ประเภทความเรียงเยาวชน

วิถีพอเพียง แบ่งปัน ผูกพัน คน น้ำ ป่า
โดยนางสาวคนิตา พวงบุตร

บ้านเกิดของฉันอยู่อำเภอเล็กๆ อำเภอหนึ่งในจังหวัดทางภาคอีสาน ดินแดนที่ได้ชื่อว่าแห้งแล้งที่สุดในประเทศ น้ำจึงเป็นสิ่งที่มีค่าและมีความหมายกับทุกชีวิตในภูมิภาค เพราะประชากรส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม พ่อและแม่ของฉันเองก็เป็นเกษตรกร ทำไร่ ทำนา ปลูกผัก เลี้ยงสัตว์ เป็นอาชีพ และใช้เป็นอาหารเช่นกัน

ชีวิตของฉันตั้งแต่จำความได้ ฉันก็อยู่กับดินและโคลนมาตั้งแต่เด็ก แต่พอเป็นวัยรุ่นฉันก็เริ่มชัชีวิตอยู่ในสังคมเมืองเพื่อศึกษาหาความรู้ ด้วยคำพูดที่พ่อกับแม่มักพูดอยู่เสมอว่า "ถ้าไม่อยากลำบากเหมือนพ่อกับแม่ ลูกก็ต้องตั้งใจเรียนและเรียนให้สูงที่สุด แล้วลูกจะได้เป็นเจ้าคนนายคนในอนาคต" คำพูดนี้จึงเป็นแรงผลักดันให้ฉันตั้งหน้าตั้งตาเรียนหนังสือ และนับวันฉันก็ยิ่งห่างบ้านมากขึ้นทุกที ฉันจำไม่ได้หรอกว่าฉันจำความได้ตอนอายุเท่าใด แต่เท่าที่จำได้ฉันยังไม่ได้เข้าเรียนหนังสือเลย และจำได้ว่าตอนบ่ายของทุกวัน ย่าจะต้องอุ้มฉันขึ้นนอนบนเปลไม้ไผ่ที่สานเป็นทรงสี่เหลี่ยนผืนผ้า มีขอบสูงขึ้นประมาณ 1 คืบ ผูกกับเชือกห้อยลงจากขื่อบ้าน และย่าก็เริ่มไกวเปลพร้อมกับร้องเพลงกล่อมลูกแบบพื้นบ้าน ฉันนอนมองขื่อบ้านโยกไปมาตามแรงเหวี่ยงพร้อมกับคิดกลัวในใจว่าเชือกจะขาดลงมาหรือไม่ จนหลับไปตั้งแต่เมื่อไรไม่รู้ และตื่นขึ้นมาพบว่าพี่ชายกลับมาจากโรงเรียนแล้ว พี่ชายมีอายุห่างจากฉัน 4 ปี และในเวลาต่อมาฉันก็มีน้องสาวซึ่งห่างจากฉัน 5 ปี ฉันยังจำได้ตอนที่แม่ไปคลอดน้องที่โรงพยาบาลฉันรอคอยอยู่ที่บ้านด้วยความตื่นเต้นและหวังว่าน้องจะต้องเป็นผู้หญิง ช่วงระหว่ารอคอยแม่และน้อง เพื่อนบ้านต่างก็มาที่บ้านของฉัน บางส่วนช่วยกันหุงหาอาหาร ไม่ว่าจะเป็นไก่ เป็นปลา ล้วนหาได้จากบริเวณบ้านที่เราเลี้ยงกันเอาไว้ บางส่วนก็ช่วยกันเตรียมพื้นที่สำหรับให้แม่อยู่ไฟ ย่าและคนแก่อื่นๆ จะช่วยกันเตรียมของใช้สำหรับพิธีกรรมรับน้องและแม่ ที่คนโบร่ำโบราณยึดถือปฏิบัติกันมา รวมไปถึงสมุนไพรต่างๆ ที่แม่จะต้องใช้ต้มดื่มในระหว่างอยู่ไฟ ทันทีที่รถวิ่งเข้ามาในบ้านและยังไม่ทันจอดสนิท เพื่อนบ้านคนหนึ่งบนรถที่ไปโรงพยาบาลกับแม่ก็ร้องตะโกนบอกว่า "ลูกสาวๆ" ทุกคนในบ้านก็ร้องเฮรับกันอย่างดีใจรวมถึงฉันด้วย ตลอดระยะเวลาที่แม่อยู่ไฟสิบกว่าวัน ไม่วาจะเป็นกลางวันหรือกลางตืน บ้านของฉันก็มีคนแวะเวียนมาตลอดเพื่อมาเยี่ยมแม่และน้อง ยิ่งถ้าเป็นบ้านใกล้เรือนเคียง ก็ยิ่งมาค้างด้วยทุกคืนเลย เผื่อขาดเหลืออะไรจะได้ช่วยเหลือกันได้ ฉันยังแอบถามแม่อยู่เลยว่า ตอนที่แม่คลอดฉันบรรยากาศที่บ้านเราเป็นแบบนี้รึเปล่า แม่ยิ้มและตอบอย่างเอาใจฉันว่า ยิ่งกว่านี้อีกลูก

