ประเภทชุมชน (ชุมชน ชุมชนเมือง เครือข่ายชุมชน)

ชุมชนบ้านดงผาปูน
ต้นแบบการจัดการทรัพยากรอย่างยุติธรรม

โดย พระสมคิด จารณธมฺโม
คณะทำงานภูมิภาค ภาคเหนือ

บ้านดงผาปูน เป็นชุมชนชาวถิ่น ที่แบ่งออกเป็น 3 คุ้มบ้าน ประชากรที่มีเพียง 45 ครัวเรือนได้ช่วยกันดูแลรักษาป่าชุมชน 800 ไร่ สามารถฟื้นฟูสภาพป่าที่เสื่อมโทรมให้ฟื้นคืน จัดทำจุดอนุรักษ์พันธุ์ปลาเป็นระยะทางกว่า 1 กิโลเมตร และแบ่งปันทรัพยากรธรรมชาติมาใช้ด้วยกันในลักษณะหมุนเวียน มีการจัดประโยชน์หน้าหมู่เพื่อนำเข้ากองทุนรักษาสิ่งแวดล้อม แม้จะป่าชุมชนที่มีพื้นที่ไม่มากมายนัก แต่ก็เป็นต้นแบบของการจัดการทรัพยากรอย่างยุติธรรม

บ้านดงผาปูน ตำบลบ่อเกลือใต้ อำเภอบ่อเกลือ จังหวัดน่าน ตั้งอยู่บนพื้นราบหุบเขาหินปูนในพื้นที่อุทยานแห่งชาติขุนน่าน มีภูเขาสูงชันล้อมรอบ ชาวบ้านมักตั้งบ้านเรือนอยู่ตามไหล่เขาเรียงลำดับลดหลั่นกันไป มีลำห้วยจาน หรือลำห้วยคำ เป็นธารน้ำสายหลักไหลผ่านหมู่บ้านตลอดทั้งปี ทั้งยังมีลำห้วยสาขาสายอื่นๆ ที่ไหลมาจากป่าอีก 6 สาย ลำห้วยทั้ง 6 สายนี้จะไหลมารวมกันที่ลำห้วยจาน ผ่านหมู่บ้าน ก่อนจะไหลลงไปสู่ลำน้ำมาง ลำน้ำว้า และลงสู่แม่น้ำน่านต่อไป

เดิมนั้น บ้านดงผาปูน มีชื่อเดิมว่า "บ้านห้วยจาน" เป็นชื่อเรียกตามสายน้ำที่ไหลผ่าน หมู่บ้านนี้อยู่ห่างจากตัวจังหวัดน่านประมาณ 109 กิโลเมตร เดิมทีเป็นหมู่บ้านบริวารของบ้านนาขวาง หมู่ 5 ด้วยสภาพภูมิประเทศที่เป็นป่าเขา พื้นที่แห่งนี้จึงเป็นจุดแย่งชิงมวลชนที่เกิดจากความแตกต่างทางอุดมการณ์การเมืองเมื่อ 30 ปีที่แล้ว จนกระทั่งปี 2526 หลังผ่านพ้นมรสุมทางความคิด ชาวบ้านส่วนหนึ่งซึ่งเป็นชาวพื้นเมืองเหนือที่เรียกตัวเองว่า "ถิ่น" (หรือชาวลั๊วะ) ซึ่งอพยพมาจากบ้านผาแดง (ส่วนหนึ่งของบ้านนาขวานในอดีต ปัจจุบันไม่มีแล้ว) เข้ามาจับจองที่ดินทำกิน สร้างบ้านแปลงเมืองโดยการนำของ นายอุ๋ย ใจปิง นายศรีจันทร์ พิศจารย์ นายตั๋น พิศจาร และนายรัตน์ พิศจาร ซึ่งในขณะนั้นเรียกว่า หมู่ 5.5 เป็นสาขาของบ้านนาขวางสมัยนั้น ผู้อพยพต่างพากันจับจองพื้นที่ป่าตามไหล่เขาเพื่อปลูกข้าวไร่

ปี 2528 มีราษฎรจากบ้านม่อน บ้านบ่อหลวง อพยพเข้ามาอาศัยพื้นที่เพิ่มขึ้นอีก บ้านห้วยจานขณะนั้นยังจัดว่าเป็นพื้นที่สีแดงอยู่ กระทั่งทุกอย่างสงบ ตำรวจตระเวนชายแดนและหน่วยงานของรัฐก็เข้ามาพัฒนาร่วมกับชาวบ้าน และเปลี่ยนชื่อหมู่บ้านมาเป็น "บ้านดงผาปูน" ตามลักษณะภูมิประเทศของหมู่บ้านที่ตั้งอยู่บนเทือกเขาหินปูน

