรงศรัทธา วันนี้ ป่าดงมูลมีต้นไม้พอให้เรียกว่า "ป่า" จริงๆ ให้ชื่นใจ ชาวบ้านที่เคยตั้งคำถามว่าวัดจะปลูกป่าทำไม แล้วทำไมต้องใช้มีปลูกจำนวนมากก็เริ่มเห็นคุณค่าและเดินเข้ามาที่วัดมากขึ้น

เมื่อธรรมชาติฟื้นฟู สิ่งแวดล้อมก็ดีขึ้น เป็นแหล่งต้นน้ำลำธารที่คนอีก 5 หมู่บ้าน ประมาณ 1,000 หลังคาเรือน ได้ใช้ประโยชน์ ทำให้การเพาะปลูกดีขึ้น ยังไม่รวมผลผลิตจากป่ามากมายที่หาเก็บได้ตามฤดูกาล เป็นผลงานที่มาจากความเสียสละ และใจที่มุ่งมั่นท่ามกลางความยากลำบาก

อดทนทำสิ่งที่คนไม่เห็นด้วยมาหลายสิบปี ก็เพื่อพิสูจน์ความจริงนี่แหละ

ชื่อ : พระนิรันดร์ คุณธโร
พุทธอุทยานถ้ำน้ำทิพย์ ต.กุงเก่า อ.ท่าคันโท จ.กาฬสินธุ์
โทร. 089 841 5527
อายุ : 55 ปี
การศึกษา : ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4
ระยะเวลาทำงานด้านอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม : 18 ปี (2534-ปัจจุบัน)

การทำงาน :

  • ปลูกต้นไม้ในพื้นที่ป่าเสื่อมโทรม
  • ชักชวนชาวบ้านร่วมกิจกรรม โดยจ้างวาน และนำไปสู่การร่วมใจ
  • จัดทำเรือนเพาะชำและกล้าไม้พื้นถิ่นเอง

ผลสำเร็จ :

  • ฟื้นฟูป่าเสื่อมโทรม ในพื้นที่ 2,333 ไร่ ตั้งแต่ปี 2534
  • เป็นแหล่งต้นน้ำที่ชาวบ้านได้ใช้ประโยชน์ใน ต.กุงเก่า อ.ท่าคันโท และ ต.นูนสาด อ.กระนวน
  • เกิดความสามัคคีในชุมชน

กลับหน้า ประจำปี 2552