ประเภทบุคคล

ไสว แสงสว่าง
ผู้จัดการ "ธนาคารต้นไม้" คนแรกของโลก
โดย พงศา ชูแนม : หัวหน้าหน่วยอนุรักษ์และจัดการต้นน้ำพะโต๊ะ
และเกียรติศักดิ์ ลีสง่า คณะทำงานภูมิภาค-ภาคใต้

ไสว แสงสว่าง ผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร สาขาละแม จังหวัดชุมพร นักบริหารที่เชื่อมโยงงานเข้ากับการอนุรักษ์ และการสร้างความเข้มแข็งของชุมชน โดยมีจุดเริ่มต้นจากผลเสียหายของพายุเกย์ที่ถล่มภาคใต้ในปี 2532 แล้วเข้าฟื้นฟูชีวิตชาวบ้าน นำมาสู่แนวคิดการปลดหนี้ด้วยโครงการ "ธนาคารต้นไม้" เป็นการธนาคารที่มี "ดอกเบี้ย" เป็นความร่มเย็นให้แก่โลก และยังขยายผลเป็นแนวคิดเชิงยุทธศาสตร์ที่ร่วมกับภาคีแนวร่วม เพื่อจัดทำเกษตรอินทรีย์ สู่วิถีที่พอเพียง

ไสว แสงสว่าง ลืมตาดูโลกเมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2501 ณ บ้านหัวทราย ใกล้แหลมตะลุมพุก ตำบลปากพูน อำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช ไสวเติบโตทันได้เห็นและรับรู้ได้ถึงภัยพายุร้ายถล่มแหลมตะลุมพุกจนราบเรียบเมื่อปี 2505 ขณะนั้นเด็กชายไสวได้เห็นคุณสวัสดิ์ แสงสว่าง ผู้พ่อของเขา ปลูกต้นตะเคียนทองเป็นร้อยเป็นพันต้น หลังพายุพัดผ่าน แต่ในวัยเยาว์ เขาไม่เข้าใจในสิ่งที่พ่อทำ

ปี 2532 พายุใต้ฝุ่นเกย์ถล่มจังหวัดชุมพร เป็นอีกครั้งหนึ่งที่ไสวได้เห็นความรุนแรงของภัยธรรมชาติแต่ตอนนี้เขาไม่ใช่เด็กชาย หากเป็นผู้ช่วยผู้จัดการธนาคารธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธกส.) ธนาคารสาขาท่าแซะ-ปะทิว ซึ่งเป็นพื้นที่ที่โดนวาตภัยอย่างรุนแรงที่สุด เขาได้มีส่วนร่วมในการฟื้นฟูวิถีชุมชนจากความว่างเปล่าของแผ่นดิน ที่โดนลมพายุกวาดล้างให้ทุกคนมาอยู่ที่จุดเริ่มต้นเลขศูนย์ดุจเดียวกัน

ความทรงจำที่เคยเห็นพ่อเพียรปลูกต้นตะเคียนทองสมัยเด็ก ถูกรื้อฟื้นขึ้นมาเป็นแง่คิด เขาพบว่าการปลูกต้นตะเคียนทองเรียงรายมากมาย หลังเหตุการณ์พายุถล่มแหลมตะลุมพุก สามารถช่วยป้องกันลมพายุได้ดี ขณะเดียวกัน พี่น้องในครอบครัวก็ได้นำไม้ตะเคียนทองที่เติบใหญ่มาใช้สร้างบ้านเรือน โดยไม่ต้องกู้เงินมาเป็นค่าวัสดุก่อสร้าง

หลังพายุใต้ฝุ่นเกย์ถล่มชุมพร ไสวลงมือฟื้นวิถีชุมชนโดยเริ่มจากลูกค้าของ ธกส. เขาหาพื้นที่ทำศูนย์เพาะชำกล้าไม้ที่น้ำตกกะเปาะ และแทบจะใช้ศูนย์เพาะชำเป็นบ้านพัก ในศูนย์มีกล้าไม้สารพัดชนิด โดยเฉพาะต้นตะเคียนทอง เมื่อได้โอกาสออกไปพบลูกค้า เขาจะนำกล้าไม้ใส่รถไปแจกจ่ายตั้งแต่ อ.เมือง อ.ท่าแซะ อ.ปะทิว อ.สวี อ.ทุ่งตะโก อ.หลังสวน อ.พะโต๊ะ อ.ละแม จ.ชุมพร, อ.เขาพนม จ.กระบี่ และ อ.เมือง อ.ละอุ่น อ.กะเปอร์ อ.สุขสำราญ จ.ระนอง ราวกับเป็นภารกิจหนึ่งในชีวิต โดยยกรูปธรรมและประสบการณ์ความเจ็บปวด ที่เคยประสบจากเหตุการณ์ที่แหลมตะลุมพุกมาเป็นอุทาหรณ์ ใช้ตัวเลข 9 ต้น เป็นจุดเริ่ม มีกล้าไม้นับหมื่นต้นถูกแจกจ่ายออกไป เวลาที่ผ่านเกือบ 20 ปี ทำให้เราเห็นไม้มีค่าทางเศรษฐกิจยืนต้นตามบ้านเรือนที่เป็นลูกค้า ธกส. และเป็นผู้โชคร้ายจากพายุใต้ฝุ่นเกย์

