ประเภทชุมชน (ชุมชน ชุมชนเมือง เครือข่ายชุมชน)

กลุ่มอนุรักษ์ป่าชายเลนเพื่อเพิ่มปริมาณปูเปี้ยว
"พลังชุมชนเพื่อรักษาท้องทะเล"

โดย ทรงพล ชื่นอารมณ์ คณะทำงานภูมิภาค ภาคใต้

การรวมตัวของ 2 ชุมชน 2 ตำบล บนพื้นที่รอยต่อ 2 อำเภอ (อ.ไชยา และอ.ท่าฉาง) บริเวณอ่าวบ้านดอน ที่ได้รับผลกระทบจากการบุกรุกป่าชายเลนเพื่อเลี้ยงกุ้งและการจับจองพื้นที่ในทะเล เพื่อทำคอกหอยแครง ส่งผลให้ "ปูเปี้ยว" ที่เคยชุกชุมลดจำนวนลง หลังจากบ่อนากุ้งทิ้งร้าง ชาวบ้านรวมตัวตั้ง "กลุ่มอนุรักษ์ทรัพยากรป่าชายเลนเพื่อเพิ่มปริมาณปูเปี้ยว" ร่วมกับสถานีพัฒนาป่าชายเลนที่ 13 เข้าฟื้นฟูพื้นที่ และร่วมกับสำนักงานสนับสนุนการวิจัย (สกว.) จัดทำโครงการ "การศึกษาแนวทางการจัดการป่าชายเลนเพื่อเพิ่มปริมาณปูเปี้ยวอย่างยั่งยืน" ส่งผลให้เกิดแหล่งเรียนรู้ในชุมชน การบริหารจัดการพื้นที่เพาะเลี้ยง การแปรรูป การตลาด และเกิดเครือข่ายงานชาวบ้าน 23 กลุ่ม ใน 7 อำเภอ บริเวณอ่าวบ้านดอน

อ่าวบ้านดอน เมื่อครั้งในอดีตกินพื้นที่ 7 อำเภอของจังหวัดสุราษฎร์ธานี ตั้งแต่อำเภอท่าชนะ ไชยา ท่าฉาง พุนพิน เมืองสุราษฎร์ กาญจนดิษฐ์ และอำเภอดอนสัก ความยาวแนวชายฝั่งประมาณ 120 กิโลเมตร พื้นที่ประมาณ 434,575 ไร่ เป็นพื้นที่ซึ่งมีความอุดมสมบูรณ์ เป็นแหล่งอาหาร และการประกอบอาชีพประมงชายฝั่งของชาวบ้านมาช้านาน

กระทั่งปี 2530 การเลี้ยงกุ้งกุลาดำได้ขยายพื้นที่ในการเพาะเลี้ยงอย่างมากมายเนื่องจากได้ราคาดี ทำให้พื้นที่บริเวณป่าชายเลนถูกบุกรุก โดยเฉพาะ "ปูเปี้ยว" ซึ่งชุกชุมมากที่สุดในบริเวณนี้ ลดปริมาณลงอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในเขตอำเภอท่าฉาง ซึ่งมีการเพาะเลี้ยงกุ้งถึงร้อยละ 80 ของพื้นที่ แต่ทำไปได้เพียง 5-6 ปี ผลผลิตเริ่มไม่คุ้มกับการลงทุน จึงเริ่มทิ้งบ่อให้ร้าง

นายประสิทธิ เชื้อเอี่ยม หรือ "ตาหม่อง" ชาวประมงพื้นบ้านแถบนี้ เล่าให้ฟังว่าเคยรับจ้างปลูกป่าชายเลนให้กับกรมป่าไม้ช่วงปี 2536 และอีกสองปีถัดมา ก็รับจ้างปลูกป่าชายเลนให้กับ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) จึงมองเห็นว่า ถ้าไม่มีป่าชายเลน ก็ไม่มีสัตว์น้ำ ประมงพื้นบ้านก็จะล่มสลาย โดยเฉพาะในปี 2540 มีนายทุนเข้าบุกรุกทำกินในพื้นที่ป่าชายเลนรอบอ่าวเพิ่มมากขึ้นเพื่อทำนากุ้งแบบพัฒนา มีการจับจองพื้นที่ในทะเลเพื่อเพาะเลี้ยงหอยแครงและหอยนางรม

