|
รางวัล
สิปปนนท์ เกตุทัต 5 ปีแห่งความยั่งยืน
เครือข่ายป่าชุมชนจังหวัดน่าน
การขับเคลื่อนของชุมชนแห่งขุนเขา
โดย พรวิไล คารร์
|
เครือข่ายป่าชุมชนจังหวัดน่าน
มีจุดเริ่มต้นในช่วงทศวรรษของปี 2530 เมื่อชาวบ้านกลุ่มหนึ่งจากบ้านหลวง
อำเภอปัว ลุกขึ้นต่อสู้กับการบุกรุกป่าอย่างผิดกฎหมาย และการจาริกธรรมของพระครูพิทักษ์นันทคุณ
ผู้ก่อตั้งกลุ่มฮักเมืองน่าน ปฐมบทของพิธีบวชป่าและสืบชะตาแม่น้ำ
ที่กลายเป็นกุศโลบายในการจัดการป่าชุมชนทั่วประเทศ ขยายเป็นเครือข่ายที่มีโครงสร้างการบริหารจัดการที่แบ่งเป็น
4 ระดับการจัดการป่า กับ 5 ลักษณะการทำงาน เพื่อประสิทธิภาพในการเชื่อมโยงการดูแลรักษาป่ากว่า
600,000 ไร่ ใน 456 หมู่บ้าน 98 ตำบล จาก 15 อำเภอ ของจังหวัดน่าน
|
พื้นที่บริเวณนั้นกว้างประมาณ
20 ไร่ เป็นป่าใหม่ กระจายด้วยต้นหวาย มะไฟจีน รังสาด ลองกอง ไผ่หก
ไผ่ไร่ ไผ่บง ไผ่ซาง และอีกมากมาย ล้วนเป็นพืชอาหารท้องถิ่น เป็น "ฟูดแบ้งค์"
ซึ่งอยู่ในส่วนหนึ่งของป่าห้วยบัง 9,000 ไร่ ของบ้านนาคำ ตำบลศิลาเพชร
อำเภอปัว จังหวัดน่าน
ปากทางเข้าป่าห้วยบัง
มีชาวเมี่ยนกลุ่มหนึ่งนั่งล้อมวงกินอาหารที่เพิ่งลาจากการศาลเพียงตา
ควันจากการก่อไฟรางย่างหมูลอยสูงเรี่ยยอดไม้ นี่คือวันเชงเม้งที่ญาติๆ
จะมาร่วมกันเลี้ยงผีบรรพบุรุษ ชาวเมี่ยนกลุ่มนี้ไม่ใช่คนบ้านนาคำ แต่มาจากหมู่บ้านใกล้เคียงที่ไม่มีป่าใช้สอย
คนนอกถิ่นเข้ามาใช้ป่า เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นบ่อยๆ บางครั้งก็มีความขัดแย้งเล็กๆ
แต่มักจะจบลงด้วยดี นี่เป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นกับผืนป่าที่เชื่อมต่อและดูแลรักษาในรูปแบบเครือข่าย
ป่าห้วยบังผืนนี้
เป็นห่วงโซ่หนึ่งของเครือข่ายองค์กรชาวบ้านที่ร่วมกันรักษาป่าในจังหวัดน่าน
ซึ่งมีพื้นที่รวมกันแล้วมหาศาลถึง 600,000 ไร่ มีชุมชนช่วยกันดูแล
456 หมู่บ้าน ใน 98 ตำบล จาก 15 อำเภอ
พัฒน์
ขันสลี รองประธานเครือข่ายป่าชุมชนจังหวัดน่าน บอกว่า "ฟูดแบ้งค์"
ในป่าห้วยบังเริ่มทำกันเมื่อ 2545 เป็นกุศโลบายหนึ่งในการให้ชุมชนมาช่วยกันดูแลป่า
ผลผลิตที่ได้เป็นรางวัลของความเหนื่อยยาก แล้วก็จัดเวรยามมาดูเรื่องทำแนวกันไฟในหน้าแล้ง
เปลวแสง...แรกเริ่ม
ยากจะกำหนดให้ชัดว่าเครือข่ายป่าชุมชนจังหวัดน่าน
