ประเภทบุคคล

วิวัฒน์ ศัลยกำธร
ผู้บุกเบิกเครือข่ายแห่งความพอเพียง
โดย สุภาภรณ์ วรพรพรรณ
คณะทำงานส่วนกลาง

วิวัฒน์ ศัลยกำธร หรือ "อาจารย์ยักษ์" อดีตข้าราชการ อดีตอาจารย์ด้านบริหารธุรกิจ ผู้หักเลี้ยวชีวิตมาพิสูจน์ความจริงว่าแนวทางเกษตรทฤษฎีใหม่ และหลักปรัชญาความพอเพียง คือแนวทางที่ช่วยให้ชีวิตร่มเย็นเป็นสุขอย่างแท้จริง และเป็นเกษตรกรรมที่เอื้อต่อการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ความมุ่งมั่นนี้ทำให้เกิดเป็น "ศูนย์กสิกรรมธรรมชาติมาบเอื้อง" ก่อให้เกิดการขยายเครือข่ายกสิกรรมธรรมชาติเพื่อเศรษฐกิจพอเพียงได้ถึง 46 ศูนย์ มี "ลูกศิษย์" เต็มบ้านเต็มเมือง และยังสร้างเครือข่ายแนวทางแห่งความพอเพียงนี้ไปสู่ประเทศเพื่อนบ้าน

สำหรับนักพัฒนา นักสิ่งแวดล้อม เห็นทีว่าจะไม่มีใครไม่รู้จัก "อาจารย์ยักษ์" หรือวิวัฒน์ ศัลยกำธร สุภาพบุรุษตัวใหญ่ใจดี วัย 53 ปี ที่มีประวัติการทำงานยาวเหยียดและยาวนาน

อาจารย์ยักษ์ เคยเป็นผู้อำนวยการกองในสำนักงานคณะกรรมการพิเศษ เพื่อการประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (สำนักงาน กปร.) เคยเป็นอาจารย์สอนด้านบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเกริก การได้พบพูดคุยกับเกษตรกรมานานหลายปี ทำให้เขาพบว่าทุกข์ยากของเกษตรกรไทย คือการไม่สามารถปรับตัวออกจากวังวนเก่าๆ หนี้สิน สารเคมี และการหมุนไปตามพืชกระแสหลัก

วันหนึ่งในปี 2524 เขาทิ้งอดีตในเมือง หันมาใช้ชีวิตเกษตรกรตามบรรพบุรุษ ด้วยเหตุผลง่ายๆ เพียงข้อเดียว

"ผมต้องการพิสูจน์ให้เกษตรกรเห็นว่า ทฤษฎีใหม่ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว นอกจากจะทำให้ผู้ปฏิบัติมีความสุขแท้จริง ยังรักษาธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมให้ยั่งยืน และยังช่วยให้โลกที่กำลังร้อนระอุ ร่มเย็นลง"

แผ่นดินนี้เราจอง

อาจารย์ยักษ์ เริ่มจากการบุกเบิกพื้นที่ 40 ไร่ ของพี่สาว ที่บ้านมาบเอื้อง ตำบลหนองบอนแดง อำเภอบ้านบึง จังหวัดชลบุรี เป็นจากพื้นที่ป่าอ้อยทิ้งรกร้าง แห้งแล้ง ดินดาน การเริ่มต้นคนเดียว นอกเหนือจะเดียวดายแล้ว ยังเป็นความเหนื่อยยากแสนสาหัส เริ่มขอกล้าไม้จากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มาขุดหลุมปลูก คลุมด้วยหญ้าแฝก รดด้วยน้ำหมักชีวภาพที่ทำเอง

"ผมมีแรงบันดาลใจจากพ่อแม่ที่เป็นชาวนา" อาจารย์ยักษ์ ท้าวความหลังว่า สมัยก่อนพื้นที่แห่งนี้เป็นป่าดงดิบ มีการบุกถางตัดไม้เพื่อทำไร่อ้อย บ้านบึงได้ชื่อว่าเป็นเมืองที่มีแต่อ้อย เมื่อป่าหมด ดินก็แห้ง อากาศแล้ง เพราะลมฝนที่มาจากทะเล ข้ามไปตกที่อื่นหมด เมื่อดินเสื่อมมาก ทำเกษตรไม่ได้ผล ผู้คนก็ทิ้งไร่ หันเข้าสู่โรงงาน

