|
ประเภทความเรียงเยาวชน
โรงเรียนกลางป่า
ปรัชญาแห่งชีวิต
นายอาชญาสิทธิ์
ศรีสุวรรณ
"ป่าคือโรงเรียนที่ดีที่สุด"
ผมเคยได้ยินคำกล่าวนี้ครั้งหนึ่งเมื่อหลายปีที่ผ่านมา ครั้งแรกที่ได้ยิน
ผมรู้สึกว่าคำกล่าวนี้มีความคมคาย ลึกซึ้งและกินใจ แต่ผมก็ไม่ได้สนใจว่าแท้จริงแล้วคำกล่าวนี้มีความหมายเช่นไร
จนกระทั่งผมมาได้ยินคำกล่าวนี้อีกครั้งเมื่อไม่นานนี่เอง จึงทำให้ผมเริ่มสนใจในความหมายที่แฝงอยู่ในคำกล่าวนี้
เมื่อผมได้ลองพิจารณาดูก็พบว่าคำกล่าวนี้มีความหมายที่ลึกซึ้ง ทำให้ผมอยากพิสูจน์ว่าคำกล่าวนี้เป็นจริงหรือไม่
และสิ่งเดียวที่ผมคิดว่ามันสามารถพิสูจน์คำกล่าวนี้ได้อย่างชัดเจนที่สุดนั่นก็คือ
การที่ผมต้องเข้าไปสัมผัสป่าด้วยตัวของผมเอง
ตัวผมนั้นถึงแม้ว่าจะเกิดในเมือง
มีบ้านอยู่ในเมือง แต่ก็ได้คลุกคลีกับวิถีชีวิตป่ามาบ้างพอสมควร ในวัยเด็กนั้นผมได้ไปเยี่ยมปู่กับย่าซึ่งอยู่ต่างอำเภอทุกๆ
สัปดาห์ และในช่วงปิดภาคเรียนก็ได้ไปอยู่ที่บ้านของตากับยายซึ่งเป็นบ้านสวนต่างอำเภอเช่นเดียวกัน
ที่บ้านของปู่และตาในสมัยนั้นยังมีสภาพป่าที่สมบูรณ์อยู่ สองข้างทางเต็มไปด้วยต้นไม้สีเขียว
มีนกมากมายหลายชนิดส่งเสียงร้องอยู่ตลอดเวลาฟังดูคล้ายกับว่านกกำลังร้องเพลงประสานเสียงอย่างมีความสุข
แต่ในวันนี้ความเจริญได้เข้ามาจึงทำให้สภาพป่าที่ผมเคยได้เห็นเมื่อตอนที่ผมยังเป็นเด็กได้หายไป
สองข้างทางเต็มไปด้วยบ้านของผู้คน ต้นไม้สีเขียวเริ่มลดลง เห็นเพียงแต่ลานโล่งๆ
ที่ไม่หลงเหลือร่องรอยให้เห็นว่าที่นี่เคยเขียวขจีไปด้วยต้นไม้มากมายหลากหลายพันธุ์
เมื่อผมเริ่มโตขึ้น เวลาส่วนใหญ่หายไปกับงานที่เพิ่มมากขึ้นตามวัย
ในวันเสาร์อาทิตย์ผมต้องไปทำรายงานที่โรงเรียน และในช่วงปิดภาคเรียนก็ใช้เวลาไปกับการกวดวิชาเสียส่วนใหญ่
ทำให้ผมไม่ได้คลุกคลีกับป่าดังเช่นในวัยเด็ก จะมีบ้างก็เมื่อโรงเรียนจัดโครงการเยาวชนอนุรักษ์ธรรมชาติ
โดยนำนักเรียนไปเข้าค่ายที่ศูนย์ต้นน้ำบ้าง อุทยานแห่งชาติบ้าง เป็นครั้งคราว
แต่ก็ไม่บ่อยนักที่ผมจะได้มีโอกาสเช่นนี้และในการเข้าค่ายแต่ละครั้งก็เป็นเพียงช่วงเวลาสั้นๆ
แค่หนึ่งถึงสองวันเท่านั้น จากการที่ผมได้ร่วมกิจกรรมเข้าค่ายอนุรักษ์ธรรมชาตินั้น
