ประเภทความเรียงเยาวชน

การพึ่งพาที่ยั่งยืน
โดยนางสาวอธิจิต วาจาสุวิมล

"อรุณรุ่งขึ้นจากขอบฟ้า ท้องนภาแรกแย้มฉายสีทอง เสียงวิหคกู่ร้องก้องพงไพร ต้อนรับวันใหม่ด้วยกลิ่นพฤกษานานา แสงแดดส่องสู่ทุ่งหญ้าสะท้อนเข้าตา พร้อมสายลมโชยโบกพัดพา ปลุกฉันตื่นมาอย่างสดใส รอบๆ รายล้อมไปด้วยผืนป่าที่กว้างใหญ่ ไม่มีพิษไม่มีภัยมีแต่ให้และก็ให้คงอยู่ไปเยี่ยงมิตรไมตรี"

จากข้อความที่ฉันได้กล่าวมาข้างต้นนี้คือความฝันที่ฉันมักจะนึกถึงในทุกๆ เช้า ความฝันไม่เคยที่จะเป็นจริงเสียทีหรือว่ามันจะเป็นได้เพียงแค่ความฝันลมๆ แล้งๆ ที่จะจางหายไปในทุกๆ เช้าพร้อมกับเสียงนาฬิกาปลุกที่ปลุกฉันขึ้นมาให้พร้อมรับกับสภาพความจริง ความจริงอันต่างกับความฝันราวฟ้ากับดิน แต่กระนั้นฉันก็ต้องลุกขึ้นมาเผชิญหน้าและต่อสู่กับมัน ถึงบ้านฉันจะอยู่ในเมืองกรุงที่ไร้ป่าไม้ และเต็มไปด้วยมลภาวะที่เป็นพิษ แต่แม่ของฉันก็ขยันที่จะปลูกต้นไม้ที่ท่านรัก ฉันต้องขอบคุณแม่ที่ท่านรักในการปลูกต้นไม้ ถึงสถานที่บริเวณบ้านจะไม่เอื้ออำนวยสักเท่าไรแต่ท่านก็พยายามหาต้นไม้บางชนิดที่ไม่กินเนื้อที่มากนักมาปลูก ยอมลดเนื้อที่บ้านบางส่วนเพื่อปลูกต้นไม้หมั่นรดน้ำพรวนดินและใส่ปุ๋ยตลอดเวลา ทำให้รอบๆ บริเวณบ้านฉันจะรู้สึกเย็นสบายมาก แต่ก็มีเรื่องบางเรื่องที่ฉันไม่ค่อยเข้าใจเกี่ยวกับการกระทำของแม่ตรงที่ท่านดูแลต้นไม้ดีเกินไป ไม่เว้นแม้แต่ต้นไม้ของคนอื่นที่ปลูกแล้วไม่เอาใจใส่ ทีแรกฉันก็ดีใจที่เขาปลูกต้นไม้กันเพราะเมื่อก่อนไม่มีใครยอมปลูกต้นไม้สักต้นเลย มองไปก็เห็นแต่ห้องสี่เหลี่ยมเต็มไปหมด เมื่อตอนปลูกใหม่ๆ พวกเขาก็เห่อดูแลอย่างดีคอยรดน้ำพรวดดินทุกวัน ต่อมาพอนานเข้าก็รดบ้างไม่รดบ้างและทิ้งให้ต้นไม้ให้เป็นโรค แถมยังทำให้ต้นไม้ของแม่ฉันพลอยติดโรคไปด้วย แต่ฉันก็ไม่เคยเห็นแม่บ่นหรือโกรธอะไรกลับตั้งหน้าตั้งตาดูแลต้นไม้ของแม่และของคนอื่นอย่างดีจนหายโรค และตั้งแต่นั้นมาแม่ก็คอยดูแลต้นไม้ของแม่แล้วก็ของคนอื่นๆ ที่ปลูกแล้วไม่ดูแล มันไม่ใช่ต้นไม้แค่เพียงต้นสองต้นแต่เป็นต้นไม้ที่ปลูกเกือบทั้งซอย ทุกวันฉันจะเห็นแม่รดน้ำต้นไม้ที่บ้านและก็รดไปเรื่อยๆ ตั้งแต่หัวซอย พอฉันมองอีกทีแม่ก็รดไปถึงท้ายซอยโน่นแล้ว ฉันเคยถามแม่ว่าทำไมแม่ถึงต้องคอยรดน้ำดูแลต้นไม้ให้คนอื่นด้วย ในเมื่อเขาไม่ใส่ใจต้นไม้เขาเราจะไปสนใจทำไม พอฉันพูดประโยคนี้จบแม่ก็เงียบไปพักหนึ่งแล้วจึงยิ้มตอบฉันอย่างใจเย็นว่า "สาเหตุที่ทำให้แม่ทำเช่นนี้ก็เพราะ ต้นไม้ก็เปรียบเสมือนเพื่อนของเรา คอยให้สิ่งดีๆ แก่เรา ทั้งร่มเงา อากาศ อาหาร ยารักษา ที่อยู่อาศัยและอื่นๆ อีกมากมาย