ประเภทชุมชน (ชุมชน ชุมชนเมือง เครือข่ายชุมชน)

เครือข่ายชุมชนตำบลบางสระเก้า
"4 ยุทธศาสตร์เพื่อการกู้วิกฤติ"

โดย ธีรยุทธ สายทอง คณะทำงานส่วนกลาง

ชุมชนตำบลบางสระเก้า เป็นชุมชนหนึ่งที่ประสบวิกฤตในช่วงเศรษฐกิจฟองสบู่แตก มีหนี้สินติดตัวจากการเลี้ยงกุ้งกุลาดำ แกนนำและชาวบ้านจึงหาทางออกร่วมกัน โดยการหวนคืนสู่วิถีชีวิตแบบดั้งเดิม เริ่มจากการทอเสื่อกกจนสามารถจัดตั้ง "ศูนย์ศิลป์เสื่อบางสระเก้า" เพื่อส่งเสริมและพัฒนาอาชีพทอเสื่อกก ขยายตัวเป็นกลุ่มอาชีพเดิมในท้องถิ่นอีกกว่า 40 กลุ่ม และในที่สุด ก็นำไปสู่การรวมตัวเป็น "เครือข่ายองค์กรชุมชนตำบลบางสระเก้า" วางโครงสร้างทำแผนแม่บท และเกิด 4 ยุทธศาสตร์หลักในการบริหารจัดการ ซึ่งทำให้ป่าตะกาดใหญ่ ของชุมชนกลายเป็นตู้กับข้าวใบใหญ่ของผู้คนชาวบางสระเก้า

พื้นที่ตำบลบางสระเก้ามีลักษณะเป็นที่เนินราบลุ่ม อยู่ในเขตชายทะเล มีลำคลองไหลผ่าน แบ่งแยกพื้นที่ป่าเบญจพรรณกับป่าชายเลน ในอดีต ป่าผืนนี้เป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์นานาชนิด ตั้งแต่ช้างป่า เสือลายพาดกลอน เสือปลา เสือแปลง นากทะเล จรเข้น้ำเค็ม จนถึงลิงแสม

ชาวบ้านกลุ่มแรกที่เข้ามาตั้งถิ่นฐาน คือ ชาวชอง พวกเขามาจากตำบลบางกระจะ อำเภอเมือง จังหวัดจันทบุรี ต่อมา มีการติดต่อค้าขายทางเรือกับชาวจีน ชาวเวียดนาม และผู้คนจากทางภาคใต้

บทเรียนที่เจ็บปวด

ในปี 2527 ชุมชนบางสระเก้า ได้รับผลกระทบจากระบบอุตสาหกรรม โดยเฉพาะการทำบ่อเลี้ยงกุ้งกุลาดำ ซึ่งในเวลานั้นเป็นอาชีพที่สร้างการตื่นตัว บ่อกุ้งขยายวงกว้างเข้าสู่ชุมชน เนื่องจากลักษณะพื้นที่เอื้ออำนวย ส่งผลให้นาข้าวของชาวบ้านถูกกลืนไปเป็นนากุ้งของนายทุน ส่วนป่าชายเลนที่เคยเขียวขจี บ่งบอกถึงความอุดมสมบูรณ์ทางธรรมชาติ ก็ถูกถากถางกลายเป็นบ่อเลี้ยงกุ้งเช่นกัน

เมื่อการเลี้ยงกุ้งขยายวงกว้าง ราคากุ้งเริ่มตกต่ำลง ต้นทุนการผลิต ไม่ว่าจะเป็นอาหารกุ้ง วิตามินเสริม เกลือแร่ ปูนปรับสภาพดิน น้ำ ยาฆ่าเชื้อ เครื่องยนต์ อุปกรณ์ชุดตีน้ำ น้ำมันเชื้อเพลิง ฯลฯ ต่างมีราคาถีบตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง พื้นที่เลี้ยงกุ้งหลายแห่งมีสภาพเสื่อมโทรม ทำให้เกิดโรคระบาดอย่างรุนแรง เกษตรกรประสบกับภาวะขาดทุน บางรายหมดตัว ต้องเลิกกิจการ และท้ายที่สุด คือผลกระทบที่เกิดกับแหล่งอาหารของชุมชน สัตว์น้ำตามธรรมชาติลดจำนวนลงเพราะสารเคมีตกค้างที่ไหลออกสู่ลำคลองธรรมชาติ

