ประเภทความเรียงเยาวชน

สวนยางที่รก
โดยนายอัตฟาล อาหามะ

บทนำ
ความเรียงที่ผมได้เขียนเล่ามานี้... เป็นประสบการณ์จริงที่คุณพ่อผมและครอบครัวผมกระทำเพื่อเป็นแบบอย่างที่ดี เพื่อเพื่อนๆ บ้านสามารถเรียนรู้... ทั่งสามารถนำมาใช้ในชีวิตประจำวันได้.. โดยพึ่งพาตัวของตัวเอง แบบพอเพียง สามารถกระทำได้โดยไม่ต้องใช้ทุน ใช้ความพยายาม เสียสละทั้งเวลา จิตใจ ก็สามารถนำไปสู้ความสำเร็จได้อย่างแน่นอน แล้วทุกคนจะได้รับผลประโยชน์ของมัน และความเรียงนี้ไม่ได้นำกิจกรรมอนุรักษ์ป่าของกลุ่มมาเขียนเล่า... เพื่อเป็นประสบการณ์ เพราะกิจกรรมอนุรักษ์ป่ากาลอเป็นกิจกรรมและผลงานของกลุ่ม ที่เคยได้รับรางวัล "ลูกโลกสีเขียวมาแล้ว" ประสบการณ์นี้เป็นประสบการณ์ส่วนบุคคล และสามารถที่จะพิสูจน์ได้จริงตามที่ได้ความเรียงเขียนเล่ามา

ผมเกิดในครอบครัวฐานะกึ่งๆ กลางๆ ตามสภาพเศรษฐกิจของครอบครัวที่มีพี่น้องหลายคนลำพังค่าใช้จ่ายไปวันๆ ชนิดอย่างประหยัด แค่คนละ 40-50 บาทต่อวัน ในบ้างครั้งที่มีงานหรือกิจกรรมก็ต้องเพิ่มตามงาน หรือกิจกรรมตามครู หรืออาจารย์สั่ง.. แต่สิ่งสำคัญที่คุณพ่อของผมย่ำเตือนเสมอว่า..การศึกษาเป็นสิ่งสำคัญของชีวิต "เปรียบเสมือนรากฐานของชีวิด" และดั่งคำที่ว่า...คนเราจะต้องศึกษาเรียนรู้ตั้งแต่..เด็กในเปล...จนถึงหลุมฝังศพ จากคำคำนี้..แสดงว่าการศึกษาเรียนรู้ค้นคว้าของมนุษย์เราไม่มีที่สิ้นสุด ตราบใดยังมีชี่วิตจะต้องศึกษาไปเรื่อยๆ นอกจากการศึกษาเรียนรู้แล้วการทำความดีเป็นสิ่งที่เราวางเว้นไม่ได้เหมือนกันจะต้องควบคู่กันไป และสิ่งสุดท้ายที่คนเราทุกคนจะลืมไม่ได้ก็คือ..การทำความดีต่อส่วนรวม ตอบแทนคุณแผ่นดินที่เราอยู่อาศัยหลบแดด บังฝนถึงทุกวันนี้..ดั่งที่ผมจะความเรียงเล่าประสบการณ์ของครอบครัวผมดังนี้....

ความเรียงที่ผมจะเขียนนี้..เป็นการเล่าประสบการณ์ของคุณพ่อ..ผมที่ผมได้สังเกต และได้สอบถามคุณพ่อผม..ในบ้างโอกาส ตั้งแต่ผมจำความได้ ผมก็ได้เห็นคุณพ่อผมแบกเป้ แบกถุงขึ้นเขา..ในบ้างครั้งผมก็สงสัยอยู่เหมือนกันว่า เขาไปทำอะไรกัน2-3 วันจึงจะกลับมาบ้าน กลับมาถึงบ้านบ้างครั้งเห็นตัวดูโทรมๆ มอมแมม เหนื่อยๆ อ่อนล้า..ยังไงยังงั้น แต่ก็รอยยิ้มปนมาด้วย บ้างครั้งดูเหมือนอิดโรย เศร้าๆ ชอบกลจะด้วยสาเหตุอะไร ผมก็ไม่ทราบเพราะเรื่องของผู้ใหญ่เค้า เพราะช่วงนั้นผมยังเด็กอยู่ไม่ทราบว่าผู้ใหญ่เขาทำอะไรกัน แต่สิ่งสำคัญที่ผู้ใหญ่เขาทำผมคิดว่าจะต้องเป็นสิ่งที่ดีแน่นอนล่ะ ไม่ยังงั้นเขาจะไปทำไหมเมื่อเป็นสิ่งที่ไม่ดี จะต้องเป็นเรื่องที่ดีมีเหตุผล ไม่ใช้มีประโยชน์เพียงคนเดียวแน่นอน จะต้องได้รับผลประโยชน์กันทุกคน จะไม่ทางตรงก็ทางอ้อม

