ประเภทชุมชน (ชุมชน ชุมชนเมือง เครือข่ายชุมชน)

ชุมชนบ้านแก่งทุ่ง-บ้านป่าปอบิด
การจัดการป่าต้นน้ำโดยชุมชน

โดย โกมล แพรกทอง
คณะกรรมการคัดเลือก

การเร่งขยายพื้นที่ทำกินหรือเพื่อเพิ่มพื้นที่การเกษตร มักจะต้องแลกกับการทำลายพื้นที่ทรัพยากรธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นดิน น้ำ ป่า แต่สำหรับชุมชนบ้านแก่งทุ่ง-บ้านป่าบอบิด ชาวบ้านยังคงรักษาป่าต้นน้ำไว้อย่างเหนียวแน่นมานานกว่า 20 ปี มีการบริหารจัดการน้ำโดยการทำประปาภูเขา ทุกครอบครัวลงขันเป็นค่าบำรุงรักษาระบบประปาทุกเดือน มีการแบ่งพื้นที่ราบสำหรับทำนา พื้นที่ดอนไว้ทำสวน พื้นที่เชิงเขาสำหรับทำไร่ พร้อมปิดป่าเป็นประจำทุกปีเพื่อให้หน่อไม้ซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจของหมู่บ้านได้ขยายพันธุ์ มีป่าหัวไร่ปลายนาไว้เป็นแหล่งอาหาร รวมถึงการอนุรักษ์ป่าและสัตว์ป่าบนฐานวัฒนธรรมประเพณีของชุมชน และเปิดโอกาสให้ชุมชนอื่นมาเรียนรู้ เพื่อนำบทเรียนไปปรับประยุกต์ใช้ในพื้นที่ตนเอง

ในช่วงการเริ่มต้นแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมฉบับที่ 1-3 ช่วงปี 2504-2516 มีการสร้างเขื่อน สร้างถนนผ่านพื้นที่ป่าไม้ ทำให้ผู้คนเข้าไปบุกร้างถางพงเพื่อเป็นที่ทำกิน ที่อยู่อาศัยในเขตป่ามากขึ้น เกิดการตัดต้นไม้ทำลายป่าเพื่อขยายพื้นที่ทำกิน ทำให้สภาพป่าเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว กลายเป็นชุมชนขนาดใหญ่ที่แย่งกันกินแย่งกันใช้ ส่งผลให้เกิดความเสื่อมโทรมของทรัพยากรธรรมชาติ และผลที่ตามมาคือความแห้งแล้งและอุทกภัย

บ้านแก่งทุ่ง และบ้านป่าปอบิด ตำบลบ่อโพธิ์ อำเภอนครไทย จังหวัดพิษณุโลก เป็นหมู่บ้านพี่น้องที่ตั้งอยู่บนเนินหุบเขา ระหว่างอุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า และอุทยานแห่งชาติภูสันทราย เป็นหมู่บ้านหนึ่งที่เรียนรู้หายนะจากชุมชนรอบข้างและยังคงรักษาป่าต้นน้ำไว้อย่างเหนียวแน่น โดยมีรูปแบบการอนุรักษ์ป่าและสัตว์ป่าบนฐานวัฒนธรรมประเพณีของชุมชน และเปิดโอกาสให้ชุมชนอื่นได้เข้ามาเรียนรู้ระบบการจัดการทรัพยากรธรรมชาติในลักษณะต่างๆ ไดแก่

การจัดระบบการใช้ที่ดินตามภูมิทัศน์ : หากยืนอยู่บนเนินเขาที่เป็นที่ตั้งของวัดบ้านแก่งทุ่ง จะมองเห็นระบบการจัดการที่ดินของหมู่บ้านทั้งสอง โดยมีการจัดชั้นการใช้ประโยชน์ที่ดินตามความเหมาะสมของพื้นที่ โดยพื้นที่บนภูเขาจะถูกเก็บรักษาไว้เป็นพื้นที่ป่าไม้ บริเวณเชิงเขาจะเป็นพื้นที่ทำไร่ บริเวณที่ดอนจะเป็นที่สวน ในพื้นที่ราบก็จะเป็นที่นา และบนที่เนินจะเป็นที่อยู่อาศัยของชาวบ้าน โดยรอบบริเวณบ้านจะมีการปลูกไม้ผลและผักสวนครัว