ก็ทำให้ผมได้สัมผัสกับสภาพป่าบ้างพอสมควร แต่ผมก็ยังไม่เข้าใจในความหมายของคำกล่าวที่ว่า
"ป่าคือโรงเรียนที่ดีที่สุด"
ได้อย่างชัดเจน เพราะผมคิดว่าผมนั้นยังไม่ได้เข้าไปสัมผัสคำสอนอันเป็นหัวใจหลักของโรงเรียนแห่งนี้อย่างเต็มตัว
ในช่วงประมาณเดือนสิงหาคมของปีสองพันห้าร้อยสี่สิบเก้า
โรงเรียนของผมได้นำคณะนักเรียนส่งเสริมความสามารถพิเศษทางด้านวิทยาศาสตร์
ไปเข้าค่ายการศึกษาระบบนิเวศน์ต้นน้ำที่หน่วยอนุรักษ์และจัดการต้นน้ำพะโต๊ะ
อำเภอพะโต๊ะ จังหวัดชุมพร ซึ่งผมเองก็เป็นหนึ่งในคณะนี้ โดยใช้เวลาเข้าค่ายเป็นเวลา
3 วัน 2 คืน และที่นี่เองที่ทำให้ผมเริ่มเข้าใจในปรัชญาของธรรมชาติมากยิ่งขึ้น
ผมเคยมาที่พะโต๊ะครั้งหนึ่งแล้วเมื่อตอนปิดภาคเรียนของชั้นมัธยมศึกษาปีที่หนึ่ง
ในครั้งนั้นผมมากับพ่อแม่และน้อง นอกจากนี้ยังมีเพื่อนๆ ของพ่ออีกหลายคน
ในครั้งนั้นผมไปพักที่บ้านของอาพงศา ชูแนม ซึ่งเป็นเพื่อนของพ่อ ได้เล่นน้ำตกที่ใสสะอาด
และล่องแก่งไปตามลำน้ำที่คดเคี้ยว ซึ่งผมก็สนุกไปตามวัย ในตอนนั้นได้ยินคำกล่าวที่ว่า
"คนอยู่ ป่ายัง" ซึ่งในตอนนั้นผมยังไม่เข้าใจในความหมาย
ต่อมาผมจึงได้ทราบว่าคำกล่าวนั้นคือแนวคิดที่ทำให้คนกับป่าอยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุข
แต่ในการมาพะโต๊ะครั้งหลังนี้ไม่ใช่เป็นการมาเพื่อเล่นตามประสาเด็กเหมือนครั้งก่อน
ผมและเพื่อนๆ ต้องมาศึกษาเกี่ยวกับระบบนิเวศน์ต้นน้ำ เส้นทางไปอำเภอพะโต๊ยังเหมือนเดิม
ถนนคดเคี้ยวไปตามลักษณะของภูเขา ทำให้เพื่อนผมหลายคนเกิดอาการเมารถและวิงเวียนศีรษะ
แต่ในที่สุดคณะของเราก็มาถึงจุดหมาย เมื่อลงจากรถก็มีพี่ๆ จากหน่วยต้นน้ำมารอรับ
หลังจากที่ขนสัมภาระลงจากรถเรียบร้อย พี่ๆ ก็พาคณะของพวกผมไปยังศาลาแห่งหนึ่งนั่นคือ
"ศาลานวชีวิน" ซึ่งแปลว่าชีวิตใหม่
ใช่ผมก็คิดเช่นนั้น พวกเรากำลังมาเริ่มชีวิตใหม่ที่นี่ ไม่ว่าคุณจะเป็นใคร
จะรวยหรือจน แต่คุณต้องมาใช้ชีวิตที่ค่ายนี้ร่วมกันนั่นคือต้องเริ่มใช้ชีวิตใหม่ด้วยกัน
หลังจากนั้นก็มีการแบ่งกลุ่มเป็นสีต่างๆ โดยมีบัตรห้อยคอ หลังบัตรนั้นมีบทกวีต่างๆ
มากมาย ผมนั้นได้บทกวีที่อาพงศาเขียนเอง ในระหว่างที่เดินชมรอบๆ บริเวณค่ายนี้
ผมก็ได้พบเห็นชื่อของบ้านพักที่แปลกไปจากที่อื่นที่ได้เคยพบเห็นมา