มีจุดเริ่มต้นจริงๆ เมื่อไหร่ บางคนบอกว่าน่าจะเป็นช่วงปี 2518 ตอนที่พ่อปั๋น
อินหลี ตำนาน "คนบ้านหลวงหวงป่า" (อ.บ้านหลวง จ.น่าน) รวบรวมชาวบ้านขึ้นคัดค้านการสัมปทานป่าไม้จากกลุ่มทุนที่ภาครัฐหนุนหลัง
กลายเป็นข่าวใหญ่โตในขณะนั้น จากนั้นก็ไปรวมกับกลุ่มอนุรักษ์ป่าในอำเภอศิลาแลง
จนกลายเป็นจุดเริ่มต้นงานอนุรักษ์ป่าของชาวน่าน
บางคนบอกว่าน่าจะเป็นช่วงปี
2523 ตอนที่กลุ่มพระสงฆ์ซึ่งนำโดยพระครูพิทักษ์นันทคุณ (เจ้าอาวาสวัดอรัญญาวาส
อ.เมือง จ.น่าน) ออกจาริกธรรมทั่วเมืองน่าน มีโอกาสพบปะกับแกนนำชาวบ้าน
จึงรวบรวมผู้คนที่คิดคล้ายๆ กันรวมตัวเป็น "กลุ่มฮักเมืองน่าน"
องค์กรชาวบ้านที่มีบทบาทสูงจนถึงทุกวันนี้ (ปัจจุบัน-มูลนิธิฮักเมืองน่าน)
โดยเฉพาะพิธีบวชป่าและสืบชะตาแม่น้ำ ซึ่งกลายเป็นต้นแบบของการอนุรักษ์ป่าทั่วประเทศในปัจจุบัน
วีรกรรมของพ่อปั๋น
อินหลี อาจจะเหมือนหัวไม้ขีดที่จุดติดไฟ และการรวมตัวของผู้ก่อการดีในนามกลุ่มฮักเมืองน่าน
และการจาริกธรรมของพระครูพิทักษ์นันทคุณ เทียบได้กับประทีปส่องทาง
4
ระดับการจัดป่า กับ 5 ลักษณะการทำงาน
ในการจัดการป่าชุมชน
เครือข่ายไม่ใช่ปลายทางของงานอนุรักษ์ ตัวเลขการมารวมตัวกันมากๆ ไม่ได้เป็นข้อพิสูจน์ถึงความสำเร็จ
เครือข่ายนั้นเป็นเครื่องมือในการบริหาร การกำหนดโครงสร้างเครือข่ายเพื่อให้เกิดการสื่อสารง่ายๆ
ให้สามารถจัดการได้คล่องตัวเป็นประเด็นสำคัญ
เครือข่ายป่าชุมชนจังหวัดน่าน
มีโครงสร้างการจัดการป่าออกเป็น 4 ระดับ คือ
ระดับที่
1 เป็นระดับชุมชน ดูแลป่าในหมู่บ้านตัวเอง
ระดับที่
2 เป็นระดับลุ่มน้ำ ดูแลในรูปแบบตำบล เช่น กลุ่มอนุรักษ์ป่าขุนสมุนเสมียน
เป็นการร่วมกันดูแลลุ่มน้ำจากต้นจนปลายน้ำของผู้คนใน ต.ถืมตอง, ต.ศิลาแลง
และ ต.นำเกี๋ยน
ระดับที่
3 เป็นระดับอำเภอ เป็นการดูแลป่าร่วมกันทั้งอำเภอ เช่น
กลุ่มอนุรักษ์ป่าอำเภอบ้านหลวง หรือ กลุ่มอนุรักษ์ป่าอำเภอสันติสุข
ระดับที่
4 เป็นระดับจังหวัด ในระดับนี้เป็นการทำงานเชิงหนุนเสริมให้กับชุมชนที่ต้องการพี่เลี้ยง
ส่วนโครงสร้างการบริหารงาน
ก็แบ่งล้อไปกับระดับทั้ง 4 การบริหารงานด้านบนสุดคือ คณะกรรมการเครือข่ายระดับจังหวัด
มี 7 คน (ประธานกับตัวแทนจากคณะกรรมการระดับจังหวัด หรือ ระดับที่
