|
ประเภทชุมชน
(ชุมชน ชุมชนเมือง เครือข่ายชุมชน)
ชุมชนวังตะกอ
วิถีวัฒนธรรม...ริมสายน้ำหลังสวน
โดย พงศา ชูแนม คณะทำงานภูมิภาค-ภาคใต้

|
ชุมชนวังตะกอ
ก่อร่างสร้างความเข้มแข็งด้วยการผลักดันและไม่หวั่นไหวกับกระแสบริโภคนิยมของนายประวิทย์
ภูมิระวิ หรือ "กำนันเคว็ด" แกนนำชุมชนร่างยักษ์ ผู้รวบรวมให้เกิดความร่วมมือของคนในตำบลเพื่อสร้างพื้นที่สีเขียวขึ้น
ตั้งแต่ในใจของตนเอง ขยายมาสู่การปลูกต้นไม้ทั่วทุกพื้นที่ว่างของตำบลวังตะกอ
รณรงค์เลิกล่าสัตว์ และการปลูกต้นไม้เพื่อเป็นสวัสดิการชุมชน
จัดทำธนาคารต้นไม้ และโครงการ "ทำความจริงให้ปรากฎ"
โดยใช้เทคโนโลยีถ่ายทอดให้เห็นภาพงานอนุรักษ์ที่เป็นรูปธรรม
|
"เรือยาวประเภท
32 ฝีพาย ชื่อดังแห่งลุ่มน้ำหลังสวนของวัดสมุหเขตตาราม ของตำบลวังตะกอ
เทียบอยู่สายน้ำซ้าย กับเรือยาวของเทศบาลเมืองหลังสวนกำลังเทียบสายน้ำขวา
การแข่งขันกำลังเริ่มขึ้นเดี๋ยวนี้นะครับพี่น้อง"
เสียงพากย์การแข่งเรือตามแบบฉบับสากล
(สายน้ำไทย) ดังกระหึ่มริมสายน้ำหลังสวน ผู้คนใจระทึกเต้นตึกตัก งานนี้ส่งแรง
เทใจมาช่วยกัน แน่นอน การลงขันเดิมพันก็ไม่น้อย และนี่เป็นวิถีการแข่งขันอันเป็นสายเลือดคนลุ่มน้ำหลังสวน
แม่น้ำหลังสวนก่อกำเนิดจากป่าต้นน้ำบนสันคาบมหาสมุทรมลายู
บริเวณอำเภอพะโต๊ะ จังหวัดชุมพร สันปันน้ำบนเขาสูงเทือกเขาภูเก็ต กรีดแบ่งน้ำจากฝนฟ้าที่ตกชุกกว่า
4,000 มม./ปี ให้รินไหลไปหล่อเลี้ยงทั้ง 2 มหาสมุทร ได้แก่ อ่าวไทย
และทะเลอันดามัน ในด้านตะวันออก กระแสสายน้ำไหลเชี่ยวไปตามหุบเขา เลี้ยวเลาะผ่านผืนป่า
เรือกสวนอันกว้างใหญ่ เป็นลำน้ำที่มีตลิ่งสูง น้ำไหลจากป่าต้นน้ำเร็วแรง
แล้วค่อยๆ ทอดตัวอย่างสงบ อยู่บริเวณตอนกลางของลุ่มน้ำหลังสวน อันเป็นบริเวณที่สายน้ำคดเคี้ยว
อย่างเกรงว่าจะถึงทะเลแล้วจะไร้คุณค่าความหมาย ท่า ทอน คุ้ง วัง จึงวางตัวอยู่พร้อมกับความอุดมสมบรูณ์ของธาตุอาหาร
จากป่าต้นน้ำมาสงบนิ่ง ณ ท้องทุ่งริมธารอันกว้างใหญ่ จึงเป็นแหล่งก่อเกิดอารยธรรมและสืบทอดวิถี
ภูมิรู้ สู่รุ่นต่อรุ่นมาเนื่องนานเกินพันปี ชื่อบ้านนามเมืองของชุมชนบริเวณนี้จึงนำหน้าด้วยวัง
เช่น วังตะกอ ฯลฯ
ฉากชีวิตและวิถีที่เบื้องหลังเป็นป่าเขาแสนอุดมสมบูรณ์
สายน้ำมาทอดตัวนิ่งสงบ ราวยอมคารวะ และเกื้อหนุนจิตวิญญาณให้มนุษย์อยู่ร่วมกับสายน้ำ
ป่าเขา และท้องทุ่ง เสมือนมนต์เพลงครูโนราห์สะกด พลันเปลี่ยนไปอย่างฉับไว