โดยเป็นชื่อของหลักธรรม ดังเช่น "เอหิปัสสิโก"
คำนี้เป็นคำที่ผมชอบที่สุด เพราะมีความหมายว่า จงมาพิสูจน์ด้วยตัวท่านเองเถิด
ผมเห็นด้วยกับคำคำนี้ ใครกันเล่าที่จะรู้ดีเท่ากับตัวเรารู้ด้วยการเข้ามาสัมผัสด้วยตนเอง
นอกจากนี้ยังมีปรัชญาอีกมากมายที่ปรากฏอยู่ตามสถานที่ต่างๆ ในหน่วยต้นน้ำแห่งนี้
บางปรัชญาเป็นของท่านอาจารย์พุทธทาสซึ่งผมเคยเห็นที่วัดสวนโมกขพลาราม
เมื่อผมได้เห็นข้อคิดและปรัชญาที่นี่แล้วทำให้ผมสงสัยว่าเหตุใดหลักปรัชญาเหล่านี้จึงได้มาอยู่ในป่าเช่นนี้เล่า
ผมหวนนึกไปถึงครั้งหนึ่งที่ผมเคยถามพ่อว่า ธรรมะคืออะไร พ่อตอบผมเพียงสั้นๆ
แต่ครบถ้วนในความหมายว่า ธรรมะคือธรรมชาติ ผมคิดตามไปด้วยจึงเห็นจริงว่า
แท้จริงแล้วทุกสิ่งล้วนเกิดจากธรรมชาติ เมื่อครั้งที่ผมบรรพชาเป็นสามเณรภาคฤดูร้อนที่วัดศานติไมตรี
ท่านอาจารย์วิสุทธิ์ ก็เคยบอกว่าครูของพระพุทธเจ้าคือธรรมชาติ พระพุทธเจ้าตรัสรู้ด้วยการนำธรรมชาติมาขบคิดจนเกิดเป็นทฤษฎีขึ้น
และธรรมชาตินี่เองคือบ่อเกิดแห่งสรรพวิชาต่างๆ ผมเห็นด้วยกับคำกล่าวนี้
ทุกวิชาที่ผมเรียนล้วนเกี่ยวข้องกับธรรมชาติ ดังเช่นวิชาวิทยาศาสตร์ก็มีการศึกษาเกี่ยวกับการเกิดสิ่งต่างๆ
ทางธรรมชาติ จึงทำให้ผมเห็นว่าแท้จริงแล้วธรรมชาติคือนักปรัชญาที่อธิบายทุกสิ่งได้อย่างชัดแจ้งที่สุด
นอกจากนี้ที่ค่ายอนุรักษ์ต้นน้ำ
ยังทำให้ผมได้เห็นถึงวิถีชีวิตที่คลุกคลีกับป่าและธรรมชาติอย่างแท้จริง
นั่นคือ จะมีอาหารเป็นผักทุกมื้อ ซึ่งมีจุดประสงค์เพื่อแสดงให้เห็นว่าในปัจจุบันนี้คนส่วนใหญ่ไม่กินผัก
จึงทำให้เกิดโรคต่างๆ มากมาย เพราะขาดวิตามินที่จะช่วยเป็นภูมิคุ้มกันโรค
ผิดกับคนโบราณที่กินผัก แม้จะแก่ชรามากแล้วแต่ก็ยังแข็งแรง บ้านพักที่แวดล้อมต้นไม้ที่เขียวขจี
ทำให้เราได้อยู่ท่ามกลางธรรมชาติ บ้านที่ไม่มีรั้วกั้นแต่แวดล้อมด้วยป่าไม้
อยู่ในอากาศที่บริสุทธิ์สดชื่น นอกจากนี้เมื่อรับประทานอาหารเสร็จก็ต้องเอาจานไปเก็บและต้องล้างจานด้วย
ซึ่งการเก็บจานแล้วไปล้างนั้น ก็เป็นการฝึกให้เรามีความรับผิดชอบนั่นคือเมื่อเรารับประทานเสร็จก็ควรนำจานไปเก็บไปล้าง
ไม่ใช่วางไว้ที่โต๊ะ ซึ่งการเก็บจานนี้อาจเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่ถ้าละเลย
