ประเภทความเรียงเยาวชน

ลูกรัง …ทางชีวิต
โดยนายจักรเพชร วรสินธ์

คำนำ
จากประสบการณ์ได้ถูกถ่ายทอดออกมาผ่านร้อยแก้ว ที่เป็นสื่อแทนใจมาเล่าถึงการดำเนินชีวิตบนเส้นเส้นทางที่ขรุขระ เคียงข้างกับการเรียนรู้ การดูแลรักษาธรรมชาติที่มีทั้งความสุข ความทุกข์ปะปนกันไป ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาด้วยจิตสำนึกรักษ์ในธรรมชาติ ที่พึ่งพากันอย่างถ้อยทีถ้อยอาศัยระหว่าง คน น้ำ ป่า บนพื้นฐานแห่งความพอเพียง ที่ใช้เลี้ยงชีวิตมาตลอดระเวลาที่ยาวนานในเส้นทาง ชื่อว่า "ถนนลูกรัง" สายนี้ที่เชื่อมต่อชุมชนชนบทแห่งนี้ ได้สู่ "ลูกโลกสีเขียว" ที่กว้างใหญ่ใบนี้

จักรเพชร วรสินธ์

"กระแสลมพัดผ่านหอบเอาผงฝุ่นสีอิฐฟุ้งกระจายปกคลุมทั่วอาณาบริเวณ หญ้าริมทางพริวไหวไปตามทิศทางลมไม่นานก็ค่อยๆ เบาบางลงเริ่มมองเห็นเส้นทางที่กำลังเผชิญอยู่เบื่องหน้า"

หากกล่าวถึงเส้นทางเดินของแต่ละชีวิตที่ทุกคนใช้ในการดำเนินชีวิต หลายคนอาจคล้ายคลึงกันซึ่งในขณะเดียวกันหลายๆ คนอาจแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ตลอดระยะเวลาของการเดินทางผ่านวัน เวลา ที่ทุกๆ นาทีของชีวิต ต่างก้าวเดินไปสู่อนาคตที่ทุกลมหายใจ ต่างกระเสือกกระสนดิ้นรนต่อสู้พื่อความอยู่รอดของชีวิต บนเส้นทางที่เต็มไปด้วยอุปสรรคที่ขวางกั้นไม่ว่าจะด้วยปัญหาเศรษฐกิจ สังคม และภัยธรรมชาติ

ท่ามกลางกระแสเทคโนโลยีสมัยใหม่ การเดินทางของหลายคนอาจบินไปไกลลับสุดขอบฟ้า ตลอดจนการเดินทางสู่ห่วงแห่งอวกาศในจักรวาล บ้างเพื่อการทองเที่ยว บ้างเพื่อการศึกษา และตามหาความฝันของแต่ละคนที่มีไม่เหมือนกัน แต่ฉันคงได้แต่ฝันไว้ และรอความฝันให้วันนั้นมาถึง เพราะในวันนี้ฉันยังคงต้องใช้ทางที่ฉันใช้มาตั้งแต่อดีตมาจนถึงปัจจุบันอย่างยาวนานตลอดทั้งชีวิต บนเส้นทางสายเดิมที่บรรพบุรุษได้มอบไว้ตั้งแต่อดีตตราบจนถึงปัจจุบันนี้มาหลายชั่วอายุคน คือ ถนนที่อัดแน่นด้วยหินสีอิฐ ผิวขรุขระ เมื่อมีรถยนต์วิ่งผ่านก็จะพัดหอบเอาฝุ่นฟุ้งกระจายไปทั่ว หลายคนให้ฉายานามว่า "หมอกสีทองแห่งบ้านนา" หมู่บ้านของฉันถึงจะอยู่ไม่ห่างไกลจากตัวเมืองมากนักแต่การคมนาคมยังเหมือนเดิมเฉกเช่นในอดีต เพราะไม่มีใครที่จะหยิบยื่นโอกาสให้ในสิ่งที่นำสมัยมาใช้ในการพัฒนา ให้ลูกหลานได้เดินตาม เห็นเพียงแต่ความลำบากของคนในสมัยก่อนที่ก้าวไปพร้อมกับการดำรงชีวิตของคนในชนบท ที่มีลำน้ำปาวเป็นเส้นเลือดใหญ่หล่อเลี้ยงมาหลายชั่วอายุคน