"3 ปีแรก ใช้เวลาปรับตัวมาก ต้องอดทน คืออยู่เมืองมันติดสบาย ความสบายนี่เจอแผลบเดียวติดแล้ว แต่ความลำบากมันยาก กว่าจะติดก็นาน ปีแรกๆ น้ำตาร่วงบ้าง มือไม้แตกเพราะมือไม่ด้านพอ เครื่องมือเครื่องไม้ก็ยังไม่ชำนาญ กว่าจะปลูกต้นไม้ต้นหนึ่งได้ ต้องขุดหลุมครึ่งวัน จ้างคนงานมาได้ครึ่งวันหนีกลับเลย เขาบอกไม่เอาสตางค์แล้ว...ลำบาก เราก็ต้องทำเองไปเรื่อยๆ ได้แต่นึกถึงพระองค์ท่านเพื่อเป็นกำลังใจ"

20 ปี ของความอดทน อาจารย์ยักษ์สร้างป่าผืนใหญ่ได้สำเร็จ เป็นการ "ตอบคำถาม" คนที่เคยสงสัยในเรื่องเกษตรทฤษฎีใหม่ พื้นที่ 40 ไร่แห่งนี้กลายเป็น "ศูนย์กสิกรรมธรรมชาติมาบเอื้อง" แหล่งเรียนรู้การทำเกษตรเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติ ที่อุดมสมบูรณ์ด้วยพรรณไม้ยืนต้นกว่า 300 ชนิด มีการอบรมการทำเกษตรปลอดสารพิษ การปรับปรุงบำรุงดิน การจัดการเกษตรตามแนวทางทฤษฎีใหม่ และการทำพลังงานชุมชน ภายใต้แนวคิดการบริหารพื้นที่ตามหลัก "ป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง และไม้ 5 ชั้น"

"ป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง" หมายถึง ป่าไม้ที่ปลูกนั้นสมควรที่จะปลูกแบบป่าใช้ไม้ ป่าสำหรับใช้ผล และป่าสำหรับใช้เป็นฟืน ดังนั้นการปลูกป่า 3 อย่างให้ประโยชน์ 4 อย่าง ที่ให้ไม้ผล ไม้สร้างบ้าน และไม้ฟืนนั้นสามารถให้ประโยชน์ได้ถึง 4 อย่างคือ หนึ่งให้ไม้กินได้ สองให้ไม้เศรษฐกิจ สามให้ไม้ใช้สอย และสี่คือการช่วยอนุรักษ์ดินและต้นน้ำลำธาร ซึ่งไม้ทั้งสามอย่างที่ปลูกนั้นต้องเป็นไม้ที่มีอยู่ในท้องถิ่น ซึ่งเป็นไม้ที่สามารถเจริญเติบโตและเหมาะสมกับสภาพภูมิประเทศ ฉะนั้น การปลูกไม้ 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง เป็นการปลูกไม้ให้เกิดขึ้นในใจของคนในชุมชนเป็นจิตสำนึก เป้นความตระหนัก เป็นความสัมพันธ์ที่สร้างความเกื้อกูล เป็นการสร้างป่าสร้างชุมชนที่ยั่งยืน