ต่อไปอาจกลายเป็นปัญหาใหญ่ได้ ดังนั้นจึงต้องปลูกฝังการรับผิดชอบในเรื่องเล็กน้อยด้วย
การใช้ชีวิตอยู่ในค่ายแห่งนี้เป็นวิถีชีวิตแบบพอเพียงกล่าวคือ เราอยู่ด้วยความสงบ
คำว่าสงบในที่นี่ไม่ใช่ความเงียบ แต่คือความสงบทางจิตใจ เพราะถึงแม้ในค่ายจะมีการร้องรำทำเพลงเพื่อให้เกิดความสนุกสนาน
แต่ความสงบของป่าก็ทำให้เราสงบ ทำให้เกิดความพอเพียง นั่นคือใจของเราพอเพียง
ใจไม่ฟุ้งซ่าน และนั่นก็คือต้นกำเนิดของความสุขที่พอเพียง
ความสุขที่พอเพียงคือการที่เราพอใจกับสิ่งที่มีอยู่
กับสภาพที่เป็นอยู่ ดังเช่นค่ายที่หน่วยต้นน้ำนี้ ทุกคนต้องนอนบนพื้นเหมือนกันทุกคน
อาบน้ำห้องเดียวกัน อาจต้องรอให้เพื่อนเข้าห้องน้ำก่อนในบางครั้งเพราะห้องน้ำมีไม่เพียงพอกับคณะนักเรียนซึ่งมีจำนวนมาก
เป็นต้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้อาจจะฝืนต่อความรู้สึกของหลายๆ คน เพราะทุกคนล้วนมาจากหลายที่
หลายวิถีชีวิตซึ่งย่อมแตกต่างกัน แต่ ณ ที่นี้ คือที่ที่เราจะต้องมาใช้ชีวิตร่วมกัน
นั่นคือชีวิตใหม่ดังเช่นชื่อของ ศาลานวชีวิน
ที่พวกเรามารวมตัวกันครั้งแรก โดยพวกเราต้องพยามยามข่มใจให้เกิดความพอใจในสภาพที่เป็นอยู่
ยอมรับในสภาพนั้นด้วยจิตใจที่เบิกบาน เมื่อเราเกิดความพอใจไม่ต่อต้านก็ทำให้เรารู้จักความพอดี
ทำให้มีความสุขกับทุกๆ สภาพ จนเกิดเป็นความสุขที่พอเพียงนั่นเอง เป็นความสุขที่ไม่ต้องไขว่คว้าหามา
เพราะนั่นเป็นความสุขเพียงชั่วครู่ แต่เป็นความสุขที่เกิดขึ้นในหัวใจ
ซึ่งโรงเรียนป่าได้สอนให้พวกเราเข้าใจในหลักการนี้เป็นอย่างดี
ในวันแรกผมได้เรียนรู้เกี่ยวกับสัตว์ต่างๆ
ในป่าเช่น แมลงต่างๆ นกต่างๆ เป็นต้น ได้รู้จักพันธุ์ไม้หลายชนิด โดยได้ทำกิจกรรมร่วมกับเพื่อนๆ
เช่น การจดชื่อสัตว์และพันธุ์ไม้แล้ววาดรูปตามที่ได้พบเห็นมา ซึ่งแต่ละชนิดก็มีลักษณะแตกต่างกันไป
ในเวลากลางคืนได้มีการนำเสนอทางด้านวิชาการสลับกับกิจกรรมนันทนาการ
เมื่อเสร็จกิจกรรมก็เข้านอน คืนนั้นผมหลับอย่างสบาย เพราะอากาศเย็นฉ่ำชื่นใจ
ในวันที่สองผมกับกลุ่มต้องออกเดินทางเพื่อไปยังลำธาร เพื่อค้นหาตาน้ำ
ซึ่งแต่ละกลุ่มที่แบ่งไว้จะแยกไปตามเส้นทางของตนโดยมีพี่ๆ ของหน่วยต้นน้ำซึ่งดูแลแต่ละกลุ่มนำทางไป