แต่คำถามคือ ฉันเกิดบนโลกนี้เพื่ออะไร ทำเพื่อใคร อยู่เพื่ออะไร จะอยู่อย่างไร จะไปที่ไหนในอนาคต คำถามเหล่านี้ทำให้ฉันต้องค้นหาคำตอบที่หลายๆ คนคงทราบกันดีแล้วว่าทุกคนล้วนต่างทำก็เพื่อความอยู่รอดของตัวเองและครอบครัว แต่สิ่งหนึ่งที่ฉันยังไม่เข้าใจคือ "ทำไมทุกคนต้องดิ้นรนกระเสือกกระสนแก่งแย่งชิงดีชิงเด่น ทำมาหากินกันอย่างแข่งขันเพื่อชัยชนะ" ทั้งๆ ที่ทุกคนมีจุดหมายเดียวกันคือเพื่อ "ความอยู่รอดของชีวิต" และเพื่อต่อลมหายใจไปในแต่ละวัน และต่อลมหายใจชีวิตอื่นที่อยู่ข้างหลัง ซึ่งนั่นคืออนาคตที่แต่ละคนกำหนดชะตาชีวิตที่ทำให้ทุกคนต้องรู้ว่าจุดจบจะเป็นเช่นไร ทำไมเราไม่มาร่วมกันสร้างสรรค์สิ่งที่ดีงามให้แก่โลกใบนี้ เพื่อโลกจะได้ยั่งยืน นอกจากความอยู่รอดและชัยชนะของตัวเองที่เห็นแก่ตัวแล้ว

ฉันไม่ใช่ดินที่โอบอุ้มน้ำ ฉันไม่ใช่น้ำที่หล่อเลี้ยงชีวิต ฉันไม่ใช่ป่าที่ปรกคลุมดินแต่ฉันเป็นเพียงชีวิตเล็กๆ ที่อาศัยอยู่ในสังคมชนบท ไม่มีเงินทองร่ำรวย มีแต่สติปัญญา และสองมือน้อยๆ ในการสร้างสรรค์สิ่งที่ดีงาม เพื่อรอการกลับคืนมาของโลกที่สวยงาม เพื่อลูกหลานจะได้ดำเนินชีวิตในการดำรงเผ่าพันธุ์ของมนุษย์ที่ยั่งยืนบนโลกใบนี้ และคุณภาพของชีวิตที่ดีกว่า ฉันจึงต้องตกเป็นจำเลยในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมโดยปริยาย

ครั้งเมื่อยังเยาว์วัยฉันเปรียบเหมือนเมล็ดพันธุ์เมล็ดหนึ่ง ที่ถูกปลูกลงในดินแดนแห่งหนึ่งที่ครั้งหนึ่งเคยถูกกล่าวขานว่าแห้งแล้งที่สุดในสยามประเทศ ในอาณาจักรเมืองฟ้าแดดสูงยาง ถิ่นโปงลาง ในดินแดนที่แห้งแล้งและอดอยากแห่งนี้ "ฉันถูกเลี้ยงดูให้น้ำให้อาหารวันละนิดๆ ตามวิถีชีวิตของชาวบ้านตามชนบทในถิ่นอีสาน นั่นหมายถึงการเลี้ยงดูในครอบครัวที่มีฐานะค่อนข้างลำบาก แต่นั้นคือการกินอยู่อย่างพอเพียงเพื่อความอยู่รอดของฉันและครอบครัวของฉันนั้นเอง" แต่ฉันก็ได้รับการเลี้ยงดูด้วยความรักที่ดีจากพ่อแม่ จึ่งทำให้ฉันเติบโตขึ้นมาเป็นกล้าต้นใหม่ในสังคมแห่งนี้ เพราะฉันนั้นคือ "ต้นกล้า" ที่ทนต่อความแห้งแล้งของดินแดนแห่งนี้ ถูกบ่มเพาะประสบการณ์จากสังคมที่ดี ให้สิทธิเสรีภาพ และหน้าที่อย่างประชาธิปไตย ให้ความสุขทั้งทางกาย และทางใจ จนฉันเป็นต้นกล้าที่สมบูรณ์พร้อมที่จะปลูกลงสู่พื้นแผ่นดินอันกว้างใหญ่ของสังคม