ก้าวย่างเกษตรอินทรีย์ สู่วิถีที่พอเพียง

ปัญหาหนี้สินของเกษตรกรเป็นความเดือดร้อนที่ไม่เคยจบ
ในปี 2537 ธกส. พบว่าลูกค้าที่เป็นเกษตรกรจำนวนมาก ไม่สามารถจ่ายหนี้คืนได้ การขายหรือจำนองที่ดินเพื่อนำมาชำระหนี้ยิ่งเป็นการเพิ่มห่วงโซ่ปัญหาอย่างไม่รู้จบ ไสวจึงได้ใช้แนวคิดการปลูกต้นไม้ ผสมผสานกับแนวทางการเกษตรยั่งยืน เพื่อให้เกิดทางเลือกและทางออกแก่ลูกค้า โดยกระตุ้นให้เปลี่ยนรูปแบบการเกษตรจากการปลูกพืชเชิงเดี่ยว มาเป็นเกษตรผสมผสาน และมีต้นไม้ใช้สอยเชิงเศรษฐกิจอยู่ในพื้นที่ด้วย หลายแห่งที่เขาลงมือส่งเสริมจริงจัง เช่น บ้านคลองเรือ อ.พะโต๊ะ จ.ชุมพร, บ้านบากแดง อ.หลังสวน จ.ชุมพร, บ้านทองหลาง อ.กะเปอร์ จ.ระนอง แนวคิดนี้ก่อให้เกิดสวนผสมผสาน มีต้นตะเคียนทองยืนตระหง่าน เขาเริ่มแสวงหาภาคีร่วมในการส่งเสริมแนวคิด ไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานป่าไม้ ฝ่ายปกครอง และองค์กรพัฒนาเอกชน

ปี 2547 หลังจากตะลอนออกนอกบ้านไปกระบี่และระนอง ไสวเริ่มตกผลึกทางความคิด เขารู้ว่าความยากจนที่เกิดขึ้นกับลูกค้า ย่อมส่งผลถึงองค์กรแน่นอน และจากองค์กรก็จะส่งผลถึงประเทศชาติ

"ถ้าเกษตรกรไม่อยู่รอด ธกส. ก็อยู่ไม่รอด และประเทศชาติก็จะอยู่ไม่ได้" ไสว กล่าว
ปัจจัยการผลิตตามกระแสหลักทำให้เกษตรกรจน เจ็บ และมีหนี้สิน สิ่งนี้อาจรุนแรงกว่าพายุที่กระหน่ำ และปัญหาของการทำการเกษตรตามกระแสหลัก ก็คือการใช้ปุ๋ยเคมีกับสารเคมี วิธีแก้มีทางเดียวคือ การทำเกษตรอินทรีย์ หรือรูปแบบการเกษตรที่ไม่พึ่งพาปุ๋ยเคมีและสารเคมี เขายังเชื่อมั่นและศรัทธาในแนวทางความพอเพียง ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชทานไว้ ว่าจะเป็นสิ่งที่หยุดแรงสั่นสะเทือนของระบบทุน ซึ่งทำให้เกษตรกรพลัดลงหลุมดำ

ยุทธศาสตร์สู่ความมั่งคงแต่ยั่งยืน

การคิดเชิงยุทธศาสตร์จึงเริ่มขึ้นร่วมกับภาคีแนวร่วม เรียกว่า "ก้าวย่างเกษตรอินทรีย์ สู่วิถีที่พอเพียง"