บ้านของฉันเป็นบ้านไม่ชั้นเดียว ใต้ถุนโล่ง ไม่คับแคบนักทั้งในตัวบ้านและพื้นที่รอบๆ บ้าน ส่วนข้างบนและหลังบ้านล้วนเป็นที่นา ไม่ว่าจะเป็นเสาบ้าน ไม้กระดาน ฝาบ้าน ประตู หน้าต่าง ขื่อ จั่ว แป ล้วนแต่ทำมาจากไม้ทั้งสิ้น ยกเว้นเสียแต่หลังคามุงบ้านที่เป็นสังกะสี และตะปูที่ใช้ตอกยึดเม่านั้นที่ไม่ใช่ไม้ พ่อบอกว่าเมื่อยี่สิบกว่าปีที่แล้ว พื้นที่ไร่และนาของเราที่ทำกินอยู่ทุกวันนี้เป็นป่าทั้งนั้น เราจึงมีไม้มากมายสำหรับปลูกบ้านหรือทำเครื่องเรือน หรือแม้กระทั่งจะนำไม้ซุงแต่ละต้นมาเผาถ่าน เพื่อทำเป็นเชื้อเพลิงหุงต้ม ก็ยังนับว่ามีเหลือเฟือ และบ้านทุกๆ หลังในหมู่บ้านล้วนเป็นบ้านไม้ในลักษณะเดียวกันทั้งสิ้น แต่ในเวลานี้เรื่องการตัดไม้ทำลายป่าเป็นสิ่งต้องห้ามและการอนุรักษ์ป่าไม้นั้นเป็นหน้าที่ของพวกเราทุกคนในชุมชน เพราะพวกเรารู้แล้วว่าการตัดไม้ทำลายป่าทำให้ฝนไม่ตกตามฤดูกาล เกิดความแห้งแล้งทำให้พืชพรรณทางการเกษตรต้องตายเพราะขาดน้ำ เหล่าอาหารอันอุดมสมบูรณ์ก็หายไป และตอนนี้พวกเราทุกคนจึงช่วยกันรักษาป่าผืนสุดท้ายของชุมชนเอาไว้ซึ่งเป็นพื้นที่ป่าของวัดเนื้อที่ประมาณ 1,200 ไร่และป่าผืนนี้เองที่เป็นแหล่งอาหารของคนในชุมชน และยังเป็นที่สำหรับวิ่งเล่นของเด็กนักเรียนในช่วงพักกลางวันหรือช่วงบ่ายแก่ๆ ที่ครูปล่อยให้เล่นกันก่อนกลับบ้าน เพราะป่านี้อยู่ติดกับโรงเรียน ตอนที่ฉันเรียนอยู่ชั้นประถม ฉันและเพื่อนๆ มักจะแอบครูเข้าไปเล่นในป่าเสมอ เพราะในป่ามีผักต่างๆ พอที่เราจะเก็บกลับไปกินที่บ้านได้ มีผลไม้ป่าที่มีชื่อเรียกในท้องถิ่นว่า ลูกค้อ ออกลูกเป็นช่อ เปลือกสีเขียวปนดำ เหนียวแต่ไม่แข็ง เนื้อสีส้ม รสเปรี้ยว บางต้นก็หวานอมเปรี้ยว มีเมล็ดคล้ายลำไย เวลากินต้องจิ้มพริกเกลือ และห้ามกลืนเมล็ดลงไปเพราะจะทำให้ถ่ายลำบาก ส่วนเมล็ดของมันถ้าเอาเปลือกที่แข็งออกก็จะพบเนื้อข้างใน สามารถแกะออกมาเป็นตุ้มหูได้แต่ต้องใช้ความพยายามและความชำนาญในการแกะหน่อย ดอกกระเจียวและผักหวานป่าที่ออกตอนหน้าฝน ฉันและเพื่อนๆ ก็มักจะได้ติดมือกลับบ้านทุกครั้ง นอกจากในป่าจะมีของกินแล้ว ในป่ายังมีของเล่นให้พวกเราอีกด้วย เช่น เครื่องบินจากฝักแห้งของตะแบง หรือสำหรับเด็กผู้หญิงแล้วเรายังมีโรลม้วนผมแบบธรรมชาติที่ได้จากก้านของใบนุ่น โดยการนำก้านของใบนุ่นมาฉีกตรงกลางแต่ไม่ต้องให้ขาดหลุดออกจากกัน ใส่ผมลงไปหนึ่งช่อเล็กๆ จากนั้นม้วนจากปลายผมขึ้นมาถึงโคนทิ้งไว้สักพัก เมื่อแกะออกก็จะได้ผมที่หยิกงอคล้ายผมดัด ซึ่งฉันและเพื่อนๆ ผู้หญิงจะชอบกันมาก ถึงแม้ว่าบางครั้งเราจะโดนแมลง บุ้ง กัดทำร้ายบ้าง หรืออาจบาดเจ็บจากการโดนไม้ขีดข่วน