ประเภทชุมชน (ชุมชน ชุมชนเมือง เครือข่ายชุมชน)

กลุ่มอนุรักษ์ป่าดงภูดิน-ดงภูแดง
ตำนานต่อสู้จากลุ่มน้ำมูล

โดย วิสูตร อยู่คง
นักวิชาการป่าไม้ 7 ว.
คณะทำงานภูมิภาค ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

กลุ่มอนุรักษ์ป่าดงภูดิน-ดงภูแดง เป็นตัวแทนของชุมชนเล็กๆ ในตำบลหนองแค อำเภอราษีไศล ที่เผชิญหน้ากับปัญหาด้วยใจสู้ ตั้งแต่ปัญหากลุ่มทุนที่ต้องการเปลี่ยนผืนป่าดั้งเดิม ให้เป็นสวนป่ากระถินณรงค์กับต้นยูคาลิปตัส การเรียกร้องให้เปิด-ปิดเขื่อนเพื่อให้ปลามาวางไข่ และให้อาชีพประมงยังเป็นหนทางเลี้ยงชีพ การคัดค้านการขุดทรายในพื้นที่ป่าทาม ประสบการณ์ทุกอย่างเป็นบทเรียนที่สอนว่า ความสามัคคีเท่านี้ที่จะช่วยให้พวกเขาฟันฝ่าปัญหาไปได้

ถ้าเอ่ยชื่อ "ดงภูดิน" คงไม่ค่อยมีคนรู้จัก แต่ถ้าพูดถึงชาวราษีไศล คนทั้งประเทศคุ้นหู เพราะผู้คนที่มีเป็นตำนานการต่อสู้ เพื่อคัดค้านการสร้างฝาย สร้างเขื่อนกั้นลำน้ำมูล

ในเหรียญด้านหนึ่ง ชาวราษีไศลเป็นมนุษย์หัวแข็ง เป็นพวกที่ถูกปลุกระดมให้ลุกขึ้นมาต่อต้านอำนาจรัฐ เป็นพวกที่คัดค้านการพัฒนาของประเทศ เป็นพวกที่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตนมากกว่าส่วนรวม

แต่อีกด้านหนึ่งของเหรียญ ชาวราษีไศล คือสัญญะของความยากจน คือนักต่อสู้เพื่อสิทธิพึงได้รับ

สิบปีผ่านไปแล้ว แต่ความขัดแย้งเรื่องสร้างเขื่อนแห่งนี้ยังไม่สิ้นสุด หากมองพื้นที่ผ่านบทเรียน จะเห็นประสบการณ์ที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาอย่างโชกโชน เขื่อนเป็นเพียงความขัดแย้งหนึ่งที่ผ่านเข้ามาแล้วก็ผ่านไป แต่ชีวิตก็ยังเคลื่อนไปยังที่ควรเป็น

ประสบการณ์หนึ่งของชาวราษีไศลเริ่มต้นที่บ้านผึ้ง ตำบลหนองแค ย้อนหลังไปในปี 2522 เมื่อบริษัทศรีสะเกษทำไม้ มาสำรวจป่าเพื่อปลูกกระถินณรงค์และยูคาลิปตัส ในพื้นที่ว่างเปล่า ในการเตรียมงาน บริษัทได้จ้างชาวบ้านถางป่าและตัดไม้ใหญ่ แต่แกนนำชาวบ้าน คือนายประดิษฐ์ นรสาร ซึ่งขณะนั้นก็เป็นลูกจ้างของบริษัท (ปัจจุบัน-กำนันตำบลหนองแค) เห็นว่าวิธีการนี้เป็นการทำลายป่าดงภูดิน จึงได้ร่วมกันนายสิงห์ จำเริญ หนุ่มใหญ่แห่งบ้านเพียมาตร (ปัจจุบัน-ผู้ใหญ่บ้าน บ้านผึ้ง) รวบรวมรายชื่อชาวบ้านกว่า 7,000 คน คัดค้าน และส่งภาพถ่ายหลักฐานส่งไปขอความช่วยเหลือจากทางอำเภอ จากนั้น ตัวแทนชาวบ้าน 12 คน เข้ามานำเสนอเรื่องถึงรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี จนคณะรัฐมนตรีมีมติยกเลิกสัมปทานพื้นที่ป่าดงภูดินแก่นายทุนในปี 2524