บริเวณรอบหมู่บ้านซึ่งเป็นป่าต้นน้ำ : บริเวณนี้ชาวบ้านจะช่วยกันดูแลรักษา โดยเฉพาะด้านบนของพื้นที่ป่า ปกคลุมด้วยป่าเต็งรัง ส่วนตอนล่างเป็นป่าเบญจพรรณที่กำลังฟื้นตัว เป็นแหล่งหน่อไม้และเห็ดตามฤดูกาลนานาชนิด มีเนื้อที่ประมาณ 5,000 ไร่ ครอบคลุมลำน้ำปุ่มใหญ่ และลำน้ำปุ่มเล็ก ซึ่งไหลลงลำน้ำแควน้อย ในพื้นที่ป่าจะมีน้ำตกและมีแหล่งน้ำเฝี๊ยะที่ถูกกั้นเพื่อผันน้ำเป็นน้ำประปาภูเขาของหมู่บ้าน นอกจากนั้น น้ำจากป่ายังถูกต่อท่อนำมาใช้เพื่อการบริโภคและอุปโภคในครัวเรือน และใช้ในการเกษตร โดยเสียค่าใช้จ่ายลงขันครอบครัวละ 80 บาท/เดือน เพื่อใช้ในการดูแลรักษาระบบน้ำ

การใช้วัฒนธรรมท้องถิ่นมาเป็นกิจกรรมการอนุรักษ์ทรัพยากร : มีการนำประเพณีการทำบุญหมู่บ้าน อาทิ ทุกวันที่ 20 เมษายนของทุกปี จะทำพิธีเพื่อสืบชะตาหมู่บ้าน ร่วมซ่อมแซมฝายกั้นน้ำเพื่อการทำนา ร่วมลงแขกทำนา ทำปุ๋ยหมัก ร่วมปลูกต้นไม้เพิ่มเติม และห้ามการตัดต้นไม้ในป่าต้นน้ำ นอกจากนั้นยังมีพิธีกรรมในการบวชป่าและบวชแม่น้ำ การประกาศเขตอภัยทานเพื่อการอนุรักษ์พันธุ์ปลาและพันธุ์ปู มีการกำหนดกฎระเบียบของหมู่บ้านในการเก็บหาหน่อไม้ โดยจะไม่เก็บหน่อไม้ในป่าตั้งแต่วันที่ 12 สิงหาคมของทุกปีเพื่อเปิดโอกาสให้ป่าไผ่ฟื้นตัว ในขณะเดียวกันก็ส่งเสริมให้ชาวบ้านปลูกไผ่ไว้ตามหัวไร่ปลายนาเพื่อลดการพึ่งพิงป่า

ชุมชนทั้งสองมีป่าไม้และลำน้ำเป็นแหล่งอาหารที่อุดมสมบูรณ์จากผลการอนุรักษ์ป่าและลำน้ำ นอกจากนั้น ยังสามารถใช้น้ำจากป่าเพื่อการทำนา การเลี้ยงสัตว์น้ำต่างๆ รวมทั้งมีแหล่งน้ำที่สะอาดเพื่อการบริโภคในครัวเรือน การอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ สัตว์ป่า ดิน และน้ำ เกิดจากการร่วมมือร่วมใจของชุมชนที่มีความเข้มแข็งในการรวมพลังของชุมชน ในการปฏิบัติตามผู้นำของชุมชนที่มีหัวก้าวหน้า และคิดกิจกรรมที่มีประโยชน์ต่อชุมชนส่วนรวม และได้รับความร่วมมือจากชุมชน

ชุมชนบ้านแก่งทุ่งและบ้านป่าปอบิด เป็นตัวอย่างของการจัดการป่าต้นน้ำโดยชุมชน ซึ่งจะประสบผลสำเร็จก็ต่อเมื่อชุมชนมีความเข้มแข็ง มองเห็นประโยชน์และมีความร่วมมือจัดการ โดยชุมชนเอง

ปอป่าน

สมัยก่อน บ้านป่าปอบิด มีต้นปอป่านขึ้นอยู่มากมาย ชาวบ้านได้นำมาทำเชือกใช้ภายในครัวเรือน จึงเรียกกันติดปากว่า "บ้านป่าปอบิด" แต่ปัจจุบัน เหลือเพียงไม่กี่บ้านที่ยังทำเชือกจากปอป่านอยู่

"ปอป่าน" เป็นคำเรียกของคนภาคกลาง แต่ที่อื่นๆ ก็จะมีชื่อเรียกแตกต่างกันออกไป อย่างเขมร-พระตะบอง จะเรียกว่า "กะเมย" ฝั่งจันทบุรี เรียก "ตานขโมย" ส่วนชาวกะเหรี่ยง แม่ฮ่องสอนจะเรียก "ปอบอ" สำหรับชื่ออย่างเป็นทางการก็คือ "ป่านรามี"

