ประเภทความเรียงเยาวชน

สถานีที่ 6 (ไทร) ไทร ถือได้ว่าเป็นร่มเงาของสัตว์ป่า เนื่องจากสำต้นมีขนาดใหญ่เป็นพืชชนิดอิงอาศัย เกาะพืชต้นอื่น แล้วดูดน้ำเลี้ยงถือเป็นห้างสรรพสินค้าของสัตว์ป่า มีทั้งอาหาร เครื่องดื่มและที่อยู่อาศัยครบครัน การกระทำของไทรนี้จึงได้ชื่อว่า "นักบุญแห่งป่า นักฆ่าแห่งพงไพร"

สถานีที่ 7 (ร่องรอยสัตว์ป่า) ในสถานีนี้เราต้องสวมบทเป็นนักสำรวจหาร่องรอยของสัตว์ป่า ซึ่งพวกเราก็พบร่องรอยของกระทิงที่มากินอาหาร ซึ่งร่องรอยที่สัตว์ผ่านบ่อยๆ เราจะเรียกทางนั้นว่า "ด่านสัตว์"

สถานีที่ 8 (สันเขาเส้นทางน้ำของคน) เราไม่เคยรู้ว่าน้ำไหลสิ้นสุดที่ไหน แต่ตามสันเขามักเป็นแหล่งกำเนิดน้ำที่ดี เมื่อน้ำไหลมาตามสันเขาป่าก็จะช่วยชะลอน้ำ แต่ถ้าวันใดป่ามีอันต้องสูญไปแล้วเกิดน้ำท่วมก็จะไม่มีผู้ใดช่วยชะลอการไหลของน้ำ โดยสิ่งที่เป็นเหตุให้ป่าลดน้อยลงก็เกิดจากก๊าซเรือนกระจกที่เป็นสาเหตุทำให้โลกร้อนขึ้น จนต้นไม้ทนความร้อนที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วไม่ได้ ล้มตายไปในที่สุด

สถานีที่ 9 (การกลับมาของกระทิง) เมื่อป่ามีการกลับฟื้นคืนพร้อมระบบนิเวศน์โดยรวมของเขาแผงม้า ทำให้เกิดความหลากหลายทางพันธุ์ไม้และพันธุ์สัตว์ที่เคยสูญหายไปจากพื้นที่นี้หวนกลับคืนมา โดยเฉพาะกระทิงสัตว์ป่าหายากที่กลายเป็นสัญสักษณ์ของขุนเขาแห่งนี้ก็ปรากฎตัวให้เห็นและเพิ่มจำนวนมากขึ้น จากการสำรวจในปัจจุบันพบว่ากระทิงมีการกลับมายังพื้นที่เดิมเกือบ 90 ตัว จน ณ วันนี้ที่แห่งนี้เป็นที่แห่งเดียวในประเทศไทยที่สามารถมองเห็นกระทิงตามธรรมชาติได้โดยง่าย

พอตกเย็นกิจกรรมในวันนี้ก็สิ้นสุดลง รุ่งขึ้นของวันที่ 4 พวกเราจะได้ทำกิจกรรมทั้งวันในวันนี้ก็คือ การเดินป่าศึกษาธรรมชาติอีกเช่นเคย แต่ในครั้งนี้จะแตกต่างจากเดิมตรงที่สภาพป่าที่เราจะได้ศึกษากัน ในวันนี้นั้นจะต่างไปจากป่าที่เราศึกษากันในวันก่อนๆ เนื่องจากจุดประสงค์ของกิจกรรมในวันนี้ก็คือ การรู้ถึงผลกระทบจากการละเลยไม่ใส่ใจและทำลายทรัพยากรธรรมชาติกับสิ่งแวดล้อม ทั้งตระหนักถึงการสร้าง รักษา เยียวยา ทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมที่มีอยู่ให้ได้ผลประโยชน์ที่สุด พื้นที่ที่ได้สำรวจในวันนี้มีสภาพแห้งแล้งมากมีต้นไม้ขึ้นไม่มาก ทำให้สภาพอากาศในวันนั้นร้อนอบอ้าวมาก ความรู้สึกในตอนนั้นทำให้ฉันและพวกเราทุกคนรู้ซึ้งถึงความสำคัญของธรรมชาติเป็นอย่างยิ่ง ก็ยังได้ความรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจากพี่เจ้าหน้าที่เพิ่มด้วยว่า ทรัพยากรธรรมชาติแบ่งออกเป็น 3 ประเภท อันได้แก่