มีปราชญ์ผู้หนึ่งกล่าวไว้ว่า "มนุษย์ทุกคนคือผู้ทำลายสิ่งแวดล้อมโดยตรง ไม่ว่าจะด้วยอากัปกิริยาใดๆ ก็ตาม" หลายคนที่ได้ยลยินอาจสงสัยกับคำพูดสั้นๆ แต่มีใจความสำคัญที่บอกเป็นนัยสำคัญหนึ่ง แต่ทันใดนั้นก็ถูกเฉลยโดยปราชญ์ผู้นี้ว่า "ทุกคนไม่ว่าจะอยู่ในกริยาอาการใดก็ตามล้วนต่างพากันหายใจทั้งสิ้น ซึ่งนำเอาออกซิเจนเข้าไปเพื่อใช้ในกระบวนการหายใจ แล้วปล่อยออกมาเป็นของเสียในรูปของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ เป็นสาเหตุของปัญหาทางสิ่งแวดล้อมซึ่งเป็นสาเหตุที่อาจก่อให้เกิดปรากฎการณ์เรือนกระจก ที่ก่อให้เกิดผลกระทบอย่างรุ่นแรงต่อโลกได้ในอนาคต" เป็นคำตอบที่สามารถกระตุ้นจิตสำนึกของหลายๆ คนได้ และคำกล่าวนี้สามารถกรีดผ่าลงกลางใจให้หลายๆ คนที่กำลังเห็นแก่ได้เห็นแก่ตัวเป็นอย่างมาก นับว่าเป็นการเริ่มต้นที่ดีของการปลูกจิตสำนึกในใจคน ในการสร้างสรรค์สิ่งแวดล้อมสำหรับผู้ที่ได้ยลยิน ทำให้เขาได้รับรู้ในสิ่งที่เขากำลังกระทำอยู่ในปัจจุบันนี้ มันทำให้ฉันอดหวนคิดถึงวันเวลาที่ผ่านมาได้ไม่น้อยเลยทีเดียว

ทุกๆ เช้าตั้งแต่เช้า ฉันมองเห็นคนสองคนที่ตื่นแต่เช้าตรู่ มาเตรียมข้าวของให้พร้อม แล้วเท้าทั้งสองก้าวเดินอย่างฉับไวไปตามทางเส้นหลัก รีบเร่งฝีเท้ามุ่งหน้าไปยังทุ่งนาช่วงนี้เป็นฤดูเก็บเกี่ยวผลผลิตที่ได้จากการทำนาข้าว ที่ทั้งสองปลูกไว้ตั้งแต่ต้นฝน บัดนี้ได้ถึงเวลาแห่งฤดูการเก็บเกี่ยวที่ทั้งสองต้องทนลำบากหลังสู้ฟ้าหน้าสู้ดินมานานเป็นเวลาหลายเดือน ข้าวแต่ละเมล็ดที่ดูดกลืนเอาแร่ธาตุสารอาหารจากดินและธรรมชาติอย่างเต็มรวง ได้โน้มลงสู่พื้นธรณีเพื่อทำความเคารพแก่พระแม่ธรณี ที่จุนเจือให้สารอาหารแก่พระแม่โพสพดุจดังทิพย์จากดิน ที่ต้องทำการเก็บเกี่ยวข้าวให้เสร็จเพื่อจะทำกิจอย่างอื่นต่อไป ถึงวันนี้จะมีรถเกี่ยวข้าวที่ทันสมัย สะดวกสบายประหยัดเวลา ในอดีตทั้งสองยังคงใช้วิธีตามประเพณีรูปแบบเดิม คือ การลงแขก ซึ่งเป็นการแลกเปลี่ยนแรงงานช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ซึ่งทุกวันนี้หาดูได้ยาก ปัจจุบันนี้ "การลงแขก" คำนี้ถูกนำไปใช้ในทางที่ผิด ในเรื่องของการมีเพศสัมพันธ์ของวัยรุ่นโดยไม่คำนึงถึงโรคร้ายที่คอยฉุดคร่าชีวิตจากโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ร่างกายต้องทนทุกข์ทรมานจากเชื้อเอดส์ร้าย ที่ทำลายเม็ดเลือดขาวและการต้องรับฟังการประนามจากสังคม ตลอดจนการขัดต่อจารีต วัฒนธรรม ประเพณีที่ดีงาม "วัยรุ่นสมัยนี้เยียบย่ำความคิดของคนสมัยเก่า ให้อับเฉาลงไปถือเป็นสิ่งที่ล้าสมัย แต่ในขณะที่ตัวเองยังเลี้ยงตัวเองไม่รอดต้องอาศัยความคิด และน้ำแรงของคนสมัยเก่าอยู่"