ปอป่านมีลำต้นเรียวเล็ก เส้นผ่าศูนย์กลางที่โคนต้นประมาณ 8-15 มิลลิเมตร สูงประมาณ 2-2.5 เมตร เมื่อมีอายุได้ 45-60 วัน ใบ จะออกสลับบนต้น ลักษณะกลมใหญ่ ขอบใบหยัก มีก้านยาว ผิวใบด้านบนมีสีเขียว และมีสีขาวใต้ใบ ดอกมีขนาดเล็ก สีขาวอมเขียวเล็กน้อย ดอกออกเป็นกลุ่ม

เส้นใยปอป่านได้มาจากส่วนในของเปลือกลำต้น เป็นเส้นใยธรรมชาติที่เหนียวที่สุด มีลักษณะเป็นมันคล้ายไหมมีเหลืองอ่อน (และจะมีสีขาวเมื่อฟอกด้วยสารฟอกสี) สามารถดูดความชื้นและคลายความชื้นได้อย่างรวดเร็ว มีความยืดหยุ่นน้อย ต้านทานต่อการหดตัว การผุ และไม่ยับ เหมาะที่จะใช้ทำสิ่งทอเพื่อเป็นเครื่องใช้ในบ้านและอื่นๆ ส่วนใบและยอดต้นใช้เป็นอาหารสัตว์ได้

ชื่อชุมชน
:
ชุมชนบ้านแก่งทุ่ง-บ้านป่าปอบิด
หมู่ 4 บ้านแก่งทุ่ง ต.บ่อโพธิ์ อ.นครไทย จ.พิษณุโลก
ผู้ประสานงาน
:
นายม่วง ตาสี (แกนนำชุมชน)
173 หมู่ 6 บ้านเนินสวรรค์ ต.บ่อโพธิ์ อ.นครไทย จ.พิษณุโลก 65120
โทร. 087 844 8534
และนายทองจันทร์ ตาสี (ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 10)
52 หมู่ 10 บ้านป่าปอบิด ต.บ่อโพธิ์ อ.นครไทย จ.พิษณุโลก 65120
โทร. 087 801 6539
พื้นที่ป่าชุมชน
:
5,000 ไร่ (ป่าน้ำปุ่มใหญ่ และป่าน้ำปุ่มเล็ก)
ประชากร
:
1,200 คน

กิจกรรม :

  • ปี 2537 เริ่มกิจกรรมเพื่อวิถีพอเพียง อาทิ ทำปุ๋ยน้ำหมัก เพื่อลด ละ เลิก การใช้สารเคมี
  • ชี้แจงให้ผู้นำชุมชนและคณะกรรมการหมู่บ้าน ให้เห็นผลเสียของการตัดไม้ทำลายป่า
  • ทุกวันที่ 20 เมษายน ของทุกปี จะมีการทำบุญให้หมู่บ้าน เพื่อสืบชะตาหมู่บ้านให้อยู่ดีมีสุขก่อนทำการหว่านไถ
  • ร่วมกันซ่อมแซมฝายกั้นน้ำ เพื่อการเกษตร และลงแขกไถนา
  • แบ่งปุ๋ยหมักที่ทำไว้เพื่อปรับสภาพดินให้ดี
  • จัดประชุมทุกเดือน โดยแต่ละหมู่บ้านมีตัวแทนหมู่ละ 9 คน
  • ปลูกป่าเพิ่มทุกปี และห้ามตัดไม้ในพื้นที่บริเวณต้นน้ำ
  • การปิดป่าหยุดหาหน่อไม้ตั้งแต่วันที่ 22 สิงหาคมของทุกปี
  • ปลูกไผ่และขุดบ่อน้ำในพื้นที่หัวไร่ปลายนา เพื่อเก็บหามาบริโภคภายในครัวเรือน
  • จัดอบรมให้ความรู้แก่เด็กในโรงเรียนและผู้ใหญ่ให้รู้จักคุณค่าของการอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้
  • ในปี 2549 สาบานตนต่อหน้าพระสงฆ์ว่าจะร่วมกันดูแลป่า
  • จัดพิธีบวชป่า บวชแม่น้ำรักษาพันธุ์สัตว์น้ำ
  • เลี้ยงควายแทนเครื่องจักรกล
  • แกนนำชุมชนได้นำความรู้ไปเผยแพร่ยังหมู่บ้านอื่น

ผลสำเร็จ :

  • สองหมู่บ้านมีน้ำใช้อย่างพอเพียงตลอดทั้งปี มีอาหารและพืชผักบริโภคอย่างพอเพียง
  • คนในชุมชนรักท้องถิ่น เห็นคุณค่าของทรัพยากร
  • ชาวบ้านจากจากอำเภออื่นมาดูงานภายในพื้นที่

กลับหน้า ประจำปี 2550