ประเภทบุคคล

พระครูจันทร ปัญญาภรณ์
"แสงทอง" ของวัดภูนกกระบา

โดย สมคิด ไชยวงศ์
คณะทำงานภูมิภาค-ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

พระครูจันทร ปัญญาภรณ์ เจ้าอาวาสวัดภูนกกระบา ผู้นำเสนอแนวคิดในการพิชิตไฟป่าที่เกิดในหน้าแล้งทุกปี ภิกษุผู้เป็นศูนย์รวมจิตใจให้ชุมชนมาช่วยกันป้องกันการเผาป่าเพื่อล่าสัตว์ และการจัดการไฟป่าอย่างเป็นระบบ รวมทั้งการปลูกต้นไม้ทดแทนความเสียหาย จัดทำแนวกันไฟไม่ให้ลุกลามไปยังพื้นที่อื่นๆ ในภูเขา และเพื่อให้ชาวบ้านมีแหล่งหาอาหาร แหล่งยาสมุนไพรไว้ใช้ในวิถีชีวิต ผลจากการดูแลรักษาป่า ทำให้ป่าอุดมสมบูรณ์มีแหล่งน้ำเกิดขึ้น

ภูนกกะบา เป็นแนวเทือกเขาภูพานที่ทอดยาวลงมาจากจังหวัดอุดรธานีไปจนถึงอำเภอสังคม จังหวัดหนองคาย บนภูเขาแห่งนี้มีต้นไม้ใหญ่ซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยของนกกะบาเป็นจำนวนมาก ชาวบ้านดงได้นิมนต์พระสงฆ์มาจำพรรษาอยู่บนยอดภูเขาแห่งนี้ตั้งแต่ปีพุทธศักราช 2479 และได้ขอจัดตั้งเป็นวัดภูนกกระบาขึ้นเมื่อวันที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2479 โดยมีพระครูสีลขันธสังวร เป็นเจ้าอาวาสรูปแรก และพระครูจันทร ปัญญาภรณ์ เป็นเจ้าอาวาสจนปัจจุบัน สังกัดคณะสงฆ์ธรรมยุต

พระครูจันทร ปัญญาภรณ์ เป็นชาวอุดรธานี บวชมาตั้งแต่อายุ 25 ปี มาจำพรรษาเป็นเจ้าอาวาสวัดภูนกกระบา ตั้งแต่ปี 2524 ตามคำนิมนต์ของชาวบ้าน เพราะวัดภูนกกระบา ในขณะนั้น เป็นวัดร้าง ไม่มีพระจำพรรษา อันเนื่องมาจากความยากลำบาก ไม่มีน้ำ และยังเกิดไฟป่ารุกรานทุกปี

เมื่อแสงเงินแสงทองเริ่มจับขอบฟ้าส่องสว่างในยามเช้าตรู่ ปลุกให้เหล่านกกาตื่นจากการนอนมาตลอดทั้งค่ำคืน ต่างพากันเตรียมตัวโบยบินออกไปจากรวงรัง เสียงไก่ป่าโก่งคอขันก้องกังวานไปทั้งหุบเขา รับกับเสียงระฆังจากวัดบนยอดภู ปลุกให้พระเณรลงมาปฏิบัติกิจของสงฆ์ เสมือนกับนาฬิกาแห่งธรรมชาติยามเช้าที่ปลุกให้ญาติโยมในหมู่บ้าน ต่างพากันลุกขึ้นมาหุงหาอาหารเช้าเป็นกิจวัตรประจำวัน

