ประเภทชุมชน (ชุมชน ชุมชนเมือง เครือข่ายชุมชน)

เครือข่ายอนุรักษ์ลุ่มน้ำชมภู
การเดินทางที่ยังไม่สิ้นสุด

โดย พิสาร หมื่นไกร
คณะทำงานภูมิภาค ภาคกลาง-ตะวันตก

จากปัญหาการให้สัมปทานระเบิดและโม่หินในพื้นที่ลุ่มน้ำชมภู อำเภอเนินมะปราง จังหวัดพิษณุโลก ในปี 2536 รวมถึงโครงการพัฒนาลุ่มน้ำคลองชมพู เพื่อก่อสร้างเขื่อนเก็บกักน้ำในพื้นที่ลุ่มน้ำชมภู ก่อให้เกิดการรวมตัวของกลุ่มชาวบ้านในนาม "เครือข่ายอนุรักษ์ลุ่มน้ำชมภู" เพื่อผลักดันให้ยกเลิกใบอนุญาตดังกล่าว โดยการรณรงค์และสำรวจข้อมูลความสำคัญของทรัพยากรในพื้นที่และนำเสอนสู่สาธารณชน ให้ทราบถึงความสำคัญของสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ และร่วมกับ สกว. เพื่อศึกษาผลกระทบของการสร้างเขื่อน แม้ว่ากระบวนการทำงานจะถูกขัดขวางจากผู้มีอิทธิพล จนนำไปสู่การลอบสังหารแกนนำนักอนุรักษ์ แต่เส้นทางการทำงานของเครือข่ายอนุรักษ์ลุ่มน้ำชมพู ก็ยังดำเนินต่อไป

"เรามันคนบ้านป่า ต้องอยู่กับธรรมชาติ พึ่งพาธรรมชาติ เราเชื่อว่าถ้าป่า สัตว์ป่า จระเข้ มันอยู่ได้ เราก็อยู่ได้ ถ้ามันหมดไป อยู่ไม่ได้ ก็หมายความว่าบ้านเราไม่มีความอุดมสมบูรณ์เหลืออยู่ เมื่อนั้นเราก็อยู่ไม่ได้เหมือนกัน" นายแวะ สนใจ ประธานเครือข่ายอนุรักษ์ลุ่มน้ำชมภู สะท้อนวิถีความเป็นอยู่ของชาวชมภูอย่างตรงไปตรงมา

ชุมชนบ้านชมภู มีการตั้งถิ่นฐานมาเป็นเวลานาน มีการสืบเชื้อสาย เผ่าพันธุ์ ส่วนใหญ่เป็นคนพื้นเมือง มีคนต่างถิ่นต่างชาติพันธุ์ได้เข้ามาตั้งรกราก และแต่งงานกับคนพื้นเมือง ปัจจุบันประชากรในชุมชนมีลักษณะผสม ทั้งวัฒนธรรม เชื้อชาติ มีประเพณี วัฒนธรรม ความรู้ และความเชื่อ วิถีชีวิตที่พึ่งพิงอยู่กับผลผลิตจากป่า เน้นการผลิตเพื่อการบริโภคภายในครอบครัว และแลกเปลี่ยนเครื่องใช้ที่จำเป็น

เป็นชุมชนหนึ่งที่พยายามต่อสู้กับการรุกรานจากภายนอก
แต่แล้วผลพวงจากการมุ่งเน้นการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อผลตอบแทนทางเศรษฐกิจกำหนดให้ แนวเทือกเขาผาแดงรังกายในพื้นที่ตำบลชมพูเป็นแหล่งหินอุตสาหกรรม มีการอนุญาตให้เอกชนเข้ามาดำเนินการระเบิดและโม่หิน โดยในปี 2536 ได้มีการอนุมัติให้บริษัท ร็อคแอนด์สโตนศ์ และบริษัทอนุมัติการศิลา เข้าดำเนินการ โดยประชาชนในพื้นที่มิได้รับรู้และมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ ส่งผลกระทบต่อทรัพยากรป่าไม้ สัตว์ป่า และแหล่งต้นน้ำ