กอปรกับการเติบโตของชุมชน เมื่อจำนวนประชากรเพิ่มมากขึ้น ความต้องการอาหารจากธรรมชาติก็เพิ่มมากขึ้นตามลำดับ การจับสัตว์น้ำเพื่อบริโภคในครัวเรือนถูกแทนที่ด้วยการจับเพื่อการค้าขาย ชุมชนประมง "เรืออวนรุน" เริ่มรุกเข้ามาในลำคลองเพราะความอุดมสมบูรณ์ของสัตว์น้ำในลำคลองยังคงหลงเหลืออยู่ เกิดความขัดแย้งในการทำมาหากิน ลอบปู ลอบอวน สายเบ็ดราว ที่ชาวบ้านได้วางไว้ในลำคลองถูกเรืออวนรุนทำลายเสียหาย

"นากก" ทรัพยากรพื้นฐานตามวิถีท้องถิ่นก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน วิถีชีวิตการสานเสื่อกกเริ่มสูญหาย เพราะชาวบ้านส่วนใหญ่หันไปทำนากุ้งกันหมด แต่ในความมืดมิดก็ยังมีแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ เมื่อชุมชนได้รวมตัวกันหาสาเหตุของปัญหา ทบทวนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และเสนอแนวทางแก้ไข โดยเสนอโครงการต่อกองทุนเพื่อการลงทุนเพื่อสังคม (Social Investment Fund หรือ SIF)

4 ยุทธศาตร์เพื่อการกู้วิกฤติ

แกนนำชุมชนบางสระเก้า ได้รวมตัวแลกเปลี่ยนเรียนรู้สถานการณ์ที่เกิดขึ้นกับชาวบ้าน และค้นหาทางออกร่วมกัน คือตัดสินใจรื้อฟื้นวิถีชีวิตดั้งเดิม และทางที่เป็นไปได้ไม่ยากที่สุด คือ การทอเสื่อกก เป็นสิ่งเดียวที่ชาวบ้านพอจะฝากความหวังไว้ได้ จึงได้จัดตั้ง "ศูนย์ศิลป์เสื่อบางสระเก้า" เพื่อส่งเสริมพัฒนาทอเสื่อกก เมื่อประสบความสำเร็จในระดับหนึ่ง ชาวบ้านได้ขยายพื้นที่ปลูกวัตถุดิบมากขึ้น และสามารถลดต้นทุนในการทอ

จากการสำรวจเก็บข้อมูลกลุ่มองค์กรชุมชนแบบไม่เป็นทางการ พบว่า ตำบลบางสระเก้า ยังมีกลุ่มอาชีพ กลุ่มการเงิน กลุ่มเล็กกลุ่มน้อย ที่มีการจัดตั้งแล้วกว่า 40 กลุ่ม แต่เป็นไปในลักษณะต่างคนต่างทำ ไม่เกิดพลัง จึงมีการรวบรวมองค์ความรู้จากกลุ่มต่างๆ มาจัดให้เป็นระบบ จัดตั้งศูนย์เรียนรู้ในแต่ละหมู่บ้าน คือ หมู่ 1 ศูนย์การเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง หมู่ 2 ศูนย์การแปรรูปผลิตภัณฑ์จากทะเล หมู่ 3 ศูนย์เกี่ยวกับพืชเส้นใย เพื่อเพิ่มมูลค่าพวก ต้นปอ กก หมู่ 4 ป่าตะกาดใหญ่ ดูแลด้านการอนุรักษ์ และหมู่ 5 เป็นบ้านปลา ธนาคารปู

ทักษะจากหมู่ต่างๆ กลายเป็นเกลียวเชือกที่ควั่นรวมกันเป็น "เครือข่ายองค์กรชุมชนตำบลบางสระเก้า" โดยวางโครงสร้างเพื่อจัดการทำแผนแม่บทชุมชน ตามลักษณะกิจกรรมของกลุ่มองค์กรชุมชนเป็น 4 ยุทธศาสตร์ คือ