แต่พวกเราก็ไม่เคยเข็ดหลาบ เมื่อกลับออกมาจากป่าถ้าเกิดครูรู้ก็โดนทำโทษเพราะครูเขาห้ามเนื่องจากเป็นห่วงว่าเราจะเป็นอันตราย แต่ย่าเคยบอกฉันว่าป่านี้เป็นของวัด พวกเราทุกคนในชุมชนมีความศรัทธาในพระพุทธศาสนา เทพเจ้าและสิ่งศักดิ์สิทธ์ในป่านี้จะคอยคุ้มครองเด็กๆ ทุกคนไม่ให้เกิดอันตราย รวมไปถึงทุกคนในชุมชนด้วย แต่ถ้าใครคอยจ้องจะทำลายป่า เทพเจ้าในป่าก็จะลงโทษคนผู้นั้น ตอนเป็นเด็กฉันเชื่อย่าอย่างสนิทใจ จนกระทั่งโตขึ้น ถึงแม้ฉันจะรู้ว่ามันเป็นสิ่งที่พิสูจน์ไม่ได้จริงแต่ฉันก็ยังมีความเชื่อนั้นอยู่

บ้านของฉันเองก็มีพื้นที่ป่าเป็นของตัวเองเช่นกัน เนื้อที่ประมาณ 8 ไร่ ฉันเคยถามพ่อว่าทำไมพ่อถึงไม่บุกเบิกป่านี้ทำไร่เหมือนพื้นที่อื่นๆ ของเรา พ่อบอกว่าปู่เป็นคนเว้นป่านี้ไว้ และก่อนที่ปู่จะตายปู่ก็แบ่งพื้นที่ตรงนี้ให้พ่อกับแม่เพื่อใช้เป็นที่ทำมาหากิน ตอนนั้นพ่อก็รู้สึกน้อยใจปู่อยู่เช่นกัน ที่ยกป่านี้ให้กับพ่อเพราะว่าเป็นพื้นที่ที่ไม่สามารถทำการเพาะปลูกได้เลย แต่ต่อมาหลายปีพ่อกลับรู้สึกว่าปู่ได้มอบสิ่งที่มีค่าที่สุดให้กับพ่อ ซึ่งพี่น้องคนอื่นๆ ไม่ได้เหมือนกับพ่อ เพราะในป่านี้ให้อาหารกับพวกเรา พ่อบอกว่าเราไม่จำเป็นต้องไปหาอาหารในป่าของชุมชน เพราะเรามีป่าเป็นของตัวเองและเรายังมีอาหารเหลือเผื่อแผ่คนอื่นอีกด้วย พ่อจึงรักและดูแลรักษาป่านี้เป็นอย่างดี

ไฟป่าเป็นตัวทำลายป่าที่ร้ายแรงที่สุด เราทุกคนในชุมชนจึงต้องช่วยกันเฝ้าระวังป้องกันไฟป่าทุกปีโดยการถางหญ้าที่แห้งรอบๆ ป่าแต่ตอนนี้เราตัดถนนขึ้นรอบป่าเพื่อใช้เป็นเส้นทางสัญจรของชาวบ้านในการเข้าไปทำงานในไร่นา และใช้ลาดตระเวนคอยสอดส่องดูแล แต่สาระสำคัญคือใช้เป็นแนวป้องกันไฟป่าอย่างถาวรนั่นเอง พ่อบอกว่านอกจากจะคอยระวังไฟป่าแล้ว เรายังต้องคอยระวังบุคคลที่ไม่หวังดีที่จะมาขุดต้นผักหวานป่า และหัวกระเจียวของเราไป คนเหล่านี้ต้องการที่จะนำไปปลูกที่บ้านของตน พ่อบอกว่าไม่หวงหากจะเข้ามาเก็บเพียงยอดผักหรือดอกผักไปเป็นอาหารเท่านั้น แต่ถ้าคิดจะถอนรากถอนโคนไปปลูกเป็นสมบัติส่วนตัวนั้นถือว่าเป็นความคิดที่ผิด เพราะนอกจากจะเป็นการทำลายต้นเดิมให้สูญหายไป แต่เปอร์เซ็นต์ที่ที่ต้นนั้นจะติดและผลิดอกออกใบในที่ใหม่นั้นเป็นเรื่องยาก เพราะมันเป็นพืชป่าไม่ใช่พืชสวน