การที่คุณพ่อทำกิจกรรมเดินสำรวจป่า พร้อมไปกับเพื่อนๆ อีกหลายคนมันเป็นสิ่งที่ดีแน่นอนอยู่แล้ว แต่ในสิ่งที่ดีนั้นย่อมจะต้องมีอุปสรรค นานานับประการ มันจะไม่เรียบเสมอไป แต่ในอุปสรรคหรือขวากหนามย่อมจะต้องมีเส้นทางเล็ดลอดไปได้เหมือนกัน การที่คนเราจะทำเรื่องอะไรสักอย่างหากเกี่ยวกับคนหมู่มากหรือส่วนรวมจะต้องมีคนเห็นด้วย และไม่เห็นด้วยมันก็เรื่องธรรมดาของมนุษย์เรา....

แต่...ถ้าเป็นเรื่องที่ดีมีประโยชน์ต่อส่วนรวมต่อผืนแผ่นดินที่เราอยู่อาศัยเราก็จะต้องต่อสู้ฝ่าฝั่นอุปสรรค งานเพื่อผลประโยชน์ส่วนรวมแน่นอนอุปสรรคด่านแรกจะต้องเป็นมวลชลเพราะจะต้องสร้างความเข้าใจเป็นสิ่งสำคัญ การที่เราจะให้คนส่วนใหญ่เข้าใจในกิจกรรมที่เราทำ ทำเพื่อใคร ใครทำ ทำทำไม และจะได้อะไรกลับมาเป็นผลตอบแทนซึ่งใครๆ ไม่อาจให้คำตอบได้ เพราะสิ่งที่ทำมันต้องใช้เวลา จะให้คำตอบในระยะเวลาสั้นๆ คงเป็นไปไม่ได้แน่นอนอยู่แล้ว ผมเชื่อเหลือเกินว่าสิ่งที่ผู้ใหญ่เขาทำมันต้องเป็นการเสียสละทั้งเวลา ร่างกายจิตใจ และสิ่งสำคัญก็คือการเสียสละความสุขส่วนตนและครอบครัว