จากผลกระทบดังกล่าว นำมาซึ่งการรวมกลุ่มของประชาชนในพื้นที่ในปี 2540 ในนาม "เครือข่ายอนุรักษ์ลุ่มน้ำชมภู" เพื่อร่วมกันผลักดันให้ยุติการระเบิด ย่อยหิน และย้ายโรงโม่หินทั้ง 2 บริษัทออกจากพื้นที่ มีการดำเนินกิจกรรมการอนุรักษ์ทรัพยากรในพื้นที่ ส่งเสริมสิทธิการจัดการทรัพยากรโดยชุมชน และร่วมกันพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่

ก้าวแรกของการเดินทาง

จากการดำเนินงานของเครือข่ายฯ ในเบื้องต้นหลังจากรณรงค์เรื่องการมีส่วนร่วมในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและการพัฒนาท้องถิ่น ทำให้ได้พบปัญหาของชุมชนในด้านอื่นๆ ที่เชื่อมโยงไปถึงการเสื่อมโทรมของทรัพยากรในพื้นที่ เครือข่ายฯ จึงจำเป็นที่จะต้องพิสูจน์ และแสดงให้สังคมรับรู้ว่าชุมชนสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสมดุลในวิถีพึ่งพา และร่วมกันฟื้นฟูความสมบูรณ์ในพื้นที่ด้วยกิจกรรมหลายๆ ด้าน อาทิ การปลูกป่าในพื้นที่เสื่อมโทรม การจัดทำป่าชุมชนในพื้นที่ การทำแนวป้องกันไฟ การอนุรักษ์ฟื้นฟูวัฒนธรรมและประเพณีท้องถิ่น ฯลฯ

ทั้งนี้ในบริเวณรอบชุมชนและเขาผาแดงรังกายยังมีการค้นพบโบราณวัตถุประเภท ภาชนะเครื่องใช้ อาวุธโบราณ และเครื่องประดับเป็นจำนวนมาก ซึ่งได้มีการตรวจสอบจาก กรมศิลปากรพบว่ามีอายุเก่าแก่ที่สุดคือ ยุคก่อนประวัติศาสตร์ ก่อให้เกิดพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านเฉลิมพระเกียรติที่บ้านชมพู

ระลอกใหม่แห่งความขัดแย้ง

ท่ามกลางสถานการณ์ปัญหาโรงโม่หินที่ยังไม่สิ้นสุด ผนวกกับการสูญเสีย นายพิทักษ์ โตนวุธ ผู้นำเครือข่ายฯ ในปี 2546 แล้ว ยังมีปัญหาระลอกใหม่เข้ามา คือ โครงการพัฒนาลุ่มน้ำคลองชมพู อำเภอเนินมะปราง จังหวัดพิษณุโลก โดยจะมีการก่อสร้างเขื่อนเก็บกักน้ำเพื่อการชลประทานและป้องกันปัญหาน้ำท่วมในเขตพื้นที่ลุ่มน้ำคลองชมภู

ชุมชนเกิดความกังวลถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจากโครงการดังกล่าว จากบทเรียนที่ผ่านมา กรณีโครงการพัฒนาของรัฐ โดยเฉพาะโครงการสร้างเขื่อนที่มีกระทบตามมาอย่างมากมายในหลายกรณี ได้ถูกนำมาพูดคุยและสรุปความเห็นร่วมกันในหมู่สมาชิก

"หากเราจะรอให้โครงการเกิดแล้วคอยดูผลกระทบที่จะเกิดขึ้นเหมือนกับกรณีโรงโม่หิน จะเป็นการสายเกินแก้ แต่ถ้าเราจะคัดค้านโดยวิธีการชุมนุมอย่างเดียวก็ไม่น่าจะเพียงพอ เพราะสังคมและทางผู้ที่คิดจะสร้างก็ต้องมองว่าเราค้านหัวชนฝาอย่างเดียว เราจะต้องหาวิธีที่มากว่านี้ในการบอกสังคมถึงผลกระทบ" นายนวน ทองจำปา ชาวบ้านบ้านชมพู แสดงความเห็น

