ประเภทบุคคล

พิทักษ์ โตนวุธ
วีรบุรุษป่าเขตฝน
โดย เครือข่ายอนุรักษ์ลุ่มน้ำชมภู

พิทักษ์ โตนวุธ นักศึกษาที่เข้ามาช่วยขับเคลื่อนงานร่วมกับชาวบ้าน ในฐานะที่ปรึกษาเพื่อคัดค้านการเข้ามาของโรงโม่หินในพื้นที่บ้านชมพู ตำบลชมพู อำเภอเนินมะปราง จังหวัดพิษณุโลก จนกลายเป็นคดีความ และนำมาสู่การเรียกร้องสิทธิการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรในพื้นที่อย่างเท่าเทียม วันที่ 17 พฤษภาคม 2544 ขณะที่นำชาวบ้านเข้ายื่นเรื่องขอเป็นกรรมการร่วมในการตรวจสอบเอกสารสิทธิที่ดินโรงโม่ พิทักษ์ โตนวุธ ถูกลอบยิงเสียชีวิตที่บริเวณปากทางเข้าบ้านชมพู เหลือเพียงร่างและตำนานบัณฑิตนักอนุรักษ์ กับการก่อตั้งเครือข่ายอนุรักษ์ลุ่มน้ำชมภู เพื่อสืบสานปณิธานการต่อสู้เพื่อมวลชน

บทชีวิต...ใครว่ากำหนดไม่ได้...!

ชีวิตของ "พิทักษ์ โตนวุธ" หรือ "โจ" เป็นบทพิสูจน์ได้เป็นอย่างดีว่า มนุษย์เกิดมาสามารถเลือกและกำหนดได้ว่าจะยืนเคียงข้างใครและเลือกรับใช้อุดมการณ์อย่างไร

พิทักษ์ โตนวุธ เป็นคนบุรีรัมย์โดยกำเนิด หลังจากลาสิกขาบทจากพระภิกษุ และสอบได้เปรียญธรรม 7 ประโยค สอบเทียบชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย จากศูนย์การศึกษานอกโรงเรียนและในปี 2538 ก็ได้เข้าศึกษาต่อในระดับปริญญาตรี คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช และคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง อีกทั้งสมัครเป็นสมาชิกชมรมอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยราคำแหง และร่วมทำกิจกรรมเพื่อสังคม

พิทักษ์เป็นบุคคลที่เติบโตมาในชนบท ผ่านเรื่องราวของความยากจน การเอารัดเอาเปรียบ ความไม่ชอบธรรม เขาจึงมุ่งหน้าและตัดสินใจที่จะเลือกเรียนนิติศาสตร์ โดยความคิดเบื้องต้นที่จะใช้กฎหมายในการพิทักษ์ความถูกต้อง

แต่การเรียนรู้ของพิทักษ์ไม่ได้จบลงที่เนื้อหาในตำรา แต่กลับใช้เวลาเกือบทั้งหมดในการทำกิจกรรมเพื่อสังคม ผ่านงานด้านการอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ร่วมเรียนรู้ร่วมกับชาวบ้านในพื้นที่ชนบท และเข้าร่วมการรณรงค์คัดค้านโครงการต่างๆ ที่จะส่งผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติและชุมชนท้องถิ่น

จนในปี 2540 พิทักษ์ ได้รับเลือกจากเพื่อนสมาชิกให้ทำงานในตำแหน่งประธานชมรมอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยกรรมการบริหารชมรมฯ และได้เป็นประธานกำหนดแนวทางการทำงานด้านการศึกษาและส่งเสริมกระบวนการจัดการทรัพยากรโดยชุมชน โดยเฉพาะกรณีป่าชุมชน

ในขณะนั้น พิทักษ์ และชมรมฯ ได้รับการติดต่อจากผู้ประสานงานชาวบ้าน ถึงเรื่องความเดือดร้อนจากโรงโม่หิน ในพื้นที่บ้านชมพู ตำบลชมพู อำเภอเนินมะปราง จังหวัดพิษณุโลก พิทักษ์และผู้แทนชมรมได้ลงพื้นที่เพื่อศึกษาข้อมูลเบื้องต้น ซึ่งก็พบความจริงในเรื่องความเดือดร้อนของชาวบ้านที่ต้องเผชิญ

"จากการสอบถามชาวบ้านได้ข้อมูลเกี่ยวกับมวลชนว่า ชาวบ้านไม่มีความไว้วางใจกัน เพราะมีข่าวว่ามีการรับเงินทองกัน ความเป็นเอกภาพไม่มี เพราะทางเจ้าของโรงโม่เป็นผู้มีอิทธิพล และเป็นอดีต ส.ส. ผู้ใหญ่ กำนัน อบต. ถูกชาวบ้านมองว่ารับเงินจากโรงโม่หิน และชาวบ้านก็กลัวมากกว่ากล้า" พิทักษ์ โตนวุธ เคยพูดกับคนข้างเคียง

