ประเภทความเรียงเยาวชน

ชีวิตที่พอเพียง
โดยเด็กหญิงวารุณี กุดวงศ์แก้ว

โรงเรียนของหนูเป็นโรงเรียนประจำตำบลเปิดสอนตั้งแต่ชั้นอนุบาล 1 ถึงชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่โรงเรียนคุณครูสอนให้พวกหนูทำกิจกรรมที่ดีๆ ต่างๆ มากมาย การปลูกผักปลอดสารพิษ การเลี้ยงปลาตามธรรมชาติ รวมทั้งการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ในตอนเช้าหลังจากออดดังขึ้นครั้งแรก พวกหนูจะช่วยกันเก็บเศษขยะรอบบริเวณโรงเรียน ตามเขตพื้นที่ที่คุณครูแบ่งให้ โดยทุกคนจะช่วยกันด้วยความเต็มใจ คุณครูบอกว่าโรงเรียนก็เหมือนบ้านของพวกเรา เพราะพวกเราทุกคนจะต้องใช้ชีวิตอยู่ที่โรงเรียนวันละประมาณ 9 ชั่วโมง ดังนั้นทุกคนก็ควรจะต้องช่วยกันทำให้บริเวณบ้านน่าอยู่ปลอดจากมลภาวะทุกประเภท ทั้งขยะมูลฝอย ทั้งสภาพอากาศเป็นพิษ ซึ่งพวกเราทุกคนก็จะทำตามที่คุณครูสอน

กิจกรรมที่หนูชอบที่สุดที่คุณครูสอนให้พวกเราทำก็คือการปลูกผักกะหล่ำปลีปลอดสารพิษ โดยพวกเราตั้งแต่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ถึง ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ทุกคนจะเริ่มช่วยกันปลูกในระหว่างเดือนพฤศจิกายน ซึ่งเป็นช่วงที่มีอากาศหนาว กะหล่ำปลีจะห่อเป็นหัวได้ดีที่สุด คุณครูจะไม่ใช้สารเคมีแต่จะสอนให้พวกเราใช้พืชสมุนไพรมาทำเป็นยาไล่แมลงแทน คุณครูบอกว่านอกจากยาที่คุณครูพาพวกเราทำนั้นจะไม่ทำร้ายแมลงแล้ว ก็ยังไม่ทำร้ายพวกเราอีกด้วยเวลากินก็จะสามารถกินได้อย่างสบายใจ มิหนำซ้ำยังไม่ต้องเปลืองเงินเพื่อซื้อยาฆ่าแมลงมาใช้อีก เพราะพืชสมุนไพรที่นำมาใช้นั้นก็ได้มาจากรอบบริเวณโรงเรียนหรือภายในหมู่บ้านของเรานั่นเอง ซึ่งพวกเราไม่ต้องซื้อเลยเพียงเอ่ยปากขอเจ้าของก็เต็มใจให้

