ประเภทบุคคล

กล โฉมคุ้ม
"นักวิชาการเท้าเปล่า" แห่งชุมชนบ้านกว้าว
ดร.กิติชัย รัตนะ
คณะทำงานภูมิภาค ภาคกลาง-ตะวันตก


กล โฉมคุ้ม ผู้ใหญ่บ้านบ้านกว้าว ได้รับความไว้วางใจจากชาวบ้านให้เป็นผู้นำมานานกว่า 20 ปี อันเนื่องมาจากความมุ่งมั่นในการนำพาชุมชนสู่ความอยู่ดีมีสุขภายใต้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ไม่ว่าจะเป็นการปรับดินที่เสื่อมสภาพให้กลับมาใช้งานได้อีกครั้งโดยไม่พึ่งพาสารเคมี ทดลองการทำปุ๋ยหมัก ปุ๋ยชีวภาพ ปุ๋ยอัดเม็ด ก่อนจะเผยแพร่ไปสู่ชุมชน มีผลทำให้แหล่งน้ำในชุมชนสะอาด ปลอดสารเคมี พร้อมรณรงค์ให้ชาวบ้านเลิกเผาข้าวตอซัง แต่นำกลับมาคลุมดินเพื่อเพิ่มจุลินทรีย์ในดินจนเหมาะแก่การเพาะปลูก ด้วยหลักการทำงานง่ายๆ แต่ได้ผลดี คือ ทดลองด้วยตนเอง ทำให้เห็น เมื่อชาวบ้านเห็นก็นำไปปฏิบัติ เปรียบดังนักวิชาการเท้าเปล่า

กล โฉมคุ้ม ผู้ใหญ่บ้านบ้านกว้าว ที่ได้รับความไว้วางใจจากชาวบ้านให้ทำหน้าที่นี้มากว่า 20 ปี จากความมุ่งมั่นในการนำพาชุมชนสู่ความอยู่ดีมีสุขภายใต้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ไม่ว่าจะเป็นการปรับดินที่เสื่อมสภาพให้กลับมาใช้งานได้อีกครั้งโดยไม่ใช้สารเคมี เรียนรู้การทำปุ๋ยหมัก ปุ๋ยชีวภาพ ปุ๋ยอัดเม็ด ก่อนจะเผยแพร่ไปสู่ชุมชน ส่งผลถึงแหล่งน้ำในชุมชนที่ใสสะอาดปลอดจากสารเคมี รณรงค์ให้ชาวบ้านเลิกเผาป่า เผาข้าวตอซัง ให้นำกลับมาคลุมดิน เพื่อเพิ่มจุลินทรีย์ในดินให้เหมาะแก่การเพาะปลูก ด้วยหลักการทำงานง่ายๆ แต่ได้ผลดี คือ ทดลองด้วยตนเอง ทำให้เห็น เมื่อชาวบ้านเห็นก็นำไปปฏิบัติ เปรียบดังนักวิชาการเท้าเปล่า

ปัญหาการทำเกษตรที่ยังเน้นการเผาป่า เผาซากไร่ ซากตอซังข้าว การพึ่งพาสารเคมี ทำให้ดินเสื่อมสภาพ มีผลต่อแหล่งน้ำ และการเป็นหนี้สิน นี่คือ วงจรชีวิตของเกษตรกรที่ไม่สามารถหาหนทางในการแก้ไขปัญหาได้

กล โฉมคุ้ม ผู้ใหญ่บ้านบ้านกว้าว ที่ได้รับความไว้วางใจจากชาวบ้านให้ทำหน้าที่นี้มากว่า 20 ปี เริ่มเล็งเห็นว่าหากปล่อยให้ชุมชนยังคงดำเนินวิถีชีวิตแบบเดิมเช่นนี้ ย่อมไม่สามารถก้าวพ้นจากความยากจนได้ ในช่วงปี 2543 กล โฉมคุ้ม ในฐานะผู้ใหญ่บ้าน ได้มีโอกาสเข้าร่วมชมรมการเรียนรู้ของภาคเหนือตอนล่าง และโครงการของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) โดยมีเป้าหมายเพื่อลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ และยกระดับคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้น ตลอดจนการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของชุมชน เพื่อเป็นรากฐานในการรักษาระบบนิเวศให้คงสภาพธรรมชาติ และเอื้อต่อการใช้ประโยชน์ของชุมชนอย่างยั่งยืน

