ประเภทความเรียงเยาวชน

สมัยก่อนมีการลักลอบเข้าป่าเพื่อล่ากวางผากันมาก ทางอุทยานจึงได้จัดเจ้าหน้าที่หน่วยลาดตระเวณขึ้น เพื่อจับกุมผู้ลักลอบเข้ามาล่ากวางผาในป่าลุงตั๋นก็เป็นเจ้าหน้าที่หนึ่งในนั้น วันหนึ่งมีชาวบ้านแจ้งมาว่าได้มีกลุ่มนายพรานที่ลักลอบเข้าป่าเพื่อล่ากวางผา ลุงตั๋นที่ขณะนั้นเป็นหัวหน้าหน่วยลาดตระเวนจึงได้เดินทางไปยังจุดที่ชาวบ้านแจ้งไว้ ซึ่งเวลาในตอนนั้นมืดมากมองไม่เห็นอะไรเลย เพราะกวางผาจะกลับที่เวลาเช้ามืดและหลังอาทิตย์ตก นายพรานจึงมักจะเข้ามาล่ากวางผาเวลาหลังอาทิตย์ตก แม้การลาดตระเวนจะเป็นไปด้วยความยากลำบากต้องคลำทางและเดินกันเป็นแถว แต่สุดท้ายลุงตั๋นก็พบนายพรานที่มาล่ากวางผาตามที่ชาวบ้านบอก ลุงตั๋นพบพรานที่กำลังล่ากวางผาแม่ลูกอ่อนซึ่งในตอนนั้นเหลือแต่เพียงลูกกวางผาเท่านั้น ส่วนแม่ของกวางผาตัวนั้นได้สิ้นลมไปแล้วในขณะที่นายพรานคนนั้นกำลังจะยิงลูกกวางผา ลุงตั๋นก็เข้ามาช่วยลูกกวางผาได้ทัน และเข้าจับกุมนายพรานคนนั้นโดยไม่ทันระวังตัวทำให้ลุงตั๋นถูกนายทรานอีกคนยิงเข้าที่ตาข้างหนึ่ง แม้จะน่ายินดีที่ลูกกวางผาปลอดภัยแต่ความยินดีนี้ก็ต้องแลกมาด้วยตาดวงหนึ่งของชายผู้เสียสละ แม้เจ้าหน้าที่คนอื่นๆ จะบอกให้ลุงตั๋นพักผ่อน แต่ด้วยความรักในหน้าที่ทำให้ลุงตั๋นเลือกที่จะทำหน้าที่ปกป้องพิทักษ์ผืนป่าแห่งนี้ต่อไป โดยมิเคยท้อ การกระทำของลุงตั๋นแม้ใครหลายคนจะดูถูกว่าเป็นการกระทำของคนโง่ แต่ฉันว่าวีรบุรุษที่แท้จริงเกิดจากความเสียสละ ผู้ที่เสียสละอย่างลุงตั๋นจึงควรถูกยกย่องว่าเป็นวีรบุรุษผู้ควรแก่การยกย่องที่แท้จริง