ในสมัยเริ่มแรกของการอพยพ ผู้มาตั้งรกรากทำมาหากินแบไร่หมุนเวียน โดยเฉพาะการปลูกข้าวโพด ไร่ข้าว โดยเปลี่ยนเวียนไปเรื่อยๆ ทุก 3 ปี เป็นวิถีดำรงชีพที่สืบทอดมาจากบรรพชน แต่เงื่อนไขความขัดแย้งทางการเมืองในอดีต ประกอบกับการแผ้วถางป่าอย่างไม่เหมาะสม ทำให้ป่าเสื่อมโทรม และเปิดปัญหาความแห้งแล้ง ฝนแล้งที่เริ่มหนักขึ้นมาตั้งแต่ปี 2533 ทำให้ชาวบ้านเริ่มหันหน้ามาพูดคุยกัน แหล่งน้ำธรรมชาติที่เปรียบเป็นเสมือนสายเลือดของหมู่บ้านเริ่มแห้งเหือด จะมีบ้างก็ตรงที่เป็นร่องลึกซึ่งอยู่ไกลจากหมู่บ้าน

ลุงตั๋น พิศจาร ผู้อาวุโสของหมู่บ้านบอกว่า ชาวบ้านยังมีความเชื่อเรื่องสิ่งศักดิ์สิทธ์ที่อยู่กับป่า จึงได้มีการกันพื้นที่ส่วนหนึ่งที่ติดกับป่าช้า มาทำเป็นป่าใช้สอยของชุมชนประมาณ 800 ไร่ ป่าส่วนนี้ ชาวบ้านได้ขอกับเขตอุทยานแห่งชาติดอยภูคาว่าจะกันไว้เป็นป่าชุมชน ชาวบ้านจะช่วยกันดูแล แม้จะเป็นป่าผืนเล็กๆ แต่เมื่อเทียบกับประชากรที่มีเพียง 177 คน หรือ 45 ครัวเรือน ป่าผืนนี้ก็คือ แหล่งอาหารที่พอเพียง

ความหลากหลายของชีวิตนั้นมีทั้งพืชและสัตว์ ทั้งหวาย สมุนไพร หมูป่า เก้ง กวาง นก นานาชนิด และพืชที่กลายเป็นรายได้เสริมของชาวบ้านก็คือ ต๋าว หรือลูกชิด

ต๋าว เป็นพืชที่ใช้ประกอบอาหารหวาน หน่อต๋าวนำมาปรุงอาหารคาว มีพ่อค้าจากตัวเมืองมารับซื้อลูกต๋าวจากตัวเมือง ลูกต๋าวจึงมีมูลค่าทางตัวเงินมากขึ้นกว่าใช้ประโยชน์ประจำวัน มีการเก็บลูกต๋าวขายมากขึ้น ตัดต้นขายหน่อซึ่งเป็นการเก็บผลผลิตที่ผิด เพราะการตัดต้นเพื่อเก็บลูกต๋าวและขายหน่อต๋าวสามารถทำได้หนึ่งต้น ต่อหนึ่งครั้ง

ถ้าปล่อยให้แล้งหนัก ไม่นานพืชอาหารและแหล่งรายได้ของชาวบ้านก็จะหมดไป

ลุงตั๋น และแกนนำหมู่บ้าน จึงพากันรณรงค์ผ่านเวทีประชาคมหมู่บ้าน เพื่อขยายพื้นที่ป่าไปทางทิศใต้ของลำห้วยจาน และขยายไปทางทิศเหนือของหมู่บ้านซึ่งเป็นต้นน้ำอีก 1 กิโลเมตร และตลอดแนวเขตป่าก็ทำเขตอนุรักษ์ปลาและน้ำในลำห้วยจานไปพร้อมกัน

ด้วยความเพียร หลังจาก 5 ปีผ่านไป สภาพป่ากลับฟื้นขึ้นมาอย่างผิดหูผิดตา ลำห้วยที่เคยเหือดแห้งกลับมีน้ำไหลตลอดปี สัตว์น้ำที่เคยคิดว่าสูญพันธุ์กลับคืนมาให้เห็นโดยเฉพาะปลาพื้นบ้าน เช่น ปลาหิ่ม ปลาปุง ปลามัน ปลากะ ปลากั้ง ส่วนผักกูด ผักหนาม ผักฮาก ผักบิด ก็กลับมาอยู่บนสำรับกับข้าวได้ทุกมื้อ