กะหล่ำปลีของพวกหนูจะหัวใหญ่น่ากินเพราะพวกหนูตั้งใจปลูกตามที่คุณครูสอน คุณครูบอกว่าถ้าเราทำอะไรด้วยความเอาใจใส่ด้วยความรักผลตอบแทนก็จะน่าชื่นใจ พวกเราจะหมั่นรดน้ำพรวนดินให้ต้นกะหล่ำปลีทุกวัน ส่วนการใส่ปุ๋ยจะใส่สัปดาห์ละครั้ง ปุ๋ยที่พวกหนูเอามาใส่กะหล่ำปลีจะเป็นปุ๋ยคอก เช่น ขี้เป็ด ขี้หมู ขี้วัว ขี้ควาย ปุ๋ยเหล่านี้เราไม่ต้องซื้อ เจ้าของเขาเต็มใจที่จะให้พวกเรา เพราะเขาเห็นว่าเราไม่ได้เอาไปซื้อขายแต่เอาไปใส่ผัก บางทีเพื่อนคนที่มีวัวควายก็จะเอามาเผื่อกัน โดยคนที่ไม่มีขี้วัวขี้ควายก็จะช่วยขุดแปลง พรวนดิน รดน้ำช่วยเป็นการตอบแทน เวลาลงแปลงกะหล่ำเป็นเวลาที่พวกเรามีความสุขและสนุกเป็นพิเศษ เพราะพวกเราจะอวดกันอยู่ในทีว่ากะหล่ำของใครจะหัวใหญ่กว่ากัน ดังนั้นเพื่อไม่ให้น้อยหน้าคนอื่นพวกเราก็เลยต้องพยายามรดน้ำ พรวนดินใส่ปุ๋ย ให้กะหล่ำของเราโตเร็วๆ อันที่จริงพวกเราไม่ได้อิจฉากันหรอกเพียงแต่รู้สึกอายที่จะทำให้ใครเห็นว่าเราไม่เอาไหนเท่านั้นเอง และถ้าบังเอิญกะหล่ำแปลงใกล้กันหัวใหญ่กว่า เจ้าของแปลงก็จะต้องพยายามรดน้ำให้มากขึ้น ซึ่งบางครั้งแทนที่จะดีกลับเป็นว่ากะหล่ำสำลักน้ำแทนเพราะรดมากไปหัวกะหล่ำเลยเน่า

เมื่อกะหล่ำปลีห่อเป็นหัวโตพอจะกินได้แล้ว คุณครูก็จะแบ่งเป็นส่วนๆ โดยให้พวกหนูเลือกเอาหัวที่พอใจที่สุดไว้สำหรับเอาขึ้นไปกินที่บ้านก่อน จำนวนนั้นแล้วแต่ว่าใครจะปลูกกะหล่ำปลีได้เป็นจำนวนกี่หัว ใครปลูกได้มากก็จะได้จำนวนกะหล่ำปลีมากขึ้นตามอัตราส่วน (ขนาดแปลงปลูกกะหล่ำนั้นทุกคนจะได้ขนาดเท่ากัน) ส่วนที่เหลือคุณครูก็จะให้พวกหนูนำไปแลกข้าวในหมู่บ้านแล้วนำข้าวมาขาย เงินที่ได้ก็จะนำมาพัฒนาโรงเรียน ซึ่งพวกหนูรู้สึกภูมิใจมากที่พวกหนูสามารถช่วยโรงเรียนได้ในบางส่วน คุณครูบอกว่านี่คือความกตัญญูที่พวกหนูสามารถทำได้ นอกจากนี้แล้วหนูยังแบ่งหัวกะหล่ำส่วนของหนูให้กับคุณครูประจำชั้นและพ่อครูแม่ครูที่โรงเรียนอีก (พ่อครูกับแม่ครูเป็นพ่อแม่ของเราตามกิจกรรมศิษย์ลูกที่โรงเรียนจัดขึ้น โดยให้คุณครูแต่ละคน จับฉลากเพื่อเลือกลูกจากลูกศิษย์ตั้งแต่ชั้นอนุบาล 1 ถึงชั้นม. 3 ในจำนวนเท่าๆ กัน) หนูรู้สึกมีความสุขเมื่อเห็นรอยยิ้มของคุณครู คุณครูบอกว่ากะหล่ำที่หนูปลูกเป็นกะหล่ำที่มีรสชาติดีที่สุดเท่าที่คุณครูเคยกินมา ถึงแม้มันจะมีรอยแมลงเจาะบ้าง แต่คุณครูก็สามารถกินได้อย่างสบายใจ คุณครูบอกว่าจะเอาไปนึ่งใส่ปลาและตำแจ่วปลาร้ากินเป็นเครื่องแกล้ม

