ประเภทบุคคล

นายแพทย์รังสฤษฎ์ กาญจนะวณิชย์
ผู้เปิด "ประตู" โลกธรรมชาติให้กับเยาวชน
โดย รุจน์ โกมลบุตร
คณะกรรมการคัดเลือก

จากการปลูกฝังจิตสำนึกรักธรรมชาติตั้งแต่วัยเด็กจากครอบครัวจนเติบใหญ่ ทำให้ตระหนึกถึงคุณประโยชน์ของธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม แม้เพียงใบไม้ที่ร่วงหล่นก็มีความสำคัญต่อสิ่งมีชีวิตในระบบนิเวศน์ นายแพทย์รังสฤษฎ์ กาญจนะวณิชย์ มองภาพการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในปัจจุบันในสายตาของของแพทย์ว่า ปัญหาหลายอย่างล้วนเกิดมาจากความป่วยของมนุษย์ที่ไม่ได้รับ "วัคซีน" ป้องกันตั้งแต่วัยเยาว์ จึงตั้งใจที่จะปลูกฝังความคิดการอนุรักษ์ตั้งแต่เด็ก เป็นการฉีดวัคซีนคุ้มกันให้เด็กๆ มีความอ่อนโยนต่อธรรมชาติ และเข้าใจว่ามนุษย์มิใช่เจ้าของหรือเป็นศูนย์กลางของทุกอย่างในโลก

"จริงๆ แล้วอาการป่วยของคนมาจากอาการป่วยของธรรมชาติก่อน โรคใหม่ที่เกิดขึ้นจากภาวะโลกร้อนก็เป็นผลเกี่ยวโยงกันหมด เพราะฉะนั้นคำว่าเด็ดใบไม้หนึ่งใบกระเทือนถึงดวงดาว มันไม่ใช่เรื่องเกินจริงเลย"

นายแพทย์รังสฤษฎ์ กาญจนะวณิชย์ กล่าวกับทีมงาน "รางวัลลูกโลกสีเขียว" เมื่อครั้นยกทีมไปพบที่โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ ในตอนเย็นหลังเลิกงาน

นายแพทย์รังสฤษฎ์ หรือที่ใครๆ เรียกว่า "หมอหม่อง" นอกจากจะเป็นอาจารย์ ภาควิชาอายุรศาสตร์ หน่วยวิชาระบบหัวใจและหลอดเลือด คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ซึ่งถือเป็นหมอหนุ่มด้านโรคหัวใจชนิดหาตัวจับยากในประเทศไทยแล้ว หมอหม่องยังเป็นที่รู้จักในฐานะนักอนุรักษ์ตัวยง ที่รักในการสอนเด็กๆ ให้สนใจและหวงแหนธรรมชาติ

"แรงบันดาลใจคงมาจากคุณแม่ (ม.ร.ว.สมานสนิท สวัสดิวัตน์) ซึ่งเป็นนักอนุรักษ์ คุณแม่ได้ถ่ายทอดมายังลูก โดยจะพาลูกๆ (ดร.สรณรัชฏ์ และนายแพทย์รังสฤษฎ์) เข้าป่าตั้งแต่เด็กๆ เราจะได้รู้จักเห็ด รา แมลง ทำให้เรารู้สึกผูกพัน รู้สึกว่ามันเป็นเพื่อนเรา"

หมอหม่องเล่าว่า มีครั้งหนึ่งตอนที่เรียนอยู่ปีสอง (คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล) ไปเดินป่าที่อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ เจอกระทิงที่โดนยิงแล้วถูกตัดคอไป มีความรู้สึกว่า จะศึกษาธรรมชาติอย่างเดียวไม่ได้แล้ว

"คนที่มาฆ่ากระทิงไม่ใช่คนที่หิวโซ ไม่ได้เอาเนื้อกระทิงไปกิน แต่เป็นใครก็ไม่รู้ที่มาฆ่ากระทิงแล้วเอาหัวไปติดฝาบ้าน คอยคุยว่าตัวเองเก่งแค่ไหน โดยที่ไม่รู้เลยว่าจริงๆ แล้วกระทิงเป็นสัตว์ที่อ่อนโยน"