ในค่ำคืนนั้นพวกเราทุกคนได้ลองสวมบทบาทเป็นเจ้าหน้าที่หน่วยลาดตระเวนคอยดักซุ่มพวกพรานที่ลักลอบเข้าป่า ซึ่งในตอนนั้นฉันต้องอยู่ตัวคนเดียวในป่านั่งฟังเสียงการเคลื่อนไหวรอบตัว อากาศในตอนนั้นหนาวมากจนฉันถึงกับปากสั่น รอบๆ ตัวฉันมีแต่เสียงน้ำกับเสียงแมลงฉันมองอะไรไม่เห็น ครั้งนี้มันทำให้ได้รับรู้ถึงอีกแง่มุมหนึ่งของป่า ในยามค่ำคืนที่ถึงดวงตะวันจะลับตาแล้วแต่เสียงของป่ายังมิเคยหลับไหล เมื่อเวลาผ่านไป 30 นาที พี่เจ้าหน้าที่จึงมารับพวกเราทุกคนไปเต้นท์ เวลาที่ผ่านไปแต่ละนาทีตอนที่นั่งลาดตระเวนมันช่างยาวนานนัก แต่เทียบกับพี่หน่วยลาดตระเวนที่ต้องนั่งอยู่อย่างนั้นเป็นวันๆ แล้วมันทำให้ฉันยกย่องในความเสียสละและอดทนของพี่ๆ เขา พี่เขาจะเลือกที่จะละเลยหน้าที่นี้ก็ได้เพราะการกระทำของพี่เขาไม่มีใครรู้ แต่พี่เขาก็ไม่ทำเช่นนั้น ยังคงปฏิบัติหน้าที่อย่างไม่เคยขาดตกบกพร่อง เมื่อค่ำคืนผ่านพ้นไปเช้าวันใหม่ก็มาถึง เช้าวันนี้รอบๆ ฉันเต็มไปด้วยต้นไม้ มีเสียงนกขับขานอย่างเช่นในฝันและวันนี้เองความฝันที่ฉันรอคอยมานานก็เป็นจริงเสียที มันทำให้ท้องฟ้าในวันนี้ช่างสดใสยิ่งนัก วันนี้พวกเราทุกคนเดินทางกลับจากค้างแรมในป่า ระหว่างทางกลับพวกพี่เจ้าหน้าที่ได้ปลูกจิตสำนึกในการรักและรักษ์ให้กับพวกเรา โดยพี่เขาพาเราไปยังป่าต้นน้ำผู้หล่อเลี้ยงชีวิตคนทั้งประเทศ

