ประเภทชุมชน (ชุมชน ชุมชนเมือง เครือข่ายชุมชน)

ชมรมอนุรักษ์ป่าสาคูอำเภอนาโยง
ฟื้นคืนสายธาร ผูกโยงสายใยชีวิต

โดย สุภาภรณ์ วรพรพรรณ
คณะทำงานส่วนกลาง

"สาคู" ไม้พื้นถิ่นของพื้นที่ชุ่มน้ำภาคใต้และมีบทบาทในวัฒนธรรมของผู้คนมานาน เป็นพืชซับน้ำ รากสาคูที่โค้งเหนือผืนดินก่อให้เกิดทางน้ำสายเล็กสายน้อย กลายเป็นแอ่งให้สัตว์น้ำขนาดเล็กได้อุบซ่อนตัว ช่วยชะลอแรงน้ำไม่ให้ไหลเร็วลงสู่ทะเล ทำให้ผู้คนมีน้ำใช้ตลอดปี แต่เมื่อมีการส่งเสริมเกษตรกรรมแผนใหม่ มีการพัฒนาแหล่งน้ำ การขุดลอกคลองและการจัดระบบชลประทาน ก็มีการทำลายป่าสาคู โดยเฉพาะในบริเวณแม่น้ำปะเหลียน ทำให้เกิดความร่วมมือระหว่างชาวบ้าน 9 ชุมชนในนามของ "ชมรมอนุรักษ์ป่าสาคูอำเภอนาโยง"

หมู่บ้านหลายแห่งในอำเภอนาโยงมีชื่อนำหน้าว่า "นา" ก็เพราะว่าในอำเภอนาโยง จังหวัดตรัง มีพื้นที่นาเป็นส่วนมาก และเป็นนาที่มีความอุดมสมบูรณ์ที่สุดของจังหวัดตรัง พื้นที่ลุ่มน้ำแห่งนี้มีลำคลองหลายสายที่เกิดจากเทือกเขาบรรทัด เช่น คลองนางน้อย คลองลำลุง คลองลำชาน เป็นต้น

ในความหลากหลายของพรรณพืชในพื้นที่ชุ่มน้ำ "สาคู" (Sago palm,Metroxylon sagus Rottb) ซึ่งเป็นพืชเฉพาะถิ่นในภาคใต้ มีบทบาทสำคัญ ในฐานะพืชหลักของพื้นที่ชุ่มน้ำ สาคูขึ้นกระจัดกระจายตามชายฝั่ง คลอง หนอง พรุ มีการกระจายพันธุ์ตามธรรมชาติ สาคูใช้ประโยชน์ได้ทั้งด้านอาหาร รายได้ ยารักษาโรค และมีบทบาทในวัฒนธรรม มีการใช้สาคูในพิธีกรรม ในสถาปัตยกรรมท้องถิ่น บ้านสมัยก่อนใช้สาคูมุงหลังคา และใช้เป็นส่วนประกอบย่อยอื่นๆ ซึ่งเหมาะสมกับสภาพภูมิอากาศในท้องถิ่น สาคูช่วยรักษาระบบนิเวศ ด้วยความที่เป็นพืชซับน้ำ และช่วยอนุรักษ์ดิน

รากสาคูปูดขึ้นมาเหนือดิน กลายเป็นกำแพงที่ทำให้เกิดธารน้ำเล็กๆ ชาวบ้านได้เคยอาศัยธารน้ำที่แยกสาขาเหล่านี้ในการทำนา สาคูที่ขึ้นขนานฝั่งคลองทั้งสองฟากช่วยบังแดดบังลม ทำให้น้ำระเหยช้า ลักษณะรากสาคูที่มีความแน่น แตกหน่อ แตกกอได้ตลอด ช่วยกั้นทางน้ำไม่ให้ไหลลงทะเลเร็วเกินไป ในภาคใต้ที่มีพื้นที่แคบ ลำน้ำมักจะมีขนาดสั้น พื้นที่มีความลาดชันสูง ทำให้น้ำจากภูเขาไหลลงทะเลอย่างรวดเร็ว สาคูจึงเป็นเสมือนฝายหรือเขื่อนธรรมชาติช่วยเก็บน้ำ สมัยก่อน ชาวบ้านสร้างระบบชลประทานพื้นบ้านเป็นทำนบดิน เหมือนดิน หรือคลองไส้ไก่ เพื่อผันน้ำจากลำคลองขึ้นไปใช้ในการทำนา ระบบที่เป็นภูมิปัญญาท้องถิ่นนี้สัมพันธ์กับลักษณะคลองและป่าสาคูที่ขึ้นทั่วไปในคลอง การมีต้นสาคูยังเป็นตัวซับน้ำ จนคนใต้มีคำกล่าวว่า "ที่ไหนมีป่าสาคู ที่นั้นไม่ขาดน้ำ" ป่าสาคูยังเป็นที่ซ่อนตัวของสัตว์น้ำหลากหลายพันธุ์ที่มีขนาดไม่ใหญ่มากนัก