ราวเสียงทับโนราห์เร่งจังหวะ ห้วงเวลากว่าพันปี กับ 30 ปีแห่งการเปลี่ยนแปลงเสมือนเดินอยู่อย่างสงบกว่าร้อยก้าว
แล้วพลันมาสะดุด 1 ก้าว หรือประมาณว่าชุมชนนี้แสดงนาฎศิลป์โนราห์มา
2 ชั่วโมงด้วยความสวยงาม อลังการ พลัน 1 นาที มาสะดุดลง ฉากชีวิตวันนี้เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง
ป่าเขาเคยรก ครื้ม อุ้มน้ำอุ้มฝนมานาน หมดไปใน 1 นาที สายน้ำใสไหลช้ากลับกรีดร้อง
และตวัดไหลอย่างเร็วและรุนแรง ถึงถะถั่งเกินคาดคิด ชั่วเวลาหนึ่งสายน้ำที่เคยสงบ
รุกคืบกลืนกินพื้นที่ทั้งตำบลจมอยู่ใต้สายน้ำ 30 ปี ในกว่าพันปีที่ผ่านมา
เท่ากับ 1 นาที ใน 2 ชั่วโมงเท่านั้น แต่ทุกอย่างเกิดขึ้นและเป็นจริง
พื้นที่กว่าหมื่นไร่
เป็นที่ราบริมแม่น้ำ ท้องทุ่ง เรือกสวนริมภูเขาของตำบลวังตะกอ เป็นแหล่งอารยธรรมอันยาวนานของลุ่มน้ำหลังสวน
เคยสืบทอดวิถีการอยู่กับน้ำ กับป่า กับท้องทุ่ง เรือกสวนไร่นามานานนัก
ได้ประสบกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ทั้งทางสิ่งแวดล้อมและสังคม ชุมชนชาววังตะกอที่เคยสงบสุข
ได้รับการลงทัณฑ์จากภัยธรรมชาติอย่างไร้ความปราณี และประหนึ่งว่าไร้ความเป็นธรรม
เพราะภัยที่เกิดส่วนหนึ่งชาว วังตะกอไม่ได้เป็นผู้ก่อขึ้น ภัยจากการบุกรุก
ทำลายป่าต้นน้ำของแม่น้ำหลังสวน ส่งผลกระทบต่อชุมชนวังตะกออย่างสุดที่จะหลีกเลี่ยง
หลายครั้งหลายคราว
โดยเฉพาะพายุใต้ฝุ่นซีต้าปี 2540 เป็นเสมือนคำตวาดเตือนครั้งสำคัญ
และบทลงโทษค่อนข้างรุนแรง วังตะกอจมอยู่ใต้น้ำนานหลายวัน ความเจ็บปวดกรีดร้าวหัวใจ
และจิตวิญญาณ ผู้ที่ตระหนักถึงการรับผิดชอบบ้านเมือง
การบุกรุกพื้นที่ป่าต้นน้ำที่มีอยู่อย่างจำกัดในตำบล
สร้างความแห้งเหือดให้กับสายน้ำน้อยๆ ในตำบล จนแทบหมดสิ้น น้ำจากยอดเขาไหลลงมาพร้อมตะกอน
และสารเคมีลงสู่ชาววังตะกอเองอีกทางหนึ่ง
ชุมชนชาววังตะกอยังต้องประสบกับมรดกทางวัฒนธรรม การก้าวกระโดดเข้าสู่การพัฒนา
สู่สังคมเมือง ทั้งความเหลวแหลกของสังคมให้ต้องรับภาระ ไม่ว่าภัยร้ายยาเสพติด
มือปืนรับจ้าง การรุกรานกว้านซื้อที่ดินของนายทุน การสร้างมลพิษจากการก่อตัวของตลาดและชุมชนเมือง
และรวมถึงภัยการเมือง ที่เข้าแทรกจนทั้งตำบล ราวจะแตกสลายไปต่อหน้าต่อตา
จนผู้เฒ่าผู้แก่ของชุมชนแห่งนี้ งงงันกับสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในช่วงชีวิตพวกเขา
"ประวิทย์
ภูมิระวิ" ปรากฏกายขึ้นในฉากละครชีวิตของตำบลวังตะกอ ในตอนกำลังล่มสลาย