หลังจากนั้น จึงได้มีการจัดกิจกรรมนำนักศึกษาในชมรมไปออกค่ายอบรมเยาวชนที่อุทยานแห่งชาติทุ่งแสลงหลวงขึ้น เพื่อเป็นการพิสูจน์เจตนารมณ์และเป็นสะพานเชื่อมความไว้วางใจร่วมกันกับสมาชิกชุมชน และรับรู้ปัญหาจากกลุ่มเยาวชนบ้านชมภู

จากนั้นไม่นาน พิทักษ์และกรรมการชมรมฯ จึงตัดสินใจมีมติเข้าร่วมสนับสนุนการเคลื่อนไหวคัดค้านโรงโม่หิน "การตัดสินใจนำชมรมฯ ไปผูกพันช่วยเหลือชาวบ้านนั้น เกิดขึ้นด้วยจิตสำนึก หลังจากการพิจารณาข้อมูลและสภาพพื้นที่แล้ว แม้จะมีปัญหาเรื่องคนทำงานก็ตาม"

ท่ามกลางการทำงานร่วมกับชาวบ้าน พิทักษ์ รับรู้ได้ถึงอาการอย่างหนึ่งที่มิได้เป็นคำพูด แต่เป็นพฤติกรรมของชาวบ้าน "ผมเริ่มมองเห็นเงาดำทะมึนที่ครอบงำความรู้สึกชาวบ้านแล้วว่าเกิดจากอะไร...?"

ปลายปี 2540-2541 ชาวบ้านได้ร่วมตัวชุมนุมคัดค้าน หน้าโรงโม่หิน และจัดตั้งเป็นเครือข่ายอนุรักษ์ลุ่มน้ำชมภู (คอลภ.) โดยมีเจตนารมณ์คือ การเรียกร้องให้มีการเพิกถอนโรงโม่หินทั้ง 2 แห่ง พิทักษ์ได้พ้นจากวาระการทำหน้าที่ประธานชมรมอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ม.รามคำแหง และผันตนเองเข้าช่วยเหลือชาวบ้านอย่างเต็มตัวในฐานะที่ปรึกษา

แม้จะสลัดภาระในการทำหน้าที่ประธานชมรมฯ ไปแล้ว แต่งานของพิทักษ์ก็ยังต้องเผชิญปัญหาอีกมาก และงานยากที่สุดของภารกิจคือ การรวบรวมหัวใจของชาวบ้านที่แตกแยก ไม่มั่นคง ไม่เชื่อมั่น ให้มีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน และนั่นก็เป็นเรื่องที่ไม่ง่ายเลย ท่ามกลางกระแสข่าวและคำสบประมาทต่างๆ

"ไม้ซีกงัดไม้ซุง จะชนะได้อย่างไร"
"หากชนะ กูให้เอาตีนเหยียบขี้มาทาหน้าเลย"


ตามสมุดบันทึกของพิทักษ์ ได้สรุปสาระสำคัญจากความคิดของชาวบ้านไว้ว่า "อำนาจเงินของนักการเมืองและเจ้าพ่อ มักจะอยู่เหนือกฎหมาย อยู่เหนือของคนของราชการ"

แต่ความที่พิทักษ์และสมาชิกเครือข่ายฯ เข้าใจได้เป็นอย่างดีว่าจะต้องเกิดกระแสเหล่านี้ขึ้นมา จึงมีการเตรียมความพร้อมในการพูดคุยและทำความเข้าใจกันมาโดยตลอด โดยพยายามมองในแง่ของการเพิ่มพลังในการต่อสู้เรียกร้อง "แต่เมื่อมองในมุมกลับแล้ว คำพูดเหล่านั้นกลับเพิ่มแรงทวีคูณแก่ชาวบ้านที่ชุมชนจนกลายเป็นพลังที่หลายคนคาดไม่ถึง"

ด้วยความจริงใจจริงจังในการให้ความช่วยเหลือชาวบ้านโดยไม่เห็นกับความเหน็ดเหนื่อยและความยากลำบาก แม้จะถูกขู่กรรโชกถึงมหาวิทยาลัย แต่พิทักษ์ก็สามารถรวบรวมแรงใจชาวบ้านให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันได้ในที่สุด และการต่อสู้เรียกร้องจึงดำเนินไปได้อย่างเข้มแข็ง