เมื่อความสมบูรณ์กลับคืน ชาวบ้านก็มองเรื่องการแบ่งปัน ในปี 2540 ชุมชนตกลงแบ่งพื้นที่บ้านดงผาปูนที่มีพื้นที่ทั้งหมดประมาณ 8,000 ไร่ เป็นพื้นที่ถือครองของชาวบ้าน 420 ไร่ ที่นา 48 ไร่ ที่ไร่ 176 ไร่ ที่สวน 146 ไร่ ที่อยู่อาศัย 20 ไร่ และอื่นๆ 30 ไร่ มีการจัดตั้งกลุ่มอนุรักษ์ป่าชุมชน และมีคณะกรรมการจำนวน 8 คน ช่วยกันกำหนดแนวเขตและแนวทางการทำงาน มีการกำหนดกฎระเบียบการอนุรักษ์ป่าชุมชน มีการจับและปรับเป็นเงิน หากมีการฝ่าฝืนกฎระเบียบ

ในบ้านดงผาปูน จะมีกลุ่มแม่บ้านแปรรูปต๋าวเพื่อส่งไปขายนอกหมู่บ้าน กลุ่มแม่บ้านนี้จะมี 3 กลุ่ม ในการเก็บต๋าวจะสลับกันเก็บปีละกลุ่ม กลุ่มหนึ่งจะมีสมาชิกราว 13-15 ครัวเรือน เข้ามาทำหน้าที่ตัด ต้ม และขายลูกต๋าว มีพ่อค้าที่มารับซื้อถึงที่ในราคาถังละประมาณ 300 บาท หรือจะนำมาแปรรูปเป็นผลไม้แห้งบรรจุถุงขาย ก็ตกกิโลกรัมละ 120-150 บาทรายได้ที่มาจากการขายลูกต๋าวทั้งหมดในรอบปีจะนำมาเฉลี่ยให้กับสมาชิกกลุ่มที่ได้สิทธิในรอบนั้น และรายได้จากการจำหน่ายต๋าวจำนวนร้อยละ 10 ต่อ 1 ถัง จะเป็นประโยชน์หน้าหมู่ให้กับกองทุนอนุรักษ์ป่าชุมชน เพื่อนำไปใช้ในกิจกรรมการดูแลป่าชุมชน โดยในแต่ละปีชุมชนจะมีรายได้ประมาณ 30,000-40,000 บาท/กลุ่ม/ปี (ในรอบปีจะเก็บต๋าว 2 ช่วง คือ เดือนมีนาคม และพฤศจิกายน)

บางปี หวายก็มีมากพอที่จะตัดขายได้ ก็จะมีการช่วยกันตัดเพื่อจำหน่ายให้ชุมชนใกล้เคียงนำไปเป็นวัตถุดิบสานตะกร้า รายได้จากการขายหวายก็เช่นเดียวกับต๋าว คือหักเข้ากองทุนอนุรักษ์ป่าชุมชนร้อยละ 5-10 เพื่อนำไปทำกิจกรรมต่างๆ อาทิ การบวชป่า กิจกรรมต้นไม้พูดได้ (การทำป้ายชื่อต้นไม้) กิจกรรมส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต กิจกรรมส่งเสริมการปลูกป่า กิจกรรมส่งเสริมการปลูกพืชสมุนไพร กิจกรรมส่งเสริมอาชีพแบบพอเพียง กิจกรรมการจัดทำฝาย กิจกรรมการส่งเสริมการขุดสระปลาเพื่อฉลองน้ำ และการอนุรักษ์พันธุ์ปลาในชุมชน ซึ่งห้ามจับปลาเป็นระยะทาง 1,500 เมตร

ส่วนเรื่องกฎระเบียบก็มีการตราไว้ชัดเจน ได้แก่

  • การระเบิดปลาหรือเบื่อปลาในเขตป่าชุมชน ปรับ 3,000 บาท
  • ตัดต้นต๋าวในเขตป่าชุมชน ปรับ 300 บาท/ต้น
  • ตัดต้นหวายในเขตป่าชุมชน ปรับ 250 บาท/ต้น
  • ตัดต้นไม้ในเขตป่าชุมชน ปรับ 1,200 บาท/ต้น
  • ล่าสัตว์ป่าในเขตป่าชุมชน ปรับ 2,000 บาท
  • ขุดไม้ไผ่บงและไม้ไผ่เฮี้ย ปรับ 200 บาท
  • นำฟืนที่มีขนาดใหญ่ออกจากป่าชุมชนไปขาย ปรับ 500 บาท
  • ตัดต้นจะค่านในเขตป่าชุมชน ปรับ 200 บาท/ต้น

แม้จะเป็นหมู่บ้านเล็กๆ แต่ที่นี่ ผู้คนได้เรียนรู้เรื่องการแบ่งปันกันทรัพยากรธรรมชาติที่เกื้อกูลแต่ละชีวิตได้อย่างยุติธรรม