"ช่วงนี้แหละ ที่เริ่มเกิดแนวคิดในการจัดทำโครงการอนุรักษ์ป่าชายเลนและรักษาพื้นที่ทะเลเพื่อทำการประมงพื้นบ้านขึ้น โดยใช้ปูเปี้ยวเป็นตัวชูนำการอนุรักษ์"

ในปีเดียวกัน สถานีพัฒนาทรัพยากรป่าชายเลนที่ 13 ได้เข้าไปปลูกป่าร่วมกับชาวบ้าน ทำให้ป่าชายเลนเริ่มอุดมสมบูรณ์ขึ้น สัตว์น้ำและปูเปี้ยวเพิ่มจำนวนมากขึ้น ชาวบ้านในพื้นที่ใกล้เคียงและต่างพื้นที่เข้าไปใช้ประโยชน์ทั้งการจับสัตว์น้ำ ปูเปี้ยว และตัดไม้ เพื่อใช้สอยและนำไปขาย แต่ขณะเดียวกัน ก็พบว่าคนบางกลุ่มเข้ามาใช้ประโยชน์ในทางที่ผิด เช่น ใช้สารเคมีหยอดรูปูเปี้ยว การจับปูเปี้ยวที่ไม่ได้ขนาด รวมทั้งการเข้าไปตัดไม้ในปริมาณมากจนเกินไป

ปัญหาคอกหอยแครงในทะเล ก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในช่วงปี 2542-2543 และทวีความรุนแรงในปี 2550 โดยกลุ่มอิทธิพลในพื้นที่เข้ามาทำคอกหอยตั้งแต่ 50-1,000 ไร่ และหนักกว่านั้น คือ การคราดหอย ซึ่งส่งผลกระทบต่อประมงชายฝั่งอย่างแรง

ตั้งกลุ่มอนุรักษ์ สู่งานวิจัยท้องถิ่น

ในปี 2545 ตาหม่องและผองเพื่อนร่วมกันจัดตั้ง "กลุ่มอนุรักษ์ทรัพยากรป่าชายเลนเพื่อเพิ่มปริมาณปูเปี้ยว" โดยสมาชิกศึกษาแนวทางและวิธีในการจัดการอนุรักษ์ป่าชายเลนและเพิ่มปริมาณปูเปี้ยวอย่างยั่งยืน เกิดเป็นโครงการ "การศึกษาแนวทางการจัดการป่าชายเลนเพื่อเพิ่มปริมาณปูเปี้ยวอย่างยั่งยืน" เป็นงานวิจัยท้องถิ่นที่ดำเนินการโดยชาวบ้าน ภายใต้การสนับสนุนงบประมาณสำนักงานสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ท้องถิ่น ในปี 2547

พื้นที่ดำเนินงานวิจัยอยู่ในบริเวณชุมชนคลองท่าปูน หมู่ 7 ต.เลม็ด อ.ไชยา และ หมู่ 1 ต.เขาถ่าน อ.ท่าฉาง ซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยของปูเปรี้ยว มีเนื้อที่ 1,500 ไร่ ผลจากการวิจัยทำให้ชาวบ้านได้ทราบสถานการณ์ปัญหา เกิดองค์ความรู้เรื่องปูเปี้ยว เกิดแนวทางการพัฒนาที่ รวมทั้งการบริหารจัดการพื้นที่เพาะเลี้ยงปูเปี้ยว การแปรรูป การตลาด จัดตั้งกฎระเบียบการดูแลร่วมกันในระบบกลุ่มและระบบอ่าว และผลการวิจัยดังกล่าวได้รับคัดเลือกให้เป็นโครงการวิจัยท้องถิ่นดีเด่น ประจำปี 2549

คุณค่าที่หวนคืน

หลังจากชาวบ้านรวมกลุ่มอนุรักษ์ฯ ก็เริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลงในหลายๆ ด้าน จากอดีตที่หาปูเปี้ยวทั้งคืนได้แค่ 3 กิโลกรัม ทุกวันนี้ ภายใน 2 ชั่วโมง ก็สามารถหาปูเปี้ยวได้กว่า 10 กิโลกรัม เป็นผลการฟื้นฟูระบบนิเวศป่าชายเลนในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา

นอกจากนี้ ชุมชนยังมีการเฝ้าระวังดูแลรักษาไม่ให้มีการเข้าไปบุกรุกทำลายป่าชายเลน และใช้เครื่องมือจับสัตว์น้ำที่ผิดกฏหมาย โดยจัดทีมเฝ้าระวังในทุกพื้นที่ และมีกฎระเบียบในการใช้ประโยชน์จากป่าชายเลนและทรัพยากรชายฝั่งอย่างชัดเจน

"กติกามีเพียงแค่หลักง่ายๆ คือ คนกับป่า คนกับสัตว์ อยู่กันได้อย่างสันติสุข เราไม่ทำลายป่า ถ้าใครจะตัดไม้ก็บอก และให้ปลูกเพิ่มหรือเสริมเข้าไป เราจะแบ่งพื้นที่ใช้สอย รวมถึงการจับสัตว์น้ำก็เช่นเดียวกัน ต้องรู้ที่จะจับ ไม่จับตัวเล็ก หรือช่วงฤดูวางไข่ เท่านี้เราก็ใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติได้อย่างมหาศาลแล้ว" แกนนำกลุ่ม-ตาหม่อง กล่าว

การทำงานที่ผ่านมา สมาชิกกลุ่มทำด้วยความสมัครใจ เสียสละ ไม่มีค่าตอบแทน ไม่มีกฎกติกาบังคับใดๆ ใครที่พร้อมที่จะทำงานกลับกลุ่มก็ทำ ใครที่ไม่พร้อมสามารถขอถอนตัวออกไปได้ เมื่อพร้อมก็กลับเข้ามาใหม่

Sea Food Bank

ปี 2547 รัฐบาลในขณะนั้นมีโครงการแปลงสินทรัพย์เป็นทุนเพื่อแก้ปัญหาความยากจน ท้องทะเลก็อยู่ในข่ายนี้ เป็นแนวคิดภายใต้โครงการซีฟู้ดแบงค์ (Sea Food Bank) มีหลักการว่าจะสร้างฐานการผลิตอาหารทะเล ทดแทนการจับจากธรรมชาติ มุ่งสร้างระบบการผลิตอาหารให้มีความปลอดภัยตามมาตรฐานสากลโดยไม่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ให้สิทธิทำกินในทะเลกับชาวบ้านคนละ 20 ไร่ เพื่อเลี้ยงหอย

หลักการฟังดูดี แต่ในทางปฏิบัติ เกิดปัญหาที่ตามมา คือการขายสิทธิ์ให้กับกลุ่มทุนภายนอกพื้นที่ รวมทั้งขยายการจับจองพื้นที่เพื่อขายต่อ สร้างความขัดแย้งกับการทำประมงชายฝั่งในพื้นที่ในเขตอ่าวบ้านดอนอยู่ในปัจจุบัน

การเผชิญหน้าดำเนินต่อไปพักใหญ่ ขณะเดียวกัน ชาวบ้านก็ขยายเครือข่ายออกไปสู่ชุมชนอื่นๆ อีก 23 กลุ่ม ใน 7 อำเภอรอบอ่าวบ้านดอน เพื่อร่วมกันอนุรักษ์ทรัพยากรในพื้นที่ของตนให้เป็นแหล่งอาหาร แหล่งอาชีพของชุมชน

ยุทธวิธีมีตั้งแต่การจัดทำแนวไม้ไผ่แสดงเขตพื้นที่สาธารณะหรือทะเลชุมชน ซึ่งมีเนื้อที่ประมาณ 6,582 ไร่ เป็นการแสดงเขตพื้นที่ดูแลและพื้นที่หากินของชาวบ้าน มีการเปิดเวทีสาธารณะ เวทีเสวนาสัญจร มีการนำเสนอสถานการณ์ความเคลื่อนไหวผ่านสื่อมวลชนทั้งในท้องถิ่นและระดับประเทศ เพื่อสื่อสารให้ผู้เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐ เอกชน และประชาชนทั่วไป ได้รับทราบถึงปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นในอ่าวบ้านดอน ตั้งแต่อดีต ปัจจุบัน และสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ท้ายที่สุด ขยายผลไปยังเยาวชนคนรุ่นใหม่ ทั้งในและนอกระบบโรงเรียน