แน่อยู่แล้วการที่มีครอบครัวที่จะต้องรับผิดชอบ หากจะต้องทำงานเพื่อประโยชน์ส่วนรวมแล้วปัญหามันก็จะตามเขามา ไหนครอบครัวจะต้องขาดรายได้มาใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน เพราะงานส่วนรวมแล้วจะไม่มีค่าตอบแทนให้กลับมาใช้จ่ายในครอบครัว พ่อและเพื่อนๆ ไม่ใช้ข้าราชการรับเงินเดือนมาเลี้ยงครอบครัว ในตัวกิจกรรมที่พ่อและเพื่อนได้ทำนั้นมันเป็นงานอาสา งานสมัครใจที่จะทำเพื่อความดีให้กับชีวิต และแทนคุณของแผ่นดินที่เราได้อยู่อาศัย การทำกิจกรรมเดินสำรวจป่าของพ่อในแต่ละครั้ง บางครั้งกลับมาจากเดินสำรวจป่า หรือทำกิจกรรมเกี่ยวกับป่าเวลากลับมาถึงบ้านแล้วนอกจากจะได้ความเหนื่อยล้าแล้ว จะต้องมาสาธยายให้คุณแม่ที่บ้านรับรู้และเข้าใจอีกว่าไปทำอะไรมาเพราะคุณแม่อยู่ที่บ้าน เขาจะรู้ดีว่า..ค่าใช้จ่ายในแต่ละวันจะต้องจ่ายไปเท่าไร รับมาเท่าไร ก็คุณพ่อไปทำกิจกรรมโดยไม่มีค่าตอบแทนกลับมาบ้านให้ใช้สอย พ่อและเพื่อนๆ ทำด้วยจิตใจที่เขารักแม้จะไม่มีค่าตอบแทน เขาก็ภูมิใจในสิ่งที่เขาได้ทำ แต่ความภูมิใจบ้างครั้งแอบแฝงด้วยความลำบากของครอบครัวไปด้วย แต่คุณพ่อฝ่าฝั่นอุปสรรคได้ด้วยการอธิบายให้ทุกคนในครอบครัวเข้าใจถึงเหตุและผลที่คุณพ่อทำ เพราะศาสนาได้สอนไว้ว่า เราทำความดี ทำอะไรอย่าหวังผลตอบแทน ทำไว้เถอะชาตินี้ชาติหน้าผลบุญจะตามมา และศาสดามูฮัมหมัด (ซ.) ได้ตรัสไว้ว่า ทุกคนเกิดมาจะต้องรักแผ่นดินเกิดของตน และมีคำตรัสของศาสดาอีกบทหนึ่งว่า การรักแผ่นดินบ้านเกิดคือส่วนหนึ่งของอีม่านหรือความศรัทธาของศาสนา จะด้วยเหตุนี้หรือเปล่าที่คุณแม่ของผมเขาใจอ่อนทุกทีซึ่งผมขอยกย่องคุณแม่ เป็นคุณแม่ที่ประเสริฐที่สุดของคุณพ่อและลูกๆ ทุกคนของครอบครัวของผม เพราะคุณแม่มีความอดทนอดกลั้นสูงในสิ่งที่เกิดขึ้นในครอบครัวเล็กๆ ของผม ด้วยความพยายามเข้าใจปัญหาของคุณแม่ต่อความสำคัญของคนอยู่อย่างแบบส่วนรวม ในสังคมมันก็ไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับผู้หญิงบางคน

จากคำบอกเล่าของพ่อและเพื่อนของพ่อบางคน คุณพ่อเริ่มต้นมีการทำกิจกรรมเดินป่า หรือสำรวจป่าเทือกเขากาลอ ในปี พ.ศ. 2537 เริ่มต้นด้วยกันสองสามคนต่อมามีการเพิ่มสมาชิกเข้ามาเรื่อยๆ เริ่มต้นตั้งกลุ่มใช้ชื่อกลุ่มว่า กลุ่มอนุรักษ์ป่า จุดเริ่มแรกของการอนุรักษ์ที่คุณพ่อและเพื่อนๆ ได้ทำกิจกรรมอนุรักษ์ก็ได้มีคณะอาจารย์และนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์วิทยาเขตปัตตานี จากคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มีความสนใจของป่าเทือกเขากาลอที่ยังคงมีความอุดมสมบูรณ์ของป่าเหลืออยู่ให้เห็น และใช้สอยทรัพยากรป่าทั้งอาหาร สมุนไพรยารักษาโรค ร่วมทั้งไม้ใช้สอยในบ้างชนิด ด้วยเหตุผลนี้ทำให้เกิดความสนใจของคณะอาจารย์และนักศึกษาจาก มอ.ปัตตานี ได้ขึ้นไปสำรวจพื้นที่ป่า ความหนาแน่นของต้นไม้ ความหลากหลายทางชีวภาพของผืนป่า คุณพ่อเล่าว่าในการขึ้นไปสำรวจศึกษาดูความสมบูรณ์และความหลากหลายของป่านั้น ได้มีชาวฝรั่งท่านหนึ่งจากรัฐฮาวายได้ขึ้นไปด้วย ใช้เวลาในการเดินศึกษาของป่าใช้เวลา 2 วันกับ 1 คืน จากนนั้นคณะอาจารย์และนักศึกษาก็ได้เดินทางกลับ จากจุดนี้เช่นกันทำให้คุณพ่อได้รู้จักเพื่อนๆ จากต่างพื้นที่อีกหลายคนนับว่าเป็นกำไรของชีวิตที่มีเพื่อนเพิ่มขึ้น เหตุการณ์ได้ผ่านไปกับกาลเวลาจากวันเป็นอาทิตย์ จากอาทิตย์เป็นเดือน คุณพ่อบอกว่าทางอาจารย์ก็ได้ชักชวนพ่อ และเพื่อนของพ่อที่บ้านบางคนพาออกนอกพื้นที่ อาจารย์ลองให้พ่อผมขึ้นเวทีบ้างเป็นครั้งคราวเพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์ ด้วยความไม่เคยเป็นคนที่พูดต่อหน้าผู้คนบนเวทีชนิดแบบเป็นทางการของพ่อ จากคนไม่ได้ร่ำเรียนสูงแค่เรียน กศน.ม.6 จะใช้วาจาอย่างไรไม่ประสีประสาใช้ภาษาไทยยังไม่คอยชัดสักเท่าไร บางครั้งพูดไปได้สักระยะหนึ่งก็พูดติดไม่ทราบว่าจะเริ่มต่อไปอย่างไร จะประติดประต่อใหม่ไม่ถูก เลยต้องยกเวทีให้อาจารย์หรือคนอื่นต่อไป