เวลาเราเหนื่อยกายใจเพื่อนคนนี้จะช่วยปัดเป่าให้หายด้วยไออุ่น แต่พอเพื่อนที่ดีของเราป่วยไม่ว่าเขาจะอยู่ที่ไหนจะเป็นของใคร ต้นไม้ก็ยังคงเป็นต้นไม้ยังคงเป็นเพื่อนที่ดีของแม่อยู่ดี แม่อยู่กับต้นไม้มาตั้งแต่เกิดไม่เคยเห็นเขาทำร้ายอะไรแม่ พอตอนนี้เขาถูกใครทำร้ายแม่จะไม่ช่วยได้หรือ แม้แม่จะไม่สามารถบอกหรือสั่งให้ใครรักต้นไม้ได้ แต่ถ้าจะให้เราไปบังคับเขามันก็จะเป็นการป่วยการเปล่าๆ สู้เราทำเองไม่ดีกว่าหรือ ถึงแม้มันจะเหนื่อยหน่อยแต่ขอเพียงให้แม่ได้พักเหนื่อยภายใต้ร่มเงาของเพื่อนคนนี้เพียงสักนิด สูดอากาศที่บริสุทธิ์อีกหน่อยมันก็ทำให้แม่รู้สึกได้ถึงกำลังใจจากเพื่อนของแม่ที่ส่งมาผ่านทางสายลม จนทำให้แม่หายเหนื่อยมีแรงพร้อมที่จะทำงานต่อไป มันก็เหมือนเป็นการดูแลแลกเปลี่ยนซึ่งกันและกัน เมื่อต้นไม้ดูแลแม่ แม่ก็ดูแลต้นไม้ตอบ จะให้แม่ต้องทนเห็นเพื่อนของแม่ต้องตายไปต่อหน้าโดยไม่ช่วยอะไรเลยแม่ทนไม่ได้หรอก" ถึงแม้ฉันจะไม่ค่อยเข้าใจความหมายที่แม่พูดเท่าไรนัก แต่เมื่อฟังจากน้ำเสียงของแม่แล้วมันช่างเต็มเปี่ยมไปด้วยความสุขเสียจริงๆ ฉันหวังว่าคงจะมีสักวันหนึ่งที่ฉันจะเข้าใจในความคิดของแม่อย่างถ่องแท้

สู่จุดเริ่มต้นของความฝัน

หลายวันต่อมาฉันก็เหลือบไปเห็นป้ายโฆษณาเชิญชวนเยาวชนอายุระหว่าง 12-15 ปี เขียนเรียงความ หรือ วาดภาพส่งเข้าคัดเลือกเยาวชนไปออกค่ายธรรมชาติที่ เขาแผงม้า อำเภอวังน้ำเขียว จังหวัดนครราชสีมา โดยเป็นการร่วมมือกันระหว่างมูลนิธิคุ้มครองสัตว์ป่าและพืชพรรณฯ กับมูลนิธิเด็กตัวเล็กที่จัดขึ้นเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้เกี่ยวกับธรรมชาติให้แก่เด็กและเยาวชน รวมทั้งเสริมสร้างจิตสำนึกให้ตระหนักถึงคุณค่าของธรรมชาติกับสิ่งแวดล้อม ที่สำคัญมีกิจกรรมเดินป่าศึกษาระบบนิเวศน์ ซึ่งแต่ละกิจกรรมที่กล่าวมาฉันล้วนสนใจยิ่งและคิดว่านี่คงจะเป็นโอกาสดี ที่จะทำให้ฉันได้ลองลิ้มสัมผัสกลิ่นอายของธรรมชาติมากขึ้น โดยหัวข้อที่ใช้ในการคัดเลือกคือ "ปัญหาสิ่งแวดล้อมและธรรมชาติในท้องถิ่นบ้านฉัน" ฉันตัดสินใจเขียนเรียงความเข้าคัดเลือก สำหรับฉันแล้วชีวิตชาวกรุงที่เต็มไปด้วยความศิวิไลดั่งสวรรค์บนดินเช่นนี้ ฟังดูคงจะน่าอยู่แต่ถ้าได้ลองสัมผัสสักนิดก็คงจะรู้สึกได้ถึง สิ่งแวดล้อมที่เป็นพิษรายล้อมอยู่รอบตัวทุกคน รวมทั้งฉันด้วย ไม่ว่าดิน หิน ฟ้า น้ำ อากาศ ทุกสิ่งล้วนเจือปนไปด้วยสารพิษที่ถูกสรรค์สร้างพร้อมกับความเจริญของเมืองนี้เมืองที่ได้ชื่อว่า เมืองหลวงของประเทศและจึงเป็นปัญหาสิ่งแวดล้อมและธรรมชาติในท้องถิ่นบ้านฉัน ปัญหาที่ฉันก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเมื่อไหร่ปัญหานี้มันจะพบทางออกและสิ้นสุดเสียที เมื่อส่งเรียงความเสร็จ...