ไสวนำทุนจาก ธกส. และทุนส่วนตัว มาจัดตั้งโรงเรียนเกษตรอินทรีย์จำนวน 13 แห่ง คือ โรงเรียนนากุ้งเกษตรอินทรีย์บ้านควน โรงเรียนเกษตรอินทรีย์บ้านไทรล่า บ้านแพรกแห้ง บ้านนาสัก บ้านแก่งกระทั่ง บ้านหน้าเขา บ้านไร่ใน บ้านภูเขาทอง บ้านทุ่งคอกช้าง บ้านช่องรอ บ้านเขาสวนทุเรียน ในอำเภอสวี โรงเรียนเกษตรอินทรีย์บ้านเขานาง อำเภอละแม และโรงเรียนเกษตรอินทรีย์บ้านทุ่งหงส์ อำเภอเมือง จังหวัดชุมพร มีสมาชิกจำนวน 459 คน มาจากชาวบ้านในชุมชนต่างๆ ที่สนใจเรื่องเกษตรอินทรีย์ คนเหล่านี้เข้ารับการฝึกอบรมวิธีคิดและวิธีการที่ศูนย์กสิกรรมธรรมชาติมาบเอื้อง อำเภอบ้านบึง จังหวัดชลบุรี เป็นลูกศิษย์รุ่นแรกของ "อาจารย์ยักษ์" นายวิวัฒน์ ศัลยกำธร ตั้งแต่สมัยที่ศูนย์ฯ ยังเป็นแค่ "มหาวิทยาลัยคอกหมู"

แกนนำที่เข้าอบรมนี้เอง ที่เป็นกลไกหลักในการก่อตั้งและดำเนินงานโรงเรียนเกษตรอินทรีย์ทั้ง 13 แห่ง ที่เน้นการพึ่งตนเอง มีการสอนการทำนากุ้งด้วยวิธีอินทรีย์ มีโรงเรียนเกษตรอินทรีย์ประเภททำสวนผสม โรงเรียนเกษตรอินทรีย์เกี่ยวกับการทำผลิตภัณฑ์ใช้เองในครัวเรือน ฯลฯ สำหรับไสวเอง เปรียบเสมือนผู้อำนวยการเครือข่ายโรงเรียนเกษตรอินทรีย์ และยังได้ขยายผลในเชิงบูรณาการเพื่อพิสูจน์การมีชีวิตอย่างพอเพียง โดยทำต้นแบบในชุมชน 4 แห่งในอำเภอละแม คือ บ้านเกาะพิทักษ์ และบ้านคลองเรือ มุ่งสู่การเป็นหมู่บ้านโฮมสเตย์ บ้านบากแดง มุ่งสู่ชุมชนเข้มแข็ง และบ้านประสานมิตร มุ่งยกระดับเป็นสถาบันการเงินชุมชน

ปี 2549 ไสวเข้าร่วมกับภาคีภาคประชาชนขับเคลื่อนแนวคิด ที่อาจถือว่าเป็นนวัตกรรมของแวดวงการทำงานด้านสิ่งแวดล้อม เรียกว่า "ธนาคารต้นไม่" หรือ Tree Bank แนวคิดนี้เป็นการให้เกษตรกรที่มีหนี้สิน ปลูกต้นไม้ใช้หนี้ ตามยุทธศาสตร์แก้ปัญหาความยากจนของสำนักนายกรัฐมนตรี ธนาคารต้นไม้ยังเปรียบเสมือนเวทีสร้างความรู้ความเข้าใจนำร่องให้เกษตรกรที่เป็นหนี้ ธกส. และผู้สนใจทั่วไป หันมาปลูกต้นไม้เพื่อประเมินค่าเป็นทรัพย์ และสามารถนำไปใช้หนี้ ธกส. ได้ เป็นแนวคิดที่ประสานพลังกับภาคีในพื้นที่ 2 จังหวัด คือชุมพรและกระบี่

ไสว แสงสว่าง กลายเป็น "ผู้จัดการ" คนแรกของธนาคารที่น่ารักที่สุดในโลก คือธนาคารต้นไม้
ธนาคารแห่งนี้มีภาคีร่วมทั้งภาคประชาชน หน่วยงานราชการ และ ธกส. เมื่อประชาชนปลูกต้นไม้แล้วกสามารถนำมาฝากกับธนาคารต้นไม้ แล้วแปรต้นไม้ให้เป็นทรัพย์ เพื่อนำมาใช้หนี้ เป้าหมายแนวคิดนี้ทำให้ประเทศมีต้นไม้เพิ่ม โดยภาครัฐไม่ต้องลงทุน ขณะเดียวกัน เกษตรกรก็ไม่ต้องขายที่มาปลดหนี้