  1. ทรัพยากรที่ใช้แล้วหมดไป ไม่สามารถเกิดใหม่ได้หรืออาจจะเกิดขึ้นใหม่ แต่ต้องใช้เวลายาวนานมาก
  2. ทรัพยากรที่ใช้แล้วไม่หมด เป็นทรัพยากรที่นำมาแล้วยังเกิดขึ้นใหม่ได้เรื่อยๆ ไม่รู้จักหมด
  3. ทรัพยากรที่นำมาใช้แล้วสามารถเกิดทดแทน สามารถใช้แล้วรักษาให้คงอยู่ได้ แต่ต้องมีการจัดการที่ดีและถูกต้อง

ทรัพยากรประกอบไปด้วย ทรัพยากรดิน ทรัพยากรน้ำ ทรัพยากรป่าไม้ ทรัพยากรสัตว์ป่า ทรัพยากรแร่ธาตุ ทรัพยากรสถานที่พักผ่อนหย่อนใจและสุดท้ายก็คือทรัพยากรมนุษย์ ส่วนสาเหตุที่ทำให้ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมถูกทำลาย ก็อันเนื่องมาจากการเพิ่มขึ้นของจำนวนประชากร การสร้างสิ่งปลูกสร้างต่างๆ สงครามความเจริญก้าวหน้าทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี่ ความไม่รู้ความ ความเชื่อ ความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ และความมักง่าย โดยเฉพาะความมักง่ายนี้ถือผลกระทบแห่งการกระทำเป็นอย่างดี แต่ยังคงละเลยเอาความสุขสบายส่วนตัวเป็นที่ตั้งเท่านั้น การเดินทางศึกษาในวันนี้ไม่เพียงแต่เรา จะได้เดินป่าศึกษาผลกระทบของการทำลายธรรมชาติ แต่เรายังได้ร่วมศึกษางานวิจัยสัตว์ป่า (กระทิง) จากการศึกษางานวิจัยในครั้งนี้ทำให้ฉันได้รู้เรื่องราวเกี่ยวกับกระทิงเพิ่มขึ้นอีกด้วยว่า กระทิงเป็นสัตว์รูปร่างคล้ายวัว มีขนาดใหญ่ 650-900 กิโลกรัม ขนตามตัวมีสีดำ บริเวณหน้าผากบนมีสีทองเหลืองเทาเป็นรูปใบโพธิ์ ขามีขนสีขาวคล้ายถุงเท้า กระทิงที่เพิ่งเกิดใหม่ลำตัวจะมีขนสีน้ำตาลอ่อน ต้องใช้เวลา 2-3 สัปดาห์เขาของกระทิงจึงจะงอกออก วิธีการสังเกตเพศกระทิงแบบง่ายๆ ให้ดูตรงที่วงเขาของกระทิงถ้าวงเขาใหญ่จะเป็นเพศผู้ และอีกวิธีหนึ่งก็คือสังเกตที่โหนกคอของกระทิงถ้าเป็นตัวผู้จะสั้นกว่าตัวเมีย โดยกระทิงจะอยู่รวมกันเป็นฝูงตามป่าดงดิบและป่าโปร่ง กินหญ้าและผลไม้ในป่า ช่วยกระจายเมล็ดพันธุ์ของพืชจากมูลกระทิง ปัจจุบันด้วยการคุกคามป่าอย่างไม่หยุด จึงทำให้กระทิงลดลงเป็นจำนวนมากจนหาดูได้ยาก แต่ที่เขาแผงม้ามีความอุดมสมบูรณ์ทางพรรณไม้มีผลไม้ซึ่งเป็นอาหารของกระทิงเป็นจำนวนมาก จึงทำให้พบเห็นกระทิงได้ง่าย ไม่เพียงเท่านั้นที่เขาแผงม้าแห่งนี้ก็ยังมีดินโป่ง อาหารเสริมซึ่งเป็นที่ต้องการของกระทิง และเหตุที่กระทิงต้องการอาหารเสริมก็เพราะโป่งมีสารอาหารจำพวกโซเดียมและอื่นๆ ที่กระทิงต้องการอยู่เป็นจำนวนมากอีกทั้งยังเป็นสารอาหารที่ช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงของกระดูกของสัตว์ พวกสัตว์กินพืชรวมทั้งกระทิงจึงนิยมมากินดินโป่ง ทำให้เราพบร่องรอยของสัตว์มากินดินโป่งรวมทั้งรอยสัตว์ที่มากินสัตว์ที่มากินดินโป่งอีกทีด้วย