ในหลายวันต่อมาระหว่างพักกลางวันในโรงเรียน ฉันก็เหลือบไปเห็นข้อความเชิญชวนเยาวชนอายุระหว่าง 14-18 ปี ส่งเรียงความเข้าคัดเลือกเพื่อไปออกค่ายเยาวชนเอ็กโกไทยรักษ์ป่า ณ อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเป็นการร่วมมือกันระหว่างอุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ร่วมกับเอ็กโก บริษัทผลิตไฟฟ้าจำกัด (มหาชน) แต่ค่ายนี้จะเน้นหลักในเรื่องการสานสัมพันธ์กับธรรมชาติโดยให้พักอยู่ในพื้นที่ป่าจริงๆ เป็นพื้นที่ที่ไม่เปิดให้คนนอกเข้าจึงจัดเป็นที่ๆ ได้ชื่อว่าอุดมสมบูรณ์ทางธรรมชาติค่อนข้างมาก โดยหัวข้อในการคัดเลือกก็คือ "ป่ากับฉันเราจะอยู่ร่วมกันอย่างยั่งยืนได้อย่างไร" ทีแรกฉันก็ไม่แน่ใจว่าจะส่งทัน เพราะฉันนึกไม่ออกว่าคนและป่าจะอยู่อย่างไรให้ยั่งยืนได้ พอฉันมองไปที่ต้นไม้ของแม่ฉันก็นึกออกว่า ป่าและฉันจะอยู่อย่างยั่งยืนได้ถ้าเราเป็นเพื่อนกันไม่ว่าจะเวลาจะผ่านไป 10 ปี หรือ 20 ปี ถึง 100 ปี มิตรภาพของฉันกันเพื่อนที่ชื่อว่า "ป่า" นี้ก็จะคงอย่างอยู่ยั่งยืนไปตลอดกาล เมื่อฉันส่งเรียงความเรียบร้อยแล้วไม่นานนักฉันก็ได้รับแจ้งจากบริษัทเอ็กโกว่า ฉันผ่านการคัดเลือกให้ไปเข้าค่ายที่ดอยอินทนนท์ ฉันรู้สึกดีใจยิ่งนักที่จะมีโอกาศได้สัมผัสกับไอธรรมชาติซึ่งเป็นอะไรที่ตื่นเต้นมาก แต่มันจะตื่นเต้นยิ่งกว่าเมื่อฉันได้รับจดหมายแจ้งผู้ปกครองส่งมาเรื่อง การไปออกค่ายเยาวชนกระทิงน้อยที่เขาแผงม้า จังหวัดนครราชสีมา มันทำให้ฉันภูมิใจอย่างบอกไม่ถูกเมื่อรู้ว่า ฉันจะได้ไปเยือนผืนป่าถึง 2 หน 2 แห่ง ในเวลาไล่เลี่ยกันถึงจะเข้าค่ายเป็นเวลานาน แต่พ่อกับแม่ท่านก็สนับสนุนให้ไปค้นคว้าหาประสบการณ์ชีวิตเพิ่ม เมื่อส่งใบตอบรับเสร็จฉันก็รอให้ถึงวันที่จะไปออกค่ายและแล้ววันที่ฉันเฝ้ารอก็มาถึง

ค่ายเอ็กโกเยาวชนไทยรักษ์ป่า

เวลา 16:00 น. ณ ชานชลารถไฟหัวลำโพง บนรถไฟสายด่วนพิเศษกรุงเทพฯ-เชียงใหม่ เมื่อฉันย่างเท้าขึ้นรถไฟไม่นานนักรถไฟก็ค่อยๆ เคลื่อนตัวอย่างช้าๆ จนรถไฟออกจากชานชาลาไปในที่สุด บนรถไฟฉันพบเพื่อนที่ร่วมเดินทางไปค่ายกับฉันอยู่กันเต็มไปหมดต่างก็ทำความรู้จักกัน รุ่งเช้าเราก็ถึงจุดหมายนั่นก็คือสถานีรถไฟเชียงใหม่ เมื่อลงจากรถไฟฉันก็นั่งรถจากในเมืองขึ้นต่อไปยังอุทยาน แม้ระหว่างทางไปยังมีหมอกควันพิษที่ทำให้แสบตาอยู่บ้าง แต่เมื่อเริ่มออกนอกเมืองเข้าเขตอุทยาน ซึ่งอยู่บนดอยอินทนนท์อากาศก็เริ่มดีขึ้นเรื่อยๆ เมื่อถึงค่ายพี่ๆ ทีมงานก็พาเราไปทำพิธีเปิดค่ายที่ผาหินตั้งและที่แห่งนี้ฉันได้สัมผัสกับไออุ่นจากดินนุ่มๆ ที่ไม่ใช่ปูนเหมือนในเมือง เมื่อเปิดค่ายเสร็จพวกเราก็แบ่งกลุ่มทำอาหารและสร้างที่พัก โดยมีเจ้าหน้าที่ทางอุทยานเป็นพี่เลี้ยงคอยดูแลกลุ่มย่อยต่างๆ และพี่เลี้ยงกลุ่มฉันก็ได้บอกกับทุกคนในกลุ่มให้สามัคคีกัน ช่วยเหลือกันจะไม่ทอดทิ้งใครคนใดคนหนึ่งไป แม้ว่าคนที่มาอยู่ร่วมกันในค่ายนี้จะมาจากหลายแห่งหน แต่ ณ เวลานี้ขอให้พวกเราได้รวมใจกันให้เป็นหนึ่งเดียว พวกเราทุกคนร่วมกันประกอบอาหารโดยไม่ใช้เครื่องอำนวยความสะดวกทุกชนิด แม้จะยากลำบากอยู่บ้างใช้เพียงแต่เศษไม้ใบไม้แห้งที่หากได้จากธรรมชาติ แต่ด้วย 2 มือของเราทุกคนที่ช่วยกัน ก็สามารถทำให้การประกอบอาหารไม่ใช่เรื่องที่หนักเกินไปสำหรับทุกคนเลย ในคืนแรกของการออกค่ายได้มีการบรรยายถึงอุทยานแห่งชาติดอยอินนนท์ยอดดอยที่สูงที่สุดในประเทศไทย มีความสูงถึง 2,565.3341 เมตร จากระดับน้ำทะเลปานกลาง มีเนื้อที่ทั้งหมด 301,500 ไร่ เป็นแนวเทือกเขาสลับซับซ้อนสืบเนื่องมาจากเทือกเขาหิมาลัย เนื่องจากมีความสูงจากพื้นดินค่อนข้างมากทำให้มีความหลากหลายทางธรรมชาติ มีชนิดป่ามากมาย ทั้งป่าเต็งรัง ป่าเบญพรรณ ป่าสนเขา ป่าดิบเขา โดยเฉพาะป่าดิบเขาที่นับเป็นธรรมชาติที่โดดเด่นที่สุด เป็นที่ๆ พบสังคมพืชกึ่งอัลไพน์ที่หาดูได้ยากในเมืองไทย ดอยอินทนนท์เปรียบเสมือนเกาะของป่าเมืองหนาว ท่ามกลางทะเลป่าเขตร้อนพืชและสัตว์หลายชนิดได้มีวิวัฒนาการจนแตกต่างจากบรรพบุรุษ และกลายเป็นชนิดใหม่ที่ไม่พบเห็นในที่อื่นของโลก จึงได้มีพืชหลายชนิดที่พบได้เพียงที่ดอยอินทนนท์แห่งนี้แห่งเดียว เช่น บัวทอง เทียนคำ รองเท้านารีอินทนนท์ หลังจากนั้นพวกเราก็ได้รับการแนะนำการดูนกเบื้องต้นเพื่อเตรียมตัวดูนกในวันรุ่งขึ้น โดยที่ดอยอินทนนท์แห่งนี้นั้นเป็นที่อาศัยของนกกว่า 385 ชนิด และบางชนิดก็พบได้เพียงที่นี่แห่งเดียวเท่านั้น นั่นก็คือ นกกินปลีหางยาวเขียว ซึ่งอาศัยอยู่เป็นจำนวนมากที่เทือกเขาหิมาลัยประเทศเนปาล และได้แพร่กระจายพันธุ์มาถึงดอยอินทนนท์เมื่อหลายหมื่นปีก่อน ได้ปรับตัวจนมีสีสันที่แตกต่างไปจากที่เนปาล คือนกกินปลีหางยาวเขียวชนิดย่อยดอยอ่างกา จนนับได้ว่าเป็นชนิดที่ไม่เหมือนใครในโลก ส่วนในการดูนกเบื้องต้นนั้นมีหลักสำคัญที่สุดก็คือ เราต้องพยายายทำตัวให้กลมกลืนกับธรรมชาติให้มากที่สุดเพื่อนกจะได้ไม่แตกตื่น เมื่อการบรรยายทั้งหลายจบสิ้นลง ทุกๆ คนก็แยกย้ายกันไปนอนฉันนอนหลับพร้อมกับตื่นเต้นที่ในวันพรุ่งนี้จะได้ดูนกและเดินป่าแล้ว รุ่งเช้าแสงแดดที่สาดส่องมา ปลุกฉันตื่นมาด้วยอากาศที่สดชื่น