กิจกรรมการปลูกกะหล่ำปลีซึ่งหนูทำมาตั้งแต่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 จนเดี๋ยวนี้หนูเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 นั้น ทำให้หนูและครอบครัวสามารถประหยัดเงินได้เป็นอย่างดี เพราะหนูนำเอาความรู้ที่ได้จากการเรียนรู้ที่โรงเรียนในการปลูกกะหล่ำมาใช้ที่บ้าน โดยหนูได้ช่วยพ่อกับแม่และพี่ของหนูอีก 2 คน ช่วยกันปลูกผักไว้รอบบริเวณบ้านทั้งผักอีตู่ (แมงลัก) ผักตำลึง ดอกแค ผักแพว ผักโขม ฯลฯ ส่วนมะระขี้นกนั้นไม่ต้องปลูกพอถึงหน้าฝนมันก็จะงอกงามและแตกยอดอ่อนๆ จนเก็บกันไม่หวาดไม่ไหวกันเลยทีเดียว ผักอื่นๆ หนูกินได้หมดแต่มะระขี้นกนั้นหนูกำลังพยายามกินอยู่ ที่ว่าพยายามเพราะมันขมมาก แต่พ่อกับแม่บอกว่ามันเป็นยาหนูก็เลยคิดว่าจะพยายามฝืนกิน

ตอนเย็นหลังเลิกเรียนถ้าไม่มีกิจกรรมที่จะต้องทำที่โรงเรียน เช่น ฝึกกีฬา ฝึกทักษะทางวิชาการ หนูก็จะรีบกลับบ้านไปนึ่งข้าวไว้รอพ่อกับแม่ที่ไปทำไร่ทำนา บางครั้งหนูก็จะเก็บผักที่ปลูกไว้ริมรั้วหรือบริเวณบ้านมาเตรียมไว้ทำกับข้าว ผักเหล่านี้เวลาเด็ดนั้นจะรู้สึกได้ถึงคุณค่าของความสดและประโยชน์ ยางสดๆ ที่ไหลออกมาจากก้านของพืชเหล่านั้นบอกถึงความมีชีวิต คุณครูบอกว่ายิ่งผักสดมากเท่าใด ก็จะยิ่งมีประโยชน์ต่อร่างกายเรามากขึ้นเท่านั้น เมื่อพ่อกับแม่กลับมาจากนาบางครั้งพ่อก็จะมีปลาช่อนตัวโตๆ มาฝากพวกเรา โดยแม่จะให้พี่ของหนูเอาปลาช่อนมาขอดเกล็ด ผ่าท้องควักไส้ตัดเป็นชิ้นๆ เตรียมไว้ ส่วนหนูจะเป็นคนเตรียมเครื่องแกงรอ ที่จริงหนูยังกะปริมาณเครื่องแกงเองไม่ได้หรอก แต่แม่จะคอยบอกหนูอีกที ก็จะมีพริกสด ตะไคร้ หัวหอมแดง เกลือ โขลกรวมกันจนแหลก แล้วจึงจะเอาข้าวหม่า (ข้าวเหนียวแช่น้ำ) ที่แบ่งเหลือติดก้นหม้อเอาไว้ไม่นึ่งหมดนำมาโขลกรวมอีกครั้งหนึ่ง แล้วจึงเอาน้ำมาละลายเทลงใส่หม้อ เทน้ำปลาร้าลงไปพอเดือดก็จะเอาปลาลงไป แล้วใส่ผัก ปรุงให้รสชาติถูกปาก เวลาคนแกงในหม้อต้องระวังต้องรอให้ปลาสุกดีก่อน ไม่งั้นจะเหม็นคาวปลาและถ้าคนแรงก็อาจจะทำให้ปลาเละได้ พอน้ำแกงเดือดอีกครั้งก็ใส่ใบแมงลักหรือผักอีตู่ลงไป กลิ่นหอมฟุ้งดับกลิ่นคาวปลาจนหมด ส่วนกะหล่ำของหนูแม่บอกว่าเอาไว้นึ่งกินวันต่อไปเพราะกะหล่ำปลีสามารถเก็บไว้ได้หลายวัน ตอนเช้าแม่จะนึ่งแล้วตำแจ่ว ป่นปลาช่อนที่ขังเอาไว้ในหม้อ แบ่งไปถวายพระที่วัดส่วนหนึ่ง ให้หนูกับพี่กินส่วนหนึ่ง ส่วนหนึ่งพ่อกับแม่แบ่งไปปั้นข้าวเช้า (อาหารเช้า) ก่อนลงนา ส่วนผลไม้ก็จะเป็นสับปะรดที่แม่แวะเก็บจากสวน สับปะรดนี้เป็นสับปะรดพื้นบ้าน ลูกเล็ก รสหวานอมเปรี้ยว ที่หนูกับพี่ชอบมาก เราจะจิ้มเกลือกินแทนขนม หนูเคยได้ยินคุณครูบอกว่าการกินสับปะรดหลังอาหารโดยเฉพาะมื้อที่กินเนื้อนั้น สับปะรดจะไปช่วยย่อยทำให้ท้องไม่อืด และยังได้ประโยชน์จากวิตามินเกลือแร่ทำให้การขับถ่ายสะดวก และที่สำคัญทำให้ผิวสวย (ประโยชน์มากขาดนี้ไม่กินไม่ได้แล้ว) เป็นอันว่าวันนี้พวกเราไม่ต้องใช้เงินแม้แต่บาทเดียว รวมทั้งวันอื่นๆ ที่เราจะใช้เงินน้อยมาก เราจะใช้เฉพาะในสิ่งที่จำเป็นมากๆ เช่น ซื้อยาแก้ไข้ ซื้ออุปกรณ์การเรียนของหนูกับพี่ๆ แม่บอกว่าแม่จะเก็บเงินไว้ให้หนูกับพี่เรียนหนังสือสูงๆ แม่บอกว่าเงินทุกบาททุกสตางค์มีค่ากว่าพ่อกับแม่จะหามาได้ก็เหนื่อยสายตัวแทบขาด ถ้าหนูกับพี่ไม่อยากลำบากเหมือนพ่อกับแม่ก็ต้องรู้จักประหยัดไม่ฟุ่มเฟือย หนูกับพี่ก็เลยสัญญากันว่าจะพยายามประหยัดช่วยพ่อแม่เท่าที่จะทำได้