นี่เป็นจุดเริ่มต้นของการคิดว่าน่าจะหาแนวร่วม โดยเริ่มจากตั้งชมรมอนุรักษ์ในมหาวิทยาลัย พานักศึกษารุ่นน้องไปเดินป่า และหลังจากนั้น ก็มีหลายเหตุการณ์ที่มีความเข้มข้นขึ้นมากกว่าไปเดินศึกษาป่า ที่หมอหม่องเข้าไปเกี่ยวข้อง เช่น การคัดค้านการสร้างเขื่อนน้ำโจน การคัดค้านการค้าสัตว์ป่าในสวนจตุจักร

หลังจากเรียนจบ หมอหม่องได้ทำงานที่โรงพยาบาลด่านซ้าย จังหวัดเลย เมื่อปี 2533 ที่นั่นเขาได้ค้นพบแนวทางการเผยแพร่กิจกรรมด้านอนุรักษ์ในกลุ่มเยาวชนแบบที่เขาชอบ

แต่การเดินเข้าไปหากลุ่มเยาวชนมีจุดเริ่มต้นผู้ใหญ่ที่เป็นคนไข้

"คนไข้ที่เข้ามา มีจำนวนเยอะมากที่มีความเครียด เพราะว่าเขาปลูกพืชเศรษฐกิจมาก แล้วก็ปั่นราคาตามท้องตลาด แล้วก็เจ๊งกันไม่เป็นท่า สมัยก่อนชาวบ้านไม่อดตาย เขาได้รับดอกเบี้ยที่ได้จากป่า น้ำใสไหลเย็น ฝนตกตามฤดูกาล แต่เดี๋ยวนี้เขาจนกว่าเก่า เขาต้องพึ่งตลาด พึ่งสารเคมี เป็นหนี้เป็นสิ้น ทั้งหมดนี้มันมาจากปัญหาธรรมชาติถูกทำลาย"

หมอหม่องมานั่งคิดว่า การรับรักษาที่ปลายโรคคงไม่ได้การแน่ ควรจะออกมาทำงานกับเด็กๆ ปลูกฝังให้เขาเข้าใจว่า ไม่มีใครในโลกนี้ที่หิวข้าวแล้วออกไปกลางแดดก็อิ่ม มนุษย์สังเคราะห์แสงไม่ได้ แต่ต้องพึ่งสายใยธรรมชาติตลอดเวลา

"ผมพาเด็กๆ ออกค่าย สมัยนั้นกิจกรรมค่ายอนุรักษ์ก็มีไม่มากนัก มีไม่กี่กลุ่มที่มาแลกเปลี่ยนและทำกิจกรรมร่วมกัน เช่น กลุ่มเด็กรักป่า ของครูเข็มทอง โมราษฎร์ ที่จังหวัดสุรินทร์ ต่อมาเริ่มมีกลุ่มนักศึกษาสนใจ ก็ขยายกลุ่มไปเรื่อยๆ"

หมอหม่องใช้การรดูนกเป็นกุศโลบายในการสอนเรื่องธรรมชาติ เป็นกิจกรรมที่เขาศึกษาด้วยตัวเอง และเข้าร่วมกับชมรมดูนก ซึ่งปัจจุบัน เป็นสมาคมดูนกแห่งประเทศไทย และมูลนิธิคุ้มครองสัตว์ป่าและพรรณพืชแห่งประเทศไทยฯ การพาเด็กดูนกมีจุดประสงค์เพื่อช่วยกระตุ้นความสนใจ แล้วค่อยขยายความไปยังสิ่งต่างๆ รอบตัว เช่น พุงปลาช่อน ไปอยู่บนต้นไม้ได้อย่างไร ผ่าออกมาดู ข้างในมีมดได้อย่างไร ดูความมหัศจรรย์ของธรรมชาติที่เชื่อมโยงกัน ทั้งหมดนี้ หมอหม่องบอกว่าเป็นเทคนิคที่ได้จากคุณแม่