4) รองลงมาเป็นคณะกรรมการระดับจังหวัด รวม 18 คน (ประธาน + คณะกรรมการจังหวัด
15 คน + รองนายก อบจ. + เลขานุการ หรือ ระดับที่ 3) ต่อมาเป็นคณะกรรมการอำเภอ
มีจำนวน 98 คน (จาก 98 ตำบล หรือระดับที่ 2) และสุดท้ายเป็นคณะกรรมการตำบล
ที่มาจากสมาชิกป่าชุมชน 456 ป่า (หรือระดับที่ 1)
เครือข่ายมีการประชุมกันปีละ
2-3 ครั้ง เวียนไปตามหมู่บ้านที่พร้อมเป็นเจ้าภาพ เป็นการแลกเปลี่ยนเรียนรู้
เอาตัวอย่างและประสบการณ์แก้ปัญหามาพูดคุยและประยุกต์ใช้ร่วมกัน กิจกรรมนั้นก็มีรายละเอียดต่างกันออกไปตามศักยภาพของแต่ละชุมชน
แต่ในภาพรวม กิจกรรมมักจะประกอบด้วยการบวชป่า สืบชะตาแม่น้ำ การปลูกป่า
การเวียนตรวจป่า ทำแนวกันไฟ ทำฝายธรรมชาติเพื่อดักตะกอนและชะลอแรงน้ำ
จัดค่ายเยาวชน จัดทำหลักสูตรท้องถิ่นเรื่องการอนุรักษ์ การศึกษาดูงาน
ส่งเสริมอาชีพ แล้วก็ประชุมแลกเปลี่ยนกัน
"แม้จะเริ่มต้นมานาน
แต่เราก็ยังมีปัญหา ทุกที่มีปัญหาทั้งนั้น ปัญหาของเครือข่ายคือเรื่องการคมนาคม
สมาชิกออกไปหาความรู้ข้างนอกไม่ค่อยได้ จะใช้โทรศัพท์ก็ยังยากเลย"
เสวียน สองสีขวา ประธานเครือข่ายป่าชุมชนจังหวัดน่าน ชี้ให้ดูขุนเขาที่ล้อมรอบ
ทำให้หลายหมู่บ้านในจังหวัดน่านอยู่ในที่หุบ ไม่ค่อยมีสัญญาณโทรศัพท์มือถือ
และในยุคที่การสื่อสารเป็นหัวใจสำคัญ เรื่องนี้ก็กลายเป็นข้อขัดใจไปได้เหมือนกัน
พื้นที่กว่า
70 เปอร์เซ็นต์ของจังหวัดน่านเป็นเทือกเขา การเดินทางจากจุดหนึ่งไปจุดหนึ่งเป็นเรื่องของความพยายามพอสมควร
น่านมีหมู่บ้านกว่า 800 แห่ง ใน 15 อำเภอ ในจำนวนนี้ กว่าครึ่ง...มาร่วมเป็นเครือข่ายทำงานเรื่องเดียวกัน
คือดูแลรักษาป่าต้นน้ำและลุ่มน้ำ จำนวนสมาชิกป่าชุมชนเพิ่มขึ้นจาก
213 ป่า เมื่อปี 2544 (เป็นปีที่เครือข่ายป่าชุมชนจังหวัดน่าน ได้รับรางวัลลูกโลกสีเขียว
ครั้งที่ 3) มาเป็น 456 ป่า ในปัจจุบัน ทุกแห่งพร้อมมาประชุมแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันเมื่อได้รับนัดหมาย
นี่ย่อมนับเป็นความกลมเกลียวที่ควรยกย่อง และอาจจะถือว่าเป็นจุดแข็งของเครือข่าย
ประสบการณ์การทำงานกว่า
20 ปีในระดับพื้นที่ ทำให้ผู้ขับเคลื่อนงานรู้ว่าเงื่อนไขการทำงานในแต่ละพื้นที่นั้นมีความแตกต่างกัน
เครือข่ายจึงจำแนกแนวทางการทำงานออกเป็น 5 ลักษณะ ได้แก่
|
1.