ในฐานะกำนันตำบลวังตะกอ เขายืนอยู่บนซากปรักหักพังทางสังคม ราวกับชุมชนนี้ร้างจากสังคมอุตสาหกรรมมาใหม่ๆ
ชาววังตะกอเห็นเงาทะมึนดำทาบกับแผ่นดินวังตะกอของชายร่างสูง โย่งใหญ่
และดูเหมือนแก้ว ตัวเอก ของจอหนังตะลุง เบื้องหน้าของเงา เขาคือ "กำนันเคว็ด"
คนที่รู้จักมองเห็นปัญหา มองหาจุดยืนให้ชาววังตะกอ ต้านกระแสการล่มสลายของสังคม
ทรัพยากรและเศรษฐกิจทุนนิยม
ชุมชนวังตะกอจึงเริ่มมีจุดยืนหนักแน่น
มั่นคง เหมือนร่างยักษ์ของ "กำนันเคว็ด" จุดยืนในการคิดว่า
"ต้องวางแผนในการจัดการชุมชนที่มีเป้าหมายอยู่ที่ตำบล
ให้คิดถึงคนหมู่บ้านเป็นศูนย์กลางชุมชนเป็นเจ้าของ" แล้วทั้งกำนันเคว็ด
และแกนนำทั้งตำบล ก็หาเรื่องราวการต่อสู้มาใส่คนและตำบล บนความเชี่ยวกรากของสังคมนี่เหยียดหยันว่า...กำนันเคว็ด...มึงเป็นใคร
กล้าดีอย่างไร ถึงมาขวางกระแสทุนนิยม ขวางความเชื่อหลักของสังคมการเมืองปัจจุบัน
ระบบการคิด
ระบบการเกษตร การผลิต การเมือง ระบบการวางแผน ระบบการป้องกันตนเองของสังคมชาววังตะกอ
อยู่ในภาระเรื่องที่หนักหนาสาหัส เนื่องเพราะเป็นสังคมชายขอบเมือง
และต่อเนื่องกับป่าเขา โดยปกติจะเป็นดินแดนมั่วสุมของภัยร้ายทั้งหลาย
ปี 2541
เริ่มรณรงค์เรื่อง "ปลูกป่า คืนชีวิตให้แผ่นดิน" เนื่องจากปัญหาการเช่าที่ในวัดสมุทรเพชรตาราม
เพื่อปลูกผักในฤดูแล้ง จึงแก้ปัญหาโดยอนุญาตให้ผู้เช่าปลูกผักได้ต่อไป
แต่ต้องช่วยดูแลต้นไม้ที่ชาวบ้านในตำบลปลูก ปีแรก ไม้ที่ปลูกคือ ไม้ตะเคียน
ในพื้นที่ 7 ไร่ รอบพื้นที่วัด ตอนแรก มีทั้งคนเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย
แต่เมื่อทำไปได้ 3 ปี ผู้เข่าที่ปลูกผักก็หันมาช่วยกันปลูกต้นไม้จนเต็มพื้นที่
ปี 2551
รณรงค์เรื่อง "ทำความจริงให้ปรากฎ" เป็นการนำผลกระทบของการรุกป่ามานำเสนอต่อชุมชน
โดยการสำรวจป่าร่วมกับเจ้าหน้าที่ป่าไม้พบว่ามีผู้รุกป่า 340 ราย มีการตรวจสอบสภาพพื้นที่
และทำแผนที่ภาพถ่ายทางอากาศ เพื่อไม่ให้มีการบุกรุกพื้นที่ป่าเพิ่มเติมและสร้างเป็นข้อตกลงร่วมกัน
โดยมีนายอำเภอหลังสวน กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และเจ้าหน้าที่ป่าไม้ร่วมประชุมเพื่อหาข้อตกลงร่วมกัน
เป็นรูปแบบของการสร้างความสมานฉันท์ในชุมชน โดยการสร้างข้อตกลงที่ได้มาจากการประชุมประชาคมตำบลร่วมกัน
มองผ่านร่างยักษ์ของกำนันเคว็ด
เราจะเห็นแนวทางแก้ไขปัญหา...
