รางวัล “สิปปนนท์ เกตุทัต 5 ปีแห่งความยั่งยืน”

บ้านอาลอ...โดนแบน
"เครือข่าย" การดูแลรักษาป่าร่วมกัน
โดย วิสูตร อยู่คง
คณะทำงานภูมิภาค ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

ลำพาชีที่หล่อเลี้ยงชีวิตชาวบ้านอาลอ-โดนแบน มายาวนาน ทำให้ชาวบ้านเห็นความสำคัญต้องการรักษาป่าผืนน้ำไว้ให้หลาน จึงได้รวมกลุ่มเพื่อป้องกันดูแลรักษา โดยใช้การพูดคุยและสายสัมพันธ์ชาติพันธุ์เดียวกัน รักษาผืนป่าเดิมจาก 2,000 ไร่ สร้างเครือข่ายไปสู่ ต.เพี้ยราม 800 ไร่ ต.ท่าสว่าง 500 ไร่ และข้ามฝั่งลำพาชีไปชุมชนบ้านแสลงพัน อ.กระสัง จ.บุรีรัมย์ อีก 1,000 ไร่ รวมพื้นที่กว่า 4,300 ไร่ ปัจจุบันตลอดสองฝั่งลำชี 15 กิโลเมตร ได้ถูกอนุรักษ์ไว้โดยการนำของชาวอาลอ นาดี และคนรักป่า โดยมีเป้าหมายที่ขยายแนวร่วมให้ถึงวังทะลุแห่งลำน้ำมูนให้ได้

ลำชีเป็นแม่น้ำสาขาเล็กๆ ไหลจากเทือกเขาพนมดงเร็ก ติดชายแดนระหว่างไทย-กัมพูชา ไหลไปรวมกับแม่น้ำมูนบริเวณวังทะลุ ในเขตอำเภอท่าตูม จังหวัดสุรินทร์ ชื่อพ้องกับแม่น้ำชี ที่มีต้นน้ำอยู่บริเวณแถบ จ.ชัยภูมิ ไหลผ่านตอนกลางของอีสาน ลงสู่แม่น้ำมูนที่อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี

ลำชีที่กล่าวถึงนี้เป็นลำน้ำขนาดเล็กที่เป็นแนวเขตกั้นระหว่าง จ.สุรินทร์ และ จ.บุรีรัมย์ มีชื่อท้องถิ่นอีกชื่อว่า "ลำพาชี" ต้นน้ำอยู่บริเวณป่าดงใหญ่ อำเภอประโคนชัย จังหวัดบุรีรัมย์ ตอนปลายของลำพาชี ตั้งแต่อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์ จรดลำน้ำมูน ถ้ามองจากภาพมุมสูงจะเห็นลำพาชีไหลท่วมกลางหมู่แมกไม้ที่มีความอุดมสมบูรณ์ มีความกว้างตั้งแต่ 500 เมตร และบางส่วนกว้างถึง 2 กิโลเมตร ขนานไปกับลำน้ำ บริเวณที่ราบลุ่มติดลำน้ำ ลักษณะเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำที่เรียกว่า "ป่าทาม" หรือภาษาถิ่นของพี่น้องไทยเชื้อสายเขมรเรียกกันว่า "ไปรระเนียม" บางส่วนที่เป็นป่าโคกขนาดใหญ่ จะเห็นยอดไม้ของไม้พลวง เต็ง พะยอม กราด ขึ้นเป็นกลุ่มขนานไปกับลำน้ำ ยาวมากกว่า 15 กิโลเมตร

ความรักป่าของคนชาติพันธุ์เขมรและกูยก่อตัวขึ้น ท่ามกลางการบุกรุกแผ้วถางป่า เพื่อทำการเกษตรภายหลังภายหลังสัมปทานไม้หมอนรถไฟ ไม้ฟืน ในแถบนี้สิ้นสุดลง คนเล็กๆ ของบ้านอาลอ ได้ร่วมกันรักษาป่าสองฝั่งลำพาชีนี้ได้ เพื่อลูกหลานในอนาคต โดย กำนันเอือก มีแก้ว ผู้นำการอนุรักษ์ได้กล่าวว่า

"อดีตป่าอาลอ โดนแบน แห่งนี้เป็นที่เก็บหาของป่า ไม้ฟืน ไว้ใช้สอยของชาวบ้าน ในช่วงต้นฤดูฝน เห็ดผึ้งในป่าทามจะออกดอกก่อนเห็ดผึ้งที่อยู่บนป่าบก ชาวบ้านจะเก็บหาไปเพื่อการบริโภค ช่วงต้นฤดูฝน น้ำสีแดงจากเทือกเขาพนมดงเร็กจะไหลทะลักลงสู่แม่น้ำมูน กลิ่นของรสของสายน้ำสีแดงเป็นเหมือนเสน่ห์ที่ล่อให้ปลาจากแม่น้ำมูนขึ้นมาเกี้ยวกันในป่าทาม ชาวบ้านก็จะไปดักจับปลาจากลำน้ำมาเป็นอาหาร