การทำงานกับกลุ่มชาวบ้านเพื่อลงไปเรียนรู้ปัญหาของชุมชน
2. การทำงานผ่านคณะกรรมการรักษาป่าชุมชน และพระสงฆ์
3. การทำงานผ่านผู้นำทางการ เช่น ผู้ใหญ่บ้าน กำนัน อบต.
4. การทำงานร่วมกับหน่วยงานด้านป่าไม้ในระดับพื้นที่และจังหวัด
5.
การทำงานผ่านคณะกรรมการระดับอำเภอและคณะกรรมการระดับจังหวัดของเครือข่ายเอง
|
บทเรียนดังกล่าวนี้
ทำให้การเคลื่อนงาน (ซึ่งเป็นปกติที่ต้องมีอุปสรรค) ไม่ขาดตอน ผลงานออกมาเป็นรูปธรรม
โดยเฉพาะเมื่อคำนึงถึงสภาพป่าภายใต้ภูมิประเทศที่ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่สูง
ประกอบด้วยผู้คนหลากหลายชาติพันธุ์ ประสบการณ์เหล่านี้ ทำให้จังหวัดน่านเป็นต้นแบบของการจัดการป่าชุมชนที่สอดคล้องกับการใช้ชีวิต
แม้ว่า...จริงอยู่...ที่จังหวัดน่าน จะเป็นพื้นที่ปลูกพืชเชิงเดี่ยวไม่น้อยกว่าพื้นที่อื่นๆ
ก็ตาม
เชื่อมโยงกับองค์กรภายนอก
ในปี
2547 เครือข่ายจัดทำโครงการส่งเสริมการจัดการทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน
โดยภูมิปัญญาพื้นบ้านจังหวัดน่าน เสนอต่อสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.)
และในปี 2548-2549 ก็เสนอโครงการต่อสหประชาชาติ UNDP ภายใต้แผนงานสนับสนุนโครงการขนาดเล็กของชุมชนในการจัดการป่า
เป็นการพัฒนาเครือข่ายป่าชุมชน 258 ป่า มีพื้นที่เป้าหมายทำงานใน 3
ลุ่มน้ำสาขาของลุ่มน้ำน่าน ได้แก่ ลุ่มน้ำย่าง ตำบลศิลาเพชร อำเภอปัว,
ลุ่มน้ำสะเนียน อำเภอเมืองน่าน และลุ่มน้ำแหง ตำบลศรีษะเกษ อำเภอนาน้อย
จังหวัดน่าน
ปี 2550
เครือข่ายร่วมกับ พอช. ประชาคมจังหวัดน่าน ทหารบกจังหวัดน่าน และจังหวัดน่าน
จัดทำโครงการฟื้นฟูระบบนิเวศน์ลุ่มน้ำน่าน โดยได้รับงบประมาณสนับสนุนจากผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน
เพื่อพัฒนาชุมชนและป่าชุมชน 368 ป่าทั่วทั้งจังหวัด รวมทั้งเคลื่อนไหวประเด็นสิทธิที่ดินทำกิน
ทั้งในเขตป่าอนุรักษ์และนอกเขตป่าอนุรักษ์
การทำงานที่เชื่อมโยงทั้งป่าและลุ่มน้ำมานานกว่า
2 ทศวรรษ ทำให้จังหวัดน่านมี "วังปลา" มากที่สุดในภาคเหนือ
ชุมชนเครือข่ายที่ติดลำน้ำมักจะทำวังปลาเพื่อเป็นการอนุรักษ์พันธุ์ปลา
โดยเว้นระยะห่างแต่ละวังประมาณ 1 กิโลเมตร เชื่อมโยงกันเป็นสิบๆ กิโลเมตร
"ปลาหมูน่าน" หรือที่คนทั่วไปเข้าใจว่าเป็น
"ปลาหมูอารีย์"* ก็เป็นพันธุ์ปลาหนึ่งที่มีชื่อเสียงของเมืองน่าน