แม่ของฉันตื่นแต่เช้ามืดทุกวัน เพราะแม่จะต้องทำหน้าที่หุงหาอาหารสำหรับทุกคนในบ้าน ทุกๆ เช้าฉันจะได้ยินเสียงแม่หักลำปอแห้งเพื่อใช้เป็นเชื้อเพลิงในการติดไฟนึ่งข้าวเหนียว แล้วกลิ่นควันไฟก็ลอยมารบกวนทำให้ฉันต้องตื่นตามแม่มาติดๆ ลำปอแห้งเป็นผลผลิตที่ได้จากการนำลำต้นของปอแก่ตัดไปแช่น้ำประมาณ 1 เดือน เปลือกของต้นปอจะย่อยสลายเหลือไว้แต่เส้นใยที่เหนียว ตอนนั้นชาวไร่ก็จะนำปอขึ้นจากน้ำ และทำการฉีกลอกเส้นใยของปอออกมา นำเส้นใยนั้นไปตากให้แห้ง แล้วจึงนำไปขาย น้ำที่ใช้แช่ปอนั้นถือว่าเป็นน้ำเน่าที่ส่งกลิ่นเหม็นรุนแรงมาก คนที่ไปฉีกปอก็จะมีกลิ่นเหม็นนี้ติดตัวกลับบ้านทุกวัน แต่ก็ไม่มีใครรังเกียจใคร เพราะทุกๆ คนต่างก็มีกลิ่นเดียวกันทั้งนั้น ปอเป็นพืชที่เกิดได้ดีในดินทรายจึงปลูกได้เฉพาะในบางหมู่บ้านเท่านั้น ซึ่งในหมู่บ้านของฉันไม่มีบ้านไหนเลยที่ปลูกปอ เนื่องจากดินที่ไม่เหมาะสมนั่นเอง ลำปอแห้งเป็นผลิตผลที่ไม่มีราคา แต่ถ้าคิดดูให้ดีนับว่ามันก็มีประโยชน์อยู่มากเหมือนกัน นอกจากเราจะใช้ลำแห้งของมันมาเป็นเชื้อในการติดไฟแล้ว ลำต้นใดที่ใหญ่และแข็งแรงเราจะนำมาเป็นร้านสำหรับเถาถั่วหรือแตง หรือสานขัดห่างๆ ทำเป็นรั้วบ้านก็สวยดีไปอีกแบบแต่จะไม่คงทนนัก หรือทำเป็นรั้วรอบแปลงผักสวนครัวกันพวกเป็ด ไก่ หรือวัวมาทำลายผักก็ได้ ทุกๆ ปีพ่อกับแม่จะต้องไปขอเก็บลำปอแห้งจากชาวไร่ปอหรือคนรู้จักต่างหมู่บ้านมาเก็บไว้ให้ได้มากพอสำหรับใช้ตลอดปี พ่อบอกว่าชาวไร่ปอมีลำปอมากมายเขาจึงไม่หวงและไม่คิดราคา เหมือนกับเราที่ทำไร่ข้าวโพดแล้วเราก็มีซังข้าวโพดเหลือมากมาย เราเองก็ไม่เคยหวงหากใครจะมาขอซังข้าวโพดของเราเช่นกัน ทุกครั้งที่ไปขอลำปอแห้งแม่ก็มักจะนำหอมแห้ง กระเทียมแห้ง พริกแห้ง หรือสด หรือแม้กระทั่งกล้วย ปลีกล้วย มะละกอดิบติดมือไปด้วยเสมอ เพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนกัน จะถือว่าเป็นสินน้ำใจก็ว่าได้ เพราะเจ้าของปอไม่ได้เรียกร้องเลย แต่ก็มีความสุขทั้งคนให้และคนรับ เมื่อได้ลำปอแห้งกลับมา พ่อก็จะนำมาเก็บไว้ที่ใต้ถุนยุ้งข้าวเปลือก ตรงนั้นนอกจากจะมีลำปอแห้งแล้วก็ยังมีฟืนและเครื่องมือทางการเกษตรอื่นๆ รวมทั้งไหเก็บปลาร้าแม่ก็เก็บไว้ที่นี่เช่นกัน ด้านบนยุ้งเราก็จะเก็บข้าวเปลือกที่ได้จากการทำนา มีทั้งข้าวเหนียวและข้าวจ้าวที่แยกกันอยู่เป็นสัดส่วน แต่ส่วนใหญ่จะเป็นข้าวเหนียว เพราะข้าวจ้าวนั้นเราขายไปตั้งแต่เก็บเกี่ยวกันเสร็จใหม่ๆ แล้ว ส่วนที่เหลือนั้นก็เก็บไว้กินบ้าง พ่อบอกว่าเราจะต้องเก็บข้าวเปลือกไว้กินให้เพียงพอสำหรับทั้งปี และจะต้องเผื่อเหลือเผื่อขาด เพราะนอกจากเราจะกินกันภายในบ้านแล้ว บางครั้งเราจะต้องแบ่งปันให้คนอื่นอีกด้วย เพราะบางบ้านเขาไม่ได้ทำนา แต่เขาทำการเกษตรอื่นๆ เช่น ทำสวนผลไม้ หรือมีอาชีพหาของป่า เขาก็จะเอาผลผลิตของเขาหรือของป่าที่เขาหามาได้มาขอแลกข้าวกับเรา ซึ่งถ้าเขามาขอเราก็จะปฏิเสธไม่ได้ เพราะถือว่าข้าวเป็นอาหารที่จำเป็นสำหรับทุกคน ถ้าเราไม่ให้เขาเขาก็ไม่มีข้าวกิน บางครั้งข้าวจึงเปรียบเทียบกับตัวเงินไม่ได้ แม้แต่การจ้างวานรถนวดข้าวให้มานวดข้าวหลังการเก็บเกี่ยวเสร็จแล้วนั้น เรายังต้องให้ข้าวเป็นค่าตอบแทน หรือการนำข้าวเปลือกไปสีเป็นข้าวสาร ทางโรงสีเองก็เก็บข้าวของเราบางส่วนไว้เป็นค่าตอบแทนทุกครั้ง และพ่อยังบอกอีกว่าชาวนาคนใดที่ต้องการซื้อข้าวกินเพียงเพราะการไม่รู้จักแบ่งข้าวไว้ให้เป็นสัดเป็นส่วน ถือว่าชาวนาคนนั้นทำนาไม่เป็น