โดยโป่งแบ่งออกเป็น 2 ประเภทด้วยกันคือ โป่งจากธรรมชาติและโป่งเทียม ถ้าโป่งที่เป็นธรรมชาติก็จะแยกออกเป็น 3 โป่งด้วยกันคือ โป่งน้ำ-อยู่บริเวณน้ำกร่อยผาด โป่งดิน-เกิดจากการทับถมซากพืชซากสัตว์จนเกิดสารอินทรีย์ที่ทำให้ดินเค็มและสุดท้ายคือโป่งร้าง โป่งไม่มีการใช้งานจนไม่มีความเค็มเหลืออยู่ ซึ่งบนเขาแผงม้านี้มีโป่งใหญ่ๆ ด้วยกัน 2 แห่งก็คือ โป่งต้นมะขามกับโป่งรักษ์กระทิง และเพื่อเป็นการร่วมอนุรักษ์กระทิงพวกเราจึงรวมกันทำโป่งเทียมขึ้น รวมทั้งสร้างแหล่งน้ำให้แก่กระทิงที่มากินดินโป่ง แม้ในวันนั้นแสงแดดจะแรงเพียงใดพวกเราก็ไม่ย่อท้อ ด้วยการร่วมแรงร่วมใจของเราทุกคนจึงทำให้การสร้างโป่งเทียมสำเร็จได้ เมื่อกิจกรรมในวันนี้เสร็จสิ้นลง และแล้วเวลาที่พวกเราทุกคนจะได้ลงพื้นที่เรียนรู้วิถีชีวิตชุมชนก็มาถึง ซึ่งชุมชนให้ที่ฉันได้ไปสำรวจก็คือ ชุมชนบ้านคลองทุเรียน หลังจากที่พวกเราได้นำสัมภาระมาเก็บที่สวนลุงโชคซึ่งเป็นสถานที่ค้างแรมในชุมชนแล้ว พวกเราก็ได้ไปลงสำรวจพื้นที่บ้านคลองทุเรียน ศึกษาสภาพความเป็นอยู่ของคนในชุมชนและจากการสำรวจในครั้งนี้เอง ก็ทำให้ฉันได้ความรู้อะไรเพิ่มชึ้นเกี่ยวกับวิถีชีวิตในชุมชน โรงเรียนเป็นสถานที่แรกที่ฉันได้ไปสำรวจโรงเรียนบ้านคลองทุเรียน มีนักเรียนทั้งสิ้น 107 คน มีแห่งเดียวในชุมชน เนื่องจากคนในชุมชนส่วนใหญ่คิดว่าการศึกษาเป็นเรื่องไม่สำคัญ จึงทำให้ชุมชนนี้มีเฉพาะโรงเรียนประถมเพียงเท่านั้น บางชั้นก็มีนักเรียนเพียงแค่ 2 คนก็มี หลังจากสำรวจโรงเรียนเสร็จฉันก็ได้ไปสัมภาษณ์ชาวบ้านคนหนึ่งที่อยู่ถัดออกไปจากโรงเรียน ชาวบ้านคนนั้นได้เล่าว่า เขาอยู่ที่นี้มาได้ 20 กว่าปีแล้วมีอาชีพทำไร่ ทำสวน ใช้น้ำประปาอุปโภค ส่วนน้ำฝนใช้บริโภค เมื่อฉันได้ไปสัมภาษณ์ชาวบ้านคนอื่นๆ ก็ทำให้ทราบว่า ชาวบ้านคนอื่นล้วนประกอบอาชีพและดำรงชีพในลักษณะที่คล้ายคลึงกันเกือบทั้งหมด ไม่เพียงเท่านั้นฉันยังได้ไปสำรวจแหล่งน้ำของที่นี้ ที่ใช้หล่อเลี้ยงชีวิตคนทั้งหมู่บ้าน พบว่าค่อนข้างสะอาดอยู่ในเกณฑ์ดี พอตกเย็นเราทุกคนก็ได้มาร่วมสรุปเกี่ยวกับการลงพื้นที่ที่สำรวจชุมชนในวันนี้ ข้อสรุปของการสำรวจชุมชนที่ได้ก็คือ ชุมชนนี้มีความเป็นอยู่ที่เรียบง่ายไม่ฟุ้งเฟ้อ แต่ด้วยการศึกษาน้อยจึงได้ทำให้เกิดการจัดการใช้ทรัพยากรธรรมชาติแบบผิดๆ อาทิเช่น การปลูกพืชชนิดเดียวกันซ้ำไปซ้ำมาจนทำให้ดินเสื่อมเร็ว และเมื่อดินเสื่อมก็จะพักดินไว้เฉยๆ ไม่ทำอันใด จึงเป็นการปล่อยพื้นที่ทิ้งไว้โดยไม่มีการใช้งานให้เกิดประโยชน์ ต่อมาเมื่อดินมีสภาพดีขึ้นชาวบ้านก็จะปลูกพืชไร่พืชสวนต่อ จากที่ฉันสังเกตุลักษณะผลผลิตของชาวบ้านแล้วรู้สึกว่า ชาวบ้านชุมชนบ้านคลองทุเรียนจะมีฝีมือในการปลูกพืชดี ฉันจึงได้ถามถึงเคล็ดลับและรสชาติของผลผลิต เชื่อไหมว่าชาวบ้านเหล่านี้ต่างตอบเป็นเสียงเดียวกันว่า พวกเขาไม่เคยได้ทานผลผลิตที่พวกเขาปลูกเลย สาเหตุไม่ใช่เพราะขายดีจนผลิตไม่ทันแต่เป็นเพราะพวกเขากลัวปุ๋ยเคมีที่เขาใส่ลงไปในพืชต่างหาก และเมื่อใส่ปุ๋ยลงในพืชมากๆ สารเคมีเหล่านี้ก็จะไหลลงแหล่งน้ำสะสมเป็นสารพิษที่ทำให้คนในชุมชนอายุสั้นลง

