ประเภทชุมชน (ชุมชน ชุมชนเมือง เครือข่ายชุมชน)

องค์กรป่าชุมชนบ้านนาผักก้าม-บ้านนาเจริญ
"ป่าศักดิ์สิทธิ์ของชุมชนไทลื้อ"

โดย จิตระพี บัวผัน คณะทำงานส่วนกลาง

ป่าศักดิ์สิทธิ์โบราณ พื้นที่ 1,000 ไร่ ที่ดูแลมากว่า 3-4 ชั่วอายุคนของชาวไทลื้อ ที่อพยพมาจากหลวงพระบาง อยู่ท่ามกลางไร่พืชเศรษฐกิจ อย่างข้าวโพด ข้าวไร่ และสับปะรด โดยชาวบ้านไม่ใช้ประโยชน์จากป่า ด้วยเชื่อว่าเป็นป่าศักดิ์สิทธิ์และต้องห้าม ส่งผลให้ป่ายังคงความสมบูรณ์และเต็มไปด้วยพันธุ์ไม้หายาก กลายเป็น "ป่าต้นแบบ" ที่สามารถสร้างฝนและความชุ่มชื้นให้กับชาวบ้านและชุมชนรอบข้างได้นำไปเป็นแบบอย่าง และเห็นความสำคัญของการอนุรักษ์ป่ามากขึ้น

รถวิ่งไปข้างหน้าบนถนนโค้งแล้วโค้งเล่า สองข้างทางมีหมู่บ้านเป็นระยะ ตัดกับภาพภูเขาหัวโล้น ตลอดเส้นทาง บางลูกโล้นเตียนเพราะเพิ่งเตรียมดินเสร็จ บางลูกโล้นน้อยหน่อยเพราะข้าวโพดกำลังโต แต่ไม่มีเขาลูกไหนที่มีต้นไม้สูงเกินต้นข้าวโพด

ตลอดเส้นทางจากตัวเมืองเลยมาถึง อำเภอนาแห้ว จังหวัดเลย เข้าสู่ ตำบลเหล่ากอหก มีลักษณะนี้ ยกเว้นพื้นที่หย่อมหนึ่งในตำบลซึ่งอยู่ติด สปป.ลาว กลับเขียวด้วยต้นไม้ใหญ่

นี่คือ "ป่าชุมชนร้องนาเอี่ยน" ผืนป่ากว่า 1,000 ไร่ ที่อยู่ระหว่างบ้านนาผักก้ามและบ้านนาเจริญ ชุมชนชาวไทลื้อ ในตำบลเหล่ากอหก อำเภอนาแห้ว จังหวัดเลย

ไม่ใช่ความหมัศจรรย์ แต่เป็นผลสำเร็จที่เกิดจากความร่วมมือของสองชุมชน ที่ช่วยกันดูแลรักษามาหลายชั่วคน

ป่าชุมชนร้องนาเอี่ยน เป็นป่าดงดิบโบราณ ไม่เคยถูกบุกรุกมาก่อน ทำให้ป่ามีความอุดมสมบูรณ์ ต้นไม้น้อยใหญ่หนาทึบ มีพันธุ์ไม้ทั้งไม้ชั้นล่าง ประเภทเฟิร์น เถาวัลย์ หวาย เห็ด และพืชสมุนไพร ซึ่งเป็นแหล่งอาหารของคนในชุมชน ไม้ชั้นกลางประเภทไผ่นานาชนิด หมากน้อย พืชสมุนไพร และไม้ยืนต้นชั้นบน เช่น ไม้ยาง ไม้ก่อ ไม้กะบาก ไม้พะยอม ไม้พันทรี ไม้แลนคอ เป็นต้น