การเคลื่อนไหวผลักดันโรงโม่หินในช่วงนั้น ได้สะท้อนความเป็นจริงอย่างหนึ่งที่ทำให้พิทักษ์และสมาชิกเครือข่ายฯ ได้ทราบ "ในการเรียกร้องนั้น ฝ่ายโรงโม่หินไม่ค่อยเข้ามายุ่งเท่าที่ควร จะมีแต่คนเฝ้าในโรงโม่เท่านั้น ไม่มีเจ้าของออกมาเจรจากับชาวบ้าน แต่มันน่าแปลกตรงที่ฝ่ายข้าราชการ อบต. ผู้ใหญ่ กำนันบางท่าน กลับเข้ามาเคลื่อนไหวเพื่อให้การชุมนุมยุติลง โดยแสดงท่าทีเหมือนกับเป็นเจ้าของโรงโม่เสียเอง ทำให้ชาวบ้านมองว่าข้าราชการโดนซื้อไปแล้ว มิเช่นนั้น คงไม่ออกหน้าออกตาแทนเจ้าของโรงโม่หินหรอก และนี่คือจุดที่นำไปสู่การไม่ไว้วางใจเจ้าหน้าที่รัฐแม้แต่คนเดียว บทเรียนมันสอนมาอย่างนั้น"

การต่อสู้ดำเนินไปอย่างเข้มข้นต่อเนื่อง จนมีการแจ้งดำเนินคดีกับแกนนำหลายต่อหลายคน รวมทั้งพิทักษ์ด้วย ด้วยข้อหา ปิดถนน ดูหมิ่น หมิ่นประมาทเจ้าพนักงาน บุกรุกโรงโม่ กักขังหน่วงเหนี่ยว ทำลายทรัพย์สิน พร้อมทั้งออกหมายจับ

แต่ในที่สุดชัยชนะก็ตกเป็นของชาวบ้าน เมื่อมีคำสั่งให้โรงโม่หินอนุมัติการศิลาระงับการดำเนินการชั่วคราว ส่วนโรงโม่หินร็อคแอนด์สโตน ก็ไม่ได้รับการต่อใบอนุญาตใหม่หลังจากใบอนุญาตเก่าหมดอายุลง แต่พิทักษ์และชาวบ้านก็ยังคงมีการเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่อง เพื่อผลักดันให้โรงโม่หินทั้ง 2 แห่งปิดกิจการไปอย่างถาวร และถอนเครื่องจักรทั้งหมดออกจากพื้นที่เทือกเขาผาแดงรังกาย

ภายใต้การเคลื่อนไหวเพื่อขับไล่โรงโม่หิน ประเด็นของการขับเคลื่อนได้ถูกขยายออกไปถึงการดูแลรักษาทรัพยากรในพื้นที่ และการเรียกร้องสิทธิการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรในพื้นที่อย่างเท่าเทียม ตลอดจนงานพัฒนาในด้านต่างๆ คือ งานด้านการอนุรักษ์และจัดทำป่าชุมชน งานด้านเศรษฐกิจชุมชน งานด้านการพัฒนาคุณภาพชีวิต งานด้านอนุรักษ์ฟื้นฟูวัฒนธรรมและประเพณีท้องถิ่น โดยเฉพาะการสร้างพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านชมภู

ในที่สุดภาพสะท้อนการทำงานของระบบก็ปรากฏและยืนยันความชัดเจนอีกครั้ง เมื่อประเด็นข้อเรียกร้องของชาวบ้านถูกเบี่ยงเบนเป็นแค่เรื่องผลกระทบ โดยถ้าเจ้าของโรงโม่ดำเนินการปรับปรุงก็สามารถเปิดดำเนินการได้ต่อ ทั้งที่ความต้องการของเครือข่ายฯ คือ การเพิกถอนโรงโม่ออกจากพื้นที่

ดังนั้นการต่อสู้จึงเริ่มขึ้นอีกและรุนแรงยิ่งกว่าเดิม จนเป็นเหตุให้มีการออกหมายจับพิทักษ์และแกนนำถึง 26 คน ใน 7 ข้อหา

แต่ความไม่ย่อท้อของพิทักษ์และเครือข่ายฯ ก็ทำให้ได้พบกับหลักฐานสำคัญที่บ่งบอกว่า โรงโม่หินอนุมัติการศิลาไม่สามารถแสดงหลักฐานที่ดินที่ทำการระเบิดหินอยู่ได้ และนำไปสู่คำสั่งให้เพิกถอนโรงโม่หินภายใน 60 วัน ตั้งแต่วันที่ 4 มกราคม 2544 และยังทำให้ได้รู้ว่า หลักฐาน สค.1 ที่โรงโม่หินมีอยู่ เป็นหลักฐานแสดงสิทธิในพื้นที่อื่นที่ไม่ตรงกับพื้นที่ทำการระเบิดหินอยู่