  1. ยุทธศาสตร์องค์กรการเงินและสวัสดิการ มีการตั้งสถาบันการเงิน และตั้งธนาคารชุมชน ซึ่งได้ดำเนินการแล้ว
  2. ยุทธศาสตร์ส่งเสริมอาชีพเศรษฐกิจชุมชน ตั้งเป้าให้เป็นรัฐวิสหกิจชุมชน โดยมี "ศูนย์ศิลป์เสื่อบางสระเก้า" เป็นต้นแบบ
  3. ยุทธศาสตร์เกษตรสิ่งแวดล้อม คือการฟื้นฟูป่าตะกาดใหญ่
  4. ยุทธศาสตร์สังคมวัฒนธรรมและสื่อชุมชน เป็นยุทธศาสตร์สำคัญเพื่อสื่อวัฒนธรรม วิถีชีวิตของชุมชน โดยใช้สื่อชุมชนสร้างความเข้าใจระหว่างภาครัฐ เอกชน และชาวบ้าน ให้เข้าใจตรงกัน เกิดการขับเคลื่อนไปในทางเดียวกัน ก่อให้เกิดพลัง ซึ่งแนวคิดหลักของเครือข่ายชุมชนตำบลบางสระเก้า

ทั้ง 4 ยุทธศาสตร์นี้ มีตัวแทนเป็นคณะกรรมการบริหาร และมีตัวแทนมาร่วมเป็น "คณะกรรมการเครือข่ายตำบลบางสระเก้า" ซึ่งมีการประชุมหารือกันทุกเดือน

ฟื้นฟูป่าตะกาดใหญ่

ป่าตะกาดใหญ่ เป็นผืนป่าชายเลนอยู่ในอิทธิพลของระบบน้ำขึ้น-ลงของทะเล อยู่บริเวณบ้านกองหิน หมู่ 4 มีเนื้อที่ 150 ไร่ ชาวบ้านได้เริ่มฟื้นฟูโดยการยกคันดินกั้นแนวเขตล้อมรอบป่า เพื่อป้องกันการบุกรุก และขอความร่วมมือจากชาวบ้านโดยการร่วมบริจาคทรัพย์ และแรงงานก่อสร้างสะพานกล่องซีเมนต์ เพื่อเชื่อมเส้นทางไหลเข้า-ออกทะเล

การยกคันดินสามารถหยุดการบุกรุกครอบครองพื้นที่ได้ แต่กลับเป็นการเปิดโอกาสให้เข้าไปเก็บเกี่ยวผลผลิตในผืนป่าอย่างป้องกันได้อยาก ทำให้ป่าเสื่อมโทรมอย่างรวดเร็ว ชาวบ้านจึงร่วมกันประกาศเป็น "เขตพื้นที่ป่าอนุรักษ์เฉลิมพระเกียรติ" และตั้ง "กลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและทรัพยากรชายฝั่ง หมู่ 4" ในปี 2547 เพื่อดูแลและเฝ้าระวัง รวมทั้งเชื่อมประสานการทำงานและแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกับเครือข่ายองค์กรตำบลบางสระเก้า และหน่วยงานต่างๆ เข้าร่วมปลูกป่าชายเลน

หลังจากนั้น ก็ทีการจัดเวทีประชาคม ลงมติเห็นชอบร่วมกันพัฒนาป่าตะกาดใหญ่ ให้เป็นศูนย์เรียนรู้ของชุมชน กิจกรรมนี้ได้รับงบประมาณสนับสนุนจากแผนยุทธศาสตร์อยู่ดีมีสุข โดยการสร้างสะพานคอนกรีตเดินชมป่า และก่อสร้างอาคาร 1 หลัง (กำลังดำเนินการก่อสร้าง)