หลังจากนั้นจึงได้มีการประสานงานกับทางสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ผ่านสถาบันสิทธิชุมชน ในการดำเนินการวิจัยไทบ้าน เพื่อค้นหาข้อมูล ผลกระทบ และแนวทางเลือกในการแก้ไข ซึ่งได้ข้อสรุปดังนี้

1. พื้นที่การสร้างเขื่อนเก็บกักน้ำอยู่ในบริเวณอุทยานแห่งชาติทุ่งแสลงหลวง ถ้ามีการเก็บกักน้ำจะทำให้น้ำท่วมพื้นที่ป่าไม้ แหล่งที่อยู่ของสัตว์ป่าและแหล่งทรัพยากรชีวภาพ

การก่อสร้างอ่างเก็บน้ำจะทำให้สูญเสียพื้นที่ป่าไม้ในพื้นที่ต้นน้ำคลองชมภู ประมาณ 3,124 ไร่ แบ่งเป็นป่าเต็งรังประมาณ 511 ไร่ ป่าเบญจพรรณ 2,611 ไร่ และสวนป่าสัก 2 ไร่ ต้องสูญเสียต้นไม้ 827,860 ต้น ลูกไม้ 1,740,068 ต้น และไผ่ 131,208 กอ

2. พื้นที่ดังกล่าวมีสภาพทางธรณี โดยฐานรากเป็นหินมีสภาพผุกร่อน บริเวณภูเขามีสภาพเป็นเทือกเขาหินปูน โดยใต้พื้นดินลงไปพบโพรงน้ำเป็นจำนวนมาก และเชื่อมต่อเป็นระยะทางไปถึงเขตตำบลบ้านมุง อำเภอเนินมะปราง โดยที่ประชาชนในพื้นที่ได้อาศัยน้ำใต้ดินที่มาจากตาน้ำผุดบริเวณน้ำพุในการประกอบอาชีพเพาะปลูกและบริโภค หากมีการก่อสร้างเกรงว่าจะเกิดผลกระทบ คือ

  • โพรงถ้ำที่เป็นทางน้ำใต้ดินมีจำนวนมากและเชื่อมต่อกันนั้น จะทำให้ไม่สามารถการกักเก็บน้ำไว้ได้
  • ถ้ามีการใช้เทคโนโลยีในการอุดโพรงถ้ำหรือทางน้ำใต้ดิน จะส่งผลกระทบต่อแหล่งน้ำในพื้นที่
  • การเก็บกักน้ำจะทำให้พื้นที่ที่มีความสำคัญทางทรัพยากรธรรมชาติ เช่น ถ้ำ โป่งน้ำเกลือ และแหล่งประวัติศาสตร์ เช่น เนินกระเบื้อง เตาต้มเกลือของชุมชนยุคโบราณและของพรรคคอมมิวนิสต์ บังเกอร์แม้ว จะได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม
  • สายน้ำคลองชมภูประกอบด้วยลำน้ำสาขาหลายสายไหลมารวมกัน และหนึ่งในนั้นเป็นลำน้ำสาขาที่มีเกลือสินเธาว์ (โป่งเกลือ) ไหลมารวมด้วย ถ้ามีการเก็บกักอาจจะทำให้น้ำกร่อยมีความเค็มของเกลืออยู่ไม่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ ดังกรณีเขื่อนในภาคอีสานที่ใต้พื้นดินมีโดมเกลืออยู่

นอกจากนี้ ยังไม่รวมถึงความหลากหลายทางชนิดพันธุ์สัตว์ป่าและสัตว์น้ำที่จะได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะสัตว์ป่าที่พบได้ยากและสัตว์เฉพาะถิ่น เช่น ปลาถ้ำ จระเข้น้ำจืดสายพันธุ์ไทย ฯลฯ

การเดินทางที่ยังไม่สิ้นสุด

การลุกขึ้นของชาวบ้านในการรักษาทรัพยากรธรรมชาติของเครือข่ายอนุรักษ์ลุ่มน้ำชมภู เป็นบทเรียนที่สำคัญของชุมชนที่ได้เรียนรู้ ฝึกฝนประสบการณ์ และแสดงออกถึงพลังของชุมชนที่สามารถลุกขึ้นมาจัดการทรัพยากรท้องถิ่นของตนเอง