พ่อบอกว่าจากคนที่มาจากนับศูนย์ก็เริ่มที่จะนับหนึ่งได้บ้าง จากเวทีหนึ่งไปยังเวทีสองสาม ก็พอที่จะเริ่มมีทักษะขึ้นมาบ้าง ก็นับว่าเป็นความพยายามสูงของอาจารย์ที่จะผลักดันให้พ่อเกิดความคุ้นเคยกับเวที และพูดคุยต่อหน้าสาธารณะชนนับว่าเป็นกำไรอีกส่วนหนึ่งของชีวิตพ่อผม ซึ่งมันไม่ได้เรียนรู้ในชั้นเรียนเป็นการเรียนทางลัดใช้ประสบการณ์จริงของชีวิต ถึงกระนั้นก็ตามแต่คุณพ่อยังบอกว่าความเชื่อมั่นยังไม่ดีพอ หากเปรียบเหมือนนกปีกขายังไม่แข็งแรงพอที่จะโบยบินโดยลำพังแรงต้านทานลมไม่เพียงพอ พ่อบอกว่าทุกครั้งที่อาจารย์ชวนไปให้ความรู้เกี่ยวกับป่า ไม่ว่าจะเด็กนักเรียนหรือผู้ใหญ่ทั่วไปคุณพ่อมักจะปฏิเสธไว้ก่อนว่า เราไม่มีวิชาความรู้จะพูดจะคุยให้ผู้คนเค้า ฟังแล้วเขาจะเชื่อฟังเราฤา เราเพียงคนธรรมดาการศึกษาเพียงน้อยนิดเท่านั้นเอง ในช่วงระยะเวลาที่พ่อได้ออกพื้นที่กับอาจารย์เพื่อหาประสบการณ์นั้น คุณพ่อชักเริ่มมีพฤติกรรมที่ไม่ค่อยดี ภาษาชาวบ้านเรียกว่าเริ่มมีอาการของโรคความขี้เกียจเข้ามาเยือน ในแปลงสวนยางพาราที่ใช้ทำมาหากินเลี้ยงครอบครัวประมาณ 5 ไร่เศษๆ ของคุณพ่อก็ได้ปล่อยให้รกรากจากต้นไม้เล็กๆ จนเติบใหญ่ขึ้นทุกวัน ซึ่งจริงๆ แล้วก่อนหน้านั้นคุณพ่อก็ได้ปล่อยให้มันเติบโตในบางส่วน ต้นไม้ชนิดใดเป็นไม้ลำต้นตรงๆ คุณพ่อเขาจะปล่อยให้มันเติบใหญ่ตามธรรมชาติจะไม่ตัดทิ้ง พอมีขบวนการอนุรักษ์ป่าเข้ามาก็เริ่มที่จะจุดประกายก็ยิ่งหนักขึ้นทุกทีจนเพื่อนบ้าน หรือชาวบ้านที่ใช้เส้นทางเดินผ่านสวนยางพาราของคุณพ่อ เริ่มมีอาการสงสัยทำไมสวนยางเนื้อที่แค่นี้ปล่อยรกไปได้ปล่อยให้รกขึ้นทุกวัน สงสัยเป็นเพราะการอนุรักษ์ป่ากระมัง ก็โดยปกติแล้วสวนยางพาราเขามักจะแผ้วถางจนเตียนโล่งโปร่งใส อากาศถ่ายเทได้สะดวกฝนตกลงมาต้นยางจะไม่เปียกชื้นหน้ายางพาราจะไม่เสียง่าย ความงุนงงไม่เกิดเฉพาะกับคนอื่นเท่านั้น แม้คนครอบครัวยังเกิดอาการสงสัยขึ้นมาเหมือนกัน พอเริ่มมีการอนุรักษ์เกิดขึ้นทำให้กลายเป็นคนขี้เกียจ หากเจาะลึกลงไปในความขี้เกียจตรงนั้นมันแอบแฝงด้วยคุณค่าอย่างมหาศาลที่ทุกคนจะต้องร้องว่า อ๋อ...อย่างนี้นี่เอง คุณพ่อบอกว่าการที่คนเราจะทำอะไรสักอย่างหนึ่งหากมีความคิดตรงกันข้ามแล้วละก้อ เราไม่จำเป็นที่จะต้องอธิบายให้เชาเข้าใจในเวลานั้นสะทีเดียว เราทำของเราเองก่อน เมื่อได้ผลและเขาได้ดูผลที่มันออกมาไม่นานเขาจะทำตามสิ่งนั้นเองแหละ เมื่อสิ่งนั้นเป็นสิ่งที่ดีมีประโยชน์