ทั้งคู่มักสอนฉันอยู่เสมอว่าถ้าใช้รถเกี่ยวข้าวก็จะร่วงลงพื้นมาก ไม่มีฟางข้าวในการเพาะเห็ด ทำปุ๋ยหมัก และเลี้ยงสัตว์ อีกอย่างเนื้อดินก็จะอัดแน่นปลูกพืชไม่ได้ผลดี แต่นัยหนึ่งคือที่นาเป็นดินโคลนติดรถ ซึ่งเป็นอุปสรรคของการใช้รถเกี่ยวข้าว อาจทำให้เสียเวลามากยิ่งขึ้น พ่อและแม่จึงต้องเรียกเพื่อนบ้านมาช่วยในการลงแขกเกี่ยวข้าว หลังจากนั้นก็จะมีการลงแขกนวดข้าวเพื่อเก็บข้าวขึ้นยุ้งฉางนึกถึงหลายปีก่อนฉันยังเป็นเด็ก ที่รถสีข้าวยังไม่มีพ่อจุงมือฉันเดินออกจากบ้านหลังรับประทานอาหารมื้อเย็นเสร็จ มุ่งหน้าไปยังลานข้าวที่อยู่กลางทุ่งนา ฉันนั่งมองดูพ่อนวดข้าวด้วยมือในซุ้มเล็กๆ ที่ทำจากซังข้าว โดยพ่อจะใช้สองมือถือครีมนวดข้าวพันมัดข้าวให้แน่นยกขึ้นลงอย่างเป็นจังหวะ ขณะที่มัดข้าวกระทบกับแผ่นไม้เมล็ดข้าวก็จะค่อยๆ หลุดร่วงออกมาที่ละเมล็ดจนในที่สุดก็ร่วงจนหมดรวง แล้วก่อนต่อด้วยมัดใหม่พ่อก็จะใช้พัดอันใหญ่ พัดหอบเอาเศษฟางข้าวและข้าวที่ไม่สมบูรณ์ออกจากลานข้าว บางครั้งฉันก็มักจะไปนั่งพัดช่วยพ่อ เพราะฉันเห็นว่ามันมีความรู้สึกเย็นสบายและสนุกดี จนได้ข้าวเป็นกองใหญ่ ผึ่งแดดให้แห้งเก็บข้าวขึ้นยุ้งฉางต่อไป

กระบวนการเก็บเกี่ยวเสร็จสิ้นลง แต่พิธีกรรมที่ชาวบ้านปฎิบัติสืบต่อกันมาอย่างยาวนานเสมอ เหมือนกฎกติกาข้อบังคับของชาวอีสาน ที่มีประเพณีทุกเดือนหรือที่เรียกว่า "ฮิตสิบสอง" และหลักธรรมที่ใช้ในการครองคน สิบสี่ข้อที่เรียกว่า "ครองสิบสี่" ชาวบ้านจึงนิยมเรียกรวมกันว่า ฮิตสิบสองครองสิบสี่ ช่วงหลังการเก็บเกี่ยวประเพณีที่สำคัญ คือ การทำบุญคูณลาน เพื่อทำพีธีบายศรีสู่ขวัญลานข้าว มีการทำบุญเลี้ยงพระในตอนเช้าของวันเพ็ญเดือนยี่(เดือนสอง) ก่อนถึงวันงานชาวบ้านจะนำข้าวมากองรวมกันที่วัดหรือจุดนัดพบมีการเตรียมงานอยู่หลายวันตั้งแต่การเตรียมสถานที่ การนิมนต์พระสงฆ์ การเตรียมบายศรี และที่สำคัญคือข้าวปลาอาหารสำหรับการเลี้ยงพระในรุ่งเช้า ปัจจุบันมีมหรสพรื่นเริงตลอดทั้งวัน มีการประกวดนางงามประจำปี หลังจากการเหน็ดเหนื่อยจากการทำนา