ฤดูฝนเป็นฤดูกาลที่ชาวนาหรือเกษตรกรชอบและพอใจที่สุด เพราะฝนจะให้น้ำกับชาวนาในการเพาะปลูกพืช แต่สำหรับฉันแล้วฝนเป็นได้มากกว่านั้น ฝนสร้างชีวิตใหม่ ไม่ว่าจะเป็นต้นไม้ ต้นหญ้า ชีวิตสัตว์น้ำน้อยใหญ่ก็แพร่ขยายพันธุ์ได้ในหน้านี้ แม้ฝนตกเพียงครั้งเดียวหญ้าก็สามารถแทงยอดอ่อนมอบความเขียวขจีให้ผืนดินได้ทันที ตลอดระยะเวลาของฤดูร้อนที่ยาวนานหรือที่บ้านของฉันจะเรียกฤดูนี้ว่า ฤดูแล้ง ฉันจะเฝ้ารอคอยวันที่ฝนใหม่จะมาถึง เพราะฉันสงสารวัวและความของฉันหรือของใครๆ ก็ตาม ที่มันต้องกินแต่ฟางแห้งมาแรมเดือน ถ้าฝนตกลงมาสักครั้งหญ้าอ่อนก็จะแทงยอดขึ้นมา หรือจะเป็นหน่ออ่อนของต้นข้าวที่แทงออกมาจากต่อฟาง วัวควายทุกตัวจะได้กินอย่างเอร็ดอร่อยจนสังเกตุเห็นได้ว่า ท้องที่เคยมองเห็นแต่กระดูกซี่โครงทุกซี่ บัดนี้มันตุงจนมองไม่เห็นแล้ว ฉันชอบไปเก็บผักบุ้งนาที่งอกออกมาใหม่ๆ มาผัดหรือลวกกินกับน้ำพริก เห็ดฟางที่เกิดเองโดยไม่ต้องเพาะเชื้อในกองฟางของเราก็มีให้กินทุกวัน แม่มักจะนำมาย่างไฟให้สุกหอม โขลกรวมกับพริกเผา หัวหอมแดงเผาใส่น้ำปลาร้า ใส่ใบสะระแหน่ เราเรียกมันว่า ป่นเห็ดฟาง เพียงเท่านี้ก็ได้เครื่องจิ้มรสเด็ดทานคู่กับผักและข้าวเหนียวกินกันจนหมดถ้วยไม่เคยเหลือกันเลย หน่อไม้ที่งอกออกมามากมายแกงสดๆ แบบแกงลาวก็อร่อย ถ้ากินไม่ไหมดก็นำมาดองเปรี้ยวหรือดองเค็มเก็บไว้กินยามขาดแคลนก็ได้ ถ้าฝนตกมากๆ จนตลิ่งน้ำล่น พ่อจะนำแพไม้ไผ่ขนาดเล็กที่ได้จากการจักไม้ไผ่ให้เป็นเส้นๆ ขนาดเท่ากับนิ้วก้อยมีความยาวประมาณ 2 เมตร นำมาเรียงต่อกันให้เป็นแพยึดด้วยลวดหรือเชือกไนล่อน วางตั้งขวางธารน้ำไหลโดยใช้อีกแพวางในแนวนอนเป็นพื้น เรียกว่า หลี่ ปลาที่ไหลมาตามกระแสน้พก็จะมาติดที่หลี่ เมื่อมีปลามากๆ ดหลือเกิน เหลือแบ่งแล้วแม่จะตากแห้งบ้าง ทำปลาส้มบ้าง ก็ยังนำมาทำปลาร้าหมักใส่ไหไว้กิน ปลาร้าของแต่ละบ้านก็จะมีรสชาติแตกต่างกันแล้วแต่ตำรับ บางบ้านใส่ส้มตำอร่อย แต่ใส่แกงไม่อร่อย บางบ้านก็ใส่แกงอร่อยใส่ในส้มตำหรือน้ำพริกไม่อร่อย เราก็จะนำมาแบ่งมาอลกกัน เรียกได้ว่าของอร่อยต้องได้กินกันอย่างทั่วถึง ลูกอ๊อดตัวน้อยๆ ก็เห็นจะเป็นอาหารอันโอชะที่หากินได้ไม่บ่อยเลย เพราะมันจะมีเฉพาะหน้าฝนใหม่เท่านั้น ตอนเป็นเด็กฉันจะต้องหิ้วคลุถังเดิมตามแม่ไปช้อนลูกอ๊อดเป็นประจำ แม่จะใช้สวิงแกว่งในน้ำไปมาอย่างชำนาญแล้วก็เงยหน้าขึ้นยืนตัวตรงสำรวจดูว่าในสวิงมีอะไรที่พอกินได้บ้าง ถ้าไม่มีแม่ก็จะสะบัดผงออกแล้วก็ก้มลงช้อนใหม่ ฉันเองก็เฝ้าดูแม่อย่างใจจดใจจ่อคอยลุ้นว่ารอบนี้จะได้อะไรติดสวิงขึ้นมาบ้าง สักพักแม่ก็ถือสวิงมาที่คูนาแล้วก็จะช่วยกันเลือกลูกอ๊อดหรือปลาเล็กปลาน้อย หรือแมลงน้ำชนิดต่างๆ ใส่ลงในคลุถังทำแบบนี้จนได้ลูกอ๊อดมากพอแต่ส่วนมากแล้วถ้าเรารู้สึกเหนื่อยเราก็กลับกัน เมื่อมาถึงบ้านเราก็จะจัดแจงทำความสะอาดลูกอ๊อดด้วยการบีบไส้และมูลมันออกให้หมด ล้างน้ำให้สะอาดก็จะได้ลูกอ๊อดพร้อมสำหรับประกอบอาหาร จะแกงแบบน้ำขลุกขลิกใส่น้ำปลาร้าใส่ใบผักชนิดต่างๆ เช่น ยอดมะระขี้นกที่เด็ดจากริมรั้วระหว่างทางที่เดินกลับบ้าน หรือใบหอม แต่ที่ขาดไม่ได้เลยก็คือใบแมงลัก สุกแล้วทานคู่กับข้าวเหนียว เพียงเท่านี้ก็สามารถทำให้อิ่มได้ทั้งครอบครัวกันเลย แต่ถ้ามีมากพอเราก็จะแบ่งเพื่อนบ้านเสมอ เพราะถือว่าเป็นอาหารพิเศษที่หากินได้ยาก แม่จะสอนฉันเสมอเลยว่า เวลาที่เรามีอาหารมากๆ เราจะต้องไม่เก็บไว้กินคนเดียว เราจะต้องแบ่งปันคนอื่นด้วยเสมอ อย่าคิดว่าถ้าเราแบ่งให้คนอื่นไปแล้วเราจะได้กินน้อยลง เพราะอาหารเหล่านั้นจะกลับคืนมาสู่เราในเวลาต่อมา แต่อาหารที่กลับคืนมานั้นจะไม่ใช่อาหารที่เราเคยนำไปให้ผู้อื่น แต่จะเป็นอาหารของเขาที่เมื่อเขามีมากเช่นเรา เขาก็จะแบ่งให้เราเช่นกัน แต่ทุกครั้งที่เรานำอาหารหรือสิ่งของใดๆ ก็ตามไปให้คนอื่นเราก็ไม่ควรหวังว่าจะได้สิ่งตอบแทนกลับมาเสมอ หรือคิดว่าเขาจะต้องตอบแทนเราให้เท่ากับที่เราเคยให้เขาหรือมากกว่าเรา เพราะมันเป็นเรื่องของน้ำใจไม่ตรีไม่ใช่การลงทุน

ทุกๆ เช้าพ่อจะตื่นเข้าพร้อมกับแม่ หลังจากทำธุระส่วนตัวแล้วพ่อจะขับรถไถนาออกไปก่อน เพื่อจะต้องการทำการไถพรวนให้พร้อมสำหรับการปักต้นกล้า พอสายๆ หลังจากที่แม่เตียมกับข้าวและจัดแจงให้พวกฉันไปโรงเรียนเรียบร้อยแล้ว แม่จะหาบตะกร้าที่เต็มไปด้วยเสบียงอาหารเดินลัดทุ่งไปที่หาพ่อ ถ้าเป็นวันเสาร์และวันอาทิตย์ที่พวกฉันไม่ได้ไปโรงเรียน พวกเราทุกคนก็ต้องไปที่นาด้วยกัน แม้จะไม่สามารถช่วยทำงานอะไรได้เลยก็ต้องไปเพราะไม่มีใครดูแลเรา ฉันชอบเดินตามหลังแม่เวลาที่แม่หาบ สะโพกของแม่จะบิดไปบิดมาตามจังหวะที่แม่เดิน หาบของแม่จะโยกขึ้นลงเป็นจังหวะ ฉันเคยลองหาบเหมือนแม่แต่ก็ไม่เป็นเหมือนที่แม่หาบ แม่บอกว่าต้องฝึกบ่อยๆ จนชำนาญ แต่เด็กสใยนี้เขาไม่ชอบหาบกันแล้วเพราะมีเครื่องทุ่นแรงกันมากขึ้นซึ่งระยะหลังๆ ฉันก็มักจะใช้รถเข็นของหนักตลอด หรือถ้าคิดจะหาบอีกครั้งก็คงต้องเตรียมยาทานวดไหล่กันเลยที่เดียว เมื่อตะวันลับขอบฟ้าพวกเราทุกคนก็จะนั่งบนพ่วงของรถไถนาโดยมีพ่อเป็นคนขับ ซึ่งบางวันพี่ชายของฉันก็เป็นคนขับซึ่งมีพ่อนั่งอยู่ข้างๆ คอยสอนอย่างระมัดระวัง ฉันและน้องมักจะนั่งที่ท้ายพ่วงห้อยขาลงมา ส่วนแม่ก็นั่งบนม้าที่พาดบนราวไม้ของพ่วง สิ่งที่ฉันได้ยินจากปากแม่ทุกครั้งัที่รถกำลังเคลื่อนออกมาจากนา ก็คือ แม่จะเรียกขวัญของลูกๆ ทุกคนเบาๆ แต่เราก็สามารถได้ยินได้ แม่บอกว่าขวัญต้องอยู่กับตัวเรา ขวัญของลูกนั้นบางทีก็หลงอยู่ในป่าในเขาที่พวกเราเข้าไปเล่นกัน ถ้าไม่เรียกกลับมาสู่ตัวขวัญก็จะหนีกระเจิง ทำให้พวกเราไม่สบายหรือไม่มีความสุขได้ ฉันไม่รู้หรอกว่ามันจริงแท้แค่ไหน แต่ชาวบ้านทุกคนก็มีความเชื่อแบบเดียวกัน

หลังจากผ่านฤดูฝนมานานหลายเดือน ฝนก็เริ่มทิ้งช่วงไปบ้างแล้วลมหนาวเริ่มพัดมาแทนที่ ทุกบ้านจะมีกองไฟสำหรับผิงให้ความอบอุ่น ฉันชอบผิงไฟเพราะนอกจากจะให้ความอบอุ่นแล้วยังมีเพื่อนๆ รุ่นเดียวกัน ญาติๆ หรือเพื่อนบ้านมานั่งล้อมวงคุยกันหน้ากองไฟหลังจากที่ทานข้าวเย็นกันอิ่มแล้ว แถมในกองไฟก็ยังมีบางสิ่งบางอย่างที่พวกเรารอคอยกันอยู่ นั่นกํคือเผือกและมันเผาที่เราหมกเถ้าร้อนๆ ไว้นั่นเอง ย่าบอกว่า อย่าใจร้อนถ้าอยากกินมันเผาที่อร่อย ดังนั้นระหว่างที่รอย่าก็มักจะมีเรื่องเล่าหรือนิทานต่างๆ ม้เล่าให้พวกเราฟังกันอยู่
เสมอ บางคนฟังกันจนหลับข้างกองไฟ

ฤดูกาลเก็บเกี่ยวมาถึงแล้ว ก่อนหน้านี้พ่อจะต้องจักตอกไม้ไผ่จำนวนมากสำหรับมัดรวงข้าวให้เป็นฟ่อนรวมกัน ในทุกๆ เช้าก่อนที่จะไปโรงเรียนหน้าที่สำคัญของลูกๆ ก็คือการนำตอกออกไปตากแดด ส่วนตอนเย็นหลังจากกลับจากโรงเรียนก็จะต้องเก็บตอก่อนที่หมอกจะลง โดยการมัดรอมกันเป็นมัดเหมือนเดิม ทำเช่นนี้ทุกวันจนกว่าพ่อจะบอกว่าใช้ได้แล้ว นอกจากนี้แล้วฉัยยังมีหน้าที่เก็บฝ้ายที่แม่ปลูกไว้รอบๆ บ้านบ้าง ที่กระท่อมที่นาบ้าง ปุยฝ้ายจะบานออกเป็นปุยสีขาว เมื่อเก็บมาแล้วก็จะต้องตากแดดให้แห้งสนิท เพราะในตอนเช้านั้นจะมีหมอกทำให้ปุยฝ้ายมีความชื้น เมื่อเก็บรวมกันได้มากพอแล้ว เราจะทำการแยกปุยฝ้ายและเมล็ดฝ้ายออกจากกันด้วยเครื่องมือเฉพาะทำจากไม้คล้าอยเป็นลูกกลิ้งสองอัน ขบกันด้วยฟันเฟืองที่เป็นไม้โดยใช้แรงมือในการหมุนคันโยก ทำให้ส่วนที่เป็นปุยฝ้ายโดนหนีบเข้าไปในลูกกลิ้ง ส่วนเมล็ดฝ้ายก็หลุดออกมาทำให้ทั้งส่วนนี้แยกออกจากกัน จากนั้นก็เข้าสู่ขั้นตอนการเข็นให้เป็นเส้นซึ่งขั้นตอนนี้นั้นจะต้องใช้ความชำนาย หน้าที่นี้แม่จึงต้องทำเอง แม่จะเก็บเส้นด้ายไว้ทอผ้าตอนหน้าแล้ว แม่จะทอผ้าไว้เป็นม้วนๆ บ้างก็ใช้มาตัดเสื้อแขนกระบอกำหรับใส่ทำงาน บ้างก็ใช้สำหรับเย็บที่นอนหรือหมอน ยัดนุ่นสำหรับใช้เองหรือเก็บสำรองไว้ใช้รับแขก หรือจะนำไปบริจาคทำบุญในงานต่างๆ ๆด้ ส่วนนุ่นนั้นที่บ้านของฉันก็ปลูกเองมีอยู่ประมาณ 10 ต้น ซึ่งแต่ละปีก็ออกลูกดกมาก แม่จะเก็บนุ่นไว้ใช้เองบางส่วนส่วนที่เหลือก็จะมีคนมาขอซื้อเพิ่มรายได้อีกทาง