เมื่อเราสรุปกิจกรรมสำรวจชุมชนเรียบร้อยแล้ว ลุงโชคดีเจ้าของสวนลุงโชคผู้มีความรู้เกี่ยวกับชุมชนเป็นอย่างดี จึงได้กล่าวว่า "ชุมชนนี้ถึงจะมีธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์แต่เมื่อชาวบ้านรวมทั้งผู้นำชุมชน ไม่รู้จักการบริหารจัดการชุมชนที่ถูกต้องก็จะทำให้ธรรมชาติเหล่านี้หมดไปและถึงกาลอวสาน ฉะนั้นทุกคนในชุมชนจึงควรร่วมมือกันแก้ปัญหานี้โดยเร็วที่สุด"

ในวันต่อมาพวกเราทุกคนได้เดินศึกษาพื้นที่ที่มีการจัดการทรัพยากรธรรมชาติที่ถูกต้อง ซึ่งมีแห่งเดียวในชุมชนบ้านคลองทุเรียนนั่นก็คือ "สวนลุงโชค" นั่นเอง โดยสวนลุงโชคมีการบริหารจัดการพื้นที่ที่อาศัยทฤษฏีหลักปรัชญาเศรษฐกิจแบบพอเพียงในรูปแบบของเกษตรแบบยั่งยืน ซึ่งลุงโชคดีให้ความรู้เกี่ยวกับการทำเกษตรแบบยั่นยืนแก่พวกเราโดยละเอียดว่า เกษตรแบบยั่งยืนเป็นวิถีเกษตรที่ฟื้นฟูทรัพยากรและการดำรงรักษาไว้ ซึ่งความสมดุลของระบบนิเวศน์ สามารถผลิตอาหารที่มีคุณภาพได้อย่างเพียงพอตามความจำเป็นพื้นฐาน เพื่อคุณภาพที่ดีของชีวิตเกษตรกรและผู้บริโภคพึ่งพาตนเองได้ในทางเศรษฐกิจ รวมทั้งเอื้ออำนวยให้เกษตรกรและชุมชนในท้องถิ่นพัฒนาตนเองได้อย่างเป็นอิสระ ทั้งนี้เพื่อความผาสุขและความอยู่รอดของมวลมนุษย์ชาติโดยรวม รูปแบบเกษตรยั่งยืนมีด้วยกัน 5 รูปแบบก็คือ