ผลของการนำชุมชนเข้าสู่กระบวนการเรียนรู้ผ่านการดำเนินโครงการช่วยเหลือและสนับสนุนของหน่วยงานต่างๆ ทำให้ชุมชนเริ่มปรับเปลี่ยนแนวทางในการดำเนินชีวิต และเห็นความสำคัญของการประยุกต์ใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นในการจัดการทรัพยากรมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะกล โฉมคุ้ม ได้พัฒนาตนเองให้เป็นแบบอย่างที่ดีในการเสริมสร้างพลังชุมชนให้เข้มแข็งมากขึ้น โดยการเป็นตัวแทนของชุมชนบ้านกว้าว เพื่อออกไปรับความรู้และนวัตกรรมใหม่ๆ ที่ถ่ายทอดโดยหน่วยงานต่างๆ มาปรับใช้ในการชุมชนอยู่ตลอดเวลา แม้ว่าจะมีความเหน็ดเหนื่อยและออนล้าอยู่หลายครั้ง แต่กระนั้นนายกล โฉมคุ้ม ก็หาได้ย่อท้อ แต่กลับมีความเพียรพยายามในการทำงานให้เป็นที่ประจักษ์ชัดแก่สายตาของสมาชิกในชุมชน

จัดทำแผนปฎิบัติการชุมชนเป็นสุข

ยกล โฉมคุ้ม ได้ริเริ่มในการจัดทำแผนปฏิบัติการชุมชนเป็นสุข เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการกำหนดทิศทางในการพัฒนาชุมชนเพื่อความดีมีสุขขึ้น โดยแผนปฏิบัติการชุมชน ครอบคลุมทั้งแผนงานในการพัฒนาอาชีพและเศรษฐกิจชุมชน แผนงานในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม แผนงานในการเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชน และวัฒนธรรม พร้อมกันนี้ก็ได้ผลักดันให้เกิดการนำแผนไปสู่การปฎิบัติในเวลาต่อมา

กลุ่มชุมชนและกองทุนชุมชน ถูกจัดตั้งขึ้น ด้วยความต้องการร่วมกันของสมาชิกในชุมชนบ้านกว้าว เช่น กองทุนออมทรัพย์เพื่อการผลิต กองทุนสงเคราะห์ กองทุนสตรีพัฒนา กองทุนเยาวชน กองทุนฝ่ายสาธารณสุข กองทุนกลุ่มผู้เลี้ยงโคเนื้อ กองทุนฝ่ายวัฒนธรรม เป็นต้น โดยที่กองทุนเหล่านี้ เกิดขึ้นจากการผลักดันของนายกล โฉมคุ้ม อีกทั้งกระตุ้นให้เกิดการบริหารจัดการกลุ่มและกองทุนต่างๆ แบบมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง ผลของการดำเนินงานของกลุ่มและกองทุนต่างๆ เป็นพลังให้ชุมชนผู้สนใจ ได้เรียนรู้ถึงแนวทางการพัฒนาศักยภาพตนเองในการยกระดับคุณภาพชีวิตแบบพึ่งตนเอง

พลิกฟื้นทุนทางธรรมชาติของชุมชน

กล โฉมคุ้ม เห็นว่าแต่เดิม ธรรมชาติโดยรอบชุมชนมีความอุดมสมบูรณ์ และมีความหลากหลายทางชีวภาพสูง ทั้งป่าไม้ สัตว์ป่า แผนใต้แผนงานด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นายกล โฉมคุ้ม จึงได้ส่งเสริมและสร้างความเข้าใจกับชุมชนในการอนุรักษ์สัตว์ป่า โดยเฉพาะการไม่ล่าสัตว์ โดยเฉพาะสัตว์ขนาดเล็กที่เอื้อประโยชน์ต่อระบบนิเวศของชุมชน เช่น การห้ามยิงนก การห้ามมิให้เกษตรกรเผาฟางในนาข้าว การปลูกป่าและไม้ใช้สอยตามหัวไร่ปลายนา ผลของการดำเนินกิจกรรมต่างๆ ของนายกล โฉมคุ้ม ทำให้เกิดการพลิกฟื้นธรรมชาติในชุมชนอย่างเห็นได้ชัด และยังได้เพาะชำกล้าไม้ที่ชุมชนต้องการ แล้วแจกจ่าย ส่งเสริมให้สมาชิกในชุมชนนำไปปลูกให้กว้างขวางยิ่งขึ้น