พอถึงวันเสาร์และอาทิตย์แม่ก็จะพาพวกเราพี่น้องไปนาด้วย แม่บอกว่าเดี๋ยวนี้เด็กๆ หลายคนไม่ค่อยอยากไปไร่ไปนา เพราะอยากอยู่บ้านดูโทรทัศน์ซึ่งสนุกกว่า ซึ่งความคิดอันนี้หนูก็เคยเป็นแต่เพราะแม่บอกว่าอยากให้หนูกับพี่ช่วยพ่อแม่บ้าง จะได้เป็นการแบ่งเบาภาระเพราะตอนนี้พ่อกับแม่ก็อายุมากขึ้นเรี่ยวแรงก็ถดถอยลง หนูก็เลยต้องไปเพราะเกรงใจพ่อกับแม่ เวลาเดินไปนาหนูก็จะทำหน้าบูด (หน้าบึ้ง) ไปตลอดทางเพราะคิดถึงรายการสนุกๆ ทางโทรทัศน์ พ่อกับแม่ก็ไม่ว่าอะไรแต่พ่อจะเดินอมยิ้มและพยักเพยิดให้แม่มองดูหนู หนูก็จะเมินไม่มองเพราะหนูรู้สึกน้อยใจพ่อกับแม่ที่ทำให้หนูต้องอดดูโทรทัศน์รายการการ์ตูนที่หนูชอบ และต้องมาเดินตากแดดเหนื่อยก็เหนื่อยร้อนก็ร้อน มิหนำซ้ำยังต้องช่วยหอบหิ้วกระบุงตะกร้าอีก