"ไม้ 5 ชั้น" เป็นการปลูกพืชแบบผสมผสานต่างระดับ หรืออาจเรียกว่าเป็นการปลูกพืชชในระบบวนเกษตรคือ จะมีไม้ยืนต้นเป็นไม้ใช้สอยหรือไม้ผล โดบให้ลักษณะของพืชที่ปลูกนั้นแบ่งเป็น 5 ระดับ ตามความสูงและความลึกของราก ชั้นบน (ระดับแรก) จะเป็นพืชที่ต้องการแสงมาก มีพุ่มใบไม่หนาทึบ เช่น มะพร้าว ตาล หมาก ชั้นที่สอง เป็นต้นไม้ที่มีใบพุ่มหนา เช่น ลำใย มะม่วง ลิ้นจี่ ชั้นที่สาม จะเป็นกล้วย กาแฟ โกโก้ ชา แคบ้าน หรือปลูกพืชไร่ที่ต้องการแสงน้อย เช่น ข้าวโพด ข้าวไร่ ชั้นที่สี่เป็นไม้เรี่ยดินหรือไม้เลื้อยได้แก่ ชะพลู พลู พริกไทย และชั้นที่ห้า เป็นไม้ใต้ดิน ได้แก่ ขิง ข่า กระชาย ขมิ้น เผือก ว่านหรือสมุนไพรต่างๆ ตามความเหมาะสม การปลูกไม้ 5 ชั้นจะช่วยให้ธาตุอาหารในดินหมุนเวียนและถูกใช้ไปอย่างเหมาะสมและมีประสิทธิภาพ ดินจะถูกปกคลุมตลอดเวลาและได้รับอินทรีย์วัตถุอย่างสม่ำเสมอจากใบไม้ที่ร่วงหล่น ลดความแรงของการตกกระทบโดยตรงของเม็ดฝน เพราะเรือนยอดของต้นไม้และไม้พื้นล่างที่ขึ้นคลุมดินอยู่จะช่วยรองรับน้ำฝนเป็นชั้นๆ โรคและแมลงก็จะมีน้อยลง ไม่ต้องใช้ยาปราบศัตรูพืช จึงเป็นวิธีการปรับปรุงดินที่ใช้ทำการเกษตรได้อย่างยั่งยืน

เพื่อขยายแนวคิดอันทรงคุณค่านี้ อาจารย์ยักษ์ เริ่มหาแนวร่วมจากกลุ่มคนที่มีอุดมการณ์เดียวกัน โดยมีจุดมุ่งหมายที่จะใช้แนวคิดเกษตรทฤษฎีใหม่ และแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ในวิถีการเกษตร เน้นการรณรงค์ให้เกษตรกรเลิกใช้สารเคมี ลดการพึ่งพาสารเคมีและปุ๋ยเคมีที่ต้องนำเข้าจากต่างประเทศ หันกลับมาพึ่งตนเอง โดยใช้เทคโนโลยีและภูมิปัญญาชาวบ้าน ในที่สุดก็สามารถจัดตั้งเป็น "ชมรมกสิกรรมธรรมชาติ" ในปี 2540

ชมรมฯ ออกรณรงค์เผยแพร่ให้ความรู้ในเรื่องการทำกสิกรรมธรรมชาติ เริ่มจากการผลิตเอนไซม์ สมุนไพรธรรมชาติใช้เองในนาข้าวและพืชชนิดอื่น ๆ ทั้งพืชผักและไม้ผล รวมถึงการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ พื้นที่ทดลองก็คือศูนย์กสิกรรมธรรมชาติมาบเอื้อง จากนั้นก็นำประสบการณ์ไปเผยแพร่ความรู้ให้แก่เกษตรกร ขณะเดียวกันก็ศึกษา ค้นคว้า และพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตเอ็นไซม์สมุนไพรธรรมชาติ สมุนไพรไล่แมลง โดยนำไปทดลองในพื้นที่เกษตรกรกว่า 50 จังหวัด ทั่วทุกภูมิภาค ประเภทพืชที่ทำการทดลอง ได้แก่ ข้าว พืชตระกูลแตง พืชตระกูลถั่ว หอมแดง หอมแบ่ง หน่อไม้ฝรั่ง ข้าวโพด มันสำปะหลัง ไม้ไผ่ตง อ้อย ยางพารา ทุเรียน มังคุด ลองกอง ส้ม มะม่วง ขนุน ลำไย มะไฟ ฯลฯ ส่วนด้านการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ได้แก่ การเลี้ยงกุ้งกุลาดำ การเลี้ยงกุ้งก้ามกราม การเลี้ยงปลาดุก การเลี้ยงปลานิล เป็นต้น

เครือข่ายกสิกรรมธรรมชาติ

4 ปีของการทำงาน ชมรมฯ เริ่มมีประสบการณ์ สมาชิกจึงเริ่มคิดถึงการทำงานที่ยั่งยืน จึงได้จดทะเบียนเป็น "มูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ" เมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2544 เป็นการนำโครงการต่าง ๆ ที่ชมรมได้ดำเนินการมาสานต่อ และเผยแพร่ ขยายให้กว้างไกลยิ่งขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์ ดังนี้