ด้วยชีวิตที่อยู่กับความอุดมสมบูรณ์เช่นนี้ ชาวบ้านจึงตกลงกันว่า จะต้องรักษาป่าผืนน้ำไว้ให้ลูกหลานได้ใช้ประโยชน์ แม้จะต้องต่อสู้กับนายทุนที่จะมาขอพื้นที่ทำสัมปทานทำท่าทรายและขุดทราย โดยให้ผลตอบแทนเป็นเงินหลายแสนบาท แต่ด้วยความรักผืนป่าแห่งนี้ จึงได้รวบรวมชาวบ้านป้องกันดูแลรักษาป่ามายาวนาน ใช้การพูดคุยและสายสัมพันธ์การเป็นคนชาติพันธุ์เดียวกันของคนในชุมชน โดยไม่ต้องรอการสนับสนุนจากหน่วยงานใดๆ ชุมชนจึงได้รักษาป่าแห่งนี้ไว้ได้ถึง 2,000 ไร่ จนได้รับรางวัลจากลูกโลกสีเขียวเมื่อปี 2546"

สร้างพันธมิตร

แม้จะได้รับรางวัลจากสังคม แต่ชุมชนอาลอ โดนแบน ยังมีเป้าหมายของการดำเนินการขยายผล สร้างเครือข่ายไปทางทิศเหนือ ตำบลเพี้ยราม 800 ไร่ ด้านทิศใต้บริเวณ ต.ท่าสว่าง 500 ไร่ และขยายเครือข่ายข้ามฝั่งลำพาชีไปพูดคุยกับพี่น้องบ้านแสลงพัน อำเภอกระสัง จังหวัดบุรีรัมย์ อีก 1,000 ไร่

ปัจจุบัน ตลอดสองฝั่งลำชียาว 15 กิโลเมตร ได้ถูกอนุรักษ์ไว้โดยการนำของชาวอาลอ โดนแบน และคนที่รักป่า และวางเป้าหมายในอนาคตที่จะต้องสานความร่วมมือในการอนุรักษ์ป่าตลอดระยะทาง 15 กิโลเมตร ให้ถึงวังทะลุแห่งลำน้ำมูนให้ได้

สานฝันสู่คนรุ่นใหม่

ชุมชนอาลอ โดนแบน ประสบความสำเร็จในการดูแลฟื้นฟูป่าของพวกเขา...

แต่คำถามต่อมาคือ ทำอย่างไรให้ยั่งยืน? จะมีแต่ผู้ใหญ่และผู้เฒ่าผู้แก่เท่านั้นหรือที่จะดูแลรักษาป่า ถ้าจะสืบสานสิ่งเหล่านี้ให้อยู่ตลอดไปจะทำอย่างไร?

โรงเรียนประทัดบุอาลอ โรงเรียนประถมศึกษาของชุมชน คือคำตอบของชุมชน ในการทำหน้าที่สานต่อสิ่งดีๆ เหล่านี้

"ทุกวันศุกร์ คณะครูจะไปเชิญผู้อาวุโส ผู้มีความรู้เรื่องป่ามาเป็นครูภูมิปัญญา พานักเรียนเข้าไปเรียนรู้เรื่องป่า ต้นไม้ สมุนไพร เห็ด ผักป่า ชนิดต่างๆ ที่มีอยู่ในป่าอาลอ นาดี วิธีการสอนยังให้ความสำคัญต่อภาษาถิ่น (เขมร) เด็กนักเรียนตัวเล็กๆ ที่พาพวกเราเข้าป่าชี้ให้ดูต้นไม้แล้วอธิบายเป็นภาษาถิ่นด้วยความมั่นใจว่าต้นนี้ ชื่อ เดิมสะกรอม เนื้อไม้สีแดง เปลือกนำมาผสมยาถ่ายพยาธิ ต้นนั้นชื่อ เดิมทะนง เนื้อไม้ลายสวยงามเอามีดฟันเปลือกจะมียางสีแดงออกมา" ผู้อำนวยการโรงเรียนประทัดบุอาลอ เล่าถึงการมีส่วนร่วมของครูและนักเรียน