เส้นทางของผมนั้นเริ่มจากเดินไปตามถนนลูกรังที่ลาดชันแล้วตัดเข้าไปทางสวนมังคุด
เดินไปได้สักพักก็ได้ยินเสียงน้ำไหลเอื่อยๆ ซึ่งเป็นสัญญาณบอกว่ากลุ่มของผมใกล้ถึงลำธารแล้ว
เมื่อไปถึงลำธารเพื่อนๆ ในกลุ่มของผมต่างตื่นเต้นดีใจที่ได้เห็นลำธารที่ใสสะอาด
พากันล้างหน้าล้างมือเอาน้ำลูบตามตัวกันยกใหญ่ จากนั้นก็เดินไปตามลำน้ำเพื่อหาตาน้ำ
ผมลืมบอกไปว่าก่อนออกเดินทางพี่ๆ แจกแอลกอฮอล์ไว้ป้องกันทากด้วย ในที่สุดกลุ่มของผมก็พบตาน้ำ
พี่ๆ จากหน่วยต้นน้ำได้วัดปริมาตรของน้ำที่ออกจากตาน้ำในหนึ่งนาที
โดยมีเพื่อนคนหนึ่งจับเวลาอยู่ใกล้ๆ เมื่อวัดตาน้ำเสร็จ กลุ่มของผมก็ออกเดินทางไปเพื่อปฏิบัติภารกิจนักสืบสายน้ำ
โดยใช้ภาชนะตักน้ำจากในลำธารแล้ว มาใส่ในภาชนะที่มีน้ำใส แล้วเปรียบเทียบกับรูปภาพที่พี่ๆ
เตรียมมา และบันทึกในสมุดว่าเป็นแมลงประเภทใด และหากมีแมลงเช่นนี้มากมีผลกระทบต่อน้ำอย่างไร
เช่นทำให้น้ำเสียหรือไม่ นอกจากนี้ยังมีการวัดความเร็วของน้ำ ความขุ่นใสของน้ำอีกด้วย
เพื่อให้ทราบว่าน้ำมีคุณภาพระดับใด สามารถดื่มได้หรือไม่ หลังจากนั้นก็ไปดูฝายกั้นน้ำของชาวบ้านรูปแบบต่างๆ
อีกด้วย ในตอนกลางคืนมีกิจกรรมนันทนาการและการแสดงละครซึ่งผมเป็นคนเขียนบทเป็นเรื่องของนักล่าสมบัติที่มาพบตาน้ำ
แล้วเค้าก็คิดว่านี่คือสมบัติที่ดีที่สุดของมนุษยชาติ ในละครเรื่องนี้ผมรับบทเป็นพ่อเฒ่า
ซึ่งมาอธิบายถึงคุณสมบัติของตาน้ำ คืนนี้ผมพบกับอาพงศาเป็นครั้งแรก
เมื่อกิจกรรมเสร็จสิ้นผมก็เดินทางกลับที่พักระหว่างทางมีบ่อน้ำ ซึ่งพี่ๆ
หน่วยต้นน้ำขู่ว่ามีจระเข้ มีสะพานตอไม้ข้ามไปได้แต่สะพานไม่แข็งแรงนักเมื่อคืนที่ผ่านมามีคนตกน้ำไปแล้วหลายคน
และในคืนนี้ถึงคราของผม เสียงโห่ร้องดังขึ้นในความมืด ผมได้แผลบริเวณชายโครงนิดหน่อย
เหตุการณ์นี้สอนให้รู้ว่าถ้าคุณประมาทเพียงก้าวเดียวก็เกิดอุบัติเหตุได้
ดังนั้นความมีสติจึงสำคัญที่สุดคืนนั้นผมอาบน้ำร่วมกับเพื่อนอีกสองคน
ห้องน้ำไม่มีไฟฟ้าต้องใช้ไฟฉาย แต่ก็เป็นเรื่องสนุกไปอีกรูปแบบหนึ่ง
การอาบน้ำใต้แสงไฟฉายน่าจะคล้ายๆ การดินเนอร์ใต้แสงเทียนกระมัง น้ำเย็นชื่นใจทำให้ผมหลับอย่างสบายไปถึงรุ่งเช้า
ในวันที่สามซึ่งเป็นวันสุดท้าย พี่ๆ ให้กระดาษมากลุ่มละหนึ่งแผ่นแล้วแต่ละกลุ่มให้ช่วยวาดรูปเกี่ยวกับเหตุการณ์ต่างๆ