  1. เพื่อเป็นศูนย์ค้นคว้าวิจัย พัฒนาเทคโนโลยีชีวภาพเพื่อการกสิกรรม การเพาะเลี้ยงสัตว์ การปศุสัตว์ การพลังงาน การแพทย์ เภสัชกรรม และการจัดการสิ่งแวดล้อมโดยใช้ภูมิปัญญาตะวันออก
  2. เพื่อเป็นศูนย์ฝึกอบรม ถ่ายทอดและเผยแพร่ความรู้ที่เกี่ยวกับเทคโนโลยีชีวภาพให้กับเกษตรกร นักเรียน นักศึกษา ข้าราชการ และประชาชน
  3. เพื่อเป็นศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีประจำตำบลภายใต้โครงการของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
  4. เพื่อเป็นสถานที่จัดทำแปลงสาธิตในเรื่องของการนำเทคโนโลยีชีวภาพมาใช้กับสมุนไพร ไม้ดอก ไม้ประดับ พืชผักสวนครัว และนาข้าวเพื่อให้ความรู้ และเป็นแปลงตัวอย่างให้กับกลุ่มเกษตรกรในท้องถิ่นและเกษตรกรอื่นๆ ที่สนใจ
  5. เพื่อเป็นแหล่งรวบรวมอุปกรณ์ และเครื่องมือที่ใช้ในการเกษตรในอดีตโดยจะตั้งเป็นพิพิธภัณฑ์ชาวนาต่อไป
  6. เพื่อเป็นสถานที่ท่องเที่ยวให้กับผู้ที่สนใจทางด้านการเกษตรแบบธรรมชาติเข้าแวะชม และแสวงหาความรู้
  7. เพื่อเป็นศูนย์ฝึกอบรมที่เปิดให้กับหน่วยงาน องค์กรภาครัฐ และภาคเอกชนต่างๆ ที่สนใจใช้เป็นสถานที่จัดอบรมในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการเกษตรทุกประเภท

เป้าหมายในการดำเนินงาน

  1. ดำเนินการจัดตั้งศูนย์กสิกรรมธรรมชาติ ซึ่งเป็นศูนย์เครือข่ายของมูลนิธิในแต่ละภูมิภาคให้ได้ไม่น้อยกว่า 25 แห่ง ภายในระยะเวลา 5 ปี เพื่อให้ศูนย์ทำหน้าที่ในการจัดการฝึกอบรมให้ความรู้กับเกษตรกรในภาคการเกษตร
  2. ทำการศึกษาค้นคว้าวิจัย พัฒนาเทคโนโลยีชีวภาพ ได้แก่ เอ็นไซม์สมุนไพรธรรมชาติทั้งชนิดน้ำ ชนิดเม็ด ฮอร์โมน และสมุนไพรไล่แมลง เพื่อทดแทนเทคโนโลยีเคมี
  3. สนับสนุนให้ชุมชนพึ่งตนเองให้ได้ทั้งในเรื่องปัจจัยการผลิต การแปรรูปและการตลาดครบวงจร โดยจัดให้มีการจัดตั้งร้านค้า สหกรณ์ประจำชุมชน
  4. สนับสนุนให้ความร่วมมือและคำปรึกษากับองค์กรต่างๆ ทั้งกลุ่มเกษตรกร ชมรม และสหกรณ์ ในการปรับเปลี่ยนจากเศรษฐกิจพอเพียงขั้นพื้นฐานเป็นเศรษฐกิจพอเพียงแบบก้าวหน้า เพื่อพัฒนาและขยายการผลิต รวมถึงเศรษฐกิจของชุมชน

การดำเนินงานของเครือข่ายฯ ได้รับความร่วมมือจากหลายองค์กร อาทิ เครือข่ายกสิกรรมไร้สารพิษ สถาบันแผ่นดินธรรม แผ่นดินทอง หน่วยงานภาครัฐ เช่น กรมพัฒนาที่ดิน กรมส่งเสริมการเกษตร กรมวิชาการเกษตร กรมปศุสัตว์ กรมประมง เป็นต้น อีกทั้งได้รับความช่วยเหลือจากเกษตรกรในหลายๆ จังหวัด ซึ่งเป็นกลุ่มเครือข่ายกสิกรรมธรรมชาติทั้ง 36 ศูนย์ ที่อาจารย์ยักษ์ได้ร่วมก่อตั้ง

