ประเภทชุมชน (ชุมชน ชุมชนเมือง เครือข่ายชุมชน)

กลุ่มอนุรักษ์ป่าชายเลนชุมชนบ้านบางลา
การต่อสู้กับ "มือที่มองไม่เห็น"

โดย รุจน์ โกมลบุตร คณะกรรมการคัดเลือก

การต่อสู้ของชาวบ้านบางลาเพื่อรักษา "ป่าสงวนแห่งชาติป่าเลนคลองท่าเรือ" จากนายทุนที่อ้างเอกสารสิทธ์ สค.1 เพื่อต้องการพัฒนาให้เป็นบ่อเลี้ยงกุ้งและท่าเทียบเรือยอร์ซ ตั้งแต่ปี 2536-ปัจจุบัน ส่งผลให้ชาวบ้านและหน่วยงานรัฐ 7 หน่วยงาน ถูกฟ้องร้องจากการต่อสู้ สถานการณ์นี้ดำเนินไปพร้อมกับการจัดตั้งป่าชุมชนพื้นที่ 865 ไร่เศษ ล้อมรอบด้วยบ้านจัดสรร นากุ้ง และท่าเรือยอร์ซ มีการแบ่งแนวเขตป่า เฝ้าระวังการบุกรุก ปลูกป่าเพิ่ม ออกกฎระเบียบ โดยทำงานร่วมกับผู้หญิงและเยาวชน รวมถึงหน่วยงานต่างๆ เกิดเป็นการขับเคลื่อนที่ทรงพลัง

"แบบนี้มันเหมือนเอามือเปล่าชกกำแพงเลยนะ"

คำพูดข้างต้นของคุณนิรันศักดิ์ บุญจันทร์ บรรณาธิการจุดประกาย-วรรณกรรม แห่งกรุงเทพธุรกิจ และคณะกรรมการคัดเลือก เหมือนกำลังเปรียบเปรยการต่อสู้ของพี่น้องชุมชนบ้านบางลา อำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต เพื่อรักษาป่าชายเลนผืนใหญ่ของภูเก็ต ว่าการต่อสู้ของพวกเขามันสาหัสสากรรจ์เพียงไหน

มือเปล่าๆ เนี่ยจะสู้ความแข็งของกำแพงหินปูนได้เชียวหรือ?
การต่อสู้ของชาวบ้านบางลาเพื่อรักษา "ป่าสงวนแห่งชาติป่าเลนคลองท่าเรือ" ซึ่งเป็นป่าชายเลนทางฝั่งตะวันออกของภูเก็ต มีความต่อเนื่องและยาวนานและสามารถแบ่งได้เป็นสองยุค

ยุคแรกเกิดขึ้นเมื่อปี 2536 เมื่อมีนายทุนได้อ้างเอกสารสิทธิ์ สค.1 .ในเขตป่าสงวนฯ และต้องการจะพัฒนา ป่าชายเลนเหล่านั้นให้เป็นบ่อเลี้ยงกุ้ง

ชาวบ้านบางลาได้ปิดถนนประท้วงและผลักดันอย่างต่อเนื่องเพื่อให้มีการพิสูจน์ข้อเท็จจริงให้ถึงที่สุด จนเจ้าหน้าที่ต้องยกเลิกการลงไปวัดที่ดินให้แก่นายทุน ต่อมานายอำเภอถลางได้ออกหนังสือคัดค้านการออกเอกสารสิทธิ์ให้นายทุนรายดังกล่าว ขณะที่สำนักงานที่ดินภูเก็ตได้มีหนังสือถึงผู้ราชการจังหวัดยืนยันว่าไม่สามารถออกโฉนดที่ดินให้นายทุนได้ เพราะที่ดินผืนดังกล่าวอยู่ในเขตป่าสงวนฯ

จากนั้นชาวบ้านโดยการสนับสนุนจากจังหวัดภูเก็ต ได้พัฒนาที่ดินผืนดังกล่าวจำนวน 1.2 ไร่ ให้เป็นสนามกีฬาและศูนย์การเรียนรู้ของชุมชน

แต่จากการต่อสู้ดังกล่าว ส่งผลให้นายทุนรายเดิมฟ้องชาวบ้านและหน่วยงานราชการในข้องหาบุกรุกที่ดิน เวลานี้ชาวบ้านยังต้องเดินขึ้นโรงขึ้นศาล ตั้งแต่ปี 2544-ปัจจุบัน

คดีดังกล่าวยังไม่รู้ว่าจะจบอย่างไร ขณะที่ปัญหาครั้งใหม่ก็รุกคืบเข้ามาชุมชน นับเป็นการต่อสู้ในยุคที่สอง นั่นคือ ป่าชายเลนของชุมชนกว่า 1,200 ไร่ กำลังถูก "คุกคาม" จากเจ้าของ รีสอร์ท และเจ้าของท่าเทียบเรือยอร์ซ