"ตัวการ" ทำลายป่าสาคู

นโยบายที่มุ่งเน้นการเติบโตทางเศรษฐกิจด้วยการส่งเสริมเกษตรกรรมแผนใหม่ ที่มีการพัฒนาแหล่งน้ำด้วยวิธีขุดลอกคลอง การจัดระบบชลประทาน โดยใช้แผนงานที่เหมือนกันหมดทั้งประเทศ โดยไม่ได้ให้ความสำคัญต่อบริบทของระบบนิเวศพื้นถิ่น เป็นสาเหตุของการตัดป่าสาคูหายไปถึงร้อยละ 70 (อาจารย์สมนึก โออินทร์-ประธานชมรมอนุรักษ์ป่าสาคูอำเภอนาโยง ) คลองธรรมชาติหลายแห่ง กลายเป็นคลองระบายน้ำ เมื่อถึงหน้าแล้งฤดูแล้งน้ำแห้งขอด นายเอิบ จันทร์ฝาก อดีตกำนันตำบลโคกสะบ้า เปรียบเทียบจนเห็นภาพว่า "หน้าแล้ง เอาเสื่อปูบนท้องคลอง นอนได้สบาย" ส่วนน้ำในนา ที่เคยมีเมื่อฝนตกชุกในเดือนแปด ก็กลับไปไหลลงคลองที่ขุดใหม่ แล้วไหลลงแม่น้ำตรังกับแม่น้ำปะเหลียน อย่างรวดเร็ว นาส่วนใหญ่จึงต้องเริ่มช้า คือไปเริ่มในช่วงเดือนสิบ บางปีก็ช้ากว่านั้น หรือช้าเกินไป สภาพปัญหาเช่นนี้ ทำให้นาหรือแหล่งน้ำบางแห่งกลายเป็นดอนน้ำแห้ง ชาวบ้านจึงเปลี่ยนมาทำสวนยางพารา หรือปลูกพืชเศรษฐกิจอื่น อย่างบ้านทุ่งแกเจ้ย ตำบลนาข้าวเสีย และบ้านไสขัน ตำบลโคกสะบ้า อำเภอนาโยง เคยมีพื้นที่ชุ่มน้ำประมาณ 1,300 ไร่ ก็เปลี่ยนมาเป็นสวนยางพารา สวนปาล์ม และพืชเศรษฐกิจอื่นๆ จำนวน 605 ไร่ และมีแนวโน้มจะสูญเสียพื้นที่ชุ่มน้ำอย่างถาวรเพิ่มขึ้นทุกปี