  1. ปลูกพืชหมุนเวียนดำรงความหลากหลายทางชีวภาพ
  2. เกษตรผสมผสาน
  3. เกษตรธรรมชาติ (ไม่ไถไม่พรวน)
  4. เกษตรอินทรีย์
  5. เกษตรทฤษฎีใหม่

ลุงโชคยังเล่าให้พวกเราฟังอีกว่า แต่ก่อนลุงโชคเคยทำเกษตรแผนใหม่ที่มีเป้าหมายทางเศรษฐกิจเป็นหลักใหญ่ แต่ต่อมานานเข้าก็ไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร จึงหันมาใช้หลักเกษตรกรรมยั่นยืนโดยยึดหลัก 10 ประการของเกษตรยั่งยืนที่ใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นเข้ามามีบทบาทหลักในการพัฒนา ใช้ทรัพยากรภายในลดใช้ปัจจัยการผลิตภายนอกให้ความสำคัญในการฟื้นฟูดิน หลีกเลี่ยงสารเคมีใช้ประโยชน์ความหลากหลายทางธรรมชาติ ผลิตอาหารขึ้นมาเอง เคารพธรรมชาติ และเอื้ออำนวยต่อเกษตรกรด้วยกัน ซึ่งเป้าหมายที่สำคัญของเกษตรแบบยั่งยืนก็คือ การมีทรัพยากรแบบสังคมที่ดี ไม่เพียงเท่านั้นเกษตรยั่งยืนยังสนับสนุนให้ใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นมาเสริมสร้างอาชีพอีกด้วย จึงทำให้ลุงโชคประสบความสำเร็จที่อาศัยหลักเกษตรแบบยั่นยืน และก่อนจะกลับไปยังเขาแผงม้าลุงโชคก็ได้พาพวกเราไปเก็บผลไม้ปลอดสารพิษที่ลุงโชคปลูกเอง โดยลุงโชคไม่เคยขายผลผลิตให้ใครเลยเพราะลุงโชคมีความสุขที่ได้แจกจ่ายผลไม้ที่ท่านปลูกเองให้กับคนอื่นๆ ด้วยความสงสัยฉันจึงถามลุงโชคว่า ถ้าทำแบบนี้ไม่ขาดทุนหรือ ลุงโชคจึงยิ้มตอบฉันอย่างอารมณ์ดีว่า ลุงไม่เคยคิดว่าลุงขาดทุนเพราะ ลุงมีความสุขที่ได้แบ่งปันผลผลิตที่ลุงปลูกเองให้กันคนอื่น เวลาที่เขากินแล้วบอกว่าอร่อยนั้นแหละคือผลกำไรอันยิ่งใหญ่ที่ลุงได้รับ "สำหรับลุงแล้วคำว่าขาดทุนจึงไม่มีหรอกหลาน"

คำพูดของลุงจึงทำให้ฉันคิดว่า ลุงโชคควรค่าแก่การยกย่องที่จะเป็นผู้เสียสละและมีน้ำใจเพื่อส่วนรวมโดยแท้ สีหน้าของลุงโชคที่ยิ้มออกมาอย่างมีความสุขที่สุดนั้นคือ ผลที่ได้จากการใช้ชีวิตตามแนวเศรษฐกิจแบบพอเพียงที่เป็นหลักปรัชญาอันล้ำลึก ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวผู้ทรงห่วงใยประชาชนทุกหมู่เหล่า โดยไม่มีการแบ่งแยกชนชั้นเป็นปรัชญาที่ยึดหลักพอดี พอประมาณ และเกิดผลสำเร็จดั่งเช่นลุงโชค ฉันคิดว่าถ้าทุกคนรวมทั้งฉันปฎิบัติตามแบบเศรษฐกิจแบบพอเพียงก็จะประสบผลสำเร็จได้ดังเช่นลุงโชค เมื่อกิจกรรมสำรวจชุมชนจบสิ้นลงเราก็ได้กลับสู่ค่ายบนเขาแผงม้าอีกครั้ง ซึ่งในวันพรุ่งนี้ก็จะเป็นวันสุดท้ายแล้วที่เราจะได้ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันบนเขาแผงม้า พอวันรุ่งขึ้นก่อนจะเดินทางกลับพวกเราทุกคนได้ไปเที่ยวที่อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่มรดกโลกที่ล้ำค่าก่อนกลับกัน เมื่อใกล้จะเดินทางกับทุกคนก็ได้ให้คำมั่นสัญญาต่อขุนเขาแห่งนี้ว่า สักวันพวกเราจะกลับมาที่นี้อีกครั้งพร้อมกับประสบการณ์ในการทำงานปกป้องพิทักษ์ป่าและธรรมชาติมาเล่าสู่กันฟัง การเดินทางกลับหลังจากค่ายสิ้นสุดลงแม้จะเป็นแค่ระยะเวลาสั้นๆ เพียงเสี้ยวเวลาของชีวิต แต่ก็ดีใจที่เสี้ยวเวลาที่ล้ำค่า ฉันขอขอบคุณทุกคนที่ร่วมผจญภัยกันมาบนเส้นทางแห่งความฝันสายเดียวกันนี้