คนส่วนใหญ่มักจะถามว่าน้ำมาจากไหน น้ำมาจากต้นไม้บนยอดที่รากซึมน้ำออกมาแล้วไหลมารวมกัน ซึมผ่านลงมารวมตัวจากยอดเขาไหลลงมาเป็นแม่น้ำ ป่าต้นน้ำก็คือเขื่อนที่ใหญ่ที่สุดในโลกเป็นแหล่งกำเนิดของแม่น้ำ ซึ่งน้ำก็เกิดมาจากป่าถ้าไม่มีป่าก็ไม่มีน้ำ เมื่อป่าสมบูรณ์ก็จะมีแม่น้ำที่สะอาดและเพียงพอ ต่อจำนวนประชากรมนุษย์ที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เมื่อเราช่วยกันปลูกป่าก็เท่ากับช่วยกันเพิ่มป่าต้นน้ำอีกด้วย แต่เราจะทราบได้อย่างไรว่า แม่น้ำที่เราเห็นอยู่ในป่านั้นสะอาดขนาดไหน พี่เจ้าหน้าที่ จึงให้เราทุกคนสวมบทบาทเป็นนักสำรวจน้อยหาสิ่งมีชีวิตในน้ำ ซึ่งสิ่งมีชีวิตแต่ละตัวก็จะมีค่าดัชนีชี้วัดความสะอาดของน้ำ เพราะสิ่งมีชีวิตบางชนิดอาศัยอยู่ได้ในน้ำที่สะอาดเท่านั้น และผลสรุปจากการสำรวจก็คือแม่น้ำในป่าดิบเขาแห่งนี้อยู่ในระดับ 2 คือ น้ำค่อนข้างสะอาดถึงสะอาดก็เป็นอันว่าปลอดภัยในการดื่มกิน เมื่อพวกเราทุกคนสำรวจค่าความสะอาดของน้ำเสร็จ พี่เจ้าหน้าที่ก็ได้มีกิจกรรมต้นไม้เพื่อนรักให้เราทำ พี่ๆ ได้ให้พวกเราทุกคนปิดตาและพาไปยังต้นไม้คนละต้นที่เขาให้พวกเราใช้ประสาทสัมผัสดูว่าต้นไม้ของเราเป็นอย่างไร ในตอนที่ฉันได้สัมผัสต้นไม้เพื่อนรักของฉันนั้นถือได้ว่าเป็นครั้งแรกที่ฉันได้มีโอกาสใกล้ชิดอยู่กับต้นไม้อย่างนี้ แม้ฉันจะมองไม่เห็นว่าต้นไม้ที่ฉันสัมผัสอยู่นั้นรูปร่างเป็นอย่างไร แต่ฉันก็รู้สึกได้ถึงเสียงลมหายใจของเพื่อนคนนี้ เมื่อสัมผัสเสร็จพี่ก็ได้พาเรามารวมกันแล้วให้แกะผ้าปิดตาออกเพื่อไปหาต้นไม้เพื่อนรักของตน แม้การหาจะดูยากลำบากเพราะต้นไม้ทุกต้นในป่าเหมือนกันหมด แต่ทุกคนก็หาเพื่อนของตนเจอ ในตอนที่ฉันหาต้นไม้เพื่อนของฉันเจอนั้นมันทำให้ฉันนึกถึงคำพูดของแม่ที่ว่า "ต้นไม้ก็เปรียบเสมือนเพื่อนของแม่" ในตอนที่ฉันฟังครั้งแรกมันดูเป็นเรื่องที่น่าขำ แต่ตอนนี้มันทำให้ฉันเข้าใจในความรู้สึกของแม่ว่าต้นไม้เพื่อนรักมันเป็นเช่นไร เมื่อฉันได้พบเจอกับตัวเอง ฉันมีเพื่อนออกจะมากแต่ฉันก็ไม่เคยเจอเพื่อนคนไหนที่ให้ความอบอุ่นและสบายใจเท่ากับเพื่อนที่เป็นต้นไม้ต้นนี้เลย มันทำให้รู้สึกรักต้นไม้และหวงแหนมันยิ่งกว่าเดิม หลังจบกิจกรรมนี้พวกเราก็เดินทางกลับถึงค่าย ในวันต่อมาพวกเราทุกๆ คนก็ได้ร่วมกันทำฝายชะลอน้ำ (ฝายแม้ว/ฝายต้นน้ำลำธาร) อันเนื่องมาจากโครงการพระราชดำริในการฟื้นฟูสภาพป่าต้นน้ำลำธาร โดยบริเวณที่มีร่องน้ำ ร่องห้วยตามธรรมชาติให้สร้างฝายแม้วแบบชาวบ้านที่ใช้วัสดุที่หาได้ในท้องถิ่น เช่น หิน ไม้ไผ่ กั้นร่องน้ำ ร่องห้วยเพื่อชะลอการไหลของน้ำและช่วยดักตะกอนป้องกันการชะล้างของหน้าดิน ทำให้น้ำไหลช้าลงดินมีโอกาสซึมซับน้ำไว้ได้มากขึ้น ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการเจริญเติบโตของต้นไม้ในป่าได้ดีขึ้น

ประโยชน์ของฝายชะลอการไหลของน้ำนี้ เมื่อดักตะกอนได้ 2-3 ปี ตะกอนจะอุดฝายทำให้ฝายสามารถกักเก็บน้ำไว้ได้เมื่อมีน้ำขังก็สามารถระบายน้ำสู่ผืนป่าด้วยท่อไม้ไผ่ หรือให้ระบบคลองไส้ไก่ คูคลองก้างปลา เพื่อกระจายน้ำเข้าสู่ผืนป่าได้เป็นบริเวณกว้างมากขึ้นซึ่งพี่เจ้าหน้าที่ก็ได้อธิบายถึงลักษณะที่สำคัญของฝายแม้วไว้ดังนี้

  1. เป็นฝายตามภูมิปัญญาท้องถิ่น ชาวบ้านมีทักษะสามารถดำเนินการสร้างได้ด้วยตนเอง ไม่สิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายมาก เนื่องจากใช้วัสดุที่หาได้จากท้องถิ่นเป็นส่วนใหญ่