ในเช้านี้พี่ทางอุทยานได้นำกล้องตาเดียวมาให้พวกฉันได้ส่องนกกัน ฉันส่องเห็นนกกินปลี นกกระจิ๊ด ที่ตัวมีสีสันสดใสสวยงามแบบที่ฉันไม่เคยเห็นที่ไหนมาก่อน ทำให้นกกระจอกบ้านฉันตกอันดับไปเลยทีเดียว จากนั้นไม่นานพี่ๆ ประจำกลุ่มเรียกรวมทุกๆ คนช่วยกันเตรียมสัมภาระเพื่อที่จะใช้ในการเดินป่า ทุกคนช่วยกันเตรียมข้าวห่อไปกินในป่าแบ่งกันขนของที่จำเป็นคนละไม้คนละมือ เมื่อพวกเราเตรียมพร้อมแล้วพี่ๆ ก็เรียกประชุมเพื่อเตรียมความพร้อมอีกขั้นหนึ่ง พี่ๆ อธิบายเส้นทางการเดินป่าในวันนี้ให้พวกเราฟังอย่างคร่าวๆ ซึ่งจุดหมายปลายทางของวันนี้ก็คือยอดสุดดอยอินทนนท์ และระหว่างทางเราก็จะต้องหากับข้าวป่ากินกันเองเพื่อเป็นการฝึกดำรงชีวิตในป่า และในที่สุดทุกคนได้ออกเดินทางเพื่อศึกษาธรรมชาติในวันนี้แล้ว แม้ระหว่างทางตอนยังไม่เข้าป่าแสงแดดจะร้อนจัดแต่เมื่อก้าวเข้าสู่ป่าแล้วแสงอาทิตย์ก็สาดส่องเพียงรำไร มีแต่พรรณไม้ที่ปกคลุมให้ความเย็นสบายเพียงเท่านั้น ในวันนี้กลุ่มฉันจะทำกับข้าวที่เรียกว่าแกงหยวก (กล้วย) กัน โดยมีพี่ทางอุทยานเป็นผู้นำในการหาหยวกกล้วย พอเดินเข้าไปหาในป่าได้ไม่นานพวกเราก็พบกล้วยที่โตพอจะนำเอาหยวกมาทำเป็นกับข้าวกลางวันได้ พี่ทางอุทยานจึงสอนกรรมวิธีปอกเปลือกกล้วยจนพบหยวกขาวนวลน่ากิน เมื่อได้หยวกกล้วยแล้วพวกเราก็เดินทางต่อเพื่อไปยังจุดหมายที่นัดรวมกันไว้ ระหว่างเดินทางฉันพบความมหัศจรรย์ของธรรมชาติที่สรรค์สร้างขึ้นมามากมาย ไม่ว่าจะเป็น

ป่าเมฆ ที่ด้วยความสูงค่อนข้างมากจากระดับน้ำทะเลทำให้เมฆจะลอยตัวในระดับต่ำ สามารถมองเห็นเมฆได้ในที่สูง และยังเป็นที่กักเก็บน้ำที่สูงของประเทศ

น้ำตกรังสมเด็จ น้ำที่ใสสะอาดตลอดทั้งปีไหลมาจากยอดดอย เสียงน้ำตกอันชวนฟังทำให้พวกเราทุกคนมีความกระชุ่มกระชวยหายเหนื่อย และเมื่อใกล้ถึงยอดดอยพวกเราทุกคนก็ได้พบกับ

กุหลาบพันปี ที่หาดูยากในประเทศไทยเนื่องจากมันจะขึ้นอยู่บนที่สูงเท่านั้น ไม่เพียงแค่นี้ระหว่างทางฉันยังพบร่องรอยของสัตว์ป่าอีกด้วย เช่น รอยเล็บหมี มูลนก มูกกวางผา โดยเฉพาะร่องรอยของกวางผาสัตว์ป่าสงวนที่ปัจจุบันมีจำนวนลดลงมาก เนื่องจากสภาพแวดล้อมและสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลง เช่น ไฟป่า การบุกรุกพื้นที่ป่าไม้ การล่าสัตว์ การขยายตัวของชุมชน ตลอดจนการก่อสร้างขนาดมหึมาที่ปิดล้อมพื้นที่อยู่อาศัยของสัตว์ ซึ่งล้วนแต่เกิดจากน้ำมือของมนุษย์ทั้งสิ้น จนกระทั่งสัตว์เหล่านี้เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ แต่เมื่อต่อมาทุกคนร่วมมือกันฟื้นฟูสภาพธรรมชาติอย่างจริงจัง จริงใจและถูกวิธี ธรรมชาติก็กลับคืนมาเหมือนดั่งกวางผาที่หวนกลับมายังผืนป่าแห่งนี้อีกครั้ง