นอกจากนี้ ยังมีไม้หายากและพืชกำลังสูญพันธุ์มากมาย เช่น ต้นค้อ 3 สายพันธุ์ โดยเฉพาะหมากค้อเขียวซึ่งพืชหายาก เร่วหรือหมากแหน่งที่มีหลายสายพันธุ์ สัตว์ป่าพวกหมูป่า ไก่ป่า ลึ่ง กระรอก กระแต งูนานาชนิด และยังมีแมลงมากมาย รวมเป็นความหลากหลายทางชีวภาพที่มีเฉพาะในผืนป่าแห่งนี้

"เวลาฝนตก เมฆมันลอยมาที่นี่ก่อน จะตกในป่านี้ก่อน" นายธนโชติ สิงห์คำ ผู้ใหญ่บ้าน บ้านนาผักก้าม หนึ่งในคณะกรรมการองค์กรป่าชุมชนบ้านนาผักก้าม-บ้านนาเจริญ เล่าให้ฟัง"อยู่ในป่ามองไม่เห็นฟ้าเลย มันหลงทิศจริงๆ เพราะทึบไปหมด ทั้งทึบทั้งชื้น" เขาบอกว่าตั้งแต่จำความได้พ่อแม่ปู่ย่าก็ว่า นี่คือป่าต้องห้าม ในป่ามีผี และเครือเถาวัลย์หลง ถ้าใครเข้าป่าแล้วเผลอข้ามหรือลอดเครือเถาวัลย์หลงนี้ ก็จะหลงป่าออกมาไม่ได้ แม้เมื่อโตขึ้นรู้ว่าอะไรเป็นอะไร แต่ความเชื่อก็ยังสืบทอดปฏิบัติ ถือเป็นกุศโลบายในการรักษาป่ามาหลายชั่วอายุคน แม้ชาวบ้านส่วนใหญ่จะปลูกข้าวโพด สับปะรด ข้าวไร่ ก็ตาม

จนเมื่อเกิด "ยุทธภูมิร่มเกล้า" ทหารเข้ามาเปิดพื้นที่เพื่อไม่ให้เป็นฐานกบดานของฝ่ายตรงข้าม ชาวบ้านจึงมาขอตกลงกับเจ้าหน้าที่ทหารว่า ขออย่าตัดไม้ โดยยกเว้นในเขตที่มีสีขาวป้ายตามต้นไม้ นั่นเป็นครั้งแรกที่คณะกรรมการหมู่บ้านทั้งสองหมู่เริ่มแสดงขอบเขตพื้นที่ป่า ต่อมาก็ร่วมกันเอาสีแดงและสีน้ำเงินป้ายต้นไม้เพิ่มในปี 2532 และปี 2534

การรักษาป่าเป็นไปด้วยดี หลังจากเจ้าหน้าที่ทหารออกไป ก็ไม่มีการบุกรุกทำลายป่า จนในปี 2539 ชุมชนได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ พระราชทาน "ธงพิทักษ์ป่า เพื่อรักษาชีวิต" อันเป็นสิ่งที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของราษฎรในการอนุรักษ์พื้นที่ป่าชุมชนต่อไป

ชุมชนเริ่มต้นรักษาป่าตั้งแต่ปี 2514 โดยใช้ "ความเชื่อ" เป็นด่านหน้า ต่อมาก็ตั้งคณะกรรมการป่าชุมชนเป็นแรงหนุนหลัง กำหนดกฏระเบียบกติกาการใช้ประโยชน์จากป่า และดำเนินกิจกรรมต่างๆ ทั้งการ ลาดตระเวน จัดทำแนวกันไฟในหน้าแล้ง และถึงจะเปลี่ยนชื่อเป็น "องค์กรป่าชุมชนบ้านนาผักก้าม-บ้านนาเจริญ" ในปี 2534 รวมทั้งเพิ่มจำนวนกรรมการในระดับหมู่บ้าน และฝ่ายปฏิบัติงานร่วม เช่น กลุ่ม อปพร. ตำรวจบ้าน กลุ่มเยาวชน และกลุ่มผู้มีรถไถ แต่ในการทำงาน ก็ไม่ได้มีอะไรเปลี่ยนแปลง