  2. มีลักษณะการดำเนินการบนพื้นฐานความรู้ของชาวบ้าน รูปแบบไม่ซับซ้อนจึงสามารถปฏิบัติได้อย่างรวดเร็วต่อเนื่อง และส่งเสริมการมีส่วนร่วมของชาวบ้านทุกคน และหลังจากที่พวกเราช่วยกันทำฝายชะลอน้ำแล้ว ในค่ำคืนของวันนี้พวกเราทุกคนได้ร่วมกันแสดงละครกองไฟเป็นแคมป์ไฟเชิงอนุรักษ์ โดยเรื่องราวของละครที่ใช้แสดงก็เกี่ยวกับทัศนคติของทุกคนในค่ายที่มีต่อป่า ถึงแม้การแสดงครั้งนี้จะออกมาไม่ถึงกับดีเลิศ แต่พวกเราทุกคนได้ร่วมแบ่งปันความคิดที่มีต่อธรรมชาติได้อย่างดีเยี่ยม เมื่อกองไฟที่เราได้สุมขึ้นเริ่มที่จะมอดดับลงการแสดงก็ดำเนินมาจนถึงตอนสุดท้าย เมื่อกองไฟดับลงการแสดงก็สิ้นสุดลงตามไป แต่พวกพี่ๆ ก็ได้จุดเทียนต่อๆ กันจนแสงเทียนสว่างไสวอยู่ในมือทุกคน ในครั้งนี้มันทำให้ฉันรู้สึกว่าแสงเทียนที่พี่ๆ ได้จุดต่อกันมาจากพี่ถึงน้องๆ เยาวชนอย่างพวกฉัน มันก็เปรียบได้กับอุดมการณ์ที่มีต่อป่าของพี่ๆ ได้ถ่ายทอดมายังพวกฉันเพื่อสืบทอดอุดมการณ์นี้แล้วส่งต่อไปยังคนอื่นต่อๆ ไป มันทำให้แสงเทียนที่อยู่ในมือของเราทุกคนจะไม่มีวันดับไป แต่แสงเทียนนั้นจะยังคงสว่างไสวได้ตลอดกาล เมื่อแสงเทียนถูกส่งต่อๆ ไปครบทุกคน พี่ก็ได้ทำพิธีรับขวัญพวกเรา ในคืนนั้นแม้กองไฟจะมอดดับลงไปนานแล้ว แต่กองไฟในใจของทุกคนก็ยังลุกโชติช่วงไปด้วยกองไฟแห่งความรักที่ทุกคน ได้ร่วมแบ่งปันความรักความอบอุ่นให้แก่กัน เกิดเป็นกองไฟที่ยังให้ความอุ่นในรักชั่วนิรันดร์

ในวันสุดท้ายของการเข้าค่ายเยาวชนเอ็กโกไทยรักษ์ป่า ณ อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ จังหวัดเชียงใหม่ พวกเราทุกๆ คนได้เปิดใจอำลาค่ายทุกคนได้บอกถึงความรู้สึกดีๆ ที่เราได้ร่วมกันทำมาจากนั้นก็ร่วมกันปลูกต้นไม้ให้กับธรรมชาติและก่อนที่จะกลบดินให้กับต้นไม้ พวกเราทุกคนก็ได้ฝังคำมั่นสัญญาว่าจะร่วมมือกันรักษาธรรมชาติเกี่ยวกับป่าที่เขียนลงในกระดาษ เพื่อให้ต้นไม้เติบโตไปพร้อมกับคำมั่นสัญญาของพวกเราทุกคนที่พร้อมจะคอยปกป้องต้นไม้ต้นนี้