ฟื้นฟูป่าสาคู...ฟื้นฟูชีวิต

ตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 2530 เป็นต้นมา ชาวบ้านบางกลุ่มที่ประสบปัญหาการทำลายป่าสาคูเริ่มพูดคุยกัน ในการดำรงชีวิตและมีประสบการณ์เคยใช้ประโยชน์จากป่าสาคูมาก่อนเริ่มคิดถึงคลองแบบเดิม คิดถึงป่าสาคู โดยคิดว่าหากป่าสาคูยังอยู่ พวกเขาคงไม่ตกอยู่ในสถานการณ์เช่นนี้ กลุ่มผู้หญิงเป็นกลุ่มแรกที่เริ่มวิตก เพราะต้องรับผิดชอบเรื่องการหาอาหาร จึงมีการตั้งกลุ่มข้าวซ้อมมือ และเมื่อมาทำกิจกรรมด้วยกัน ก็มีการพูดถึงป่าสาคูมากขึ้น และร่วมกันคิดหาวิธีการต่างๆ เพื่อให้คนในชุมชนเห็นคุณค่าของสาคู นำไปสู่ความเคลื่อนไหวเพื่อฟื้นฟูป่าสาคู โดยสมาคมหยาดฝน เข้ามาทำงานเชื่อมประสานผู้คนกลุ่มต่างๆ โดยร่วมทำงานกับกลุ่มผู้หญิง ชักชวนผู้หญิงจากหมู่บ้านอื่นเข้ามาร่วมกลุ่มมากขึ้น จนสามารถจัดตั้งกลุ่มผู้หญิงขึ้นเป็นทางการในชื่อ "กลุ่มผู้หญิงป่าสาคูร่วมใจ" มีกิจกรรมการแปรรูปอาหารและขนมจากแป้งสาคู สามารถขยายเครือข่ายไปสู่ผู้ชาย ทำให้เกิด "ชมรมอนุรักษ์ป่าสาคูอำเภอนาโยง" ในเดือนมิถุนายน 2543 นับเป็นองค์กรหลักของภาคประชาชน ที่ผลักดันให้เกิดการเรียนรู้และสร้างกิจกรรมการอนุรักษ์และฟื้นฟูป่าสาคูอย่างเป็นรูปธรรม กลุ่มคนที่เข้าร่วมชมรมฯ ประกอบด้วยกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน สมาชิกองค์การบริหารส่วนตำบล ผู้อำนวยการโรงเรียนทุกแห่งในเขตพื้นที่ อดีตครู อดีตกำนัน ผู้อาวุโสที่รู้เรื่องป่าสาคู และชาวบ้านทั่วไปที่ให้ความสนใจ รวมแล้วเป็นพื้นที่การดำเนินงานของชาวบ้านจาก 9 หมู่บ้าน ในตำบลนาข้าวเสีย และตำบลโคกสะบ้า ด้วยการเชื่อมประสานของสมาคมหยาดฝน

ต่อมา ชมรมฯ ได้เชื่อมโยงกับกลุ่มองค์กรที่เคลื่อนไหวด้านทรัพยากรในจังหวัดตรังที่มีบทบาท เช่น กลุ่มอนุรักษ์ป่าต้นน้ำ กลุ่มอนุรักษ์ป่าชายเลน เครือข่ายการจัดการทรัพยากรชายฝั่งทะเล และเครือข่ายลุ่มน้ำปะเหลียน ซึ่งทำให้เกิดการฟื้นฟูป่าสาคูในระดับวงกว้าง และส่งเสริมการสร้างผลิตภัณฑ์ป่าสาคูขึ้นอย่างแพร่หลายในพื้นที่

ชมรมอนุรักษ์ป่าสาคูอำเภอนาโยง ได้เริ่มทำการศึกษาระบบนิเวศป่าสาคูและภูมิปัญญาท้องถิ่นในการจัดการป่าสาคู การใช้ประโยชน์จากป่าสาคูในอดีต โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมให้เกิดการเรียนรู้ สร้างความตระหนักถึงคุณค่าป่าสาคู เพื่อเกิดการอนุรักษ์ ฟื้นฟู และการจัดการอย่างยั่งยืน ทั้งทางด้านความมั่นคงทางอาหารของชุมชน ความมั่นคงทางด้านอาชีพ การศึกษา และเกิดองค์กรที่เข้มแข็ง เกิดความร่วมมือระหว่างสมาชิก และขยายแนวความคิดดังกล่าวสู่สังคมภายนอก

ผังแสดงแนวทางการจัดการเพื่อฟื้นฟูป่าสาคู

"4 ร่วม" สู่ความยั่งยืน
ชมรมอนุรักษ์ป่าสาคูอำเภอนาโยง ใช้หลักการทำงานที่เรียกว่า "4 ร่วม" ได้แก่