"นกมีอยู่ทุกที่ เวลาเด็กเห็นสีสัน เห็นการเคลื่อนไหว เห็นลีลาของนกก็จะเกิดความประทับใจ เราสามารถทำให้เด็กตาโตได้ ไม่ได้ฝืน เด็กก็สนุก เดินไปไหนก็ตามไปดูนกด้วยกัน จากนั้นเริ่มฝึกให้เขาบันทึก วาดรูป ซึ่งจะทำให้เขาสนใจมากขึ้น"

กิจกรรมดูนก ทำให้เด็กๆ เรียนรู้ว่ามนุษย์ไม่ใช่เป็นศูนย์กลางของทุกอย่าง แต่มนุษย์ชอบก้าวก่ายไปจัดการสิ่งต่างๆ รอบตัว การได้สัมผัสเรื่องราวเหล่านี้จะทำให้เด็กๆ อ่อนโยนขึ้น

หลังจากประจำที่โรงพยาลบาลด่านซ้าย และไปศึกษาต่อเฉพาะทางด้านอายุกรรม ปี 2539 หมอหม่องก็ได้ไปเป็นอายุรแพทย์โรคหัวใจที่โรงพยาบาลมหาราช จังหวัดเชียงใหม่ และเป็นอาจารย์ที่คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ขณะเดียวกัน ก็ก่อตั้งชมรมอนุรักษ์นกและธรรมชาติล้านนา ทำงานด้านส่งเสริมการอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมมาอย่างต่อเนื่อง โดยใช้ความสามารถของตัวเอง ในการทำให้ข้อมูลเข้มๆ ในโลกวิชาการ ให้กลายเป็นเรื่องที่สนุก สวยงาม และง่ายต่อการสร้างการเรียนรู้

"เรื่องของการสื่อโดยความรู้สึก ความรัก ความเข้าใจ ตรงนี้ผมว่าผมมีเยอะ เป็นจุดที่เราถ่ายทอดให้เด็กได้ ผมเคยไปต่างประเทศ ไปส่องนกอยู่ ปรากฏว่ามีเด็กมาเข้าคิวกันเต็ม มาขอดูด้วย ทั้งที่พูดกันไม่รู้เรื่องสักคำ ผมว่าความรักธรรมชาติมันไม่ต้องการภาษา ต่างวัย ต่างภาษา มันถ่ายทอดกันได้จริงๆ ในขณะเดียวกันเราก็มีความรู้เรื่องระบบนิเวศ เราก็ขวนขวายที่จะอ่าน ก็เลยอยากจะทำอะไรที่มันเชื่อมสองโลกเข้าด้วยกัน"

หมอหม่องอธิบายว่า สภาพแวดล้อมทุกอย่างมีผลเชื่อมโยงกันหมด แม้แต่วงการแพทย์ก็ยังเปลี่ยนโฉมหน้า

"ผมยกตัวอย่างให้เด็กเห็นว่าการกระทำต่างๆ มันเกี่ยวกันได้อย่างไร เช่น การทำโรงงานปูนซิเมนต์มันทำให้ทุเรียนไม่ติดลูก เพราะเขาหินปูนมีถ้ำ ถ้ำก็มีค้างคาว ดอกทุเรียนบานตอนกลางคืน ค้างคาวก็เป็นตัวผสมเกสรทุเรียน มันจึงเกี่ยวโยงกันหมด"

กิจกรรมด้านอนุรักษ์ของหมอหม่องมีหลากหลายรูปแบบ เช่น การฉายสไลด์ให้ความรู้ในเรื่องธรรมชาติ การพาเยาวชนเดินป่าทุกสัปดาห์ การบรรยายให้นักศึกษาในคณะต่างๆ ในเรื่องธรรมชาติ รวมทั้งเคยร่วมคัดค้านโครงการที่มีผลต่อสิ่งแวดล้อม เช่น การสร้างเขื่อนปากมูล โครงการก่อสร้างกระเช้าไฟฟ้าขึ้นดอยเชียงดาว โครงการสวนสัตว์ไนท์ซาฟารี ฯลฯ ส่วนงานของชมรมฯ ก็ยังผลิตสื่อต่างๆ ออกมา เช่น จดหมายข่าว ทำโปสเตอร์ ทำการ์ตูนสอนเรื่องธรรมชาติ และทำค่ายเยาวชน ฯลฯ