มาพบความเปลี่ยนแปลงอีกครั้ง เมื่อเปลี่ยนผู้ใหญ่บ้าน ซึ่งเป็นคนนอกพื้นที่
"นอกจากไม่ดูแลรักษาก็ยังปล่อยปละละเลย ไฟป่ามาก็เฉย ไม่เรียกชาวบ้านไปช่วยดับ พวกเราต้องเกณฑ์กันไปเอง เขาปล่อยปละจนพวกเราหมดกำลังใจ" สุดท้าย ผู้ใหญ่บ้านคนนั้นก็อยู่ไม่ครบวาระ เพราะชาวบ้านไม่พอใจ แล้วได้ผู้ใหญ่ธนโชติ สิงห์คำ มารับหน้าที่แทน "ชาวบ้านเขาได้เรียนรู้และบอกเลยว่า ใครไม่รักป่า ไม่ต้องมาเป็นผู้นำ"

ปัญหาไฟไหม้ป่านั้นมีทุกปี เพราะรอบๆ ป่าเป็นพื้นที่ทำกินของชาวบ้าน พอหน้าแล้งกลุ่มจะจัดคนคอยลาดตระเวนตรวจแนวกันไฟตลอด และ อบต.เหล่ากอหก ก็มีเงินสนับสนุนให้ปีละ 50,000 บาท

ป่าชุมชนร้องนาเอี่ยนให้ทุกคนเข้ามาใช้ประโยชน์ได้ แต่ห้ามทำลายหรือตัดต้นไม้ เพราะที่นี่เป็นแหล่งอาหาร เห็ด พืชผักป่า หน่อไม้ หากินได้ตลอดปี เป็นตลาดสดปลอดสารพิษของชุมชน เป็นแหล่งยาสมุนไพร โดยเฉพาะสมุนไพรสำหรับคนอยู่ไฟ เป็นสมุนไพรบำรุงน้ำนม บำรุงกำลังให้กับสตรีที่เพิ่งคลอดลูกใหม่ และเป็นวัตถุดิบที่ใช้ผลิตเป็นเครื่องมือเครื่องใช้ภายในครัวเรือนและเครื่องมือทำกิน เช่น หวดกระติบข้าว ฝักมีด ด้ามมีด ตะกร้า เขียง เป็นต้น

นอกจากนี้ยังมี "แขม" พืชที่ใช้ผลิตไม้กวาด ซึ่งเป็นพืชที่ทำรายได้แก่ครัวเรือนอย่างมาก เพราะสามารถขายทั้งเป็นวัตถุดิบและแปรรูปเป็นไม้กวาดขาย

"เข้าหน้าหนาว พวกเราจะมีสภาน้ำยาสมุนไพร ตอนกลางคืนชาวบ้านจะอยู่ที่กระต๊อบไฟไว้ผิงหน้าหนาว ข้างบนจะมีเครื่องจักสานต่างๆ ห้อยตามขื่อ ไม่ว่าจะเป็นกระติ๊บ หวด เครื่องสาน ตรงกลางเป็นกองไฟ มีไม้สามขาตั้งหม้อยาต้มสมุนไพรจากป่าเรานี่แหละ คนจะรวมกลุ่มกัน สานไป คุยกันไป ตักน้ำยาต้มให้ร่างกายอบอุ่น ควันไฟก็รมไม้ตอกข้างบน เสร็จแล้วจะเหลืองทองสวยเชียวละ เป็นการไล่มอดและทำให้ไม่เหม็นหืน แล้วจะทนมาก"

การใช้ประโยชน์จากป่ายังไม่หมดแค่นี้ ชาวบ้านยังประยุกต์ยังนำเมล็ดพืชผักป่ามาเพาะ นำกิ่งไม้มาปักชำปลูกข้างบ้านหรือตามหัวไร่ปลายนา เพื่อลดการใช้ผลผลิตจากป่าชุมชน เป็นการสร้างป่าครอบครัวไปในตัว