ณ ห้องศูนย์รวมใจ ที่ทำการอุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ (กม.31) เยาวชนเอ็กโกทุกคนได้มารวมกัน ร่วมพิธีปิดและมอบเข็มเยาวชนเอ็กโกไทยรักษ์ป่ารุ่นที่ 23 เมื่อเข็มติดลงบนหน้าอกของเราทุกคนแล้ว ก็ถือได้ว่าพวกเราได้ผ่านการทดสอบฝึกฝนกำลังกายและใจให้พร้อม ที่จะเป็นผู้พิทักษ์ป่าและสิ่งแวดล้อมอย่างเต็มตัวแล้ว วันนี้คือวันสุดท้ายที่เราทุกคนเยาวชนเอ็กโกไทยรักษ์ป่าจะได้อยู่ร่วมกัน แม้การจากลาของพวกเราทุกคนจะเป็นเรื่องที่น่าเศร้า แต่ไม่มีงานเลี้ยงใดไม่เลิกลา ถึงจะจากกันไกลแต่ใจยังห่วงหายังคงจำวิถีที่พึ่งพา บนพื้นป่าดิบเขามองฟ้ายังนึกถึงพวกเรา เยาวชนไทยรักษ์ป่า คำมั่นสัญญาที่ให้ไว้ จะคงอยู่ไปตลอดกาล เมื่อกลับมาถึงบ้านฉันก็อดไม่ได้ที่จะนึกถึงความทรงจำดีๆ ที่พวกเราได้อยู่ร่วมกันบนดอยอินทนนท์ และก็ไม่ลืมคำมั่นสัญญาที่ได้ไว้ว่าจะร่วมมือกันพิทักษ์ป่าและสิ่งแวดล้อม แต่ฉันนึกถึงได้ไม่นาน เพราะอีกไม่กี่วันฉันก็จะได้หวนคืนสู่ป่าอีกครั้ง ถึงแม้ว่าครั้งนี้จะไม่เป็นป่าผืนเดิมก็ตาม...

สู่ห้องธรรมชาติค่ายเยาวชนกระทิงน้อย

ฉันเดินทางจากเมืองกรุงมุ่งสู่แผงม้า ระหว่างทางฉันก็ได้ทราบประวัติเเขาแผงม้าโดยย่อว่า เขาแผงม้าเป็นชื่อที่ชาวบ้านแถบอำเภอวังน้ำเขียว จังหวัดนครราชสีมา เรียกเทือกเขาแห่งหนึ่งซึ่งมีลักษณะคล้ายแผงคอม้า มีเนื้อที่ 5,000 ไร่ อาณาเขตเชื่อมต่อกับอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ เมื่อฉันเดินทางถึงเขาแผงม้าก็ร่วมพิธีเป็นค่าย ในวันแรกๆ ของค่ายนี้จะเป็นการทำความรู้จักสร้างความสัมพันธ์กันภายในค่าย ค่ำคืนในวันแรกมีการรับขวัญเยาวชนทุกคน พิธีนี้เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า บายศรี เป็นประเพณีในท้องถิ่นทางภาคอีสาน โดยจะให้ผู้อาวุโสท้องถิ่นมาผูกข้อมือรับขวัญเด็กๆ ที่มาเข้าค่ายเพื่อเป็นการคุ้มครองผู้ที่มาเยือนไม่ให้พบกับสิ่งชั่วร้าย ส่วนในวันที่สองพวกเราทุกคนในค่ายก็ได้เดินศึกษานกและกระทิงด้วยเท้าเปล่า ฉันได้พบกระทิงจำนวนมากถึง 19 ตัว ที่จุดชมวิว แม้อาจจะเห็นได้ในทางไกลๆ แต่มันก็ถือเป็นของขวัญต้อนรับการเข้าค่ายที่ดีมาก เพราะทั้งชีวิตฉันไม่เคยเห็นกระทิงตัวเป็นๆ มาก่อน และคิดว่ามันคือชนิดเดียวกับวัวด้วยซ้ำไป ในคืนของวันนั้นมีการบรรยายเกี่ยวกับประวัติของเขาแผงม้า ซึ่งครั้งหนึ่งเมื่อนานมาแล้ว