กิจกรรมต่างๆ เหล่านี้เป็นงานที่หมอหม่องใช้เวลาส่วนตัวที่เหลือจากการสอนนักศึกษาแพทย์และรักษาคนไข้ ในการทำ

"ด้วยความที่หน้าที่การงานอย่างนี้ ผมมองว่าผมเป็นแค่คนเปิดประตูให้รู้ว่า โลกใบนี้มีอะไรอยู่บ้าง ก็เหมือนกับหว่านแห ก็มองในแง่ดีที่ว่าในส่วนนี้ก็มีคนหันมาสนใจมากขึ้น"

หากพิจารณากันแล้ว หมอหม่องได้ใช้เวลาและทรัพยากรส่วนตัว ในการทำงานเพื่อการอนุรักษ์มาอย่างต่อเนื่อง สิ่งเหล่านี้นอกจากมีปัจจัยมาจากแม่ และประสบการณ์การเรียนรู้ต่างๆ ตลอดช่วงชีวิตแล้ว ทัศนะต่อตัวเองของหมอหม่อง ก็น่าจะเป็นปัจจัยสำคัญอีกประการหนึ่งที่ทำให้เขาสามารถเป็น "หมอหม่อง" มาได้อย่างเสมอต้นเสมอปลาย

"บางทีความสุขมันไม่ได้ผ่านเงิน ผมเป็นหมออยู่ด่านซ้าย เดินไปตลาดชาวบ้านเอาน้ำมาให้กิน คนไข้เอาผ้านวมที่ทำจากฝ้ายที่เขาปลูกเองมาให้ เด็กเอาแมลงกว่างผูกเชือกจูงมาให้เป็นของขวัญ...
แค่นี้...ผมว่ามีความสุขที่สุดแล้ว"

พุงปลา...ที่ชอบปีนต้นไม้

พุงปลาช่อน (หรือ) โกศพุงปลา (หรือ) เถาพุงปลา (Dischidia major) ลักษณะเป็นพืชอิงอาศัย ซึ่งต่างจากกาฝาก คือ โดยทั่วไปต้นไม้ต้องการแสงแดด แร่ธาตุ น้ำ มันจะต้องสังเคราะห์แสงเอง หาอาหารเอง แต่ในป่าเต็งรังต้นไม้จะมีเรือนยอดทึบมาก ต้นไม้ข้างล่างจะไม่ได้แดด จึงมีต้นไม้หลายชนิดที่หาทางขึ้นไปรับแดดอย่างเถาวัลย์พุงปลาช่อน ใช้วิธีไปเกาะอยู่ข้างบนต้นไม้ แม้มันได้แดดมาก แต่ว่ามันจะไม่ได้แร่ธาตุ และน้ำ เพราะรากไม่เกาะอยู่กับดิน ถ้าเป็นพวกกาฝาก รากมันจะปักลงไปในท่อลำเลียงของต้นไม้ แต่ว่าพวกพืชอิงอาศัยจะขึ้นไปเกาะอยู่เฉยๆ อย่างเฟิร์นหรือกล้วยไม้ จะขึ้นไปเกาะอยู่โดยไม่แย่งอาหารจากต้นไม้ใหญ่ (Host) ดังนั้นมันจึงต้องหาแร่ธาตุ

พุงปลาช่อนจะใช้การทำตัวเองโป่งๆ เหมือนเป็นถุงเพื่อให้มดเข้าไปทำรัง กลายเป็น "บ้านจัดสรร" ชั้นดี มดก็จะชอบมาก

แต่มดเป็นมังสวิรัติ ไม่กินเนื้อ เวลามันไปเอาเศษไม้ ใบไม้ต่างๆ กัน มากิน เศษอาหารที่เหลือก็จะย่อยกลายเป็นปุ๋ยชั้นดี พุงปลาช่อนก็จะได้แร่ธาตุจากเศษอาหารที่เหลืออยู่ จะเห็นว่ารากของมันจะอยู่ข้างในเพื่อดูดซับอาหาร และมดก็ได้ที่อยู่อาศัยอย่างดี มีความสุขทั้งสองฝ่าย