พระครูจันทร ปัญญาภรณ์ ซึ่งชาวบ้านเรียกว่า "หลวงพ่อจันทร" วัย 56 ปี เจ้าอาวาสวัดภูนกกระบาแห่งบ้านดงต้องหมู่ที่ 6 ตำบลผาตั้ง อำเภอสังคม จังหวัดหนองคาย เดินทางลงมาจากกุฏิบนภูเขาเพื่อไปบิณฑบาตในหมู่บ้านด้วยอาการสำรวมเพียงลำพังรูปเดียว เป็นระยะทาง 4 กิโลเมตรทุกวัน แต่เมื่อเวลาเดินทางกลับมายังศาลาวัด จะมีพวกเด็กๆ ซึ่งเป็นลูกหลานชาวบ้านดงต้องกว่า 10 คน ในวัย 9-12 ขวบ เดินตามหลังหลวงพ่อจันทรขึ้นมาบนศาลาวัด พร้อมด้วยกระติบข้าว ปิ่นโตอาหารที่ชาวบ้านนำมาใส่บาตรถวายพระทุกวัน เด็กๆ เหล่านี้จะอาศัยอยู่กับตาและยาย ส่วนพ่อแม่เข้าไปหางานทำในกรุงเทพฯ เมื่อหลวงพ่อฉันภัตราหารเช้าเสร็จ เด็กๆ ก็จะพากันล้อมวงกินข้าวก้นบาตร จากนั้นก็ทำความสะอาดภาชนะใส่อาหาร เก็บกวาดศาลาวัด กุฏิ ลานวัดทุกวัน รวมทั้งช่วยหลวงพ่อปลูกต้นไม้ และเป็นลูกมือช่วยทำแนวกันไฟ หรือบางทีก็ช่วยดับไฟป่า

แม้ในยามค่ำคืนของหน้าแล้ง เมื่อเกิดไฟไหม้ป่า เด็กๆ กลุ่มนี้ก็จะเป็นคนกลุ่มแรกที่วิ่งขึ้นมาถึงวัดภูนกกระบาเพื่อช่วยหลวงพ่อ และกระจายกันวิ่งไปขอความช่วยเหลือจากผู้ใหญ่บ้าน กำนัน และกลุ่มชาวบ้านมาช่วยกันดับไฟที่ไหม้ลุกลามเข้ามาในเขตวัด ช่วยทำแนวกันไฟ นำถังน้ำมาดับไฟ หรือกิ่งไม้ที่พอจะหาได้มาช่วยกันดับไฟโดยไม่ย่อท้อ แม้จะตัวน้อยนิด แต่จิตสำนึกเรื่องรักป่าก็ไม่ด้อยกว่าคนตัวโตๆ

อาจเป็นไปได้ว่า พวกเขาเรียนรู้ถึงชีวิตที่ต้องพึ่งพากับธรรมชาติ รู้ดีว่าเมื่อเกิดไฟไหม้ หมายถึงอาหารพวกเห็ดป่า ผักป่า ถูกเผาผลาญไปด้วย แล้วก็จะไม่มียอดผักหวานเอาไปแกงใส่ไข่มดแดง ไม่มีแมงอีนูนให้ให้เก็บไปคั่วตำแจ่ว ตำป่น ไม่มีเสียงเพลงธรรมชาติจากจักจั่นเรไรในยามกลางวัน ไม่มีกระต่าย พังพอน อีเห็น ลิง ค่าง กบเขียด อึ่งอ่าง ฯลฯ เป็นอาหาร ส่วนต้นพยอม ต้นยาง พยุง มะค่า เต็งรังใหญ่ ที่มีอายุกว่า 300 ปี และเป็นที่อยู่อาศัยของนกกะบา ก็จะถูกไฟป่าเผายืนต้นเหี่ยวเฉาตายไปในที่สุด

ยังมีพวกพืชสมุนไพรอีกหลายร้อยชนิดที่อยู่ในป่า ที่หลวงพ่อจันทรกับชาวบ้านและเด็กๆ นักเรียนช่วยกันปลูกอีกเล่า สมุนไพรใช้บำบัดรักษาเมื่อยามเจ็บไข้ได้ป่วยนั้นมีมาก เช่น ต้นเปล้าน้อยใช้แก้ท้องอืดท้องเฟ้อและปวดท้อง ตากวางใช้แก้โรคอาหารเป็นพิษและท้องเสีย ตูมตั้งแก้โรคกามตายด้าน รากพุทธนำมาผสมน้ำมะนาวใช้แก้โรคลิ้นขาว รากพังคีใช้แก้ท้องอืดจุกเสียดแน่นท้อง ไม้โมกหรือหมากมูกใช้แก้ท้องเสีย เครือขจ้อนเน่าใช้แก้โรคมะเร็ง ผักอีเลิดใช้เป็นยาฆ่าพยาธิในอาหาร แก่นมะขามใช้ขับน้ำคาวปลา หมอยสาวแก่ใช้แก้โรคผมหงอกขาวให้เป็นสีดำ ต้นเหมือดใช้แก้ปวดเส้นเอ็น ส้มโมงขี้มอดหรือชะมวงใช้ผสมกับฟ้าทะลายโจรใช้แก้โรคไอเจ็บคอ คิงไฟนกคุ่มหรือโด่ไม่รู้ล้มใช้แก้โรคกามตายด้าน ว่านชักมดลูก พญาช้างสาร และพญาเสือโคร่งมาผสมกันแก้โรคกระเพาะอาหารหรือใช้ต้นข่าหดต้มดื่ม เป็นต้น สมุนไพรมีค่าเหล่านี้จะไหม้เป็นจุน ถ้าไม่มีใครช่วยดับไฟ