ป่าอาลอ โดนแบน ปัจจุบันเป็นแหล่งเรียนรู้ เรื่องการจัดการป่าของชุมชน ของสถาบันราชภัฎสุรินทร์ นักศึกษาจากสถาบันศึกษาหลายแห่งมาทำวิทยานิพนธ์จนจบปริญญาโท แหล่งเรียนรู้เรื่องป่าทามของหน่วยงานของรัฐ ทั้งสำนักงานสิ่งแวดล้อมจังหวัดสุรินทร์ กรมป่าไม้ ขององค์กรเอกชนที่ทำงานอยู่ในพื้นที่จังหวัดสุรินทร์ จากเหตุที่ป่าอาลอ โดนแบน เป็นระบบนิเวศของป่าทามดั้งเดิม มีความอุดมสมบูรณ์สูงที่หาได้ยากยิ่งของลุ่มน้ำมูน

ป่าอาลอ โดนแบน เป็นตัวอย่างของกลุ่มคนเล็กๆ ในสังคมอีสาน ที่มีสำนักการอนุรักษ์และเคารพในธรรมชาติเป็นแบบอย่างที่ควรยกย่องเป็นอย่างยิ่ง

ชื่อชุมชน : ชุมชนบ้านอาลอ-โดนแบน
ต.นาดี อ.เมือง จ.สุรินทร์
ผู้ประสานงาน : นายเอือก มีแก้ว กำนันตำบลนาดี
6 หมู่ 10 ต.นาดี อ.เมือง จ.สุรินทร์ 32000
โทร.087 254 1477
พื้นที่ป่า : 4,300 ไร่ (จากพื้นที่ป่าเดิม 700 ไร่)
ประชากร : 185 ครัวเรือน 1,163 คน

พัฒนาการ :

  • ระบบนิเวศ : ป่ารุ่นที่ 2 (Secondary forest) ที่มีความหนาแน่นและมีพันธุ์ไม้ที่หลากหลาย อาทิ นมแมว ลำดวน พยุง อีกทั้งพันธุ์สัตว์ที่หลากหลาย
  • องค์กร : เชื่อมประสานหน่วยงานต่างๆ ในพื้นที่ อาทิ เกษตรตำบล พัฒนากร เจ้าหน้าที่ป่าไม้ และมีการเสนอแผนเรื่องสิ่งแวดล้อม เพื่อขอรับการสนับสนุนงบประมาณเรื่องสิ่งแวดล้อมในการบริหารจัดการป่าชุมชนบ้านอาลอ
  • กฎระเบียบ (Institution) : ประชาสัมพันธ์เพื่อแจ้งให้ชุมชนใกล้เคียงทราบถึงกฎระเบียบในการเข้ามาเก็บหาผลผลิตจากป่า อาทิ เห็ด หน่อไผ่กะซะ มันแซง เป็นต้น อีกทั้งมีการทำวิจัยในลักษณะไทบ้าน โดยนักเรียนเป็นผู้ศึกษาเรื่องรายได้จากป่าชุมชน

กิจกรรม :

  • การทำแนวเขตป่าชุมชนร่วมกับเจ้าหน้าที่ สปก. และเจ้าหน้าที่ป่าไม้
  • การทำแนวป้องกันไฟป่า
  • จัดทำหลักสูตรท้องถิ่นร่วมกับโรงเรียนประทัดบุอาลอ
  • การประชาสัมพันธ์เรื่องกิจกรรมการอนุรักษ์ป่าผ่านทางวิทยุชุมชน
  • การประกาศเขตห้ามจับปลาในฤดูวางไข่ ช่วงเดือนเมษายน-มิถุนายน

ผลที่ได้รับ :

  • สร้างภูมิต้านทานให้คนรุ่นใหม่ยอมรับเรื่องการดูแลรักษาป่า
  • คนในชุมชนมีส่วนร่วมในการดูแลรักษาป่าร่วมกันโดยผ่านการประชุมประจำเดือน และมีเด็กๆ เป็นผู้แจ้งข่าวสารหากมีผู้กระทำผิด
  • ชาวบ้านได้รับผลประโยชน์จากป่า สามารถใช้ฟืน หาปลา เก็บเห็ดจากป่าได้
  • สานต่อองค์ความรู้เรื่องป่าและการอนุรักษ์สู่เยาวชนผ่านทางโรงเรียนของชุมชน
  • ขยายเครือข่ายจากป่าผืนแรกไปสู่ชุมชนที่อยู่ริมฝั่งสายน้ำทั้ง จ.สุรินทร์ และจ.บุรีรัมย์
  • ติดตามการเปลี่ยนแปลงของป่าโดยนักเรียนในชุมชน
  • ผู้นำเข้มแข็งและมีความร่วมมือที่แน่นแฟ้นระหว่างผู้นำชุมชน และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
  • มีองค์ความรู้การจัดการทรัพยากรที่หลากหลาย ทั้งระดับ ชุมชน โรงเรียน และการสนับสนุนด้านวิชาการจากนักวิชาการภายนอก

กลับหน้า ประจำปี 2552