ด้วยความเป็นตัวของตัวเองของคุณพ่อในสายตาของคน จากคำว่าขี้เกียจเขาบอกว่า เขาไม่ปฏิเสธ การที่คุณพ่อปล่อยให้แปลงสวนยางรกเป็นบางส่วนนั้น มันทำให้พื้นที่ในแปลงสวนยางเกิดความชุ่มชื่นมีความร่มเย็น เป็นประโยชน์ในการใช้สอยได้เมื่อเวลาจำเป็น โดยไม่ต้องไปหาในพื้นที่ป่าอื่นไม่ต้องไปเบียดเบียนของใคร เป็นการประหยัดเวลาในการค้นหาไม่ต้องสูญเสียกำลังทรัพย์ในการขนย้าย และที่สำคัญที่สุดการช่วยเหลือตัวเองก่อนที่จะไปพึ่งพาคนอื่นนั้นเป็นสิ่งที่ดีที่สุด เพราะจะได้รู้จักคำว่าความพอเพียงหรือเพียงพอแล้วสำหรับชีวิต และอีกอย่างหนึ่งหมู่นกกา ทั้งสัตว์อื่นจะได้เป็นที่อยู่อาศัย ผลพลอยได้ตรงนี้เป็นผลกำไรมหาศาลเลยที่เดียว ผมเองก็พอทราบเหมือนกันว่าได้มีบางคนแอบลักลอบตัดไม้ของคุณพ่อเหมือนกัน บางคนที่ดีหน่อยก็ขอ และถามก่อนว่าต้นไม้ที่เก็บไว้นั้นตัดได้ไหมจะไปใช้สอยหน่อยจะไปทำขนำ บางครั้งคุณพ่อตอบสวนกลับไปว่า จะปล่อยให้มันโตสักหน่อยหนึ่งแล้วจะตัดมาใช้สอยนี่แหล่ะ ผลประโยชน์ของที่อยู่ใกล้ๆ มือมันสะดวกสบายตรงนี้ ต้องการใช้สอยเมื่อไรยามจำเป็นโดยไม่ต้องไปหาในที่ไกลๆ ให้ลำบาก คนที่คิดจะขอก็อายแล้ว มันก็จริงเหมือนที่คุณพ่อบอกว่า จะทำอะไรสักอย่างเราไม่จำเป็นต้องบอกให้เขารู้เสียทุกเรื่อง หากความคิดนั้นยังไม่ตรงกันปล่อยไว้สักพักหนึ่งเค้าจะเข้าใจเอง

นับแต่ทุกวันนี้ไม่เพียงแต่ไม้ใช้สอยอย่างเดียวเท่านั้นที่มี ชนิดพืชพันธุ์ประเภทไม้ล้มลุกเพื่อประดับบ้านก็ยังมี ให้บางคนที่มีความสนใจที่จะรักสวยรักงามให้กับบริเวณบ้านของตน โดยไม่ต้องไปเสาะหาในที่ไกลๆ มีก็เฉพาะบางชนิดเท่านั้นแถมพืชพันธุ์ประเภทสมุนไพรบ้างชนิดเช่นกัน มีให้เก็บมาใช้เป็นยาขั้นเบื้องต้นได้อีกด้วย ยิ่งไปกว่านั้นด้วยลำธารสายน้ำเล็กๆ ได้มีน้ำไหลตลอดทำให้สัตว์ได้กินได้อาศัยพึ่งพาซึ่งกันและกันอย่างไม่ต้องบรรยาย วงจรธรรมชาติคุ้มสุดคุ้มตั้งหลายต่อจริงๆ ว่าไปแล้วผมเองก็ไม่นึกเหมือนกันว่าการที่เรามาจัดการป่าในสวนหรือในพื้นที่ของเราเอง แบบง่ายๆ แคบๆ สำหรับครอบครัวแบบพอเพียงที่ไม่ยุ่งยากสลับสับซ้อน แต่ผลของมันที่เราได้รับมันมิใช่เฉพาะเพียงครอบครัวของเราเพียงครอบครัวเดียวเท่านั้น มันจะแผ่กระจายไปได้หลายๆ คน มันก็ควรจะเป็นเช่นนั้นอยู่แล้วในเมื่อสิ่งนั้นเป็นสิ่งที่ดีมีประโยชน์ต่อตนเองและอีกหลายๆ คน