กล โฉมคุ้ม เห็นว่า การลดความยากจนของชุมชน ต้องเริ่มจากการพึ่งตนเองให้ได้ก่อน ดังนั้น เขาจึงได้ได้ลงมือในการศึกษาวิจัยชุมชน เพื่อหาช่องทางในการลดรายจ่าย และสร้างรายได้ให้กับชุมชน ผลของการวิจัยในแบบภูมิปัญญาของนายกล โฉมคุ้ม เป็นที่มาของการผลิตน้ำสกัดชีวภาพ และปุ๋ยอินทรีย์ขึ้นมาใช้เอง วิธีการในการทำน้ำสกัดชีวภาพ จะใช้การทดลองทำไปเรียนรู้ไปอย่างต่อเนื่อง จนได้สูตรที่มีประสิทธิภาพสูง และเป็นที่มาของการนำไปขยายผล โดยการส่งเสริมให้สมาชิกในชุมชนผลิตน้ำสกัดชีวภาพไว้ใช้เอง ลดการใช้สารเคมีเกษตรลง ต้นทุนการผลิตลดต่ำลงอย่างมาก ชุมชนเริ่มมีเงินออม และเรียนรู้ว่า หากปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตแบบพึ่งพิงธรรมชาติ ย่อมเป็นแนวทางที่ช่วยแก้ไขความยากจน ควบคู่กับการใส่ใจต่อสภาพแวดล้อม

ปัจจุบัน นายกล โฉมคุ้ม ได้มีส่วนร่วมในการเป็นวิทยากรบรรยายให้กับสมาชิกในชุมชนในการเรียนรู้วิถีพึ่งพิงธรรมชาติ ภายใต้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เป็นผู้ที่มีจิตวิญญาณสาธารณะ เป็นผู้เสียสละ รักษ์ธรรมชาติ และเป็นแบบอย่างของบุคคลที่เป็นผู้นำในการพลิกฟื้นธรรมชาติ เพื่อวิถีพอเพียงแห่งชุมชนบ้านกว้าว กิจกรรมเป็นจำนวนมากที่นายกล โฉมคุ้ม ได้ทำ สะท้อนให้เห็นถึงการขยายเครือข่ายการเรียนรู้สู่ชุมชนและองค์กรภายนอกมากขึ้น ชุมชนบ้านกว้าว เป็นชุมชนที่มีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ ร่วมกับอุทยานแห่งชาติรามคำแหง อีกทั้งยังฟื้นฟูป่าหัวไร่ปลายนา ปลูกไม้สอยในชุมชน เพื่อใช้ประโยชน์เอง ลดการพึ่งพิงทรัพยากรจากป่าอนุรักษ์ ลดข้อพิพาทในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

ผลของการมีส่วนร่วมของชุมชนบ้านกว้าว และการเป็นผู้นำการอนุรักษ์ของนายกล โฉมคุ้ม ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสิ่งแวดล้อมในแปลงนา ดินที่เคยเสื่อมโทรม กลับมีความสมบูรณ์ ชุมชนมีปุ๋ยอินทรีย์ไว้ใช้เอง มีแหล่งน้ำสำหรับอุปโภคบริโภคอย่างพอเพียง ความหลากหลายทางชีวภาพได้รับการฟื้นฟูให้กับชุมชน ไม่เฉพาะชุมชนเท่านั้นที่ได้รับประโยชน์ แต่ยังส่งผลต่อคุณค่าทางชีวิตของสรรพสิ่งในระบบนิเวศได้อย่างยั่งยืน