จากหลักฐานที่ค้นพบเปรียบเสมือนหนทางชัยชนะ แต่ในอีกมุมก็ไปเหมือนการดิ้นเหือดสุดท้ายของนายทุน วันที่ 17 พฤษภาคม 2544 ขณะที่การต่อสู้เห็นหนทางสู่ชัยชนะอยู่รำไร หลังพิทักษ์นำชาวบ้านเข้ายื่นเรื่องขอเป็นกรรมการร่วมในการตรวจสอบเอกสารสิทธิที่ดินโรงโม่ ต่อนายอำเภอเนินมะปราง และได้รับการยินยอมให้เข้าร่วมประชุม หลังจากเดินทางกลับบ้านชมภู พิทักษ์และนายแวะ สนใจ ประธานเครือข่ายฯ ได้เดินทางไปติดต่องานเครือข่ายฯ กับผู้ประสานงานหมู่บ้านใกล้เคียงด้วยรถจักรายานยนต์

พิทักษ์ โตนวุธ ถูกคนร้าย 2 คนใช้รถจักรยานยนต์ ประกบยิงด้วยคมกระสุน 14 นัดเสียชีวิต ที่บริเวณปากทางเข้าบ้านชมภู เหลือไว้แต่เพียงร่างและตำนานบัณฑิตนักอนุรักษ์ผู้ต่อสู้กับความอยุติธรรมอย่างห้าวหาญกับความฝันที่จะตั้ง "สำนักงานนักกฎหมายเพื่อคนจน" อย่างถาวร

การจากไปของเขายังทำให้ "ใบหงส์" เด็กหญิงหงส์พิชฌา โตนวุธ ที่เพิ่งลืมตามาดูโลกได้เพียง 21 วันต้องกำพร้าพ่อ

"ยึดมั่นความถูกต้อง ปกป้องสิ่งแวดล้อม" วลีที่ชาวชมภูหยิบยกขึ้นกล่าวถึงทุกครั้งในการพูดถึงคนที่พวกเขารักเสมือนลูกหลาน และสิ่งที่สำคัญเรื่องราวที่พิทักษ์ได้ร่วมเรียนรู้และผลักดันร่วมกับชาวบ้าน ได้ถูกจารึกและสถิตอยู่ในหัวใจชาวบ้านที่เคยร่วมต่อสู้เคียงบ่าเคียงไหล่กันมาตลอดไป ดังสมญานามที่ชาวบ้านได้ตั้งไว้ "พิทักษ์ โตนวุธ วีรบุรุษป่าเขตฝน"

         เมื่อถึงคราวแตกหน่อ ก็สมควรแตกหน่อ
เมื่อถึงคราวแตกใบ ก็สมควรแตกใบ
         เมื่อถึงคราวออกดอก ก็สมควรออกดอก
เมื่อถึงคราวออกผล ก็สมควรออกผล
         เมื่อถึงคราวร่วงหล่น ก็สมควรร่วงหล่น
เมื่อถึงคราวแตกสลาย ก็สมควรแตกสลาย
 

"บทเพลงแห่งกาลเวลาและชีวิต"
พิทักษ์ โตนวุธ
หน้าหนึ่งในบันทึก พิทักษ์
(ไม่ระบุวันเดือนปีที่แต่ง)

ชื่อ-นามสกุล
:
นายพิทักษ์ โตนวุธ
ประสานงาน
:
นางยุภาภรณ์ โตนวุธ (ภรรยา)
ที่อยู่
:
179 หมู่ 1 ต.ชมพู อ.เนินมะปราง จ.พิษณุโลก 65190
โทร. 086 213 5726
อายุ
:
36 ปี
การศึกษา
:
ปริญญาตรี คณะนิติศาสตร์ ปี 2538
มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมธิราช และมหาวิทยาลัยรามคำแหง
ารทำงาน
 
ปี 2539   - เลขานุการ คณะกรรมการบริหารชมรมฯ
- ร่วมทำกิจกรรมกับคณะกรรมการอนุรักษ์ธรรมชาติและสภาพแวดล้อม 16 สถาบัน(คอทส.) และสหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (สนนท.)
ปี 2540   - ประธานชมรมอนุรักษ์ฯ
ปี 2541   - ที่ปรึกษาเครือข่ายอนุรักษ์ลุ่มน้ำชมภูตอนบน (คอลภ.)
ปี 2543   - ริเริ่มโครงการปลูกป่าและแนวทางเกษตรปลอดสารพิษ รวมทั้งโครงการพิพิธภัณฑ์บ้านชมภู
ปี 2544   - ขอรับการสนับสนุนกิจกรรมเครือข่ายฯ จากกองทุนเพื่อสังคม