เครือข่ายอนุรักษ์ลุ่มน้ำชมภู พยายามที่จะนำเสนอบอกเรื่องราวผลกระทบของตนเองและแนวทางที่ควรจะเป็นในการแก้ปัญหาความขัดแย้ง เรื่องการจัดการทรัพยากรของท้องถิ่นต่อภายนอกและผู้ที่เกี่ยวข้อง จนสามารถผลักดันการระเบิดและโรงโม่ออกจากพื้นที่ได้

ขณะเดียวกัน การพัฒนาที่มุ่งเน้นการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ พื้นที่ต้นน้ำที่มีความสำคัญแห่งนี้ยังต้องเผชิญกับโครงการพัฒนาของรัฐ (อ่างเก็บน้ำคลองชมพู) และโครงการที่มุ่งตักตวงผลประโยชน์จากฐานทรัพยากรของกลุ่มนายทุน (การระเบิดและย่อยหิน การสำรวจสายแร่ทองคำ) ที่ทำให้เครือข่ายอนุรักษ์ลุ่มน้ำชมภูตอนบนยังต้องยืนหยัดเพื่อพิทักษ์รักษาทรัพยากรธรรมชาติของท้องถิ่นจากรุ่นสู่รุ่น

จระเข้...ขวางคลอง

พื้นที่ลุ่มน้ำคลองชมภู เป็นลำน้ำสาขาหนึ่งของแม่น้ำน่าน มีต้นกำเนิดจากเทือกเขาที่อยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติทุ่งแสลงหลวง ครอบคลุมพื้นที่ลุ่มน้ำ ขนาดพื้นที่ลุ่มน้ำคลองชมภูถึงจุดบรรจบแม่น้ำน่านที่บ้านท่าหลวง อำเภอเมือง จังหวัดพิจิตร มีพื้นที่ 849.8 ตร.กม. ครอบคลุมพื้นที่ 4 อำเภอ 2 จังหวัด ประกอบด้วย อำเภอเนินมะปราง อำเภอวังทอง อำเภอบางกระทุ่ม จังหวัดพิษณุโลก และอำเภอเมือง จังหวัดพิจิตร

พื้นที่บริเวณต้นน้ำคลองชมภูอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติทุ่งแสลงหลวง เป็นบริเวณที่มีทรัพยากรป่าไม้และสัตว์ป่าอย่างสมบูรณ์ ประกอบด้วยระบบนิเวศ ทั้งระบบนิเวศป่า ระบบนิเวศน้ำ ระบบนิเวศพื้นที่ที่เป็นถ้ำ และเกาะแก่งตามลำน้ำคลองชมพู จากการสำรวจความหลากหลายทางชีวภาพของสมาชิกเครือข่ายฯ ร่วมกับนักวิชาการกรมประมงและนักวิชาการอิสระ ตามคำบอกเล่าว่ามีผู้พบเห็นจระเข้ ตามวังน้ำในลำน้ำคลองชมภู จนวันที่ 7 เมษายน 2550 พบจระเข้ขนาดโตเต็มวัย ความยาวกว่า 3 เมตร และสามารถภ่ายภาพได้ บริเวณวังป่ากะซาว

จระเข้ดังกล่าวมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Crocodylus Siamensis หมายถึง "จระเข้ซึ่งเป็นของประเทศไทย" เป็นชนิดที่มีความเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์มากที่สุด จัดอยู่ในบัญชีที่ 1 ของอนุสัญญาไซเตส (Convention on international Trade in Endangered Species of Wild Fauna and Flora-CITES)