ในฤดูแล้ง อากาศแห้ง และมักเอื้อต่อการเกิดไฟป่าได้ง่าย วัดภูนกกระบาที่อยู่ชายป่า จึงเป็นพื้นที่เสี่ยง ไฟป่าที่เกิดทุกปี ทำให้ป่าไม้ถูกเผาทำลายไปเป็นจำนวนมาก แม้ชาวบ้านจะมาช่วยกันดับไฟ แต่บ่อยครั้งก็ไม่ค่อยทันเวลา อุปกรณ์ในการดับไฟก็ไม่ค่อยมีประสิทธิภาพ ประกอบกับพื้นที่ป่าไม้ของวัดอยู่บนภูเขาสูง ไม่มีแหล่งน้ำขนาดใหญ่ที่ใช้ในการดับไฟได้อย่างทั่วถึง ทำให้เสียพื้นที่ป่าไม้ไปเป็นจำนวนมาก

เพื่อแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ หลวงพ่อจันทร จึงได้ขอให้ผู้ใหญ่บ้านและกำนัน เรียกประชุมชาวบ้านเพื่อหาวิธีแก้ที่ต้นตอ คือการเผาป่าเพื่อล่าสัตว์ และการควบคุมไฟป่า ตลอดจนดับไฟป่าที่เป็นระบบ รวมทั้งการปลูกต้นไม้ทดแทนป่าที่เสียหายเพราะไฟ มีการร่วมแรงร่วมใจกันจัดทำแหล่งน้ำขึ้น เพื่อเก็บกักน้ำไว้ใช้ในการดับไฟป่าบนพื้นที่ในวัด ทำแนวกันไฟไม่ให้ลุกลามไปไหม้ในพื้นที่อื่นบนภูเขา

นอกจากนี้ ก็เป็นผู้ประสานให้เกิดการประชุมชาวบ้าน ผู้นำชุมชน และองค์กรฝ่ายปกครองในท้องถิ่นให้กำหนดกฎเกณฑ์การดูแลรักษาป่า จัดให้มีการประชาสัมพันธ์เพื่อให้ชุมชนได้รับรู้ข่าวสาร จัดโครงการฝึกอบรมแหล่งศึกษาธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมให้แก่นักเรียนชั้นประถมปีที่ 4-5 ในช่วงปิดภาคเรียนได้เข้ามาศึกษาและสำรวจพืชและสัตว์เป็นประจำทุกปี จัดทำโครงการปลูกป่าไม้ทดแทน โดยนักเรียนและชุมชนมาช่วยกันปลูก เนื่องในวันสำคัญของชาติเป็นประจำทุกปี เช่น วันพืชมงคล วันเฉลิมพระชนมพรรษา ได้แก่ ไม้เต็ง รัง จิก กระบก ยางใหญ่ ยางทุ่ง ยางบง ยางแดง ยางทุ่ง ชาด ไผ่เปาะ ใช้ทำข้าวหลาม เป็นต้น

จัดทำโครงการชมรมวิทยุสมัครเล่น VHF/FM เคลื่อนที่ ขนาดกำลังส่ง 10.00 Watt โดยใช้สัญญาณเรียกขาน HS4EGN เพื่อส่งข่าวให้ชาวบ้านในชุมชนได้รับทราบ เมื่อเกิดไฟไหม้ป่าจะได้มาช่วยกันดับไฟได้ทันเวลา รวมทั้งประชาสัมพันธ์ให้ชุมชนเข้าใจคุณค่า และความสำคัญในการอนุรักษ์พื้นที่ป่าซึ่งเป็นแหล่งต้นน้ำ และการใช้ประโยชน์จากป่าอย่างยั่งยืน ภายใต้คำขวัญ "หอระฆัง ถังน้ำ ยามคอยไฟ บันไดดูดาว" และขยายเครือข่ายการอนุรักษ์ป่าไม้ไปยังวัดพื้นที่ใกล้เคียง จำนวน 5 แห่ง ได้แก่ วัดผาใหญ่ วัดผาดัก วัดถ้ำเพียงดิน วัดบ้านดงต้อง และวัดป่าซาง รวมพื้นที่ 3,460 ไร่