สำหรับตอนนี้คุณพ่อของผมไม่ได้ทำแบบชนิดโดดเดียว สวนยางข้างๆ ที่ติดอยู่กับของพ่อผมก็เป็นของพี่ชายของพ่อ ได้มีพฤติกรรมเหมือนคุณพ่อเช่นกันปล่อยให้ในแปลงสวนยางรกเป็นบางส่วน ต้นไม้จากเล็กได้เติบโตขึ้นมาทุกวัน ซึ่งมันสามารถที่จะเอาไปใช้สอยได้แล้วเป็นบ้างส่วน เฉพาะสำหรับงานเล็กๆ เมื่อยามจำเป็น ก็เพราะทุกวันนี้ผืนป่าของประเทศไทยเรายิ่งแคบลงทุกวัน มันมิใช่เฉพาะเมืองไทยเท่านั้นของโลกก็ว่าได้ เพราะทุกวันนี้การบุกรุกป่า การทำลายล้างป่ามันมาทุกรูปแบบ ทั้งสิ้นล้วนแต่ฝีมือมนุษย์ทั้งนั้น จะด้วยการใช้สอยเพื่อที่อยู่อาศัย หรือจะด้วยการค้าเพื่อธุรกิจก็ตาม ผลกระทบที่จะได้รับมนุษย์เราที่อาศัยอยู่บนพื้นผิวโลกทุกคน มันไม่ใช่เฉพาะคนที่ทำหรือผู้ที่ตักตวงผลประโยชน์หรอก ทั้งนี้ทั้งนั้นส่วนหนึ่งก็มาจากกฎหมายบ้านเมืองเรามีช่องโว ยิ่งมีคนกลุ่มผู้ฉวยโอกาสมีทั้งนายทุน มีทั้งชาวบ้านธรรมดาเพื่อเลี้ยงชีพในครอบครัว มีทั้งในคราบของข้าราชการก็กฎหมายมีการเอื้ออำนวย แถม พ.ร.บ. เกี่ยวกับป่าไม้ชวนน่าคิดอีกด้วย ลองคิดดูต้นไม้ชนิดที่เนื้ออ่อนเติบโตเร็วชอบขึ้นบริเวณลำธารหรือบริเวณต้นน้ำ เป็นต้นไม้ประเภทกะเก็บน้ำได้ดี พ.ร.บ. ป่าไม้เรียกว่าม้เนื้ออ่อน เป็นไม้นอกประเภทสามารถตัดมาค้าขายส่งโรงงานไปยังกรุงเทพมหานครมาแปรรูปมาทำเป็นไม้อัด กลับตรงกันข้ามต้นไม้ที่เติบโตช้าเป็นไม้ชนิดเนื้อแข็ง มักขึ้นบนเนินเขาในที่สูงๆ ไม่ค่อยกะเก็บน้ำได้มาก แต่ พ.ร.บ. ป่าไม้ไม่อนุญาตให้ตัดเพราะกฎหมายบังคับมันเป็นไม้ห่วงห้าม แต่ปัจจุบันได้มีการลักลอบตัดอยู่เช่นกันมาสวมแปลง คือมันมีต้นไม้ประเภทที่ห่วงห้ามแต่สามารถตัดได้ เพราะอยู่ในพื้นที่ที่มี น.ส. 3 หรือ โฉนดที่ดินและแล้วไปตัดในพื้นที่ที่ไม่มี น.ส. 3 หรือโฉนดมาแทรกในไม้ที่มี น.ส. 3 หรือ โฉนด อย่างนี้เขาทำมาเยอะแยะแล้ว เพราะแบบนี้แหละป่าไม้หรือพื้นที่ป่าของเมืองไทยเราหมดไปทุกวัน ฝนตกน้ำป่าไหลหลากไม้ซุงลอยมาทุกที ลอยมาพร้อมกับโคลนผู้รักษากฎหมายก็ตื่นอีก พอสักพักหนึ่งเรื่องเงียบเจ้าหน้าที่ก็ลืมอีก เป็นแบบนี้ทุกทีผู้รักษากฎหมายของเมืองไทยเรา ทั้งนี้เราจะมาโทษเจ้าหน้าที่ฝ่ายเดียวมันก็ไม่ได้ เพราะเจ้าหน้าที่ของเมืองไทยเรามันมีน้อยดูแลไม่ทั่วถึง ทุกคนจะต้องช่วยกันเป็นหูเป็นตาให้กับเจ้าหน้าที่บ้านเมืองของเรามันจึงจะได้ผล ทุกคนต้องช่วยกันคนละไม้คนละมือ เหมือนกันกับการจัดการทรัพยากรธรรมชาติหากทุกคนต่างช่วยกันจัดการ เริ่มต้นที่ตัวเราเองในแปลงของเราเองแบบค่อยเป็นค่อยไป ช่วยกันปลูกช่วยกันดูแลของคนในครอบครัว ไม่นานต้นไม้ก็งอกงามเพิ่มพื้นที่ป่าโดยไม่รู้ตัว พื้นดินจะเกิดความชุ่มชื้น ต่างก็เกื้อกูลซึ่งกันแหละกันตลอดไป

วันฉันเศร้า
ยามป่าอยู่ลมโบกพลิวใบเป็นอาจิณ
ทั่งได้ยินเสียงหมู่นกการ้องอันอ่อนไหว
แต่วันนี้ป่าได้จากจากฉันไป
ไกลแสนไกลหมู่นกป่าที่เคยเห็น
แม้วันนี้ป่าได้จากฉันรู้สึก
ไม่เคยนึกว่าตัวฉันจะซึมเศร้า
มาวันนี้ถึงคราวช้ำสิอกเรา
คิดถึงนกคิดถึงป่าที่จากไป

ชื่อ
:
นายอัตฟาล อาหามะ
วัน/เดือน/ปีเกิด
:
22 กรกฎาคม 2534
ที่อยู่
:
3 หมู่ที่ 4 ตำบลกาลอ อำเภอรามัน จังหวัดยะลา 95140
การศึกษา มัธยมศึกษาปีที่ 4 (ชมรมท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์) โรงเรียนพัฒนาวิทยายะลา