ในค่ายเหล่านี้และออกไปบรรยายให้เพื่อนๆ ฟัง งานนี้ผมได้เป็นพระเอกสักที
เพื่อนๆ ในกลุ่มส่งผมให้เป็นตัวแทนออกไปบรรยายรูปภาพ ก่อนบรรยายผมเลยร้องเพลงประจำตัวซึ่งเป็นเพลงหากิน
ปรากฏว่าเพื่อนๆ ให้การต้อนรับเป็นอย่างดี ในภาพของกลุ่มผมเป็นรูปใบหน้าของคน
มีตาน้ำเป็นตาซึ่งผมอธิบายว่าตาน้ำก็มีความสำคัญเหมือนตาซึ่งเป็นประโยชน์ต่อมวลมนุษย์อย่างมาก
หากมนุษย์ไม่มีตาก็อยู่ในโลกแห่งความมืดมิด และหากโลกไม่มีตาน้ำ โลกของเราก็จะไร้น้ำและอาจทำให้ไร้สิ่งมีชีวิต
ตาน้ำเป็นแหล่งกำเนิดเช่นเดียวกับตาที่เป็นแหล่งกำเนิดของการรับรู้
ตรงส่วนกลางของใบหน้ามี ศาลานวชีวินซึ่งผมบรรยายว่าคือการมาเริ่มต้นชีวิตใหม่ด้วยกันที่นี่
ผมยกตัวอย่างเชิงล้อเล่นว่า เช่นถ้าผมอยู่ที่บ้านผมอาจเป็นดาราสุดหล่ออย่างติ๊ก
เจษฎาภรณ์ แต่เมื่อมาที่นี่ผมก็เป็นเพียงสมาชิกค่ายคนหนึ่งที่ต้องมาเริ่มชีวิตใหม่เหมือนกับเพื่อนๆ
ทุกคน ซึ่งเพื่อนต่างโห่ร้องอย่างเกรียวกราว ในภาพมีรูปคนตกน้ำ ผมก็เหน็บว่าผมเองก็ตกน้ำ
แต่ไม่มีใครช่วยผมสักคน เพื่อนต่างพากันหัวเราะ และแล้วก็มาถึงปากซึ่งในรูปภาพ
ผมบรรยายว่าในที่สุดทุกคนก็ต้องจากกันขอให้เก็บความประทับใจเอาไว้ดังเช่นรอยจูบซึ่งติดไว้กับเสื้อด้วยความรัก
เพื่อนๆ ปรบมือให้กับการบรรยายของผม เมื่อมีการตัดสินรูปภาพ ปรากฏว่ารูปภาพของกลุ่มผมเข้ารอบด้วย
พี่ๆ ให้คำพูดประกอบคำตัดสินว่าถึงภาพจะสวยสู้กลุ่มอื่นไม่ได้ แต่การบรรยายหรอยคาด
ซึ่งนั่นเป็นสิ่งที่ภาคภูมิใจที่สุดในการมาเข้าค่ายครั้งนี้ และแล้วก็ถึงเวลาที่ต้องกลับ
มีการร้องเพลงอำลาค่ายและกล่าวขอบคุณพวกพี่ๆ จากหน่วยต้นน้ำ อาพงศาพูดให้แนวคิด
อาพงศาเป็นคนที่มีอุดมการณ์รักป่าอย่างแท้จริงซึ่งผมเคยสัมผัสได้หลายๆ
ครั้งรวมถึงครั้งนี้ด้วย และแล้วคณะนักเรียนก็ต้องเดินทางกลับ กลับสู่เมืองอันเป็นถิ่นประจำ
ผมหันหลังกลับไปมองก็เห็นว่าป่ายังรอให้คุณกลับมาเยือนอีก โรงเรียนแห่งนี้ให้การต้อนรับคุณเสมอ
แม้เวลาสามวันสองคืนที่ผมได้ร่วมกิจกรรมเข้าค่ายที่หน่วยต้นน้ำนี้จะน้อยนิด
แต่ผมก็ได้ความรู้เกี่ยวกับธรรมชาติเป็นจำนวนมากเช่น ความรู้เกี่ยวกับสัตว์ต่างๆ