ฝั่งตะวันออกของภูเก็ตเป็นฝั่งที่คลื่นลมค่อนข้างสงบ เหมาะที่จะพัฒนาให้เป็นท่าเทียบเรือยอร์ซ

ชาวบ้านบางลาบอกว่า "อ่าวยามู" ส่วนหนึ่งของอ่าวพังงา ซึ่งอยู่ทางตะวันออกของหมู่บ้าน ถือเป็นอ่าวคลื่นลมสงบมากที่สุดแห่งหนึ่งของภูเก็ต ดังนั้นป่าชายเลน 1,200 ไร่ ที่ชาวบ้านดูแลอยู่ จึงเป็นที่หมายตาของเจ้าของรีสอร์ตและท่าเทียบเรือยอร์ซ

หาก "นักลงทุน" ต่างชาติจากฝั่งเหนือของชุมชนรุกลงมาทางใต้ และ "นักลงทุน" ต่างชาติจากฝั่งใต้รุกคืบขึ้นไปทางเหนือ ป่าชายเลน 1,200 ไร่ จะกลายเป็นพื้นที่ราบสำหรับสร้างรีสอร์ตและท่าจอดเรือทันที หากเหตุการณ์เกิดขึ้นจริง จะทำให้ชาวบ้านสูญเสียป่าชายเลน ซึ่งเป็นแหล่งอาหาร แหล่งสมุนไพร และสูญเสียอาชีพประมง ซึ่งเท่ากับการสูญเสียวิถีชีวิตของพวกเขาโดยสิ้นเชิง

จากสถานการณ์ "พรานล่าเนื้อ" ดังกล่าว ส่งผลให้ชาวบ้านนั่งแทบไม่ติด เพราะไหนจะต้องพากันไปขึ้นศาลในคดีเก่า และไหนจะต้องระวังป่าชายเลนของชุมชนไม่ให้ถูกฮุบเอาไปพัฒนาในนามของ "อุตสาหกรรมการท่องเที่ยว"

อย่างไรก็ตาม ความร้อนอกร้อนใจของชาวบ้านได้ถูกแปรเปลี่ยนให้เป็นกลยุทธ์ในรูปแบบต่างๆ เพื่อใช้ในการพิทักษ์ป่าชายเลนผืนใหญ่ของภูเก็ต เช่น การจัดเวรยามออกสำรวจป่า การปลูกป่าทดแทน การสร้างกติกาที่ชัดเจนในการใช้ประโยชน์จากป่าร่วมกัน การปักแนวเขตป่า การเชื้อเชิญให้ทางราชการเข้ามารับรู้หรือมีส่วนร่วมกับกิจกรรมรักษาป่าของชุมชน และที่สำคัญคือ การสร้างหน่ออ่อนใหม่ๆ นั่นคือ เยาวชนในชุมชนให้มาสานต่องานอนุรักษ์ต่อจากคนรุ่นพ่อรุ่นแม่ และปู่ย่าตายาย

เยาวชนกลุ่มอนุรักษ์บ้านบางลา จำนวนเพียง 40-50 คนเท่านั้น ขณะที่เยาวชนคนอื่นๆส่วนมากไม่สนใจที่จะมาร่วมกิจกรรมเช่นนี้ ส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะผู้ใหญ่ในชุมชนกว่าครึ่งได้เปลี่ยนจากอาชีพประมงและเกษตร ไปรับจ้างและค้าขายในเขตเมืองตามแรงดึงดูดของ "อุตสาหกรรมการท่องเที่ยว" ไปแล้ว ผืนป่าชายเลนจึงดูด้อยค่าในสายตาของชาวชุมชนและเยาวชนส่วนมาก

อย่างไรก็ตามเยาวชนกลุ่มอนุรักษ์บ้านบางลา แม้มีจำนวนน้อย แต่ก็พยายามเกาะกลุ่มกันเหนียวแน่น เพื่อช่วยผู้ใหญ่รักษาผืนป่านี้เอาไว้ให้ได้ ด้วยการจัดกิจกรรมเดินป่าชายเลน สำรวจพันธ์ไม้ ปล่อยหอย ปลูกป่า ฯลฯ

เยาวชนเหล่านี้บอกว่า "พ่อเล่าว่า แต่ก่อนน้ำในคลองหน้าบ้านใสมาก จับปลาหาหอยก็ง่าย แต่ตอนนี้ไม่เป็นแบบนั้นอีกต่อไปแล้ว ป่าชายเลนเป็นแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำ จึงถือเป็นแหล่งอาหารของชุมชน และยังช่วยป้องกันคลื่นลมไม่ให้ปะทะมาหาชุมชนด้วย"