ปัญหาที่ดินทำกิน
แก้ไขโดยการจัดการที่ดินอย่างไม่รอมือกฎหมาย กำนันเคว็ดและแกนนำต่อสู้เพื่อเอา
ที่สาธารณะอันประชาชนใช้ร่วมกัน มาจัดการให้คนยาก คนจน คนด้อยโอกาส
จัดการออกหนังสือรับรองการถือครองของประชาชน ที่ถือครองมาชั่วชีวิตให้มีความมั่นคง
ปัญหาการบุกรุกพื้นที่ป่าต้นน้ำ
แก้ไขโดยการจัดทำขอบเขตและกำหนดจุดตายจุดเป็นว่านี่คือ
ประกาศิต หรือข้อกำหนดว่าใครจะละเมิดมิได้
ปัญหาปุ๋ยเคมี
และสารเคมี
ชาววังตะกอเริ่มต้นด้วยแผนชีวิตชุมชน นำไปสู่การผลิตปุ๋ยอินทรีย์ จากขี้หมู
ทั้งหมูหลุม หมูลาน น้ำหมัก ขุยมะพร้าว กากปาล์ม ฯลฯ ปีละหลายร้อยตัน
พลิกผันเพื่อลดต้นทุนถึงร้อยละ 90
ปัญหาขาดแคลนข้าว
ชาววังตะกอแก้ปัญหาร่วมกัน โดยการรื้อฟื้นการทำนาอินทรีย์ และสร้างภาคีเครือข่ายชาวนาที่นครศรีธรรมราช
พัทลุง ชวนชาวบ้านไปทำนาที่นาของเครือข่าย แล้วสร้างโรงสีชุมชนขึ้นให้
พอกินในตำบล
ปัญหาน้ำดื่ม
ชาววังตะกอที่เคยซื้อน้ำกินทั้งๆ ที่เป็นชุมชนแห่งสายน้ำหันมาผลิตน้ำดื่มด้วยตนเอง
โดยไม่พึ่งพาบริษัทน้ำดื่มของระบบตลาด ทำให้พอกินเหลือช่วยงานกุศลในตำบล
อย่างสังคมอุดมคติ
ปัญหาไร้ที่อยู่อาศัย
ชาววังตะกอพร้อมเพรียงกันยกมือ ยกที่ดินรกร้างให้และลงขันปลูกบ้านให้
พอคุ้มแดดคุ้มฝน ปลูกให้ทั้งคนสิ้นไร้ในชุมชน และคนดีคนขยันในชุมชนให้มีความทัดเทียม
ปัญหาเกษตรเชิงเดี่ยว
ชาววังตะกอจำใจโค่นต้นมังคุดที่มีอายุ 80 ปี มาเริ่มปลูกปาล์มน้ำมัน
เสมือนเริ่มต้นชีวิตใหม่ตอนอายุ 60 ปี แต่กำนันเคว็ดและเครือข่ายธนาคารต้นไม้
ส่งเสริมให้ปลูกต้นตะเคียนทอง จำปาทอง สร้างป่าผสมกับสวนปาล์มสู่การสร้างความพอเพียง
มั่งคั่ง และความยั่งยืนใหม่
ปัญหาหนี้สิน
ชาววังตะกอสร้างร้านค้าชุมชน และสร้างป่าส่วนรวม 65 ไร่ หวังว่าวันหนึ่งปริมาณต้นไม้จะมีมูลค่าพอแก่การชำระหนี้รวมของตำบลราว
147 ล้าน ได้อย่างง่ายดาย ชาววังตะกอฟื้นคืนระบบนิเวศของคนทั้งตำบลให้เอื้ออำนวยแก่คนวังตะกอ
และคนทั้งโลก โดยความเชื่อว่าระบบนิเวศฟื้นเศรษฐกิจสังคมฟื้น
ปัญหาขาดแคลนอาหาร
ชาววังตะกอเลี้ยงสัตว์ หมู วัว ปลา เพาะเห็ดด้วยตัวเอง และชำแหละหมูขาย
ในชุมชนให้เห็นว่านี่คือการปฏิวัติการพึ่งตน
ชาววังตะกอจะนำชุมชนของเขาสู่สังคมเป็นสุข
ที่คนรู้จักตัวเอง จึงร่วมกันนำพาเรือชีวิต หนีจากภัยการล่มสลาย ไปสู่สิ่งที่พึ่งพิงตน
หากกลับมาถอดรหัสฉากชีวิต
ในนาทีสุดท้ายของเรื่อง พบว่า ชาวชุมชนวังตะกอได้ใช้ "ศาสตร์"จัดการชุมชน