พันธุ์ไม้ต่างๆ รวมไปถึงการจัดการต้นน้ำแล้ว ผมยังได้รับข้อคิดซึ่งป่าได้สอนในหลายๆ
เรื่อง ไม่ว่าจะเป็นการใช้วิถีชีวิตในป่า ซึ่งมีความผูกพันกับวิถีชีวิตของมนุษย์
การใช้ชีวิตอย่างสามัญไม่ฟุ้งเฟ้อ การเกิดสมาธิด้วยใจที่สงบ และการใช้ชีวิตตามวิถีพอเพียง
รวมไปถึงสิ่งหนึ่งซึ่งเกิดขึ้นด้วยความผูกพันจากการใช้ชีวิตอยู่ร่วมกัน
ซึ่งสิ่งนี้เป็นสิ่งที่สำคัญในการอยู่ร่วมกันของมนุษย์นั่นก็คือ มิตรภาพ
ซึ่งก่อเกิดจากการใช้ชีวิตร่วมกันในป่า การช่วยเหลือกัน การลำบากด้วยกันนั่นเอง
ป่าคือโรงเรียนที่สอนให้มนุษย์ได้เข้าใจในปรัชญาและสัจธรรมแห่งชีวิตโดยอัตโนมัติ
ป่าอาจจะพูดไม่ได้แต่สามารถแสดงออกสื่อผ่านมายังมนุษย์ได้ ป่าไม่ใช่ครูที่หยิบยื่นความรู้ให้
แต่ป่าคือโรงเรียนที่มนุษย์ต้องเข้าไปสัมผัสไปศึกษาด้วยตัวเอง สัมผัสด้วยหัวใจ
เมื่อมนุษย์สัมผัสได้ถึงสิ่งที่ป่าสอนแล้ว มนุษย์ก็จะพบว่าป่าคือโรงเรียนที่สอนให้มนุษย์ได้เข้าใจในวิถีชีวิตที่แท้จริง
ในวันนี้
ผมรู้แล้วว่าเพราะเหตุใดจึงมีคนหลายๆ กลุ่มที่ยอมเสียสละเพื่อปกป้องรักษาผืนป่าเอาไว้
ด้วยเพราะคนเหล่านั้นเห็นว่าป่าเป็นโรงเรียนที่ดีที่สุด ป่าคือครูผู้สอนให้เข้าใจในปรัชญาแห่งชีวิต
ป่าคือผู้ก่อให้เกิดทุกสิ่งทุกอย่าง และป่านั้นก็มีความสำคัญต่อวิถีชีวิตของมนุษย์
ดังนั้นพวกเราจึงควรจะรักษาผืนป่าเอาไว้ เพราะหากวันใดที่ไม่มีป่า
ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้ก็จะหายไป วิถีชีวิตของมนุษย์จะขาดความสมดุล
เพราะโลกจะขาดแหล่งเรียนรู้ที่สำคัญไป เมื่อถึงเวลานั้นโลกของเราจะเป็นเช่นไร
มนุษย์จะต้องประสบกับสภาวะในรูปแบบไหน ไม่มีใครสามารถรู้ได้ แต่ผมคิดว่ามนุษย์คงไม่ยอมให้โลกของเราเป็นเช่นนั้นแน่
และสิ่งเดียวที่จะป้องกันได้นั่นคือมนุษย์จะต้องรักษาผืนป่าเอาไว้
เพื่อให้ป่ายังคงเป็นโรงเรียนที่ดีที่สุดต่อไป "โรงเรียนแห่งปรัชญาชีวิต"
| ชื่อ |
:
|
นายอาชญาสิทธิ์
ศรีสุวรรณ |
| วัน/เดือน/ปีเกิด
|
:
|
20 ตุลาคม 2532 |
| ที่อยู่ |
:
|
31/57
ถ. กาญจนวิถี ต. บางกุ้ง อ.เมือง จ.สุราษฎร์ธานี 84000
โทร. 077 225 103 |
| การศึกษา |
:
|
มัธยมศึกษาปีที่
6/1 โรงเรียนสุราษฎร์ธานี ถ.ดอนนก ต.ตลาด อ.เมือง จ. สุราษฎร์ธานี |
|
|