ทุกวันนี้ ป่าดงภูดินยังเหลือไม้ยางขนาด 4-5 คนโอบ กลุ่มไม้แดงขนาดโคนขาที่ขึ้นหนาแน่น เป็นแหล่งผลิตเห็ด และอาหารป่านานาประเภทแก่ชาวราษีไศล

หลังการประกาศยกเลิกสัมปทานไม้ ชุมชนเห็นถึงประโยชน์ของพลังชาวบ้าน จึงได้ตั้ง "กลุ่มอนุรักษ์ป่าดงภูดิน-ดงภูแดง" ขึ้นมาดูแลรักษาป่า มีการอยู่เวรยามเฝ้าระวัง จับและปรับผู้ลักลอบตัดไม้ ประสานความร่วมมือกับผู้ใหญ่บ้านเพื่อเป็นหูเป็นตา งานนี้ใช้เวลาถึง 3 ปี ในการสร้างความเข้าใจกับชาวบ้านในชุมชน

สองผู้ยิ่งใหญ่

ชุมชนที่เข้มแข็งมักเริ่มจากผู้นำที่มั่นคง...
ในตำบลหนองแค กำนันประดิษฐ์ นรสาร กับผู้ใหญ่สิงห์ จำเริญ ก็คือสองผู้ยิ่งใหญ่ที่ยืนหยัดกับทุกปัญหาของชุมชน ตั้งแต่การคัดค้านสัมปทาน จนมาถึงการทำฝายราษีไศล

มิตรแท้เลยแตกคอ...
ความฮักแพงระหว่างคนอุดมการณ์เดียวกัน ก้าวมาสู่ความขัดแย้งเมื่อมีฝายราษีไศลในปี 2534 กลุ่มอนุรักษ์ป่าดงภูดิน ถูกแบ่งแยกออกไปเป็นสองฝ่าย ได้แก่ ฝ่ายกำนันประดิษฐ์ นรสาร ในฐานะตัวแทนของหน่วยราชการที่ต้องแสดงบทบาทของการสนับสนุนการสร้างเขื่อน และฝ่ายพ่อใหญ่สิงห์ จำเริญ ที่สวมบทบาทของผู้ต่อต้านการพัฒนา ในฐานะนักอนุรักษ์ป่าบุ่งป่าทามมดลูกของแม่น้ำ ทุกเวทีของการแสดงความคิดเห็น ทั้งสองถูกเงื่อนไขในสังคมให้ต้องอยู่คนละฝ่าย แต่ในส่วนลึกของจิตใจ ผู้ยิ่งใหญ่ทั้งสองยังคงเพรียกหาแต่ความเป็นเสี่ยว เป็นเพื่อนร่วมอุดมการณ์ในการรักษาและต่อสู้ เพื่อผืนป่าดงภูทรัพยากรอันล้ำค่าของคนจน

ปัญหาป่าทามราษีไศลได้ถูกแก้ไขลงได้ในระดับหนึ่ง ปี 2543 เขื่อนราษีไศลถูกกำหนดให้เปิด 8 เดือน เพื่อให้ปลามาวางไข่ และปิด 4 เดือน เพื่อกักเก็บน้ำไว้ใช้ในฤดูแล้ง ความสัมพันธ์ของผู้เฒ่าทั้งสองก็กลับคืนมาเหมือนเดิม เหมือนป่าทามราษีไศลที่เคยยืนต้นตาย ปล่อยให้มหาภัยไมยราบยักษ์เข้าคุกคาม ครอบครองในช่วงของการปิดเขื่อนถาวร ลมหายใจของป่าทามกำลังฟื้นคืนมาเคียงคู่กับป่าดงภูดินอันยิ่งใหญ่เช่นอดีต

นอกจากนี้ ยังมีการทำท่าทรายในพื้นที่ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อชาวบ้านที่ประกอบอาชีพประมง แต่มิตรภาพที่กลับคืนมา ก็ทำให้ชุมชนสามารถผลักดันท่าทรายออกนอกพื้นที่ได้สำเร็จ

เมื่อเราล่องเรือเยี่ยมชมแม่น้ำมูลตั้งแต่ท่าน้ำบ้านเพียมาตรไปยังวังใหญ่ บริเวณสบแม่น้ำมูลและลำเสียวมองเห็นซากของไมยราบยักษ์ที่ยืนต้นตาย ไม้หัวลิง ฝ้ายน้ำ เบ็ญน้ำ มะดัน มะกอกน้ำ กำลังทอดยาวมองเป็นทุ่งตลอดสองฝั่งลำน้ำมูล ดังเช่นสัมพันธภาพของสองพ่อเฒ่าและชาวบ้านที่กลับคืนมาเป็นหนึ่งเดียว