จาก "มะต๋าว" มาเป็น "ลูกชิด"

หากเอ่ยถึงตำบลบ่อเกลือ...
ความคิดแว่บแรกที่วิ่งผ่านเข้ามาในสมองคงหนีไม่พ้น "เกลือสินเธาว์"
ถูกต้องแล้วครับ! แต่ยังมีผลผลิตจากธรรมชาติอีกอย่างที่น่าสนใจไม่แพ้เกลือ ก็คือ "ต๋าว" หรือที่เราเรียกกันติดปากว่า "ลูกชิด"

ต๋าว เป็นพืชตระกูลปาล์มเช่นเดียวกับมะพร้าว ทางภาคเหนือจะเรียกว่า "มะตาว" หรือ "มะต๋าว" พบมากในเขตป่าเขาดิบชื้นแถบจังหวัดกาญจนบุรี ตาก อุตรดิตถ์ น่าน แพร่ และพิษณุโลก ลำต้นสูงประมาณ 15-20 เมตร ออกผลเป็นทะลายคล้ายหมาก แต่ขนาดเล็กกว่า ให้ผลในช่วงอายุ 15-20 ปี และส่วนใหญ่จะให้ผลเพียงครั้งเดียว และให้มากสุดไม่เกิน 4 ครั้ง

มะตาวใช้เวลาออกผลประมาณ 1 ปี ถึงจะเก็บได้ ช่วงเก็บต๋าวจะอยู่ในเดือนตุลาคม-มกราคม ผลต๋าวจะเก็บได้ก็ต่อเมื่อเปลือกเปลี่ยนจากสีเขียวเป็นสีม่วงเข้ม ผลตาวมีน้ำยาง เมื่อถูกผิวหนังจะคัน ต้องสวมเสื้อผ้ามิดชิด ใส่ถุงมือ และควรใส่แว่นตากันน้ำยางเข้าตา

ก่อนผ่าผลต๋าว ต้องนำมาต้มให้น้ำยางจับตัว และทำให้เปลือกนุ่ม แล้วปาดส่วนหัวออก จะเห็นเม็ดต๋าว 3 เม็ด นำมาบีบโดยใช้ไม้หนีบ ซึ่งทำจากไม้ 2 ท่อนผูกติดกัน สอดลูกตาวไว้ตรงกลาง แล้วบีบผลต๋าวข้างในก็จะหลุดออกมา นำไปล้างน้ำให้สะอาด เป็นอันเสร็จพิธี

ลูกชิด ที่พวกกินกับน้ำแข็งใสนั้น เป็นลูกต๋าวที่ผ่านการเชื่อมมาแล้ว เพราะรสชาติแท้ๆ ของลูกต๋าวจะจืดชืด ถ้ายังไม่แก่จัดก็จะมีรสฝาด

ชื่อชุมชน
:
ชุมชนบ้านดงผาปูน
หมู่ 8 ต.บ่อเกลือใต้ อ.บ่อเกลือ จ.น่าน
ผู้ประสานงาน
:
พระคเณศวร วรธมฺโม
ศูนย์ประสานงานเยาวชนตำบลภูฟ้า วัดสบมาง ต.บ่อเกลือใต้ อ.บ่อเกลือ จ.น่าน 55220
โทร. 084 949 2013
พื้นที่ป่าชุมชน :
:
800 ไร่
ประชากร
:
45 หลังคาเรือน ประชากร 177 คน

กิจกรรม :

  • กิจกรรมบวชป่า
  • กิจกรรมต้นไม้พูดได้
  • กิจกรรมส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต
  • กิจกรรมส่งเสริมการปลูกป่า
  • กิจกรรมส่งเสริมการปลูกพืชสมุนไพร
  • กิจกรรมส่งเสริมอาชีพแบบพอเพียง
  • กิจกรรมการจัดทำฝาย
  • กิจกรรมการส่งเสริมการขุดสระปลาเพื่อฉลองน้ำ
  • อนุรักษ์พันธุ์ปลาในชุมชน โดยห้ามจับเป็นระยะทาง 1,500 เมตร

ผลสำเร็จ :

  • ชุมชนได้มีแหล่งเรียน และแหล่งท่องเที่ยวสำหรับผู้สนใจ
  • มีแหล่งต้นน้ำของชุมชน
  • มีพื้นที่ป่าเป็นของชุมชน
  • แกนนำ ชาวบ้าน ได้เรียนรู้ และนำไปใช้
  • ชุมชนมีรายได้เสริมจากการต้มต๋าว

กลับหน้า ประจำปี 2550