ร่วมคิด : การรวมกลุ่มของแกนนำชุมชนพื้นที่ลุ่มน้ำจืดป่าสาคู ร่วมเรียนรู้เกี่ยวกับระบบนิเวศของป่าสาคู และการจัดการทรัพยากรธรรมชาติของท้องถิ่น จนเกิดแผนงานในการจัดการและการใช้ประโยชน์ของทรัพยากร

ร่วมทำ :
จัดทำโครงการอนุรักษ์ป่าสาคูปลูกเสริมฟื้นฟูในคลองลำชาน ช่วงไหลผ่านตำบลนาข้าวเสียและตำบลโคกสะบ้า อำเภอนาโยง จังหวัดตรัง เกิดกิจกรรมแต่งสางทางน้ำ มีการปล่อยปลา และสัตว์น้ำจืดแหล่งอนุรักษ์เพาะพันธุ์สัตว์น้ำ และมีการร่วมกันสำรวจข้อมูลด้านความหลากหลายทางชีวภาพของคลองลำชานอีกด้วย

ร่วมรับประโยชน์ : ฟื้นฟูระบบนิเวศป่าสาคูให้มีความอุดมสมบูรณ์ด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ และได้เอื้อประโยชน์ให้ชุมชนที่อาศัยอยู่ใกล้ป่าสาคู และบริเวณใกล้เคียง

ร่วมติดตามและประเมินผล : จัดการประชุมแกนนำชุมชนเพื่อพูดคุยถึงแนวทางและงานเครือข่ายด้านการจัดการ เช่น การประชุมเชิงปฏิบัติการการจัดการ และการใช้ประโยชน์ป่าสาคูอย่างยั่งยืน ประชุมเครือข่ายผู้หญิงเพื่อการจัดการทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน จังหวัดตรัง

วิธีทำงานของชมรมฯ ใช้คนท้องถิ่น มีการรวมกลุ่มพูดคุยทั้งเป็นกลุ่มใหญ่และกลุ่มย่อยตามพื้นที่ และสนับสนุนแต่ละกลุ่มย่อย ให้มีการพูดคุยและนำเสนอกิจกรรมของตน ประสานงานขอทุนจากภายนอกทั้งหน่วยราชการและภาคเอกชน พยายามดึงองค์การบริหารส่วนตำบลให้มีส่วนร่วมเรียนรู้ เพื่อนำไปกำหนดเป็นนโยบายการอนุรักษ์ฟื้นฟูป่าสาคู

สำหรับพันธมิตรจากภายนอก ชมรมฯ ให้ความสำคัญ 4 ด้าน ด้านแรกคือ การเสริมสร้างความรู้เพิ่มเติมแก่ชาวบ้านทั้งในรูปการวิจัยแบบมีส่วนร่วม การจัดเวทีเรียนรู้ให้แก่ชาวบ้านเพิ่มเติม ด้านที่สอง การนำความรู้เกี่ยวกับป่าสาคูที่เกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตของชาวบ้าน การเผยแพร่เรื่องป่าสาคูแก่สาธารณะทั้งในรูปงานวิจัย รายงานทางวิชาการ ข่าวและบทความในหน้าหนังสือพิมพ์ รายการวิทยุโทรทัศน์ เป็นต้น ด้านที่สามคือ กิจกรรมต่างๆ เพื่อให้เห็นความสำคัญของนิเวศป่าสาคู เช่น การเรียนการสอนในชั้นเรียน การประชุมสัมมนา การกำหนดนโยบายสนับสนุนของหน่วยงานและองค์กรที่เกี่ยวข้อง เป็นต้น ด้านที่สี่คือ การสนับสนุนงบประมาณให้แก่เครือข่ายของชาวบ้านในการทำกิจกรรมเพื่ออนุรักษ์และฟื้นฟูป่าสาคู

สานสร้างเครือข่าย

การทำงานลำพังย่อมไม่อาจขยายผล ชมรมฯ ตระหนักความจริงข้อนี้ จึงเข้าร่วมเป็นเครือข่าย "กัลยาณมิตรเพื่อจัดการทรัพยากรอย่างยั่งยืน" ในลุ่มแม่น้ำตรัง และลุ่มแม่น้ำปะเหลียน มีเป้าหมายเพื่อจัดการทรัพยากรอย่างยั่งยืนจากภูเขาถึงทะเล เป็นการประสานความร่วมมือในแต่ละระบบนิเวศ เชื่อมโยงทั้งลุ่มน้ำ เครือข่ายนี้ประกอบด้วย ชมรมอนุรักษ์ทรัพยากรป่าต้นน้ำ ชมรมอนุรักษ์ป่าสาคูอำเภอนาโยง เครือข่ายป่าชายเลนชุมชน และการจัดการทรัพยากรทางทะเล นอกจากนี้ ยังมีสถาบันและหน่วยงานต่างๆ มาร่วมเป็นเครือข่ายเพื่อสนับสนุนการฟื้นระบบนิเวศป่าสาคู

ชมรมฯ ยังรุกเข้าในกลุ่มเยาวชน โดยขยายเครือข่ายสู่โรงเรียนทุกแห่งในพื้นที่ ในเบื้องต้นมีเป้าหมายให้มีการเรียนการสอนเรื่องป่าสาคูในมิติต่างๆ เพื่อให้เด็กๆ รู้จักความสำคัญของพืชสาคู และนำสารไปบอกต่อในครอบครัว วิธีการของชมรมฯ คือ ขอพูดคุยกับผู้บริหาร ครู และนักเรียน กลุ่มผู้หญิงจะเข้าไปทำขนมเลี้ยงเด็กนักเรียน เมื่อโรงเรียนให้ความสนใจ ก็จะพานักเรียนไปศึกษาในพื้นที่ป่าสาคู ชาวบ้านก็ได้มีโอกาสเป็นวิทยากร หลายโรงเรียนได้จัดทำโครงการพิเศษเพื่อรณรงค์ป่าสาคู อาทิ การจัดทำโครงการชุมนุมอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เข้าร่วมกิจกรรมแต่งสางกลางคลอง การปลูกป่าสาคู การเก็บขยะในคลองป่าสาคู การเดินรณรงค์ไม่ทิ้งขยะในแม่น้ำลำคลอง การเดินสำรวจหาต้นน้ำ การจัดทำโครงการเยาวชนนักสืบสายน้ำ

การพัฒนาหลักสูตรท้องถิ่นอย่างบูรณาการเป็นเป้าหมายต่อไป รณรงค์ให้มีการสอนเรื่องป่าสาคูทุกเนื้อหาวิชา เช่น วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ ภาษาอังกฤษ ศิลปศึกษา ดนตรี การจัดทำหลักสูตรท้องถิ่นนำมาสู่การจัดกิจกรรมร่วมกันระหว่างชุมชนกับท้องถิ่นอย่างกว้างขวาง อาทิ ชาวบ้านมาเป็นครูสอนในโรงเรียน นักเรียนลงไปเรียนกับชาวบ้าน เกิดภาพการทำงานร่วมกันระหว่างรัฐ ราษฎร์ วิชาการ

การฟื้นป่าสาคู ไม่ได้เป็นเพียงการฟื้นฟูระบบนิเวศพื้นที่ชุ่มน้ำของเมืองตรังเท่านั้น
แต่ยังเป็นการผูกโยงสายใยชีวิตของผู้คน บนสายธารที่พันธุ์ไม้ท้องถิ่นนี้ได้ก่อกำเนิดอีกด้วย

สาคู...พืชในพื้นที่ชุ่มน้ำ

สาคู (Genus Metroxylon) เป็นพืชตระกูลปาล์ม ต้นสาคูมี 2 ชนิด คือ ชนิดยอดแดง (Metroxyion sagus Rottb) มีลักษณะขอบใบเรียบ ไม่มีหนาม และจะมีขนาดต้นโตกว่ายอดสีขาว ชนิดยอดสีขาว (Metroxyion rumphii mart) ลักษณะขอบใบมีหนาม ชนิดนี้ใบเปราะและต้นเล็กกว่าชนิดยอดแดง ทั้งสองชนิดนี้เป็นพืชใบเลี้ยงเดี่ยว ช่วงต้นยังเล็กอยู่ลักษณะเหมือนต้น (กอ) จากมาก เมื่อมีอายุหรือต้นแก่จะมีลำต้นตรงเหมือนกับต้นมะพร้าว มีขนาดเส้นรอบวง 90-120 เซนติเมตร สูง 7-15 เมตร อายุ 10-15 ปี