กลุ่มอนุรักษ์ป่าดงภูดิน-ดงภูแดง ที่มีพื้นที่การทำงานใน 4 หมู่บ้าน ได้แก่ หมู่ 3, 4, 10 และ หมู่ 14 ของตำบลหนองแค โดยมีคณะกรรมการกลุ่มอนุรักษ์ป่าฯ จำนวน 60 คน ชาวบ้าน 4 หมู่นี้ร่วมกันดูแลรักษาป่าดงภูดินพื้นที่ 4,735 ไร่ แบ่งเป็นพื้นที่ป่าทาม (ป่าดงภูดิน) 2,300 ไร่ และพื้นที่ป่าบก (ป่าดงภูแดง) 2,435 ไร่ มีการป้องกันรักษาไฟป่าในพื้นที่ป่าดงภูดิน การสำรวจป่า แล้วมอบหมายพันธุ์ไม้ให้เด็กๆ ไปปลูก แล้วดูแลรักษา จัดทำหลักสูตรท้องถิ่น เพื่อให้เด็กๆ ศึกษาธรรมชาติ เรียนรู้การหาของป่า ดูชนิดพันธุ์ไม้ในป่า แบ่งพื้นที่สำรวจป่าแล้วให้เด็กเป็นผู้ดูแลรักษาต้นไม้ที่ปลูก

13 ปีของการทำงานหนัก ทำให้ชุมชนและกลุ่มอนุรักษ์ป่าดงภูดิน-ดงภูแดง ได้รับพระราชทาน "ธงพิทักษ์ป่า เพื่อรักษาชีวิต" ช้าง 3 เชือก จากสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ ในปี 2539 และเป็น 1 ใน 2 ผืนป่าของประเทศที่ได้รับเกียรติประวัติ "ธงฯ ช้าง 3 เชือก" นี้

และเพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้ของชุมชนไปยังเยาวชนรุ่นใหม่ พ่อเฒ่า แม่เฒ่าหลายๆ คน ก็ได้รับการยกย่องให้เป็นครูภูมิปัญญาเพื่อถ่ายทอดวิชาการหาเห็ด หาผักป่า หาปลา การทำเครื่องมือจับปลาในลำน้ำมูล
ส่วนพ่อใหญ่สิงห์ สร้างหนังตะลุงที่คนในอีสานเรียกว่า "หนังบักตื้อ" รับแสดงทั่วไป การแสดงของพ่อใหญ่สิงห์ถ่ายทอดองค์ความรู้ในวิถีชีวิตของคนในลุ่มน้ำมูล บทเรียนตลอด 30 ปีที่ผ่านมา ผ่านกลุ่มคนแล้วคนเล่า และกำลังผ่านสู่เยาวชนในโรงเรียนเพื่อสืบทอดเจตนาการอนุรักษ์สมบัติของบรรพชน

แหล่งรวมภูตผีแห่งอีสานใต้

แต่ละชุมชนก็ต่างมีกุศโลบายที่นำมาสร้างความสำเร็จ สำหรับชาวราษีไศล เลือกน้อมนำประเพณีความเชื่อเรื่อง "เจ้าพ่อดงภูดิน" มาเป็นยุทธศาสตร์ในการทำงาน และองค์การบริหารส่วนตำบลหนองแคก็ให้งบประมาณสนับสนุนเรื่องสิ่งแวดล้อมปีละ 50,000 บาท เพื่อใช้ในการทำกิจกรรมต่างๆ เพื่อการดูแลรักษาป่าดงภูดิน