นอกจากนี้ ยังมีการเก็บซังข้าวโพดที่เหลือจากการสี ใส่กระสอบเก็บใส่ยุ้ง เพื่อไว้ใช้เป็นฟืนตลอดปี โดยเฉลี่ยจะใช้ครัวเรือนละประมาณ 1,000 กิโลกรัม ถ้าคิดเป็นมูลค่าก็ตกกิโลกรัมละ 3 บาท เป็นการประหยัดการใช้ไม้ฟืนและลดรายจ่าย โดยเฉพาะเวลาต้มหน่อไม้ ซึ่งเป็นอาหารพื้นบ้านที่ขึ้นชื่อ

วิถีชีวิตอาจไม่สมบูรณ์พร้อมชาวบ้านยังอาศัยพืชเชิงเดี่ยว แต่การรักษาป่าก็ "ดีพอ" สำหรับการเป็นชุมชนต้นแบบเพื่อการอนุรักษ์

ชื่อชุมชน : องค์กรป่าชุมชนบ้านนาผักก้าม-บ้านนาเจริญ
87 ม.4 บ้านนาผักก้าม ต.เหล่ากอหก อ.นาแห้ว จ.เลย 42170
ผู้ประสานงาน : นายธนโชติ สิงห์คำ ผู้ใหญ่บ้าน
โทร. 042 087 628, 084 564 0839
ประชากร : บ้านนาผักก้าม 158 ครัวเรือน 460 คน
บ้านนาเจริญ 152 ครัวเรือน 488 คน
พื้นที่ในการดูแล : 1,000 ไร่

กิจกรรม :

  • ทำแนวป้องกันไฟรอบป่าชุมชนร้องนาเอี่ยน เน้นการแยกแนวเขตระหว่างป่ากับที่ดินทางการเกษตรของชาวบ้านอย่างชัดเจน
  • กำหนดข้อห้ามและข้อควรปฏิบัติ และแจ้งให้ชุมชนทราบโดยท่านผู้นำชุมชน
  • จัดทำแนวป้องกันไฟรอบป่าชุมชนร้องนาเอี่ยนตลอดแนว เป็นการป้องกันการบุกรุกเขตแดนของชาวบ้านที่มีที่ทำกินติดกับป่าชุมชน พร้อมมอบหมายให้เป็นผู้ช่วยดูแลแจ้งข่าวการลักลอบตัดไม้ทำลายป่าและเผาป่า
  • ขยายเครือข่าย นำแนวคิดจากป่าชุมชนร้องนาเอี่ยนเป็นแนวทางในการสร้างป่าชุมชนของแต่ละหมู่บ้าน เช่น ป่าวัดของบ้านนาลึ่งและนาเชื่อม และการกักพื้นที่ป่าชุมชนของบ้านเหล่ากอหก เป็นต้น
  • ถ่ายทอดสู่เยาวชน โดยร่วมกับทางโรงเรียนสร้างหลักสูตรเรื่องป่าชุมชน

ผลสำเร็จ :

  • ป่าชุมชนร้องนาเอี่ยนได้รับพระราชทานธงพิทักษ์ป่าเพื่อรักษาชีวิตจากสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ เมื่อปี พ.ศ. 2539
  • เป็นแหล่งเรียนรู้พืชสมุนไพร แหล่งอาหารตามธรรมชาติของชุมชน
  • เป็นแหล่งอาชีพของประชาชนเพื่อหารายได้และยังชีพ เช่น เห็ด หน่อไม้ สมุนไพร ดอกแขม
  • ประชาชนสามารถนำไม้หรือสิ่งจำเป็นต่างๆ ในป่าชุมชนมาใช้สอยได้ตามความจำเป็นโดยการอนุญาตจากกรรมการ

กลับหน้า ประจำปี 2552