ทั้งหมดนี้ หลวงพ่อบอกว่าไม่ใช่เพื่อวัด เพื่อพระ แต่เพื่อให้ชาวบ้านมีแหล่งอาหาร แหล่งยาสมุนไพร และสร้างความชุ่มชื้นให้กับผืนดิน

"ไฟป่า ไม่ได้เกิดจากป่า เพราะป่าไม่มีมือ ไม่มีไม้ขีดไฟมาเผาป่า มันเกิดจากคนเรานี่แหละไปจุดไฟเผาป่า" หลวงพ่อครูจันทร กล่าว

เป็นที่รู้กันดีว่า สาเหตุไฟป่านั้นเกิดจากความตั้งใจและความเผอเรอของชาวบ้านในชุมชนเอง และชุมชนใกล้เคียง ที่มักจะเผาหญ้าหรือเผาป่าอ้อย เพื่อให้ตัดได้ง่ายขึ้น ไม่ต้องไปถากถางหญ้า หรือเสียเวลามาลอกเปลือก

"จุดไฟเผานั่นแหละง่ายที่สุด เมื่อเผาแล้ว ไฟก็ลุกไหม้ติด ลมพัดแรงเข้า หน้าแล้งป่าไม้แห้งติดไฟง่ายอยู่แล้วก็ควบคุมไม่ไหว ลุกลามเป็นบริเวณกว้างแล้วก็โยนบาปไปให้เป็นไฟป่า พวกนี้แหละตัวดีนัก ต้องช่วยกันสอดส่องดูพวกมักง่ายนี้ให้ดี ถ้าใครพบเห็นต้องรีบไปแจ้งกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน หรือเจ้าหน้าที่บ้านเมือง" หลวงพ่อเทศนา

เด็กๆ บอกว่า หลวงพ่อจันทรพูดอย่างนี้ให้พวกชาวบ้านฟังมา 21 ปีแล้ว ตอนแรกทุกก็พากันเชื่อฟัง ไม่มีใครกล้าไปเผาหญ้าเผาอ้อยเลย เจ้าหน้าที่ตำรวจ เจ้าหน้าที่ป่าไม้ก็เข้ามาช่วยกันดูแลเป็นอย่างดี แต่ระยะหลัง มีนายทุนเข้ามาซื้อที่ดินเพื่อปลูกยางพารามากขึ้น ทำให้ชาวบ้านเข้ามาบุกรุกพื้นที่ป่า รวมทั้งป่าในเขตวัดภูนกกระบาด้วย และเมื่อเกิดไฟป่า ก็ไม่ค่อยมีเจ้าหน้าที่มาช่วยดูแล เมื่อเกิดไฟไหม้ก็ไม่มีใครมาช่วยหลวงพ่อดับไฟ ใช้วิทยุเรียกไปก็ไม่มา โทรศัพท์ไปก็เงียบไม่มีคนรับ ตอนนี้ก็มีแต่ชาวบ้านกับพวกเด็กๆ เท่านั้นที่มาช่วยหลวงพ่อผจญเพลิงที่ตนเองไม่ได้ก่อ และช่วยกันทำแนวกันไฟป่าล้อมรอบวัดภูนกกระบา ล้อมรั้วลวดหนามป้องกันมิให้มีกลุ่มรุกที่เพื่อใช้ปลูกยางพารา หรือลักลอบตัดไม้ในเขตวัด

มีหลายครั้งที่หลวงพ่อต้องเดินทางไปแจ้งความให้เจ้าหน้าที่มาดูแลเรื่องการบุกรุกตัดไม้ จนถึงขั้นเป็นคดีความ แต่ธรรมะก็ชนะอธรรม หลวงพ่อชนะคดี ผืนป่าจำนวน 835 ไร่ ก็ยังเป็นของชุมชนอยู่จนทุกวันนี้