แต่พอไปถึงนาความรู้สึกของหนูก็เปลี่ยนไปเพราะที่นามีอะไรๆให้หนูทำตั้งเยอะ แม่จะให้หนูกับพี่ไปไล่ตั๊กแตนที่จะมากัดกินยอดต้นข้าวหรือต้นกล้า ไม่ใช่ไล่หนีแต่ไล่จับเอามาเป็นกับข้าว ซึ่งหนูรู้สึกว่ามันสนุกมากเพราะตั๊กแตนบางตัวมันก็กระโดดเก่ง หนูต้องพยายามจับให้ได้ บางทีหนูก็ตกจากคันนาพี่ๆ จะยืนหัวเราะเป็นที่สนุกสนาน หนูก็จะคอยหัวเราะเวลาพี่ตกจากคันนาบ้าง บางครั้งหนูกับพี่จะใช้วิธีเอาตาข่ายมาเป็นอุปกรณ์ช่วยโดยหนูกับพี่จะถือตาข่ายกันคนละข้างแล้วออกวิ่งพร้อมกัน ตั๊กแตนตัวเล็กที่เกาะตามยอดหญ้าบางตัวก็จะบินขึ้น บางตัวก็จะเกาะติดในตาข่าย หนูกับพี่จะต้องรีบรวบตาข่ายเข้าหากัน แล้วเก็บเอาตั๊กแตนเหล่านั้นใส่ในข้องหรือถุงตาข่าย การไล่ตั๊กแตนนี้นอกจากหนูกับพี่จะได้กับข้าวแล้วยังช่วยพ่อกับแม่กำจัดศัตรูของต้นข้าวอีกด้วยโดยไม่ต้องใช้ยาฆ่าแมลง

การไปขุดหาปูนาในหน้าแล้งกับการขุดหาแมงจีนูนตัวโตๆ หรือแมงจุดจี่ในขี้ควายตอนเช้าๆ ที่ต้องใช้ไหวพริบแข่งกันกับเพื่อนหรือเด็กคนอื่นๆ ที่มีที่นาอยู่ใกล้กัน ก็นับว่าเป็นกิจกรรมที่สนุก ท้าทาย เพราะเราจะแข่งกันว่า กองขี้ควายที่เราจองเอาไว้นั้นจะมีแมงจุดจี่มากน้อยแค่ไหน ตอนแรกๆ หนูไม่รู้จักเลือกกองขี้ควาย หนูไปเลือกกองขี้ควายที่ควายมันถ่ายออกมาใหม่ๆ เพราะหนูเห็นว่ามันกองใหญ่ดีคงจะมีแมงจุดจี่มาก ที่ไหนได้นอกจากหนูจะทำให้ขี้ควายกระเด็นถูกตัวเองแล้ว หนูยังไม่ได้แมงจุดจี่แม้แต่ตัวเดียว หนูเลยเลิกจับจองกองขี้ควายกองนั้น แต่พอวันต่อมาขี้ควายเริ่มแห้งหมาดๆ เพื่อนหนูอีกคนหนึ่ง ไปคุ้ยหาแมงจุดจี่ได้ตั้งเยอะ แต่ก็ยังดีที่เขาคั่วมาโรงเรียนแล้วก็แบ่งให้หนูกินด้วยเลยหายเจ็บใจหน่อย เพื่อนหนูบอกว่าการหาแมงจุดจี่นี้จะต้องมีวิธีเลือกกองขี้ควาย เราจะไม่เลือกกองที่ควายมันถ่ายมูลใหม่ๆ เราจะต้องรอสักระยะหนึ่งก่อนพอให้มันแห้งหมาดและขี้ควายไม่เกาะตัวจุดจี่จึงจะขุดคุ้ยหาได้ แมงจุดจี่บางตัวจะมีเขาบนหัวด้วย บางตัวก็จะตัวโตมากเกือบเท่านิ้วก้อยของหนู แมงจุดจี่นี้เราเอามาแกงใส่หน่อไม้ก็จะอร่อยมาก หรือคั่วใส่เกลือพอให้มีรสปะแล่มๆ แล้วกินกับข้าวหรือกินเปล่าๆ ก็อร่อยไปอีกแบบ แต่ส่วนมากหนูจะไม่ค่อยกินเปล่าๆ หรอก เพราะแม่จะบอกว่าคนกินดีดอก (กินโดยไม่มีข้าวกินแต่กับ) จะทำให้เป็นซาง (ตานขโมย) พุงจะโตๆ หัวจะลีบๆ หนูกลัวเป็นซางเลยกินกับข้าวทุกครั้ง หรือถ้าเอาแมงจุดจี่ไปตำใส่พริกป่น หยอดน้ำปลาร้าใส่ต้นหอมแล้วตำรวมกันให้แหลกใช้ข้าวเหนียวจิ้มกินก็อร่อยไปอีกแบบ