สาคูเป็นพืชที่ขึ้นตามหนองน้ำจืดในแถบบริเวณใกล้เส้นศูนย์สูตร โดยเฉพาะประเทศเอเชียตอนใต้ เช่น มาเลเซีย อินโดนีเซีย ปาปัวนิวกินี และบางส่วนในเขตร้อนของทวีปอเมริกา เกิดได้ในพื้นที่ราบจนถึงที่สูงถึง 1,200 เมตร หรือเหนือระดับน้ำทะเลชอบความร้อนชื้นในอุณหภูมิประมาณ 19-20 องศาเซลเซียส

ในประเทศไทย ต้นสาคูพบมากในภาคใต้ กระจายทั่วใน 14 จังหวัดของด้ามขวานทอง หนาแน่นไม่เท่ากัน แล้วแต่สภาพภูมิประเทศในจังหวัด ส่วนมากพบมากในจังหวัดนครศรีธรรมราช สตูล กระบี่ ปัตตานี และมากที่สุดในอำเภอนาโยง อำเภอห้วยยอด จังหวัดตรัง พันธุ์ที่สำรวจพบในภาคใต้เป็นชนิดยอดสีแดง มีลักษณะเป็นไม้ต้นสูงประมาณ 15-20 เมตร

องค์ประกอบต้นสาคู

  • ใบ เป็นใบประกอบแบบขนนก มีขนาดใหญ่ ยาวประมาณ 2-3 เมตร
  • ดอก ออกตรงปลายยอดเหนือลำต้น จะมีขนาดใหญ่แผ่กว้างประมาณ 3-4 เมตร
  • ผล มีลักษณะกลมด้านบนแบน ผิวของผลมีเกล็ดหุ้ม บางต้นมีผลถึง 7,500 - 8,000 ผล มีลักษณะผลสดประมาณ 42 กรัม สามารถทยอยเก็บผลได้ทั้งปี บางส่วนอาจจะมีเมล็ดลีบเพราะไม่ได้รับการผสมพันธุ์ มีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 2.5-4 เซนติเมตร กินได้แต่มีรสค่อนข้างฝาด ออกดอกจนถึงผลสุกใช้เวลาประมาณ 4-5 ปี ออกผลครั้งเดียวต้นจะตาย
  • ขยายพันธุ์ ด้วยการแตกหน่อหรือเมล็ด ทั้งวิธีตามธรรมชาติและการเพาะพันธุ์ ช่วงชีวิตของสาคูจะออกดอก ออกผลเพียงครั้งเดียว เมื่อผลร่วงแล้วต้นแม่ก็จะตาย

สาคูเป็นพืชที่ต้องการปริมาณน้ำสูง มีฝนตกสม่ำเสมอหรือค่อนข้างตกชุก ชอบความชุ่มชื้น แต่อากาศร้อน ชอบขึ้นในที่ลุ่มเป็นที่ชื้นแฉะหรือมีน้ำขังตลอดปี

ประโยชน์ของสาคู

ยอดอ่อน : ใช้ทำอาหาร เช่น แกงส้ม แกงเผ็ด แกงเลียง
ผลสุก : ใช้รับประทานได้ เป็นยาพื้นบ้าน
ใบ : ใช้เย็บจากมุงหลังคา ห่อขนมจาก
ก้าน : ใช้ทำไม้กวาด จักสาน
ยาง : ใช้ทำกาวติดกระดาษ ยารักษาเริม สาวรุ่นคุณยาย คุณป้าใช้ลอกหน้า
ทาง : ทำคอกสัตว์ ขนำ จุกข้าวหลาม ลอกผิวทางสาคูใช้ทำจักสาน ทำเสื่อ ฝาบ้าน ตะกร้า เครื่องมือหาปลา
เนื้อในลำต้น : ใช้เลี้ยงสัตว์ ทำแป้ง ทำปุ๋ย เลี้ยงด้วงสาคู ซึ่งต้นหนึ่งให้แป้งประมาณ 50-360 กิโลกรัม
เปลือกนอกลำต้น : ใช้ทำเรือ ทำไม้ปูพื้น ทำกระถางต้นไม้ ทำเชื้อเพลิง
ราก : ใช้ทำยาพื้นบ้านแก้ปวดศีรษะ