พบได้เพียงบริเวณตอนเหนือของจังหวัดน่าน แถบลุ่มน้ำว้าที่ไหลผ่านอำเภอแม่จริม
และอำเภอเวียงสา
นอกจากนี้
ยังมีนวัตกรรมเรื่องพลังงานทดแทน มีการสร้างพื้นที่สีเขียวในเขตเมือง
การหาภาคีกับโครงการอื่นๆ และการทำงานร่วมกับองค์กรชุมชนอื่นๆ โดยเครือข่ายทำหน้าที่เป็นแหล่งข้อมูลป้อนให้กับองค์กรหรือหน่วยงานต่างๆ
ที่ต้องการข้อมูลไปทำแผนพัฒนาจังหวัดน่าน นี่อาจถือเป็นจุดแข็งอีกข้อหนึ่งของเครือข่าย
เพราะการได้ข้อมูลที่ถูกต้อง และรวดเร็ว ย่อมหมายถึงการวางเผนงานที่เหมาะสม
เครือข่ายป่าชุมชนจังหวัดน่าน
เป็นปฐมบทของการรวมพลังชาวบ้านในการอนุรักษ์ป่าในพื้นที่ภาคเหนือตอนบน
แต่สิ่งหนึ่งที่เป็นเหมือนหนามยอกอก คือปัญหาการปลูกพืชเชิงเดี่ยว
โดยเฉพาะข้าวโพด พืชอาหารสัตว์ที่ทำให้เทือกเขาน่านกลายเป็นเขาหัวโล้นสีแดงพรึดไปหมด
ปัญหาปากท้อง
พฤติกรรมและความเคยชิน เปรียบดั่งเชือกหนึ่งเส้นที่ขรุขระด้วยปุ่มปม
ต้องอาศัยความอดทนค่อยๆ แก้ออกทีละปม ในแต่ละหมู่บ้าน แต่ละตำบล แต่ละอำเภอ
จะมีแกนนำที่กระตุ้นการส่งเสริมเรื่องเกษตรยั่งยืน ซึ่งมีองค์ประกอบมากมาย
และที่สำคัญ ต้องหาตลาดที่มั่นคงให้เกษตรกรผู้หันมาเลือกทางสายใหม่นี้
นั่นหมายถึงการออกไปติดต่อประสานงานข้างนอก หมายถึงทุนที่จะในการดำเนินงาน
หมายถึงการเพิ่มทักษะด้านการเกษตร และอีกจิปาถะความรู้ที่จำเป็นต้องมี
ถ้าต้องการจะเปลี่ยนกระแสหลักของโลกใบนี้
งานอนุรักษ์...มีเส้นทางที่ทอดยาวไกลเสมอ
*
หมูน่าน หรือ หมูอารีย์
ปลาหมูอารีย์
(Hog Fish หรือ Sping Loach, ชื่อวิทยาศาสตร์ Botia sidthimunki Klausewitz)
เป็นปลาที่ Dr. Von.W. klausewitz ตั้งชื่อให้เมื่อปี 2502 เพื่อเป็นเกียรติแก่
นายอารีย์ สิทธิมังค์ รองอธิบดีกรมประมง (ในเวลานั้น) ผู้ค้นพบปลาชนิดนี้ครั้งแรกในแควสาขาแม่น้ำแม่กลองที่
ต.ด่านมะขามเตี้ย อ.ท่ามะกา จ.กาญจนบุรี
ปลาหมูอารีย์เป็นปลาน้ำจืดตัวเล็กๆ
โตเต็มที่ไม่เกิน 5 ซ.ม. มีรูปร่างและสีที่แตกต่างจากปลาหมูชนิดอื่นๆ
ชอบอยู่ตามหาดทรายท้องน้ำที่กระแสน้ำไหลเชี่ยว (และแน่นอน...ต้องสะอาด)
ในเมืองไทยมีปลาหมูอยู่ประมาณ 7-8 ชนิด แต่ไม่มีชนิดไหนสีสันสดใส แปลกตา
ลายเส้นดำเหลืองตัดกัน คือจุดเด่นของปลาหมูอารีย์ ความสวยงามเช่นนี้