เขาแผงม้า เคยเป็นภูเขาที่มีความอุดมสมบูรณ์ทางธรรมชาติปกคลุมไปด้วยต้นไม้รกครึ้มและสัตว์ป่ามากมาย แต่ต่อมากลับถูกทำลายจนกลายสภาพเป็นภูเขาหัวโล้นเหลือเพียงหญ้าคาที่รกร้างและแห้งแล้งขึ้นปกคลุม ในทุกๆ ปีเมื่อถึงคราหน้าแล้งก็จะเกิดไฟป่าที่โหมกระหน่ำไหม้ท่วมเขาแผงม้าแห่งนี้ข้ามวันข้ามคืน ชาวบ้านจึงได้ขนานนามว่า "ภูเขาไฟ" จนกระทั่งวันหนึ่งด้วยความร่วมมือร่วมใจของชาวบ้านรอบๆ เขาแผงม้า ทำให้ภูเขาไฟแห่งนี้พลิกฟื้นคืนสภาพกลับสู่ความอุดมสมบูรณ์อีกครั้ง มีต้นไม้น้อยใหญ่งอกเงยปกคลุมและสัตว์ป่านานาชนิดก็หวนคืนกลับมา และแล้วนาม "ภูเขาไฟ" ก็เลือนหายไปในที่สุด นี่คือเรื่องราวที่กลายมาเป็นเรื่องเล่าเกี่ยวกับการพลิกพื้นสุดยิ่งใหญ่ของอดีตที่ผ่านมา ณ เขาแผงม้า อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา ภาพเขาแผงม้าที่พี่ได้นำมาให้ได้ดูเมื่อครั้งยังเป็นป่าที่มีความสมบูรณ์นั้น มันดูน่าอยู่มากแต่เมื่อต่อมาไม่นานด้วยการคุกคามของมนุษย์ก็ทำให้ทุกสิ่งหายวับไปกับตา แต่ก็ยังดีที่คนเหล่านั้นสามารถคิดได้ช่วยกันกอบกู้เขาลูกนี้ไว้ให้กลับมาเป็นเหมือนงดงามดั่งเดิม แม้จะต้องใช้เวลาเยียวยานานกว่า 10 ปีก็ตาม ในวันที่สามของการเข้าค่ายพวกเราทุกคนได้ศึกษาธรรมชาติบนเขาแผงม้าด้วยเท้าเปล่าอีกครั้งหนึ่ง ระหว่างทางพี่เจ้าหน้าที่ก็ได้ให้ความรู้เกี่ยวกับพระราชบัญญติคุ้มครองสัตว์ป่าและพรรณพืช (พ.ศ. 2535) ซึ่งที่เราควรให้ความสำคัญที่สุดคือ "สัตว์ป่าสงวน" ที่บัดนี้ใกล้จะสูญพันธุ์เต็มที่แล้ว จึงต้องออกกฎหมายห้ามผู้ใดล่าเด็ดขาด รองลงมาก็จะเป็นสัตว์คุ้มครอง ที่จะมีบทลงโทษไม่ร้ายแรงเท่ากับสัตว์สงวน ต่อมาเมื่อพวกเราสำรวจธรรมชาติเสร็จเรียบร้อยแล้ว ทุกคนก็ได้มารวมกันเพื่อร่วมกิจกรรมชุมชนในฝัน เพราะอีกไม่กี่วันพวกเราทุกคนจะได้มีโอกาสลงสำรวจชุมชนใช้ชีวิตร่วมกันกับชาวบ้าน กิจกรรมนี้จึงเป็นการเตรียมตัวที่ดีก่อนถึงวันลงชุมชนจริง โดยพวกเราทุกคนก็ได้ช่วยกันคิดและออกแบบชุมชนในฝันขึ้นมา เป็นชุมชนที่ประกอบไปด้วย บ้าน โรงเรียน ผู้นำชุมชน อาชีพ วัด สถานีอนามัย ประเพณี ตลาด แหล่งน้ำ ต้นไม้ ที่ทำกิน และป่า