"ดงภูดิน" เป็นเนินเขาเตี้ยๆ ริมลำน้ำมูล อยู่ห่างจากตัวอำเภอราษีไศลไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือราว 10 กิโลเมตร เป็นศูนย์รวมความเชื่อของคนแห่งลุ่มน้ำมูลตอนกลาง บริเวณกลางป่าติดลำน้ำมูลเป็นสถานที่ตั้งศาลเจ้าปู่เล็กๆ ที่ชาวลุ่มน้ำมูลขนานนามว่า "เจ้าพ่อดงภูดิน" แล้วยังมีกลุ่มเจ้าพ่อเจ้าแม่ในป่า ที่ชาวบ้านนับถืออีกถึง 20 ตน แต่ละปีจะมีการเลี้ยงผีปู่ตา 2 ครั้ง เลี้ยงขึ้นในช่วงเดือนห้า และเลี้ยงลงในช่วงเดือนสิบเอ็ด มีการแข่งเรือในลำน้ำมูลทุกปี เรือแข่งก็จะต้องมาแข่งขันให้เจ้าพ่อดงภูดินได้ชม เป็นการประเดิมเริ่มแรกก่อน ความเชื่อในผีปู่ตาของชาวบ้านเพียมาตร บ้านผึ้ง และบ้านเหล่าโคฃน ได้ถูกถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่นจนถึงปัจจุบัน

ด้านทิศตะวันตกของดงภูดินเป็นเนินเขาสูง ถ้าเรายืนอยู่บนเนินแห่งนี้ ณ เบื้องหน้ามองไปจะเห็นสายน้ำมูลทอดยาวคดเคี้ยวมาจากทางทิศตะวันตกมาพบกับลำน้ำเสียว ที่ไหลผ่านจากกลางทุ่งกุลาร้องไห้มาบรรจบกัน ณ ที่แห่งนี้ หากลงเรือล่องลำน้ำมูลจากหน้าเขื่อนราษีไศลไปตามลำน้ำมูล ก็จะเห็นกลุ่มไม้ยางของป่าดงภูยืนต้นตระหง่าน มองเห็นแต่ไกล

เรื่องราวที่ผ่านมาเป็นบทเรียนแก่ชาวราษีไศลว่าความสามัคคีเท่านั้น ที่จะทำให้ป่าดงภูดินยืนต้นตระหง่านตราบนานเท่านาน

ชื่อชุมชน
:
กลุ่มอนุรักษ์ป่าดงภูดิน-ดงภูแดง
หมู่ 4 บ้านผึ้ง ต.หนองแค อ.ราษีไศล จ.ศรีสะเกษ
ผู้ประสานงาน
:
นายประดิษฐ์ นรสาร (ประธานกรรมการป่าชุมชน)
95 หมู่ 4 บ้านผึ้ง ต.หนองแค อ.ราษีไศล จ.ศรีสะเกษ
โทร. 045 600 102
พื้นที่
:
พื้นที่ป่าดงภูดิน เนื้อที่ป่าทั้งสิ้น 4,735 ไร่ แบ่งเป็นพื้นที่ป่าทาม (ป่าดงภูดิน) 2,300 ไร่ และพื้นที่ป่าบก (ป่าดงภูแดง) 2,435 ไร่
ประชากร
:
4 หมู่บ้าน ได้แก่ หมู่ 3, 4, 10 และ 14 ตำบลหนองแค ประชากรประมาณ 3,600 คนคณะกรรมการกลุ่มอนุรักษ์ป่าฯ จำนวน 60 คน

กิจกรรม

  • การนำกลุ่มเยาวชนปลูกป่า โดยนำพันธุ์ไม้มาจากสถานีเพาะชำ
  • จัดทำโครงการหลักสูตรท้องถิ่นให้เด็กๆ ศึกษาธรรมชาติของป่า โดยวิธีการสำรวจป่าเพื่อดูชนิดพันธุ์ไม้ในป่า แบ่งพื้นที่สำรวจป่าแล้วให้เด็กเป็นผู้ดูแลรักษาต้นไม้ที่ปลูก
  • การป้องกันรักษาไฟป่าในพื้นที่ป่าดงภูดิน

ผลสำเร็จ

  • ผลจากการดูแลป่า ทำให้ชุมชนได้รับพระราชทาน "ธงพิทักษ์ป่าเพื่อรักษาชีวิต" ช้าง 3 เชือก ในปี 2539
  • ใช้ประเพณีเก่าแก่เรื่องการนับถือ "เจ้าพ่อดงภูดิน" มีการด้วยการเลี้ยงผีป่าผีเขา เป็นกุศโลบายของการรวมจิตใจคนในชุมชนให้เป็นหนึ่งเดียวในการดูแลรักษาป่า
  • สามารถเรียกร้องให้มีการเปิด-ปิดเขื่อนเป็นช่วงเวลา เพื่อให้ปลาสามารถมาวางไข่ได้

กลับหน้า ประจำปี 2550