ชื่อของ "กล โฉมคุ้ม" ควรได้รับการเชิดชู และยกย่องในฐานะนักวิชาการเท้าเปล่า
ผู้พลิกฟื้นธรรมชาติ เพื่อวิถีพอเพียงแห่งชุมชนบ้านกว้าวอย่างแท้จริง

ปุ๋ยน้ำหมักชีวภาพจากหอยเชอรี่

วิธีที่ 1 การทำปุ๋ยน้ำหมักชีวภาพหอยเชอรี่ทั้งตัวพร้อมเปลือก
นำตัวหอยเชอรี่ทั้งตัวมาบดให้ละเอียด นำไปผสมกับน้ำตาลโมลาส และน้ำหมักหัวเชื้อจุลินทรีย์ธรรมชาติ อัตรา 3:3:1 คนให้เข้ากัน และนำไปบรรจุในถังหมักขนาด 30 ลิตร หรือ 200 ลิตร อย่างใดอย่างหนึ่ง ปิดฝาทิ้งไว้คนให้เข้ากันหากมีการแบ่งชั้น สังเกตดูว่า หากมีกลิ่นเหม็นให้ใส่น้ำตาลโมลาสเพิ่ม และคนให้เข้ากันจนกว่าจะหายเหม็น ทำการคนทุกวันจนกว่าจะไม่เกิดแก๊สบนผิวหน้า แต่จะเห็นความระยิบระยับอยู่ที่ผิวหน้าปุ๋ย บางครั้งอาจจะมีตัวหนอนลอยบนผิวหน้าหรือข้างถัง ควรรอจนกว่าตัวหนอนดังกล่าวตัวใหญ่เต็มที่และตาย ก็ถือว่าการหมักเสร็จสิ้นขบวนการ สามารถนำไปใช้ได้หรือนำไปพัฒนาผสมกับปุ๋ยน้ำอื่นๆ ต่อไป

วิธีที่ 2 การทำปุ๋ยน้ำหมักชีวภาพจากไข่หอยเชอรี่
นำไข่หอยเชอรี่หรือกลุ่มไข่หอยเชอรี่มาบดให้ละเอียด นำไปผสมกับน้ำตาลโมลาสและน้ำหมักหัวเชื้อจุลินทรีย์ธรรมชาติ อัตรา 3:3:1 คนให้เข้ากันแล้วนำไปหมักตามขบวนการเช่นเดียวกับวิธีที่ 1

วิธีที่ 3 การทำปุ๋ยน้ำหมักชีวภาพไข่หอยเชอรี่ และพืช
นำไข่หอยเชอรี่หรือกลุ่มไข่หอยเชอรี่มาบดให้ละเอียด นำไปผสมกับพืชอ่อนๆ หรือยอดพืช ความยาวไม่เกิน 6 นิ้ว ที่หั่นหรือบดละเอียดแล้ว นำมาผสมกันในอัตราส่วน ไข่หอยละเอียด : น้ำตาลโมลาส : พืชส่วนอ่อนบดละเอียด และน้ำหมักหัวเชื้อจุลินทรีย์ธรรมชาติ คือ 3:3:1:1 แล้วนำไปหมักตามขบวนการเช่นเดียวกับวิธีที่ 1

วิธีที่ 4 การทำปุ๋ยน้ำหมักชีวภาพจากเนื้อหอยเชอรี่
นำตัวหอยเชอรี่ทั้งตัวมาต้มในกะทะ ใส่เกลือแกงในจำนวนพอเหมาะ เพื่อให้เนื้อหอยเชอรี่แยกจากเปลือกได้ง่ายขึ้น และนำเนื้อหอยเชอรี่มาบดให้ละเอียด นำไปผสมกับน้ำตาลโมลาสและน้ำหมักจากเชื้อจุลินทรีย์ธรรมชาติ อัตรา 3:3:1 คนให้เข้ากันแล้วนำไปหมักตามขบวนการเช่นเดียวกับวิธีที่ 1