พวกฉันเดินทางกันร่วม 5 ชม. สุดท้ายก็ถึงจุดนัดพบทานอาหารกลางวัน (กับแกงหยวก) กัน ต่อมาเราก็เดินทางต่อจนถึงจุดหมายนั่นก็คือ จุดสูงสุดในสยามยอดดอยอินทนนท์ ทุกคนต่างถ่ายรูปเป็นที่ระลึกต่อความภาคภูมิใจนี้ก่อนเดินทางกลับ เมื่อพลบค่ำหลังจากฉันประกอบการกิจส่วนตัวเสร็จเรียบร้อยแล้ว พี่ๆ ก็ได้เรียกรวมเพื่อฟังบรรยายประกอบสไลด์เกี่ยวกับดาราศาสตร์เมื่อฟังบรรยายเสร็จก็ฝึกภาคปฎิบัติในการดูดาว ค่ำคืนของวันนั้นทุกสิ่งรอบตัวฉันล้วนมืดสนิทจะมีก็แต่แสงจันทร์และแสงดาวที่สาดส่องอยู่เกลื่อนฟ้า คอยให้ความสว่างในยามดึกดวงดาวมากมายนับไม่ถ้วนที่สุกสกาวสว่างใสในค่ำคืนนี้มันช่างต่างกับท้องฟ้าที่ฉันคุ้นเคย มันสวยงามเกินกว่าที่ฉันจะเชื่อได้ว่าเป็นที่ท้องฟ้าผืนเดียวกันกับที่ฉันเคยเห็นมาในชีวิต บนโลกนี้มีดวงดาวนับล้านดวงที่สามารถบอกอะไรเราได้หลายอย่างไม่ว่าจะเป็นทิศทาง ฤดู เวลาหรือแม้กระทั่งชะตาชีวิต ในคืนนั้นฉันได้รู้จักกลุ่มดาวที่เป็นประโยชน์ต่อชีวิตประจำวันมากมายทั้งกลุ่มดาวหมีใหญ่ กลุ่มดาวนายพราน กลุ่มดาวค้างคาว กลุ่มดาวสามเหลี่ยมฤดูหนาว กลุ่มดาวจักรราศีและดาวดวงอื่นอีกหลากหลาย วันรุ่งขึ้นทุกๆ คนในค่ายต่างช่วยกันเตรียมข้าวของสำหรับค้างแรมในป่า เมื่อเสร็จเรียบร้อยแล้วจึงมารวมกลุ่มนัดแนะเส้นทางเดินป่ากัน วันนี้ฉันตื่นเต้นอย่างบอกไม่ถูกที่จะได้ไปค้างแรมในป่า ธรรมชาติที่ฉันจะได้พบต่อจากนี้มันต้องงดงามมากกว่าที่ไหนๆ เป็นแน่ และเมื่อฉันได้ลองสัมผัสพื้นที่จริงมันก็เป็นจริงอย่างที่ฉันคิดไว้ เพราะพื้นที่ที่จะได้ไปศึกษาระบบนิเวศน์ของป่านั้น ถือได้ว่าเป็นป่าที่มีความอุดมสมบูรณ์มาก ป่าที่นั่นไม่เพียงจะมีแต่ความงดงามเพียงเท่านั้น แต่ทุกตารางนิ้วของที่นั่นยังแฝงไปด้วยสิ่งมหัศจรรย์อันทรงคุณค่าต่อมวลมนุษย์อีกด้วย ในวันนี้ฉันได้เดินทางสำรวจธรรมชาติในป่าดิบเขา ป่าที่อยู่สูงสุดในประเทศ ป่าผู้ที่มิเคยผลัดใบ มีความชื้นสูงและดินมีความอุดมสมบูรณ์มาก ฉันได้เรียนรู้ถึงโครงสร้างป่าแห่งนี้ที่เต็มไปด้วยพืชนานาชนิดขึ้นปกคลุมเต็มพื้นที่ ซึ่งแต่ละชนิดก็มีขนาดแตกต่างกันไปตามลักษณะพันธุ์ไม้มีทั้งไม้ระดับเรือนยอดไม้ระดับกลาง ไม้พื้นล่าง ไม้พุ่ม จะว่าไปก็คล้ายๆ กับสังคมมนุษย์สมัยก่อนที่มีการแบ่งชั้นบรรดาศักดิ์เป็นชั้นเจ้า ขุนนาง ไพร่ และทาส ที่แม้จะมีความแตกต่างกันในแต่ละชั้น ต้นไม้ทุกต้นก็ยังคงอยู่ร่วมกันได้อย่างลงตัว แต่กว่าจะมาเป็นป่าได้นั้นมันก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย เพราะป่าที่กว้างใหญ่แห่งนี้เกิดจากหินผู้เข้มแข็งที่เกิดจากแรงดันอันมหาศาลของเปลือกโลกชั้นใน