ฟื้นฟูสัตว์น้ำบ้านแถวนา

จากการศึกษาข้อมูลครัวเรือนในชุมชนบ้านแถวนา โดยการรวบรวมใบซื้อขายเนื้อปูม้า พบว่า ชาวบ้านมีรายได้จากการดักปูม้ามาต้มแกะเนื้อขาย รวมเป็นเงินกว่า 300,000 บาท แต่อุปสรรคหนักหนาก็คือ ปัญหาเรืออวนรุนที่มาปล่อยอวนรุนในลำคลองดักปู ทำให้ลอบและอวนที่วางดักปูเสียหาย ชาวบ้านจึงได้รวมตัวกันตั้ง "กลุ่มอนุรักษ์พิทักษ์สิ่งแวดล้อม" และร่วมเป็นสมาชิกเครือข่ายองค์กรชุมชนตำบลบางสระเก้า ไปศึกษาดูงานการอนุรักษ์และฟื้นฟูสภาพป่าชายเลน โดยมีชุมชุนบ้านเปร็ดใน จ.ตราด เป็นพี่เลี้ยงแนะนำวิธีการทำเต๋ายาง เพื่อเป็นที่อาศัยของสัตว์น้ำมาใช้ในชุมชน และได้รับงบประมาณสนับสนุนจาก อบต.บางสระเก้า จำนวน 50,000 บาท เพื่อจัดทำเต๋ายาง โดยนำยางรถยนต์มามัดติดกันเป็นรูปลูกเต๋า เทปูนพื้นเป็นฐานถ่วงน้ำหนัก และสร้างธนาคารปู ใช้ไม้ไผ่ปักติดกันเป็นรูปโคกสี่เหลี่ยม วางไว้ในบริเวณชายคลองที่น้ำทะเลท่วมถึง เพราะปูทะเลจะอาศัยอยู่ในรูเมื่อยามน้ำลด และจะออกหาอาหารเมื่อน้ำขึ้น หลังจากนั้น สมาชิกกลุ่มก็จะหาแม่ปูมาขังเลี้ยงไว้ เมื่อแม่ปูออกไข่ ไข่ก็จะลอดหลุดลอยไปตามกระแสน้ำ

จากนั้นได้จัดตั้ง "ศูนย์เรียนรู้ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม" (บ้านปลาธนาคารปู) เพื่อเป็นศูนย์เรียนรู้ สร้างจิตสำนึกรักทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยสร้างอาคารเรียนรู้ จัดทำป้ายข้อมูล และจัดเต็นท์สนามไว้สำหรับผู้ที่เข้ามาเรียนรู้และพักแรมค้างคืน

บทเรียนจากชุมชนบางสระเก้าชี้ให้ถึงความไม่พร้อมของการเดินตามกระแสการพัฒนาในระบบอุตสาหกรรม

แต่บทเรียนที่เจ็บปวด ก็นำมาสู่ปัญญาในการแก้ปัญหา การเลือกทางเดินชีวิตใหม่ที่นำไปสู่ความยั่งยืนกว่า มีคุณค่ากว่า และมีความสุขมากกว่าทางเดินสายเก่า

ชื่อชุมชน : เครือข่ายชุมชนตำบลบางสระเก้า
ต.บางสระเก้า อ.แหลมสิงห์ จ.จันทบุรี
ผู้ประสานงาน : นายนรวรรณ ใจชื่น
โทร. 081 908 5386
พื้นที่การดูแล : ป่าตะกาดใหญ่ บ้านกองหิน หมู่ 4 เนื้อที่ 150 ไร่ และพื้นที่ฟื้นฟูสัตว์น้ำธรรมชาติ บริเวณบ้านแถวนา
ประชากร : 518 ครัวเรือน 2,198 คน

กิจกรรม :

  • กำหนดโครงสร้างเพื่อจัดการทำแผนแม่บทชุมชน ตามลักษณะกิจกรรมของกลุ่มองค์กรชุมชนเป็น 4 ยุทธศาสตร์ คือ องค์กรการเงินและสวัสดิการ ส่งเสริมอาชีพเศรษฐกิจชุมชน เกษตรสิ่งแวดล้อม และสังคมวัฒนธรรมและสื่อชุมชน
  • ทั้ง 4 ยุทธศาสตร์ ส่งตัวแทนมาเป็นคณะกรรมการเพื่อบริหาร และตัวแทนเข้าร่วมคณะกรรมการเครือข่ายตำบลบางสระเก้า โดยประชุมทุกวันที่ 1 ของเดือน
  • ฟื้นฟูป่าตะกาดใหญ่ ให้เป็นตู้กับข้าวใบใหญ่ประจำตำบล

ผลสำเร็จ:

  • เกิดกลไกเครือข่ายการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ และกลุ่มผู้นำได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนเรียนรู้และเห็นความชัดเจน ก่อให้เกิดกระบวนการพัฒนาการเรียนรู้ และศักยภาพของคนในชุมชน
  • ป่าชายเลนในป่าตะกาดใหญ่มีความอุดมสมบูรณ์
  • เกิดความสามัคคีในชุมชน รวมตัวกันอนุรักษ์ฟื้นฟูป่าตะกาดใหญ่
  • ชาวบ้านสามารถจับสัตว์น้ำไปทำอาหารในครัวเรือน ลดรายจ่ายในครัวเรือน
  • เป็นแหล่งเรียนรู้และศึกษาดูงานของบุคคลทั่วไป

กลับหน้า ประจำปี 2552