"หนูก็อยากให้นักท่องเที่ยวมาเที่ยวภูเก็ต แต่หนูก็อยากรักษาป่าของพวกหนูไว้เหมือนกัน"

"สิ่งที่หนูหนักใจที่สุดตอนนี้คือ ทำยังไงจะได้เพื่อนๆ มาเข้ากลุ่ม (อนุรักษ์) ให้มากขึ้น"
จากพลังของชุมชนและเยาวชน รวมทั้งการมีส่วนร่วมที่มากขึ้นของทางราชการ ทำให้ป่าชายเลนผืนนี้ยังคงอยู่มาถึงทุกวันนี้ โดยเฉพาะพันธ์ไม้หายาก เช่น พังกาหัวสุมดอกขาว ดอกแดง และสัตว์หายากอย่างตัวนาก ก็เริ่มคืนกลับมาให้เห็นในผืนป่า

สถานการณ์ "การปะทะกัน" ระหว่างการพัฒนาที่ดิน" ของนักลงทุนต่างชาติ และ "การอนุรักษ์ป่า" ของชาวบ้านบางลาจะจบลงอย่างไร คงไม่ยากเกินไปที่จะพยากรณ์

เพราะฝ่ายแรก มีแรงผลักแบะแรงดันภายใต้ "เศรษฐกิจระบบตลาด" ที่โยงใยเกี่ยวพันไม่ใช่ที่ภูเก็ต หรือเมืองไทย แต่มีอิทธิฤทธิ์ครอบคลุมไปทั้งโลก เปรียบเสมือนมือที่มองไม่เห็นที่ทั้งผลักทั้งดันผู้คนให้กึ่งเดินกึ่งวิ่งไปเรื่อยๆ จนไม่รู้ว่าจะไปถึงไหน

ขณะที่ฝ่ายหลัง มีเพียงมือเล็กๆ เพียงไม่กี่มือ และกำลังใจที่ปลุกเร้ากันเองให้ต้องเข้มแข็งอยู่ตลอดเวลา

เพราะหากกะพริบตาเมื่อไหร่ อาจโดน "มือที่มองไม่เห็น" สอยร่วงทันที

ชื่อชุมชน : กลุ่มอนุรักษ์ป่าชายเลนชุมชนบ้านบางลา
54/5 หมู่ 8 บ้านบางลา ถ.ท่าเรือ-เมืองใหม่ ต.ป่าคลอก อ.ถลาง จ.ภูเก็ต 83110
ผู้ประสานงาน : นายอรุณ บำรุงนา
โทร. 089 591 0860, 089 873 1051
ประชากร : 1,517 คน 477 ครอบครัว
พื้นที่ในการดูแล : พื้นที่ป่าชายเลน 1,200 ไร่ ครอบคลุม 3 หมู่บ้าน คือ บ้านผักฉีด
บ้านยามู และบ้านบางลา มีพื้นที่ป่าชุมชน 865.2 ไร่

กิจกรรม :

  • การออกกฎระเบียบการดูแลป่า และการใช้ประโยชน์จากป่าชุมชน ปลูกป่าเสริม การแบ่งเขตพื้นที่ป่าชุมชน
  • การแต่งตั้งคณะกรรมการ เพื่อดูแลรักษาและจัดเวรยามลาดตระเวนในพื้นที่ป่าชุมชนอย่างต่อเนื่อง
  • การสืบทอดการดูแลผ่านกลุ่มเยาวชน และกลุ่มผู้หญิง
  • การจัดทำกลุ่มออมทรัพย์

ผลสำเร็จ :

  • ได้รับธงพระราชทานจากสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ ในฐานะราษฎรอาสาพิทักษ์ป่า (รสทป.) ปี 2543
  • จุดประกายให้ชุมชนใกล้เคียง ได้เรียนรู้และลุกขึ้นมาปกป้องสิทธิชุมชน เป็นศูนย์กลาง การเรียนรู้และถ่ายทอดประสบการณ์การต่อสู้ รวมถึงเป็นแหล่งศึกษาเรียนรู้เรื่องระบบนิเวศ
  • จัดการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ในพื้นที่ป่าชายเลนโดยชาวบ้านในชุมชน
  • เกิดแนวร่วมขับเคลื่อนงานสิ่งแวดล้อมในระดับชุมชน ประกอบด้วย แกนนำผู้ชาย กลุ่มผู้หญิง กลุ่มเยาวชน และในระดับตำบล
  • การใช้ประโยชน์จากป่าชายเลน เช่น หอยกะพง หอยแครง หอยหวาย พันธุ์ไม้ป่าชายเลนหายาก เช่น พังกาหัวสุม หัวขาว และนากประมาณ 20 ตัว เข้ามาอาศัยในบริเวณป่าชายเลน จากอดีตที่หายไปแล้ว

กลับหน้า ประจำปี 2552