ผลจากการทำงานที่เกิดขึ้นเป็นรูปธรรม ได้แก่

  • จัดตั้งและพัฒนาเครือข่ายกสิกรรมธรรมชาติเพื่อเศรษฐกิจพอเพียง 46 ศูนย์ ซึ่งพัฒนาเป็นศูนย์ฝึกอบรมของเครือข่ายแล้ว 19 ศูนย์ฝึกและศูนย์เตรียมการเพื่อพัฒนาเป็นศูนย์ฝึกอบรม 27 ศูนย์เตรียมการ ซึ่งกระจายอยู่ตามจังหวัดต่างๆ และได้มีการขยายเครือข่ายไปยังประเทศกัมพูชาในชื่อศูนย์กสิกรรมธรรมชาติกรุงไพลิน ตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง ประเทศกัมพูชา
  • สามารถผลิตและเผยแพร่เอนไซม์สมุนไพรธรรมชาติใช้เองในนาข้าว และพืชชนิดต่างๆ ทั้งไม้ผลและพืชผัก รวมถึงการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ในพื้นที่ของเกษตรกรกว่า 50 จังหวัดทั่วประเทศ
  • เป็นต้นแบบในการสร้างกระบวนการถ่ายทอดความคิด และวิธีปฏิบัติให้เกษตรกรและผู้ที่สนใจเดินตามแนวพระราชดำริ "ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง" ได้อย่างชัดเจนและเป็นไปได้

"ศาสตร์" เพื่อสร้างนักพัฒนาท้องถิ่น

อาจารย์ยักษ์ มักจะพูดกับคนใกล้ชิดเสมอว่า เขาเป็นข้าของแผ่นดิน ดังนั้นจึงมีพันธะสัญญาต่อแผ่นดิน พันธะดังกล่าวทำให้อาจารย์ยักษ์ร่างยุทธศาสตร์เพื่อการทำงานไว้ 4 ข้อ เป็นจุดมุ่งหมายที่วางไว้สำหรับการทำงานในอนาคต

  1. ปลูกวัฒนธรรมพอเพียงให้เกิดขึ้นในสังคม ด้วยการทำกสิกรรมพอเพียง ตั้งแต่ขั้นพื้นฐานไปจนถึงขั้นก้าวหน้า และปลูกวิถีชีวิตที่แสนง่าย ไม่มักใหญ่ รักสงบ ขยัน เผื่อแผ่ เอื้ออารี และรู้จักทาน
  2. ฝึกเทคนิคเทคโนโลยีธรรมชาติ เช่น การทำปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพ ทั้งชนิดน้ำ ชนิดเม็ด และชนิดผง ทำยา ยาฆ่าเชื้อรา แบคทีเรีย ทำฮอร์โมน เพื่อเพิ่มดอก เพิ่มรส ฝึกเลี้ยงสัตว์ สัตว์บก สัตว์น้ำ
  3. สะสมทุน ทุนธรรมชาติ ทุนสังคม ทุนเงิน จะเอาแต่ทุนเงินอย่างเดียวไม่พอ
  4. ฝึกจัดการ จัดการตัวเอง ตั้งแต่เรื่องกาย เรื่องใจ จัดการให้มีความมุ่งมั่น และฝึกจัดการกลุ่ม สังคมและประเทศชาติ

นอกจากนี้ เขายังสร้าง "ปูทะเลย์มหาวิชชาลัย" ซึ่งเป็นการรวบรวมระบบการศึกษาศาสตร์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในทุกด้าน โดยได้รับการสนับสนุนจากสภามหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒประสานมิตร และได้รับการบริจาคที่ดินเพื่อจัดสร้างมหาวิชชาลัยที่จังหวัดสระแก้ว แนวคิดในการดำเนินงานคือ สร้างบัณฑิตให้เป็นนักพัฒนาในท้องถิ่นของตนเอง

"ผมไม่มีความสามารถถ่ายทอดศาสตร์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ต้องมีมหาวิทยาลัยทำเรื่องนี้เฉพาะ ต้องจัดระบบ ต้องรวบรวมและถ่ายทอดเพื่อรับมือกับศาสตร์ของตะวันตก"