แต่ที่น่าแปลกคือไม่มีใครอยากได้โรงแรมหรือห้างสรรพสินค้าที่ใหญ่โตมาไว้ในชุมชุนของทุกคนเลย ทั้งที่คนส่วนใหญ่มักจะชอบและไขว่คว้าความสุขสบายจากสิ่งเหล่านี้ แต่ความสุขที่ได้มาจากสถานที่เหล่านี้ก็มักจะไม่ยั่งยืนเท่าไหร่นัก ทำให้ชุมชนในฝันที่ทุกคนวาดฝันไว้ แม้อาจจะไม่หรูหรานัก แต่ที่สำคัญคือ ชุมชนนี้สามารถให้ความสุขที่ยั่งยืนแก่ทุกคนในชุมชนได้ก็เพียงพอแล้ว เมื่อเสร็จจากกิจกรรมชุมชนในฝัน พวกเราทุกคนก็ได้ทำกิจกรรมศิลปะกับชีวิต เป็นการนำศิลปะมาผสมผสานธรรมชาติได้อย่างลงตัว พอตกดึกของวันนี้พวกเราทุกคนก็ได้ร่วมดูดาวบนท้องฟ้าที่สวยสดใสไม่แพ้บนดอยอินทนนท์ ระหว่างการดูดาวฉันก็ได้ฟังเรื่องราวที่เกี่ยวกับความเป็นมาของดาวหรือนิทานดวงดาวประกอบไปพร้อมกับการดูดาว บรรยากาศในตอนนั้นเต็มไปด้วยธรรมชาติที่สวยงามท่ามกลางแมกไม้และหมู่ดาวอันสว่างสดใส เป็นอีกครั้งหนึ่งที่ทำให้ฉันรู้สึกว่าธรรมชาติมิเคยมีพิษมีภัย มีแต่ให้กับให้ไม่เคยเสื่อมคลายและก่อนทุกคนจะได้แยกย้ายกันกลับเข้าที่พัก พี่ๆ เจ้าหน้าที่ก็ได้ให้พวกเรามาประชุมกันเพื่อนัดแนะทุกคนเตรียมตัวให้พร้อมกับกิจกรรมวันที่เหลือ เพราะหลังจากที่เราได้ทำความรู้จักและปฏิสัมพันธ์กันภายในค่ายและเรียนรู้เกี่ยวกับธรรมชาติภาคทฤษฎีในวันแรกๆ แล้ว หลังจากวันนี้จะเป็นไปพวกเราทุกคนก็จะได้ทำกิจกรรมในภาคปฏิบัติกัน และในวันแรกของการเรียนรู้ภาคปฏิบัติ ณ ห้องเรียนธรรมชาติเขาแผงม้า พวกเราทุกคนก็ได้เดินป่าศึกษาธรรมชาติ/พรรณไม้/สมุนไพรในส่วนพฤษศาสตร์ พร้อมทั้งเรียนรู้ตามฐานสิ่งแวดล้อมบนพื้นที่ป่าปลูกที่มีสภาพเป็นป่าชื้นสลับแล้ง มองดูรอบๆ อาจจะไม่ต่างอะไรไปจากป่าไม้ทั่วๆ ไป แต่จริงๆ แล้วที่แห่งนี้ก็มีความพิเศษที่ต่างไปจากป่าอื่นๆ อยู่ด้วนกันหลายอย่าง อาทิเช่น ที่อำเภอวังน้ำเขียวแห่งนี้เป็นพื้นที่ๆ มีชั้นบรรยากาศดีที่สุดติดอันดับ 7 ของโลก และยังเป็นที่พบกระทิงได้ง่ายที่สุดในประเทศ ไม่เพียงเท่านั้นฉันก็ยังได้รู้ถึงความเป็นมาอันยาวนานของเขาแผงม้า ซึ่งเรื่องราวก็มีความลึกซึ้งตั้งแต่สิ่งมีชีวิตเล็กๆ ที่เติบโตขึ้นจนทำให้เกิดป่าที่กว้างใหญ่ ต่อไปนี้ฉันจะพาทุกคนไปรู้จักกับสถานีธรรมชาติทั้ง 9 สถานีที่บอกเล่ารอยอดีตแห่งป่าแผงม้า