หินแต่ละก้อนก็มีขนาดที่แตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับสถานที่แรงกัดเซาะของน้ำ หินต้นกำเนิด และความชื้น เมื่อหินมีขนาดเล็กลงเรื่อยๆ ก็จะแปรสภาพเป็นดิน เมื่อดินบริเวณไหนมีแร่ธาตุสะสมอยู่มากก็จะมีสิ่งมีชีวิตเล็กๆ เกิดขึ้นที่เรียกว่า พืช พอพืชโตขึ้นก็จะมีสัตว์ต่างชนิดมาอาศัยและเมื่อมีพืชกับสัตว์มากขึ้นก็จะกลายเป็นป่าในที่สุด ถึงจะฟังดูสั้นแต่พี่เจ้าหน้าที่ทางอุทยานก็ได้ให้ความรู้เกี่ยวกับหินและดินเพิ่มว่า เริ่มจากหินขนาดใหญ่ทับถมกันหลายล้านปี ต่อมาน้ำก็จะกัดเซาะให้หินร่วนเล็กลงเป็นดิน ดินจะถูกน้ำกัดเซาะจนร่วนซุยและเริ่มดูดซึมแร่ธาตุต่างๆ รอบตัวหิน โดยเราใช้ประโยชน์จากดินทั้งหมด 5 ชั้น และพี่เจ้าหน้าที่ยังให้ข้อมูลที่น่าสนใจและน่าใส่ใจอีกด้วยว่า...ปัจจุบันนี้ดินที่มีค่ามักถูกพวกคนที่ไม่รู้ค่าทำไร่เลื่อนลอย ตัดไม้และจุดไฟเผา เวลาฝนตกน้ำก็จะชะล้างหน้าดินไปหมด ชาวไร่ก็จะใช้ปุ๋ยเคมีมาช่วยไร่ของเขามีผลผลิตดีขึ้น แต่พอฝนตกสารเคมีที่อยู่ในปุ๋ยก็จะไหลลงสู่แหล่งน้ำทำให้น้ำปนเปื้อนสารเคมี เมื่อนำน้ำมาดื่มกินก็จะทำให้เราได้รับสารเคมีเข้าสู่ร่างกายจนเป็นอันตรายต่อผู้ดื่มในที่สุด โดยเรื่องนี้แม้จะเป็นเรื่องใกล้ตัวแต่คนส่วนใหญ่ก็มักไม่สนใจ พี่เจ้าหน้าที่ยังได้บอกอีกว่า…"ปัญหาแหล่งน้ำที่เป็นพิษนี้ถึงคนส่วนใหญ่จะรู้ดีแต่ก็ด้วยความมักง่าย จึงทำให้ปัญหานี้ดูจะหาทางออกได้ยากแม้ทางเจ้าหน้าที่จะร่วมกันแก้ไขอย่างเต็มที่ แต่ถ้าตราบใดที่คนมักง่ายเหล่านี้ยังไม่เปลี่ยนนิสัยก็ไม่มีใครบอกได้ว่า ต่อไปในอนาคตจะเกิดเรื่องที่เลวร้ายไปกว่านี้หรือไม่" จากฉันได้ฟังพี่เขาเล่าแล้วมันฟังดูน่าสลดใจนักกับคำพูดของพี่ แต่ฉันก็รู้สึกได้ว่าพี่เขามีความหวังว่าคงจะมีสักวันที่คนเหล่านี้จะเปลี่ยนนิสัยที่เคยชินนี้ได้ เราเดินเข้าป่ามาเกือบค่อนวันแล้วแม้ทางจะดูลดลาดลำบาก แต่ฉันก็มีวัลยชาติ ผู้ได้ชื่อว่าศิลป์แห่งป่าและศาสตร์แห่งความอยู่รอดหรือที่ใครๆ รู้จักกันดีในนาม เถาวัลย์ ในป่าดิบเขามีเถาวัลย์หลายชนิด เช่น เครือเขาหลง บันไดลิง เถาวัลย์พาดอกช้าง ประโยชน์หลักของเถาวัลย์ก็คือ ช่วยสานเรือนยอดของป่าเป็นฝ่ายเทศบาลคอยหักกิ่งไม้ที่ผุพัง บางชนิดสามาถหาน้ำได้แต่ในป่าดิบเขาจะหายากต้องใช้ความชำนาญเป็นพิเศษเนื่องจากบางชนิดก็มีพิษ เพราะในป่าที่อุดมสมบูรณ์พืชเหล่านี้จะดึงแร่ธาตุในดินออกมาแล้วทำพิษป้องกันตัว ฉันต้องขอขอบคุณเถาวัลย์ที่คอยให้ที่ยึดเกาะแก่ฉันรวมทั้งมือของเพื่อนผู้ร่วมเดินทางที่คอยยื่นมือ 2 มือช่วยเหลือฉัน