ชื่อชุมชน
:
ชมรมอนุรักษ์ป่าสาคูอำเภอนาโยง จังหวัดตรัง
61 หมู่ที่ 1 ต.โคกสะบ้า อ.นาโยง จ.ตรัง 92170
โทร. 075 206 164, 081 272 4574
ผู้ประสานงาน
:
นายสมนึก โออินทร์ ประธานชมรมอนุรักษ์ป่าสาคูอำเภอนาโยง จังหวัดตรัง
โทร. 075 206 164, 081 272 4574
พื้นที่
:
อำเภอนาโยง จังหวัดตรัง จำนวน 2 ตำบล คือ ตำบลนาข้าวเสีย และตำบลโคกสะบ้า
ประชากร
:
ครอบคลุม 2 ตำบล 21 หมู่บ้าน มีประชากร 14,876 คน

กิจกรรม

  • ศึกษาระบบนิเวศป่าสาคู และฟื้นฟูภูมิปัญญาท้องถิ่นในการดูและและใช้ประโยชน์ป่าสาคูในอดีต
  • ส่งเสริมความร่วมมือ และสร้างเครือข่ายความร่วมมือในการจัดการทรัพยากรน้ำ โดยเป็นเครือข่าย "กัลยาณมิตรเพื่อจัดการทรัพยากรอย่างยั่งยืน" ในลุ่มแม่น้ำตรัง และลุ่มแม่น้ำปะเหลียน
  • ร่วมเรียนรู้ระบบนิเวศป่าสาคูและความสัมพันธ์กับแหล่งน้ำ เพื่อก่อให้เกิดองค์กรชุมชนที่เข้มแข็ง ในการจัดการน้ำและใช้ประโยชน์ป่าสาคูอย่างยั่งยืน จนได้เกิดการก่อตั้งชมรมอนุรักษ์ป่าสาคู และกลุ่มอาชีพของสตรีในชุมชนต่างๆ
  • ร่วมอนุรักษ์ ฟื้นฟู และการจัดการป่าสาคูอย่างยั่งยืน ด้วยกิจกรรมต่างๆ อาทิ การแต่งสางทางน้ำ คลองลำชาน กิจกรรมสืบทอดภูมิปัญญา วัฒนธรรมท้องถิ่น เพื่อใช้ประโยชน์จากสาคูอย่างเหมาะสม
  • เริ่มสร้างเครือข่ายอนุรักษ์สาคูและน้ำ เป็นงานสร้างเครือข่ายการจัดการและการใช้ประโยชน์ป่าสาคูอย่างยั่งยืนในระดับจังหวัด ด้วยความร่วมมือของนักวิชาการ หน่วยงานราชการ และองค์กรพัฒนาเอกชน
  • โรงเรียนในพื้นที่ร่วมเป็นเครือข่ายจำนวน 40 แห่ง มีการจัดทำหลักสูตรท้องถิ่นอย่างบูรณาการเกี่ยวกับพืชสาคู

ผลการดำเนินการ

  • พื้นที่ 2 ตำบล ได้แก่ ตำบลโคกสะบ้า และตำบลนาข้าวเสีย อำเภอนาโยง กลายเป็นแบบอย่างในการอนุรักษ์ป่าสาคู และขยายผลแนวคิดไปสู่จังหวัดใกล้เคียง ซึ่งเป็นความภาคภูมิใจของชาวบ้าน
  • หน่วยงานรัฐเห็นคุณค่า และนำไปจัดทำแผนพัฒนาองค์การบริหารส่วนตำบล ถือเป็นการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมชุมชน ให้มีความรับผิดชอบร่วมกัน และนำไปสู่การสร้างชุมชนเข้มแข็ง

กลับหน้า ประจำปี 2550