เมื่อเครือข่ายความร่วมมือเกิดขึ้น ปัญหาก็ได้รับการคลี่คลาย สลายไปเหมือนคลื่นซัดฝั่ง และอีกไม่นาน ปัญหาในรูปแบบใหม่ก็จะมาถึง เหมือนคลื่นลมที่ซัดสาดไม่รู้จบ

แต่ความหวังและความกล้าหาญ ก็เป็นความพร้อมเพื่อรับมือกับพายุและคลื่นลม

ของชอบ...ของครอบครัว

ปูเปี้ยว หรือที่คนทั่วไปเรียกว่า "ปูแสม" ก็คือปูที่ใส่ส้มตำที่ทุกคนชื่นชอบในส้มตำปูเมนูเด็ด มักจะพบเห็นตามป่าชายเลน อาทิ ป่าจาก ป่าโกงกาง ป่าลำพู เป็นต้น

ลักษณะทั่วไป มีขนาดประมาณ 3-7 ซม. ก้ามมีสีแดงปนม่วง กระดองเกือบจะเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส ขอบบนด้านข้าง ของกระดอง ยกเป็นสันเกือบตรง มีรอยหยักเหมือนฟันที่มุมนอกของเบ้าตา มีลักษณะโค้งนูน ปลายแหลมเห็นได้ชัด ก้ามทั้งสองข้าง มีขนาดใกล้เคียงกัน กินใบไม้และ ซากสัตว์ที่ผุเปื่อยเป็นอาหาร


ชื่อชุมชน : กลุ่มอนุรักษ์ป่าชายเลนเพื่อเพิ่มปริมาณปูเปี้ยว
7 หมู่ 7 ต.เลม็ด อ.ไชยา จ.สุราษฎร์ธานี 84110
ผู้ประสานงาน : นายประสิทธิ เชื้อเอี่ยม (ตาหม่อง)
ประธานกลุ่มอนุรักษ์ป่าชายเลนเพื่อเพิ่มปริมาณปูเปี้ยว
โทร. 086 476 5162
ประชากร : - บ้านไทรงาม หมู่ 7 ต.เลม็ด อ.ไชยา จำนวน 130 ครัวเรือน 663 คน
- บ้านธารน้ำร้อน หมู่ 1 ต.เขาถ่าน อ.ท่าฉาง จำนวน 198 ครัวเรือน 708 คน
พื้นที่ในการดูแล : 1,500 ไร่

กิจกรรม :

  • การปลูกป่าชายเลนร่วมกับสถานีพัฒนาทรัพยากรป่าชายเลนที่ 13
  • จัดทำวิจัยท้องถิ่น ส่งผลให้มีการบริหารจัดการพื้นที่เพาะเลี้ยงปูเปี้ยว การบริหารจัดการแปรรูป การตลาด และตั้งกฎเกณฑ์ร่วมกัน
  • จัดทำแนวไม้ไผ่แสดงเขตพื้นที่สาธารณะ "ทะเลชุมชน" พื้นที่ 6,582 ไร่
  • การลาดตระเวนเฝ้าระวังเรืออวนลาก-อวนรุน
  • ร่วมกับเครือข่ายงานวิจัยในอ่าวบ้าน เปิดเวทีสาธารณะ เผยแพร่ข้อมูลข่าวสารสู่สาธารณะชน
  • ขยายเครือข่ายงานวิจัยบริเวณอ่าวบ้านดอนไปสู่ชาวบ้าน 23 กลุ่ม ใน 7 อำเภอ เพื่อรักษาทรัพยากรในท้องถิ่น

ผลสำเร็จ :

  • ชาวบ้านเห็นความสำคัญของการอนุรักษ์
  • ป่าชายเลนฟื้นตัว สร้างรายได้ให้กับชุมชน
  • ได้รับการคัดเลือกให้เป็นงานวิจัยท้องถิ่นดีเด่น ประจำปี 2549
  • เกิดแหล่งศึกษาเรียนรู้ของชุมชน

กลับหน้า ประจำปี 2552