ทำให้การเดินป่าไม่เป็นเรื่องยากอย่างที่คิด เมื่อใกล้ถึงจุดนัดหมายลึกเข้าไปในป่าฉันก็ได้รู้ถึงความซับซ้อนของธรรมชาติมากขึ้น โดยเฉพาะสิ่งมีชีวิตตัวเล็กที่มีหน้าที่อันยิ่งใหญ่คอยรักษาสมดุลย์ของป่า มันคือผู้ย่อยสลายที่ดีที่สุดไม่แพ้ใคร มันคือเจ้าแมลงตัวน้อยนี่เอง แมลงบางชนิดกินพืชเป็นอาหารทำให้เวลาย่อยมูลของแมลงก็จะสามารถเป็นปุ๋ยให้พืชได้อีก หัวใจหลักของระบบนิเวศมีด้วยกัน 3 อย่างก็คือ ผู้ผลิต ผู้บริโภคและที่ขาดไม่ได้ก็คือ ผู้ย่อยสลาย ถ้าขาดสิ่งใดสิ่งหนึ่งไปก็จะเสียสมดุลย์ทางระบบเกิดผลเสียในวงกว้างแก่สิ่งมีชีวิตได้ หลังจากที่ฉันเดินทางมาตามเส้นทางเมื่อมองไปรอบๆ ฉันสังเกตุเห็นรอยด่างๆ บ้างก็ขาว บ้างก็เขียวหรืออาจจะมีสีดำๆ อยู่บนเปลือกไม้และก้อนหิน ฉันรู้จากพี่เจ้าหน้าที่อุทยานว่ามันคือ ไลเคน ผู้ได้ฉายาว่า 2 ชีวิตในร่างเดียวเป็นพืชชั้นต่ำที่เกิดมาบนโลกเมื่อหลายล้านปีมาแล้ว มันมีชั่วอายุที่ยาวนานมากสามารถปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมที่แปรเปลี่ยนไปได้อย่างดี ฉายาของมันเกิดจากตัวไลเคนประกอบไปด้วยสิ่งมีชีวิต 2 ชนิดคือ เชื้อรา ผู้มีหน้าที่ดูดซับความชื้นและสาหร่าย ผู้มีหน้าที่สังเคราะห์แสงหรือปรุงอาหาร โดยไลเคนจะขาดราหรือสาหร่ายอย่างใดอย่างหนึ่งไปไม่ได้ จึงเป็นสาเหตุว่าทำไมมันถึงได้ฉายาว่า "2 ชีวิตในร่างเดียว" เมื่อเวลาผ่านไปนานเข้าไลเคนก็จะวิวัฒนาการเป็น มอส นานเข้าก็จะกลายเป็น เฟิร์น ในที่สุด ในวันนี้พวกเราทุกคนเดินศึกษาธรรมชาติกันเกือบทั้งวัน และเมื่อทุกคนเดินทางมาถึงจุดนัดพบเราก็ต้องช่วยกันสร้างที่พักแรมโดยด่วนเนื่องจากฝนเริ่มตกลงมาแล้ว เมื่อทุกคนกางเต้นท์เสร็จสายฝนก็โปรยกระหน่ำลงมา และที่น่าตื่นเต้นก็คือ ลูกเห็บได้ตกลงมาพร้อมกับสายฝนด้วยเป็นครั้งแรกในชีวิตที่ฉันเคยเห็นลูกเห็บ บรรยากาศในตอนนั้นฉันยังจำได้ไม่มีวันลืม พวกเราร่วมกันประกอบอาหารกินกันในข้าวจานเดียวกัน ช่วยกันบังกองไฟไม่ให้ถูกฝน เมื่อตกดึกในป่าแห่งนี้มืดสนิทมีเพียงแต่แสงตะเกียงสาดส่องให้ความสว่างอยู่รำไรเท่านั้น ในตอนนั้นอากาศหนาวเย็นมากเนื่องจากฝนเพิ่งหยุดตกไม่นาน พวกเราทุกคนนั่งรวมกันเพื่อแบ่งปันความอบอุ่น พี่ๆ เจ้าหน้าที่ได้เล่าเรื่องราวเกี่ยวกับป่ามากมายที่พวกพี่ๆ เขาได้ประสบมาถ่ายทอดให้กับเยาวชนทุกคน และที่ฉันประทับใจที่สุดคือประสบการณ์ของลุงตั๋นเจ้าหน้าที่อุทยานคนหนึ่ง ซึ่งมองภายนอกอาจไม่ต่างอะไรกับชายแก่ๆ ผู้พิการทางสายตาข้างหนึ่ง แต่เหตุที่ทำให้ลุงต้องเสียตาไปนั้นเป็นสิ่งที่น่ายกย่องอย่างยิ่ง ลุงตั๋นเล่าให้พวกเราฟังว่า...

หน้าที่ >
1