ดิน น้ำ ป่า ตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระเจ้าอยู่หัว ที่คารวะและเลียนแบบวิถีธรรมชาติ
ฯลฯ จึงอยู่รอดและก้าวข้ามพ้นการล่มสลาย แม้นมีฉากเบื้องหลังเป็นการล่มสลายครั้งสำคัญของมหาอำนาจอเมริกา
"ตีห่างออกไปแล้ว
ห่างออกไปแล้วครับ เรือ 32 ฝีพาย ของลูกเจ้าแม่หัววังวัดสมุหเขตตาราม
ของตำบลวังตะกอ นำห่างเรือจากเทศบาลหลังสวนไปแล้ว ตี ตี ตี หนี หนี
หนีไปสุดตัวแล้วนะครับ นายหัวกำลังขึ้นโขนชิงธง"
เสียงพากย์ยังกึกก้อง
ร่างสูงโย่ง หัวเกรียน กำนันเคว็ดเดินโคลงเคลงไปมากับเสียงหัวเราะร่วน
พร้อมกลุ่มคนนักเลงโนราห์ นั่นคือแกนนำที่มีจุดยืนเป็นของตนเอง ด้วยสายตากวัดไกวเหมือนไม้พายเรือยาวในสนามแข่งขัน
เป็นจอมยุทธ์ไร้กระบวนท่ากำลังนำพาสังคมก้าวหนีข้ามการล่มสลายของสังคมทุนนิยม
...เหมือนเรือยาวของตำบลวังตะกอที่รุกฝีพาย
หนีหลุดจากลำน้ำ
ขึ้นโขนชิงธงพอเพียงพึ่งตนเอง...และพอตัว

| ชื่อชุมชน |
:
|
ชุมชนตำบลวังตะกอ
ต.วังตะกอ อ.หลังสวน จ.ชุมพร |
| ผู้ประสานงาน |
:
|
นายประวิทย์
ภูมิระวิ กำนันตำบลวังตะกอ
โทร. 084 838 8136 |
| พื้นที่ในการดูแล |
:
|
ประกอบด้วย
- พื้นที่ป่าอนุรักษ์จำนวน 4,000
ไร่
- พื้นที่ป่าสาธารณะในแต่ละหมู่บ้านที่ชาวบ้านร่วมกันปลูกต้นไม้
จำนวน 420 ไร่
- พื้นที่ป่าในพื้นที่ทำกิน |
| ประชากร |
:
|
13 หมู่บ้าน ประชากร 11,000 คน, 1,600 ครัวเรือน |
กิจกรรม:
- "ธนาคารต้นไม้"
เพื่อชักชวนและสร้างความเข้าใจถึงประโยชน์ที่ได้จากการปลูกต้นไม้อันเป็นหลักประกันให้กับชีวิตในอนาคต
- การปลูกต้นไม้ในที่สาธารณะ
และในพื้นที่ทำกินของแต่ละคน
- การปลูกผักสวนครัวไว้กินเอง
การทำปุ๋ยชีวภาพ การเลี้ยงหมูหลุม
- ศูนย์เรียนรู้เรื่องเศรษฐกิจพอเพียง
- กลุ่มออมทรัพย์ทุกหมู่บ้าน
- โครงการทำความจริงให้ปรากฎ
เป็นการนำผลกระทบของการรุกป่ามานำเสนอต่อชุมชน โดยการสำรวจพื้นที่ร่วมกับเจ้าหน้าที่ป่าไม้และสร้างข้อตกลงร่วมกันเพื่อป้องกันการบุกรุกพื้นที่ป่าเพิ่มเติม
และสร้างความสมานฉันท์ในชุมชน
- การสร้างบ้านให้กับผู้ด้อยโอกาส
ผลสำเร็จ:
- เกิดแนวคิดและการปฏิบัติร่วมกันทั้งตำบลเรื่องการปลูกป่าและฟื้นฟูป่า
- มีการใช้เทคโนโลยีในการทำงานเพื่อสร้างการยอมรับ
เช่น การทำแผนที่ด้วย GPS เพื่อแก้ไขปัญหาความขัดแย้งเรื่องโฉนดที่ทำกินและพื้นที่ป่า
|
กลับหน้า
ประจำปี 2551
|