มหาวิชชาลัยปูทะเลย์ เป็นตักศิลาในเรื่องพระมหาชนก "วิชชา" แปลว่า "ศาสตร์" วิชชาเป็นความรู้ที่มีธรรมประกบ ในขณะที่วิทยา แปลว่า รู้

"พระพุทธเจ้าตรัสว่า ถ้ามีความรู้มาก คุณธรรมไม่พอ ความรู้นี้จะเป็นโทษ ถ้าคุณธรรมเท่ากับความรู้จะมีประโยชน์ ถ้าคุณธรรมสูง ความรู้ไม่พอ ก็ประโยชน์น้อย แต่ยังไม่อันตรายเท่ากับความรู้มาก แล้วคุณธรรมตามไม่ถึง
นี่อันตรายที่สุด"

ศูนย์กสิกรรมธรรมชาติมาบเอื้อง จุดประกายความคิดให้แก่ผู้คนไปถึง 188 รุ่นใน 20 ปีที่ผ่านมา นักคิดเหล่านี้กระจายอยู่ทั่วประเทศ หลายคนมีโอกาสนำแนวคิดที่ได้ ไปสร้างนักคิดให้เพิ่มขึ้นในแผ่นดินอีกมากมาย

เมื่อเหลียวดูข้างตัว เราอาจพบลูกศิษย์คนหนึ่งของ "อาจารย์ยักษ์" ก็เป็นได้

ชื่อ-นามสกุล
:
นายวิวัฒน์ ศัลยกำธร
มูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ
ที่อยู่
:
114 ซอย 2 หมู่บ้านสัมมกร ถนนรามคำแหง แขวงสะพานสูง เขตสะพานสูง กรุงเทพฯ 10240
โทรศัพท์/โทรสาร : 02 729 4456
อายุ
:
53 ปี
การศึกษา
:
- ปริญญาโท พัฒนบริหารศาสตรมหาบัณฑิต (พัฒนาสังคม) สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า)
- ปริญญาตรี ศิลปศาสตรบัณฑิต (รัฐศาสตร์) มหาวิทยาลัยรามคำแหง
- มัธยมศึกษา โรงเรียนวัดนวลนรดิศ กรุงเทพฯ โรงเรียนประชาสงเคราะห์ (หัวไผ่) จ.ชลบุรี
- ประถมศึกษา โรงเรียนวัดอินทาราม จังหวัดฉะเชิงเทรา โรงเรียนวัดสนามจันทร์ จังหวัดฉะเชิงเทรา
การทำงาน
:
ประธานมูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ ประธานสถาบันเศรษฐกิจพอเพียง
เกียรติประวัติ
:
ได้รับพระราชทานเหรียญตราส่วนพระองค์ คือ เหรียญฯ รัตนาภรณ์
ระยะเวลาการทำงาน
:
25 ปี (พ.ศ. 2525 - ปัจจุบัน)

ผลงาน

  • จัดตั้งและพัฒนาเครือข่ายกสิกรรมธรรมชาติเพื่อเศรษฐกิจพอเพียง 46 ศูนย์ ซึ่งพัฒนาเป็นศูนย์ฝึกอบรมของเครือข่ายแล้ว 19 ศูนย์ฝึกและศูนย์เตรียมการเพื่อพัฒนาเป็นศูนย์ฝึกอบรม 27 ศูนย์เตรียมการ ซึ่งกระจายอยู่ตามจังหวัดต่างๆ และได้มีการขยายเครือข่ายไปยังประเทศกัมพูชาในชื่อศูนย์กสิกรรมธรรมชาติกรุงไพลิน ตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง ประเทศกัมพูชา
  • สามารถผลิตและเผยแพร่เอนไซม์สมุนไพรธรรมชาติใช้เองในนาข้าว และพืชชนิดต่างๆ ทั้งไม้ผลและพืชผัก รวมถึงการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ในพื้นที่ของเกษตรกรกว่า 50 จังหวัดทั่วประเทศ
  • เป็นต้นแบบในการสร้างกระบวนการถ่ายทอดความคิด และวิธีปฏิบัติให้เกษตรกรและผู้ที่สนใจเดินตามแนวพระราชดำริ "ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง" ได้อย่างชัดเจนและเป็นไปได้