ทำให้มีการลักลอบหาและค้าปลาหมูอารีย์กันครึกโครม จนเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์
กรมประมงจึงขึ้นบัญชีรายชื่อให้ปลาหมูอารีย์ เป็นสัตว์น้ำคุ้มครอง
ในการอนุรักษ์ลุ่มน้ำของชาวเมืองน่าน
ได้พบปลาหมูชนิดหนึ่งที่ละม้ายคล้ายแฝดของปลาหมูอารีย์ มีอยู่เฉพาะบริเวณลุ้มน้ำว้า
ที่ไหลผ่าน อ.แม่จริม และอ.เวียงสา แต่ก็ไม่ถึงกับเหมือนเสียทีเดียว
จุดและสี มีแตกต่างกันบ้างเล็กน้อย เรียกว่า "ปลาหมูน่าน"
แต่ด้วยความที่เหมือนกันมาก ขนาดเอามารวมกันในอ่างเดียวกัน อาจจะแยกออกยาก
เพียงแต่ปลาหมูน่านนั้นสีสันสดน้อยกว่า ตัวโตกว่า ขนาดโตเต็มที่ประมาณ
8 ซ.ม. และด้วยความที่ปลาหมูอารีย์มีค่ามาก ความเหมือนดังกล่าวจึงทำให้ใครๆ
มักเรียกว่าปลาหมูน่านในแม่น้ำว้านี้ว่าปลาหมูอารีย์
| ชื่อชุมชน
|
:
|
เครือข่ายป่าชุมชนจังหวัดน่าน |
| ศูนย์ประสานงาน
|
: |
32
หมู่ 3 บ้านหาดผาขน ต.เมืองจัง อ.ภูเพียง จ.น่าน 55000
นายเสวียน สองสีขวา ประธานเครือข่ายฯ
โทร. 054 774 262, 089 264 8486 โทรสาร 054 774 262 |
| พื้นที่ป่า
|
:
|
600,000
ไร่ ประกอบด้วยป่าชุมชน 456 ป่า, 98 ตำบล, 15 อำเภอ ในจังหวัดน่าน
|
กิจกรรมหลักของเครือข่าย:
กิจกรรมสนับสนุนกระบวนเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมที่จะนำไปสู่การจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน
- กิจกรรมการจัดการป่าชุมชน
เช่น การทำแนวกันไฟ การตรวจป่า
- กิจกรรมการศึกษาดูงานและการฝึกอบรม
เช่น การป้องกันไฟป่า การทำโมเดลวิธีการป้องกันไฟป่า
- กิจกรรมการเข้าค่ายเยาวชนในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
- กิจกรรมด้านอาชีพเสริมจากการรักษาป่าชุมชน
เช่น กลุ่มจักสาน กลุ่มเลี้ยงวัว กลุ่มเกษตรเชิงอนุรักษ์ เกษตรอินทรีย์
กลุ่มทอผ้าย้อมสีธรรมชาติ
- กิจกรรมรณรงค์ประชาสัมพันธ์ด้านสิ่งแวดล้อม
เช่น จดหมายข่าว รวมถึงการติดตามความเคลื่อนไหวกฎหมายป่าชุมชน
และผลักดันพระราชบัญญัติป่าชุมชน ฉบับประชาชน
- การส่งเสริมการรักษาแบบพื้นบ้านของกลุ่มหมอเมืองในการใช้สมุนไพรจากป่าชุมชน
- กิจกรรมตามโครงการเศรษฐกิจพอเพียงตามแนวพระราชดำริโดยมีศูนย์การเรียนรู้และศึกษาดูงาน
- การจัดทำโครงการเกษตรเชิงอนุรักษ์บนพื้นที่สูงร่วมกับมูลนิธิโครงการหลวง
และบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)
|
กลับหน้า
ประจำปี 2551
|