การไปคล้องตัวกะปอม (กิ้งก่า) ก็เป็นกิจกรรมที่หนูเคยขอไปกับเพื่อนๆ ผู้ชายและพี่ของหนู แต่เขามักไม่ค่อยอยากให้หนูไปเพราะเขาบอกว่าหนูซุ่มซ่าม และชอบทำให้กะปอมหนีไปทุกที ที่จริงหนูก็พยายามแล้วแต่มันคันจมูกเนื่องจากตรงที่หนูยืนมันมีหญ้าที่มีใบยาวๆ อยู่ หนูก้มลงไปมันเลยแยงจมูกหนู ทำให้จามออกมาโดยกลั้นไม่ทัน เจ้ากะปอมตัวใหญ่ก็เลยหนีไปได้ พวกนั้นก็เลยโกรธหนูใหญ่เลย คราวต่อมาหนูต้องอ้อนวอนแทบแย่พวกเขาถึงยอมให้หนูไปด้วย โดยหนูต้องสัญญาว่าจะต้องเป็นคนถือพวงกะปอม หนูก็รับปาก แต่พอไปจริงๆ หนูเห็นว่ากะปอมพวกนั้นต้องโดนเชือกคล้องคอแล้วยังต้องมาถูกเชือกปอมัดเอวอีก หนูเลยแอบปล่อยมันไปแล้วยังมาฟ้องพ่อว่าพวกพี่ๆ ใจร้าย เอาเชือกปอมัดกะปอมให้หนูถือ พ่อก็อธิบายว่ากะปอมนั้นถือว่าเป็นอาหารอีกชนิดหนึ่งของเรา และไม่ถือว่าใจร้ายเพราะเราเอามากิน ไม่ได้ทำเพื่อความสนุกอย่างเดียว แล้วพ่อก็กำชับพี่ๆ ว่าให้เลือกคล้องเอาแต่ตัวใหญ่ๆ ไม่ให้คล้องเอาตัวเล็ก เพื่อที่จะได้ไม่เป็นการทำลายสิ่งแวดล้อม หนูถามพ่อว่ามันเกี่ยวข้องกันตรงไหน พ่อเลยบอกว่ากะปอมนั้นช่วยกินแมลงที่มาทำลายพืชผักของเรา ทำให้ไม่ต้องใช้ยาฆ่าแมลง แต่หนูก็ยังค้านในใจว่าใจร้าย และต่อว่าเพื่อนกับพี่ๆ แต่พวกนั้นก็บอกหนูว่าเป็นหน้าที่ของผู้ชายที่จะต้องหาอาหารมาเลี้ยงคนในบ้าน และหนูเป็นผู้หญิงไม่รู้หรอกว่ามันเป็นเกมกีฬาของลูกผู้ชายที่ลูกผู้หญิงขี้แงอย่างหนูไม่ควรยุ่งด้วย หนูก็เลยไม่ไปกับพวกเขาอีกและไม่กินก้อยกะปอมด้วย (ก็หนูสงสารมันนี่นา) แต่กินผักสดกับปิ้งปลาเข็ง (ปลาหมอ) แทน