วิถีการกินอยู่ของชาวอีสานเป็นการกินอาหารที่แปลก แต่อาหารส่วนใหญ่จะเป็นพวกสมุนไพรจากพืชผัก ตั้งแต่ปลายรากจนถึงยอดอ่อน มีรสชาดเผ็ดร้อน บางอย่างสุกๆ ดิบๆ จำพวก ก้อย ลาบ ปิ้ง ย่าง แต่คุณค่าทางด้านโภชนาการอาหารครบถ้วนโดยเฉพาะเรื่องโปรตีน อาหารอีสานจะนิยมรับประทานกับข้าวเหนียวร้อนๆ เช่น ก้อยไข่มดแดง แกงผักหวาน แกงอ่อมอีสาน ลาบปลา ไก่ย่าง และที่ขาดไม่ได้คือส้มตำ เป็นต้น ซึ่งเรื่องอาหารการกินปัจจุบันยังล้าหลัง อาหารส่วนใหญ่มีแต่สิ่งเจือปนจากสารปนเปื่อนในอาหาร และสารพิษที่ตกค้างจากการใช้สารเคมีในการเพาะปลูก ให้ประชาชนนิยมกินอยู่อย่างมักง่าย ใส่ผงชูรสเกลือนกลาดส่งผลกระทบต่อร่างกายไม่น้อย

ที่กระท่อมปลายนาแม่ก็จะปลูกพืชผักไว้ตามบริเวณคันนา เพื่อไว้ใช้ประกอบอาหาร และเพื่อความปลอดภัยจากสารพิษและสิ่งเจือป่น มีบ่อปลา เล้าไก่ เลี้ยงไว้ประกอบเป็นอาหารเหลือก็แบ่งปันให้ครอบครัวอื่น และขายเพื่อหารายได้จุนเจือในครอบครัว ทางเดินชีวิตที่พอเพียงบนประเพณีและวัฒนธรรมของท้องถิ่นที่ครอบครัวของฉัน ใช้เป็นแนวทางในการดำรงชีวิตอยู่ในทุกวันนี้ ทำให้ครอบครัวฉันมีความสุขในชุมชนชนบทที่แห้งแล้งและยากจนแห่งนี้

ครั้งหนึ่งจากประสบการณ์ของชีวิตลูกชาวนาในชนบทที่วันๆ อยู่กับวิถีชีวิตของชาวนา ชีวิตผูกติดกับการทำนาที่ชาวบ้านต้องพึ่งพาอาศัยระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ โดยทุกสิ่งต้องพึ่งพาอาศัยกัน เพื่อความอยู่รอดของทุกชีวิต ไม่ว่า มนุษย์ สัตว์ แมกไม้ และสายน้ำอยู่ในสายใยสิ่งแวดล้อมที่สัมพันธ์กัน หรือที่รู้จักกันในทุกระดับ คือ ห่วงโซ่อาหาร มีแม่น้ำปาวเป็นเส้นเลือดใหญ่หล่อเลี้ยงชีวิตของ มนุษย์ สัตว์ และสิ่งมีชีวิตในระบบนิเวศน์แห่งนี้ ด้วยวิถีชีวิตที่เรียบง่าย หากินตามธรรมชาติ อยู่บนความพอเพียงที่เป็นกลยุทธ์ในการพัฒนาชนบทให้อยู่อย่างร่มเย็นและยั่งยืน

จากการจัดสรรพื้นที่เพื่อรองรับน้ำไว้ใช้ในฤดูแล้งของอ่างเก็บน้ำรอบๆ ชุมชน หลังจากฝนตกมาแล้วน้ำเริ่มเพิ่มขึ้น บัวเริ่มผุดโผล่จากโคลนตมชูช่อดอกสีสันสวยงามส่งกลิ่นหอมหวนอบอวนทั่วคุ้งน้ำไปตามสายทาง เคียงคู่กับการเดินทางของฉันช่างเป็นความงดงามของธรรมชาติที่ได้สร้างสรรค์มา แต่ช่างหน้าเสียดายที่ปีที่ผ่านมาแม่น้ำตื้นเขิน อุดตัน ผักตบชวาเกลื่อนกลาด พร้อมต้นหญ้า และธูปฤษีที่รกรุงรังปิดกันน้ำท้ายลำห้วย ทำให้พบกับปัญหาน้ำท่วมนานมาหลายปีแล้ว จึงมีโครงการขุดลอกห้วยที่อยู่ท้ายหมู่บ้านซึ่งสามารถช่วยแก้ปัญหาได้ในระดับหนึ่งของชุมชน