"พอเพียง มั่งคั่ง ยั่งยืน" เป็นคำขวัญ หรือเครื่องหมายทางความคิดของธนาคารต้นไม้

สู่เป้าหมายวาระแห่งชาติ

ถึงวันนี้ มีการเปิดธนาคารต้นไม้ไปแล้ว 22 สาขา และมีเป้าหมายที่จะเปิดให้ครบ 84 สาขา เวลานี้ มีสมาชิกกว่าหมื่นครัวเรือน ในที่ดินกว่าหมื่นแปลง มีการปลูกต้นไม้ไปแล้วกว่า 1,400,000 ต้น และมีเป้าหมายว่าเมื่อสิ้นปี 2550 ต้นไม้จำนวน 1,999,999 ต้น จะได้รับการขึ้นบัญชีในธนาคารต้นไม้ เป็นสมุดบัญชีสีเขียวที่จะถวายแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในปีมหามงคลที่พระองค์ทรงเจริญพระชนมายุ 80 พรรษา

ผลจากการรวมพลังของเครือข่ายธนาคารต้นไม้จังหวัดชุมพร สามารถผลักดันให้เป็นวาระแห่งชาติว่าด้วยการปลูกต้นไม้ใช้หนี้ เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2550 โดยความร่วมมือระหว่าง ธกส. สภาผู้นำชุมชนแห่งชาติ กองทุนฟื้นฟูเกษตรกรแห่งประเทศไทย ที่ร่วมกันผลักดันแนวคิดและแนวทาง โดยอาศัยต้นแบบจาก "ธนาคารต้นไม้" และทำให้ พล.อ. สุรยุทธ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี ประกาศให้เป็นวาระแห่งชาติ

ในวัย 49 ปี สำหรับผู้ชาย ชีวิตเพิ่มเริ่มต้น ที่บ้านของไสว แสงสว่าง จะมีแปลงเพาะชำเล็กๆ เต็มไปด้วยกล้าไม้พร้อมแจกจ่ายให้แก่สมาชิกธนาคารต้นไม้ และมีต้นไม้เศรษฐกิจปลูกผสมผสานไปกับพืชเกษตรจนหนาแน่นร่มเย็น ปราศจากปุ๋ยเคมีและสารเคมีทางการเกษตร เป็นแบบอย่างที่แสดงถึงความมุ่งหมายและจุดยืนที่มั่นคง

เป็นการน้อมคารวะต้นไม้ และเน้นแนวทางการพึ่งพาตนเอง ให้ไปสู่ความมั่งคั่งแต่ยั่งยืน

เสียงกลอง ฉิ่ง โหม่ง รำมะนา ทับ และเสียงขับบทโนราห์ แห่งการปลูกต้นไม้ในใจคนและในแผ่นดินโดยโนราห์วงใหญ่กระตุ้นจิตวิญญาณ ปลุกกระแสผู้ชมให้ฮึกหาญ

ไสว แสงสว่าง สวมเทริด ลูกปัด หางและเครื่องโนราห์ รัวเท้าก้าวย่างออกมาหน้าโรง ขยับจังหวะมือเท้าด้วยวิญญาณชาวใต้ ลูกคู่รอรับ ทับกลองโหม่ง ฉิ่ง เร่งร้าวจังหวะ

บัดนี้...รัว...รัว

ชื่อ-นามสกุล
:
ว่าที่ ร.ต.ไสว แสงสว่าง
ที่อยู่
:
84 หมู่ที่ 6 ต.ทุ่งหลวง อ.ละแม จ.ชุมพร 86170
โทร. 08 1891 2334
อายุ
:
49 ปี
การศึกษา
:
ปริญญาตรี สาขาการจัดการทั่วไป สถาบันราชภัฎสุราษฎร์ธานี
ขณะนี้กำลังศึกษาปริญญาโท สาขารัฐศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฎสมเด็จเจ้าพระยา
การทำงาน
:
ผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร สาขาละแม
ระยะเวลาการทำงาน
:
18 ปี (พ.ศ.2532-ปัจจุบัน)

ผลสำเร็จ :

  • การฟื้นวิถีชีวิตชุมชนโดยการส่งเสริมการปลูกต้นตะเคียนทองให้แก่ลูกค้าและผู้ประสบภัย เพื่อป้องกันลมและความมั่นคงในอนาคต
  • นำแนวคิดการปลูกต้นไม้ผสมผสานกับแนวทางการเกษตรยั่งยืน เพื่อให้เกิดทางเลือกและหนทางแก่ลูกค้าในการเปลี่ยนรูปแบบการเกษตรจากเชิงเดี่ยวมาเป็นรูปแบบผสมผสาน
  • จัดตั้งโรงเรียนเกษตรอินทรีย์ จำนวน 13 แห่งในจังหวัดชุมพร
  • ขับเคลื่อนชุมชนเศรษฐกิจพอเพียง 4 แห่ง
  • จัดกิจกรรม "เวทีปลูกต้นไม้ในใจคน"
  • ขับเคลื่อนโครงการธนาคารต้นไม้