แม้จะต้องสู้กับความโลภ ความเห็นแก่ได้ แต่หลวงพ่อก็ยังคงสงบนิ่ง เยือกเย็น ใช้สติปัญญาในการแก้ไขปัญหาต่างๆ เพียงลำพังรูปเดียว แนวคิดที่หลวงพ่อใช้ปฏิบัติตนคือ "สัจธรรมแห่งชีวิต"

"จงบอกให้เขารู้ว่าอะไรคือความจริง ที่ทำให้เกิดประโยชน์อย่างยั่งยืนต่อตนเอง ต่อส่วนรวม และอะไรคือความหลอกลวง ทำให้เกิดโทษแก่ชีวิตของตนเอง ต่อส่วนรวม และประเทศชาติ"

นี่คือแสงแห่งธรรมที่พระครูจันทร ปัญญาภรณ์ แห่งวัดภูนกกระบา ใช้เตือนตน และเตือนผู้คนรอบข้างให้เกิดแสงสว่างแห่งปัญญา

นกกะบา

นกกะบา หรือ นกตีทอง เป็นภาษาท้องถิ่นในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ หรือ นกโพระดก ในภาษาภาคกลาง มีชื่อสามัญว่า Megalaima haemacephala วงศ์ Megalaimidae เป็นนกโพระดกที่ตัวเล็กที่สุด

นกกระบามีลักษณะลำตัวสีเขียว คอเหลือง อกแดง หน้าผากแดง ขอบตาเหลือง ปากสั้นหนา ชอบเกาะอยู่บนต้นไม้สูงใหญ่ ทำรังอยู่ในโพรงไม้ กินผลไม้และลูกไม้เป็นอาหาร เมื่อกินอาหารอิ่มแล้วชอบร้องเสียงดังโป๊ก...โป๊ก เป็นจังหวะสม่ำเสมอทุกๆ 3-4 วินาที ตลอดทั้งวันไปจนพลบค่ำ บางทีชาวบ้านจะเรียกว่า นกตระเวนไพร

นกจำพวกนี้ในประเทศไทยจะมีอยู่ 13 ชนิด ตัวขนาดเท่ากับนกเอี้ยง นกสาลิกา จะพบอยู่ตามป่าไม้สูงๆใหญ่ทั่วไปในประเทศไทย

ชื่อ-นามสกุล
:
พระครูจันทร ปัญญาภรณ์
ที่อยู่
:
วัดภูนกกระบา บ้านผาตั้ง ต.ผาตั้ง อ.สังคม จ.หนองคาย 43108
โทร. 08 9278 1214
อายุ
:
56 ปี
การศึกษา
:
จบการศึกษาระดับประถมศึกษาปีที่ 4 จากโรงเรียนบ้านหนองกอง หมู่ที่ 2 ต.บ้านผือ อ.บ้านผือ จ.อุดรธานี
การทำงาน
:
เจ้าอาวาสวัดภูนกกระบา ต.ผาตั้ง อ.สังคม จ.หนองคาย
ระยะเวลาทำงาน
:
26 ปี (พ.ศ.2524-ปัจจุบัน)

ผลงาน :

  • จัดทำโครงการประชาสัมพันธ์ เขตห้ามตัดไม้ทำลายป่าให้ชุมชนได้เข้าใจกฎหมาย ข้อห้ามและโทษ
  • ร่วมกับชาวบ้าน 6 หมู่บ้าน คัดค้านการยึดครองพื้นที่ป่าไม้ในเขตวัดภูนกกระบา เพื่อนำไปประกาศเป็นเขตอุทยานแห่งชาติ จนได้พื้นที่ป่ากลับมาดูแลเหมือนเดิม
  • จัดโครงการฝึกอบรมแหล่งศึกษาธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมให้แก่นักเรียนในช่วงปิดภาคเรียน
  • จัดทำโครงการปลูกป่าไม้ทดแทน โดยนักเรียนและชุมชนมาช่วยกันปลูกเนื่องในวันสำคัญของชาติเป็นประจำทุกปี
  • จัดทำโครงการชมรมวิทยุสมัครเล่นเพื่อส่งข่าวให้ชาวบ้านรับทราบ เมื่อเกิดไฟไหม้ป่าจะได้มาช่วยกันดับไฟได้ทันเวลา
  • ขยายเครือข่ายการอนุรักษ์ป่าไม้ไปยังวัดพื้นที่ใกล้เคียงจำนวน 5 แห่ง รวมพื้นที่ 3,460 ไร่