นอกจากการทำนานแล้วบ้านของฉันก็ยังมีไร่ เราปลูกข้าวโพดเป็นหลัก หลังจากที่เก็บเยวข้าวโพดแล้ว ก็ปลูกถั่วอีกรอบ ไม่ว่าจะเป็นถั่วเขียว ถั่วเหลือง และถั่วลิสง เพื่อเป็นการบำรุงดิน ข้างๆ แปลงถั่วแม่จะปลูกงาไว้ด้วย และที่สวนแม่ก็จะต้องปลูกหอม กระเทียม พริกด้วยทุกปี ดังนั้น บ้านของฉันนอกจากจะมีข้าวแล้ว เรายังมีข้าวโพด ถั่ว งา หอม กระเทียม และพริก สิ่งเหล่านี้เราสามารถเก็บไว้กินได้ทั้งปีโดยไม่ต้องซื้อ ถ้ายังมีเหลือเราก็สามารถขายได้ หรือนำไปเป็นของฝากให้คนอื่นได้ เพราะคนในชนบทนั้นเวลาที่เขาไปเยี่ยมเยียนกันเขามักจะต้องมีของเหล่านี้ ซึ่งถือว่าเป็นของบริโภคที่จำเป็นในครัวเรือนติดไม้ติดมือมาฝากด้วยเสมอ

ชีวิตคนในชนบทนั้น เราอยู่กันอย่างพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกันเสมอ ถึงแม้ว่าเราจะไม่ใช่ญาติพี่น้องกัน แต่ถ้าได้มาอยู่บ้านใกล้เรือนเคียงกันก็เปรียบได้เหมือนเป็นญาติพี่น้อง ป่าและน้ำก็ยังเป็นสิ่งที่หล่อเลี้ยงชีวิตของทุกคนเสมอมาตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน ป่าเคยสร้างอาหารอย่างไรก็ยังสร้างเหมือนเดิม ป่าเคยเป็นต้นน้ำอย่างไรก็ยังคงเป็นเหมือนเดิม แม้จะผ่านเลยไปแล้วสักกี่ปีก็ตาม ตาคนนี่แหล่ะที่จะเป็นสิ่งที่ทำให้ป่านั้นเปลี่ยนบทบาทและหน้าที่ไป หากคนยังตัดไม้ทำลายป่าอยู่ อาหารที่เคยมี น้ำที่เคยสร้างก็จะหมดไป ฟ้าฝนที่เคยตกต้องตามฤดูกาลก็ไม่ตกสม่ำเสมอเหมือนเดิม อาหารที่เคยเกิดพร้อมฝนก็ไม่สามารถเกิดได้ ทุกชีวิตก็ต้องกินเหมือนกัน เมื่อไม่มีป่า ไม่มีน้ำ ไม่มีฝน คนจะทนอยู่ได้อย่างไร การดิ้นรนต่อสู้จึงเกิดขึ้น ชาวบ้านทิ้งบ้านหันหน้า เข้าเมืองเพื่อหาเลี้ยงตัวเองและครอบครัว การแก่งแย่งแข่งขันของคนในเมืองจึงเกิดขึ้นเหมือนดังตัวฉันเองในตอนนี้ ฉันเริ่มไม่มั่นใจในความเชื่อของตัวเองและพ่อแม่แล้วว่า เมื่อเรียนสูงๆ แล้วจะสบาย เพราะตอนนี้คนที่เรียนสูงๆ นั้นก็มีมากเหลือเกิน ทุกๆ คนก็ต้องแก่งแย่งกับความสบายด้วยกันทั้งนั้น ฉันตีความหมายคำว่าสบายว่า สบายใจจึงจะมีความสุข ความสบายใจอย฿ที่ความพอเพียง พอดี พอตัว ไม่ทะเยอทะยานจนเกินตัว มีพอกินพอใช้ ไม่ฟุ่มเฟือย พึ่งพาตนเอง ไม่เดือดร้อนใคร เพียงเท่านี้ความสบายใจก็เกิดขึ้นและก่อเกิดความสุขขึ้นมา ดังพระราชดำรัสของในหลวงเรานั่นเอง

ชื่อ
:
นางสาวคนิตา พวงบุตร
ที่อยู่
:
หอพัก นศ. มทร. ธัญบุรี 39 หมู่ 1 ตำบลธัญบุรี อำเภอเมือง จังหวัดปทุมธานี 12110
โทร. 089 116 7851
การศึกษา ชั้นปีที่ 4 คณะเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี (คลอง 6)