ป่าดอนคือ "ป่าผืนสุดท้ายที่อยู่เคียงคู่กับชุมชน ซึ่งเป็นที่ธรณีสงฆ์ที่ใช้เป็นเขตอภัยทานของวัดป่าดอนยางที่ใช้เป็นที่หล่อหลอมจิตใจของพุทธศาสนิกชน นอกนั้นยังเป็นป่าที่ชาวบ้านต้องพึ่งพาอย่างถ้อยทีถ้อยอาศัยคนอาศัยป่า ป่าก็อาศัยคนในการรักษาและฟื้นฟูผืนป่าไว้ให้คงอยู่ ซึ่งชาวบ้านต้องอาศัยป่าในการหากิน" อาทิ เช่น สมุนไพร พืชผัก หน่อไม้ เห็ด แมลงและสัตว์อื่นๆ แม้กระทั้งฟืนที่ใช้ในการหุ้งต้มในครัวเรือน ในโค้งสุดท้ายของชีวิตป่าแห่งนี้ยังใช้เป็นที่เผาเรือนร่างของผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว ชีวิตยังต้องพึ่งพาป่าตั้งแต่เกิดตลอดทั้งชีวิตจนวันที่ชีวิตมลาย ป่าในแต่ละที่ ที่ฉันเคยได้สัมผัสและทัศนา ต่างถิ่นก็แตกต่างกันไปตามภูมิสังคม ภูมิประเทศ เช่น ป่าชายเลน ป่าสนภูเขา ป่าเบญจพรรณ ป่าเต็งรัง เป็นต้น บ้างวกวนสลับซับซ้อนชวนให้หลงไหลแวะเวียนมาเที่ยวชม ผักผ่อน ค้นหาประสบการณ์ และความมหัศจรรย์ของธรรมชาติที่ใช้เป็นแหล่งเรียนรู้ ศึกษาค้นคว้า ทดลองและวิจัย

เพื่อให้ผืนป่าอยู่เคียงคู่กับชุมชนโดยต้องใช้ความร่วมมือจากชาวบ้านความมีน้ำใจของเพื่อนมนุษย์ สังคมสัตว์และสิ่งมีชีวิตน้อยใหญ่ที่มีต่อป่า บ้างก็ใช้ความเชื่อความศรัทธา จารีต วัฒนธรรม ประเพณี เป็นกลวิธีปกป้องผืนป่าไว้ให้คงอยู่อย่างยั่งยืนมาหลายชั่วอายุคน

ในขณะที่ปัญหาส่วนใหญ่เกิดขึ้นจากมนุษย์ซึ่งถือว่าตัวเองเป็นผู้ที่มีสมองอันชาญฉลาดที่สุด ใช้ชีวิตอย่างสุขสบาย แต่หารู้ไม่ว่าตัวเองคือผู้ทำลายธรรมชาติอย่างไม่รู้ตัว แม่น้ำลำปาวเส้นเลือดใหญ่ของชาวจังหวัดกาฬสินธุ์และจังหวัดใกล้เคียง ที่เคยหล่อเลี้ยงชุบชีวิตของผู้คนมานานหลายชั่วอายุคน น้ำที่เคยใสสะอาดต้องเปลี่ยนสีในระดับของน้ำเสียถึงขั้นวิกฤต ปลาหลายชนิดเริ่มหาดูได้ยากจากผลกระทบในครั้งนี้ ที่หลายส่วนต้องหันมาร่วมมือกันแก้ไขสาเหตุที่เกิดจากการขาดจิตสำนึกของผู้คนที่อาศัยประโยชน์จากลำน้ำ เพื่อประกอบอุตสาหกรรมและธุรกิจในครัวเรือน นำเอาทัพยากรธรรมชาติมาใช้อย่างขาดจิตสำนึก เพื่อเพิ่มมูลค่าให้แก่ตนเองแต่ในขณะเดียวกันสร้างปัญหาแก่สิ่งแวดล้อม เป็นแสวงรายได้แก่ตนเองที่เห็นแก่ตัว น้ำที่ใช้ในการอุปโภค บริโภคต้องขัดสน ไม่เพียงพอต่อการดำรงชีวิต การเกษตรต้องยุติลง เพราะขาดน้ำเกษตรกรต้องสูญเสียค่าใช้จ่ายจากการลงทุนที่สูญเปล่าอย่างมากมายมหาศาลที่หวนกลับคืนมาไม่ได้

หน้าที่ >
1