ประสบการณ์อันล้ำค่าที่มิอาจลืม

หลังจากที่ฉันได้ไปเข้าค่ายเพื่อปลูกจิตสำนึกในการรักป่า รักษ์ธรรมชาติทั้ง 2 ค่ายนี้ ทำให้ฉันได้เรียนรู้ถึงการดำรงชีพให้อยู่ได้แบบพอดี พอเพียง พึ่งพา และผูกพัน การเข้าค่ายในป่าอาศัยอยู่ร่วมกันกับธรรมชาติโดยมีท้องฟ้าเป็นหลังคา มีธาราคอยเป็นเพื่อน แม้การเข้าค่ายจะไม่สุขสบายเท่าไรนักแถมการดำรงชีพอยู่ในป่านั้นยังเป็นเรื่องที่ยากลำบากมาก จนบ้างครั้งก็ทำให้ฉันรู้สึกท้อแต่ฉันก็ยังมีกำลังใจรู้สึกสู้ต่อไป จากเพื่อนร่วมค่ายและเพื่อนอีกคนที่ชื่อว่า ป่า เบื้องหลังแห่งความพยายามทำให้ฉันได้มาซึ่งความสุขที่แท้จริงและยั่งยืน ความสุขที่จะไม่มีวันดับสลายไป ซึ่งความสุขนั่นก็คือการได้มีชีวิตอยู่ทามกลางธรรมชาติที่งดงามและมีแต่ให้ ความสุขที่ได้มีส่วนร่วมในการปกป้องพิทักษ์ป่าผู้เปรียบดั่งมิตรแท้ของฉัน ฉันต้องขอขอบคุณพี่ๆ เจ้าหน้าที่ทุกคนรวมทั้งเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ รวมค่ายที่ต่างเสียสละเพื่ออุดมการณ์เดียวกันโดยเฉพาะลุงตั๋น ลุงโชคและแม่ที่เป็นแรงบันดาลใจให้ฉันอนุรักษ์ป่าและต่อสู้เพื่อปกป้องธรรมชาติเหล่านี้ แม้การเข้าค่ายทั้งสองแห่งได้จบลงไปแล้วแต่คำมั่นสัญญาในการดูแลปกป้องป่าที่ฉันได้ให้ไว้มันพึ่งจะเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น...

ลมหายใจของฉัน คือความรักของป่า
ลมหายใจของป่า ก็คือความรักของฉัน
ฉันกับป่า มีลมหายใจเดียวกัน
ฉันกับป่า รวมเป็นหนึ่งเดียวกัน
พึ่งพาไม่แปรผัน ผูกพันยึดมั่น
เมื่อใดสิ้นป่า ก็ถึงคราฉันหมดลม

ชื่อ
:
นางสาวอธิจิต วาจาสุวิมล
วัน/เดือน/ปีเกิด
:
5 มีนาคม 2535
ที่อยู่
:
77/18 ซอยภูมิจิตร ถนนพระราม 4 แขวงพระโขนง เขตคลองเตย กรุงเทพฯ 10110
โทร 02 392 6899 มือถือ 089 773 2537
อีเมล์ : ninja-535@hotmail.com
การศึกษา   มัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนสายน้ำผึ้งในพระอุปถัมภ์

หน้าที่ >
3