ถ้ำพระ อยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติทุ่งแสลงหลวง (สล.5) จากข้อมูลที่มีการสำรวจพบว่าเป็นถ้ำที่ยังเป็นอยู่ (ถ้ำที่ยังมีการเกิดหินงอกหินย้อย มักอยู่พ้นระดับน้ำแต่ยังมีความชื้น ภายในถ้ำจะมีความมืดและลึกจะพบเสาหินขนาดใหญ่) ถ้าเจาะลงไปในถ้ำพระจะพบว่าเป็นถ้ำที่เกิดจากการกระทำของน้ำใต้ดินในอดีตอย่างน้อย 3 ครั้ง จึงกลายเป็นโพรงถ้ำขนาดใหญ่และมีหลายชั้น และมีขนาดความยาวกว่า 12 กิโลเมตร เป็นโพรงถ้ำที่มีน้ำไหลตลอดปี และจาการสำรวจของนักสำรวจหลายคณะพบว่า มีสัตว์เฉพาะถิ่นที่ค้นพบเป็นแหล่งเดียวของประเทศ คือ ปลาค้อถ้ำพระวังแดง และปลาพลวงถ้ำ

ชื่อเครือข่าย
:
เครือข่ายอนุรักษ์ลุ่มน้ำชมภู (คอลภ.)
หมู่ 3 ต.ชมพู อ.เนินมะปราง จ.พิษณุโลก
ผู้ประสานงาน
:
นายแวะ สนใจ (ประธานเครือข่าย)
53 หมู่ 3 ต.ชมพู อ.เนินมะปราง จ.พิษณุโลก 65190
โทร. 086 036 0955
พื้นที่ดำเนินการ
:
บริเวณลุ่มน้ำคลองชมภู อ.เนินมะปราง จ.พิษณุโลก
ประชากร
:
9 หมู่บ้าน ประชากร 5,519 คน

สมาชิกเครือข่าย :

  • คณะกรรมการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในลุ่มน้ำชมภู
  • กลุ่มชมภู 1
  • กลุ่มชมภู 3
  • กลุ่มชมภู-ฟากน้ำ
  • กลุ่มอนุรักษ์ป่าไม้และสัตว์ป่าชมพูเหนือ
  • กลุ่มอนุรักษ์ธรรมชาติหนองหญ้าปล้อง
  • กลุ่มอนุรักษ์เนินคล้อ
  • กลุ่มหนองทับเรืออนุรักษ์
  • กลุ่มเนินสูงพัฒนา

กิจกรรม :

  • ด้านการเมือง เป็นกิจกรรมเชิงรณรงค์เพื่อปลูกฝังจิตสำนึก ให้ประชาชนเห็นความสำคัญของการเมืองที่มีผลต่อการทำมาหากินและความเป็นอยู่
  • ด้านพัฒนาคุณภาพชีวิต ส่งเสริมการสร้างรายได้ให้กับสมาชิก รวมทั้งกิจกรรมเพื่อสังคม
  • ด้านสิ่งแวดล้อม ปลูกฝังจิตสำนึกด้านการอนุรักษ์ และนำไปปฏิบัติ
  • ขยายกลุ่มเป้าหมาย ขยายกลุ่มเป้าหมายเพิ่มขึ้น อาทิ กลุ่มเยาวชน และสตรี

ผลสำเร็จ :

  • สามารถคัดค้านสัมปทานโรงโม่หินที่จะส่งผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมในลุ่มน้ำชมภูตอนบน และเป็นผลให้เกิดการค้นพบวัตถุโบราณต่างๆ จนสามารถรวบรวมและจัดตั้งเป็นพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านเฉลิมพระเกียรติที่บ้านชมพู
  • เกิดการรวมตัวของกลุ่มชาวบ้านกลายเป็นเครือข่ายในการดูแลรักษาลุ่มน้ำชมภูตอนบน และการดูแลทรัพยากรป่าในพื้นที่อุทยานแห่งชาติทุ่งแสลงหลวง
  • เกิดงานวิจัยไทบ้านเพื่อหาข้อสรุปและผลกระทบของกาสร้างเขื่อนเก็บกักน้ำ อยู่ในบริเวณอุทยานแห่งชาติทุ่งแสลงหลวง พบว่าบริเวณดังกล่าวเป็นเทือกเขาหินปูน มีโพรงน้ำใต้ดินมากมาย และอาจเป็นการทำลายต้นน้ำธรรมชาติ และถิ่นอาศัยของปลาถ้ำ และแหล่งขยายพันธุ์ของจระเข้น้ำจืดสายพันธุ์ไทย

กลับหน้า ประจำปี 2550