วิธีที่ 5 การทำปุ๋ยน้ำหมักชีวภาพจากเนื้อหอยเชอรี่ และพืชสด
นำเนื้อหอยเชอรี่ที่ได้จากการต้มกับเกลือเหมือนวิธีที่ 4 มาบดให้ละเอียดแล้วนำไปผสมกับน้ำตาลโมลาส และชิ้นส่วนของพืชที่อ่อนๆ เหมือนวิธีที่ 3 คือ อัตราส่วนเนื้อหอยเชอรี่บดละเอียด : น้ำตาลโมลาส : พืชบดละเอียด : น้ำหมักหัวเชื้อจุลินทรีย์ คือ 3:3:1:1 คนผสมให้เข้ากันอย่างดี แล้วนำไปหมักตามขบวนการเช่นเดียวกับวิธีที่ 1

วิธีที่ 6 การทำปุ๋ยน้ำหมักจากเนื้อหอยเชอรี่ ไข่หอยเชอรี่ และพืชสด
เป็นการผสมผสานการทำปุ๋ยน้ำหมักชีวภาพแบบเบ็ดเสร็จ ใช้เนื้อหอยเชอรี่พร้อมเปลือก หรือเนื้อหอยเชอรี่ : ไข่หอยเชอรี่ : พืชอ่อน : น้ำตาลโมลาส : น้ำหมักหัวเชื้อจุลินทรีย์ อัตรา 3:3:5 - 6:9-10 : 5-6 หากมีกลิ่นเหม็นให้เติมน้ำตาลโมลาส และน้ำหมักหัวเชื้อจุลินทรีย์ธรรมชาติเพิ่มขึ้นจนกว่าจะไม่มีกลิ่น และดูลักษณะผิวหน้าของน้ำหมักเช่นเดียวกัน

ชื่อ-นามสกุล
:
นายกล โฉมคุ้ม
171/1 ม.3 ต.บ้านน้ำพุ อ.คีรีมาศ จ.สุโขทัย 64160
โทร. 081 675 8969
อายุ : 57 ปี
การศึกษา
:
มัธยมศึกษาตอนปลาย โรงเรียนบ้านโตนดคีรีมาศ

การทำงาน :

  • ผู้ใหญ่บ้าน เป็นมากว่า 20 ปีจนถึงปัจจุบัน
  • ประธานกลุ่มแก่ไขปัญหาความยากจน
  • ประธานกลุ่มเสริมสร้างความเข้มแข็งชุมชน
  • ประธานกลุ่มสงเคราะห์ผู้ประสบภัยและหมู่บ้าน
  • ประธานกลุ่มผู้ใช้น้ำอุปโภคบริโภค
  • ประธานกลุ่มชมรม ลด ละ เลิก อบายมุข
  • ประธานกลุ่มโรงเรียนเกษตรอินทรีย์ (ธกส.)
  • ประธานกลุ่มผ่ายผลิตและควบคุมการทำปุ๋ยอัดเม็ดผงและน้ำเชื้อรา
  • ตัวแทนอาสาของกรมพัฒนาที่ดินจังหวัดสุโขทัยระดับตำบล หมู่บ้าน
  • ตัวแทนอาสาปศุสัตว์หมู่บ้าน
  • ตัวแทนสากิจชุมชนระดับอำเภอ
  • สมาชิกกลุ่มวิสากิจชุมชน

ผลสำเร็จ :

  • ปี 2542 ทดลองนำปุ๋ยพืชสดลงที่แปลงปรับปรุงดิน ลดการใช้สารเคมี และเผยแพร่ให้ชาวบ้าน
  • เผยแพร่ความรู้ในการทำปุ๋ยอัดเม็ด ปุ๋ยชีวภาพ และสารไล่แมลง
  • ศึกษาดูงานนอกพื้นที่ และนำความรู้กลับมาปรับใช้ในหมู่บ้าน
  • จัดตั้งกลุ่มป้องกันไฟป่า
  • ตั้งกฎกติกาหมู่บ้านในการอนุรักษ์ป่า
  • ส่งเสริมการปลูกป่าหัวไร่ปลายนา
  • รณรงค์ไม่ให้ชาวบ้านเผาป่า ไม่เผาตอซางข้าว ให้นำมาคลุมหน้าดิน
  • สร้างเข้าใจให้ชาวบ้านได้ตระหนักถึงการอนุรักษ์ป่า และแบ่งหน้าที่ดำเนินการ