สู่สถานีที่ 1 (หญ้าคา) สังคมหญ้าคาผู้อยู่เคียงข้างเขาหัวโล้น หญ้าคาช่วยเกาะหน้าดิน เก็บกักตะกอน สร้างที่อยู่ เช่น เล้าไก่ รักษาโรคนิ่ว เมื่อเกิดมาได้ไม่นาน สาบเสือพืชสมานแผลก็ขึ้นมาแทนที่พร้อมกับต้นไม้อื่นๆ เช่น หญ้าแพรก ต้นตีนเป็ด ที่เกิดขึ้นเป็นสังคมธรรมชาติเล็กๆ

สถานีที่ 2 (กล้วยป่า) เมื่อมีหญ้าคาสาบเสือแล้วพืชที่เกิดขึ้นต่อมาก็คือกล้วยป่า กล้วยป่าสมาชิกที่สำคัญของป่าดิบขึ้นมีลักษณะต้นสูงใบหน้าลำต้นเรียวยาว มีผลขนาดเล็กกว่ากล้วยที่เราเห็นกันปกติ ส่วยประโยชน์ของกล้วยป่านั้นก็มีมากมายเหลือคณานับตั้งแต่ยอดจรดปลายกล้วย เช่น ใบที่ใช้ห่ออาหาร ปลีและหยวกไว้ทำอาหาร กาบนำมาทำเป็นเชือก เหย้านำมาทำเป็นยาย้อมผ้า ยางนำมาสมานแผล ผลเป็นอาหารของทั้งคนและสัตว์ โดยเฉพาะกระทิงแห่งนี้ รากสามารถทำเป็นยาขับปัสสาวะ ฯลฯ เมื่อพวกเราได้รู้ถึงประโยชน์ของกล้วยป่าแล้วคราวนี้ พี่ประจำฐานก็ได้เล่าประวัติเกี่ยวกับกล้วยป่า เพื่อเป็นเกร็ดความรู้เล็กๆ น้อยๆ อีกว่า กล้วยป่ามีถิ่นกำเนิดที่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แถบประเทศมาเลเซีย ปัจจุบันไทยมีกล้วยกว่า 120 ชนิด มีความเชื่อเกี่ยวกับกล้วยป่าว่า ถ้าปลูกกล้วยป่าคู่กับอ้อยจะทำให้ได้ลูกดก ทำอะไรง่ายขึ้น (เรื่องกล้วย) จึงทำให้กล้วยเป็นที่นิยมและพบเห็นได้ง่ายตามบ้านเรือน

สถานีที่ 3 (ระบบนิเวศป่าไม้) เมื่อสิ่งมีชีวิตทั้งหลายแห่งนี้ได้เติบโตและมีมากขึ้นจนเกิดเป็นป่า มีการพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกันจนก่อเกิดเป็นสังคมหนึ่งที่เรียกว่า ระบบนิเวศน์

สถานีที่ 4 (ตาน้ำ ป่าต้นน้ำ ลำธาร) เป็นที่ทราบแน่นอนว่าเมื่อมีป่าก็จะเกิดตาน้ำ ป่าต้นน้ำ ซึ่งป่าต้นน้ำเกิดจากฝนที่ตกลงมาบนป่าแล้ว ต้นไม้ได้เก็บกักน้ำไว้เมื่อเต็มแล้วก็คายน้ำไหลผ่านรากทีละนิดๆ จนกลายเป็นตาน้ำ เมื่อหลายตาน้ำหลายๆ ตามารวมกันก็จะกลายเป็นสายน้ำขนาดใหญ่ที่ไหลไปหล่อเลี้ยงผู้คนทั้งหลายเพื่อให้เพียงพอต่อความต้องการ

สถานีที่ 5 (เฟิร์น) เฟิร์นพืชดึกดำบรรพ์ที่ชี้วัดความชุ่มชื้นของป่า เนื่องจากสังคมเฟิร์นเกิดง่าย แต่อยู่ได้ยากเกิดเฉพาะในที่ๆ มีอหุณหภูมิพอเหมาะความชื้นพอดีไม่แห้งหรือร้อนไป ต้องการเฉพาะแสงแดดรำไรเท่านั้น เฟิร์นจึงเป็นเครื่องชี้วัดความชุ่มชื้นความอุดมสมบูรณ์ของป่าได้เป็นอย่างดี บนเขาแผงม้านี้ก็พบเฟิร์นได้ง่ายจึงบ่งชี้ได้ว่าป่าแห่งนี้มีความชุ่มชื้นและอุดมสมบูรณ์ดี

หน้าที่ >
2