หนูถามคุณครูว่า สัตว์เหล่านี้ถือเป็นอาหารที่มีประโยชน์หรือไม่ คุณครูบอกว่าไม่ว่าตั๊กแตน แมงจุดจี่ หรือกะปอมถือว่าเป็นแหล่งโปรตีนที่ดีและทำให้เราไม่ต้องไปกินเนื้อสัตว์ใหญ่ เช่น หมูที่คนเลี้ยงใช้สารเร่งเนื้อแดงที่เป็นอันตรายต่อตัวเรา หรือถ้าเลือกกินตรงที่มีมันก็จะทำให้เป็นโรคอ้วน หรือต้องกินเนื้อวัวควายที่พ่อบอกว่าเหมือนเพื่อนของเรา และมีบุญคุณต่อเรา นอกจากนี้การที่สัตว์ใหญ่กินสัตว์เล็กก็ถือว่าเป็นการทำให้ธรรมชาติมีความสมดุลมากขึ้น เพราะถ้าไม่อย่างนั้นเมื่อสัตว์ชนิดใดมากเกินไปก็จะเป็นการไปทำให้สิ่งอื่นๆ เสียหายได้ และถึงเราไม่นำสัตว์เหล่านั้นมาเป็นอาหารที่สุดก็ต้องถูกสัตว์อื่นกิน หรือตายไปเองในช่วงเวลาที่สั้นตามอายุของมันอยู่ดี แต่ทั้งนี้ต้องทำเพื่อนำมาเป็นอาหารเท่านั้นไม่ใช่ไปทรมาณมันเล่นๆ ถ้าอย่างนั้นก็ไม่ควรทำ

หนูรู้สึกโชคดีมากๆ ที่มีอาหารจากธรรมชาติให้เลือกกินโดยไม่ต้องเสียเงินซื้อ แม้คนภาคอื่นอาจจะนึกรังเกียจว่า คนอีสานกินขี้ควาย (เพี้ยใส่ในลาบ) คนอีสานกินแมลงหรือสัตว์แปลกๆ แต่สิ่งเหล่านี้เป็นวิถีชีวิตของเราที่สืบทอดมาจากปู่ย่า ตายายจนถึงรุ่นเรา ซึ่งคุณครูบอกว่านี่แหละวิธีการใช้ชีวิตแบบพอเพียงตามแบบที่ในหลวงทรงสอนเรา และทรงเป็นตัวอย่างให้เราที่ไม่ต้องทำลายธรรมชาติ เราสามารถอยู่ร่วมกับธรรมชาติได้ และหนูก็ตั้งใจว่าหนูจะสอนให้ลูกหลานของหนูได้ใช้ชีวิตแบบพอเพียงแบบนี้เหมือนที่พ่อกับแม่ของหนูสอนหนูกับพี่

นอกจากการหาอาหารที่สนุกแล้ว อากาศในท้องนาสดชื่นลมพัดเย็นสบาย เวลาเหนื่อยก็พากันไปกระโดดน้ำในลำห้วย แต่แม่ไม่ยอมให้หนูไปคนเดียวหรอกนะ แม่จะให้พี่ไปด้วยเพราะหน้านาน้ำในลำห้วยค่อนข้างลึก น้ำก็ไหลแรง แม่กลัวหนูเป็นอันตราย ความสนุก ความสุขที่หนูสัมผัสได้ทำให้หนูรู้สึกเป็นสุขจนลืมรายการโทรทัศน์ไปเลย หนูรู้สึกผูกพันกับท้องไร่ท้องนาอย่างประหลาด ลมเย็นๆ ที่พัดผ่านผิวกายของหนูทำให้หนูรู้สึกสดชื่น จากการไปนาครั้งแรกและครั้งต่อๆ มา ความสนุก อาหารการกินที่พี่กับหนูไปช่วยกันหามาเตรียมไว้รอพ่อกับแม่ขึ้นจากนา แล้วแม่ก็จะปรุงแกงบึงร้อนๆ ให้พวกหนูกิน บางครั้งพ่อก็จะไปขุดเอามันสำปะหลัง 5 นาทีที่ปลูกไว้หัวไร่มาหมกไฟให้กิน ซึ่งหนูรู้สึกว่ามันอร่อยกว่ากินที่บ้านหลายเท่า ทำให้หนูชักจะติดใจ ดังนั้นครั้งต่อมาหนูจึงไม่ต้องให้แม่ชวน แต่หนูจะรีบลุกมาเตรียมของช่วยแม่ และช่วยหาบช่วยคอนด้วยความเต็มใจ

หน้าที่ >
1