ชื่อ-นามสกุล
:
นายแพทย์รังสฤษฎ์ กาญจนะวณิชย์
ที่อยู่
:
76/1 หมู่ 14 ซอย 5 ถนนสุเทพ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ 50200
โทร. 053 270 841, 081 883 3383
E-mail: rkanjana@mail.com
อายุ
:
42 ปี
การศึกษา
:
- ปี 2527-2533 : คณะแพทยศาสตร์ (เกียรตินิยมอันดับ 1) โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล
- ปี 2536-2539 : แพทย์เฉพาะทางด้านอายุรกรรม โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล
- Imperial College School of Medicine, University of London ประเทศอังกฤษ
ารทำงาน
- พ.ศ. 2536-ปัจจุบัน
- ทำงานอนุรักษ์โดยการพาเด็กเข้าไปสัมผัสกับสิ่งแวดล้อม สอนให้ทำบันทึกธรรมชาติ
- ร่วมคัดค้านโครงการของรัฐที่มีผลเสียต่อสิ่งแวดล้อม เช่น การสร้างเขื่อนปากมูน เขื่อนเหวนรก โครงการก่อสร้างกระเช้าไฟฟ้าขึ้นดอยเชียงดาว ไนท์ซาฟารี
- ก่อตั้งและเป็นประธานชมรมอนุรักษ์นกและธรรมชาติล้านนา
- เป็นครู/อาจารย์สอนให้เด็ก/นักศึกษาทุกสาขาวิชา เข้าใจพื้นฐานของชีวิต ไม่ทำลายธรรมชาติ
- เขียนหนังสือ "ซูเปอร์มด ถั่วยักษ์ และแม่หมี"
- เขียนบทความ
ระยะเวลา : 23 ปี (พ.ศ. 2527 - ปัจจุบัน)
ผลงาน    
ปี 2527   ทำกิจกรรมชมรมอนุรักษ์ มหาวิทยาลัยมหิดล
ปี 2532   เข้าร่วมกับคณะกรรมการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 16 สถาบัน (คอทส.) ในฐานะนายกสโมสรนักศึกษาคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล และเคลื่อนไหวคัดค้านโครงการเขื่อนน้ำโจน รณรงค์เรื่องการค้าสัตว์ป่า ฯลฯ
ปี 2533-2536   ขณะเป็นแพทย์ชนบท ได้จัดการศึกษาโดยการฉายสไลด์เรื่องการอนุรักษ์ ตระเวนไปตามชุมนุมสิ่งแวดล้อมของโรงเรียนในอำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย
ปี 2534   นำเสนอผลงานวิจัยการระบาดของพยาธิใบไม้ในเลือดชื่อ Sciztosoma mekongi ซึ่งมีพาหะคือหอย Neotricular aperta ที่หากมีการสร้างเขื่อนปากมูนจะทำให้วงจรชีวิตของพยาธิครบวงจร
ปี 2536   วิจัยนกเงือก เดินป่าที่เขาใหญ่ จัดกิจกรรมกับเด็ก เช่น ประกวดวาดภาพ พาเด็กเดินป่า ศึกษาชีวิตต้นไทร ตามหารังนกเงือก ถ่ายรูป ฯลฯ
ปี 2536-ปัจจุบัน   - ทำงานอนุรักษ์โดยการพาเด็กเข้าไปสัมผัสกับสิ่งแวดล้อม สอนให้ทำบันทึกธรรมชาติ
ร่วมคัดค้านโครงการของรัฐที่มีผลเสียต่อสิ่งแวดล้อม เช่น การสร้างเขื่อนปากมูน เขื่อนเหวนรก โครงการก่อสร้างกระเช้าไฟฟ้าขึ้นดอยเชียงดาว ไนท์ซาฟารี
- ก่อตั้งและเป็นประธานชมรมอนุรักษ์นกและธรรมชาติล้านนา
- เป็นครูสอนให้เด็กและนักศึกษาเข้าใจพื้นฐานของชีวิต ไม่ทำลายธรรมชาติ
- เขียนหนังสือ "ซูเปอร์มด ถั่วยักษ์ และแม่หมี"
- เขียนบทความเรื่องสิ่งแวดล้อม