ประเภทชุมชน (ชุมชน ชุมชนเมือง เครือข่ายชุมชน)

เครือข่ายกลุ่มอนุรักษ์ภูผาขาว
"เชื่อมร้อยเครือข่ายเพื่อรักษาแหล่งอาหารของชุมชน"

โดย อุไรวรรณ ทองอู๋
หัวหน้าโครงการอนุรักษ์ภูผาขาว

เครือข่ายกลุ่มอนุรักษ์ภูผาขาว เกิดขึ้นเนื่องจากความพยายามป้องกันปัญหาไฟป่าในพื้นที่ภูผาขาว ซึ่งส่งผลให้หินถล่มเป็นประจำทุกปี เมื่อถึงฤดูฝนก็เกิดการชะล้างหน้าดิน ชาวบ้านจึงรวมตัวเพื่อดับไฟป่า และหาวิธีศึกษาให้เห็นถึงประโยชน์ที่ชุมชนจะได้รับ หากสามารถป้องกันไฟป่าได้ ผลที่ค้นพบกลายเป็นเครื่องมือในการรณรงค์ป้องกันไฟป่า และนำมาสู่การรวมพลังคัดค้านความไม่เหมาะสมเรื่องอื่นๆ อย่างเช่น การเลือกป่าภูผาขาวเป็นพื้นที่ทิ้งขยะของจังหวัดเลย พลังนี้นำมาสู่การสร้างเครือข่ายรอบผืนป่า 16 หมู่บ้าน และมีกิจกรรมการอนุรักษ์ต่อเนื่องมาด้วยกันตลอด 13 ปี

ชุมชนรอบภูผาขาว ตำบลผาขาว อำเภอผาขาว จังหวัดเลย เป็นชาวไทเลย อาศัยในพื้นที่นี้มาราวหนึ่งชั่วคนแล้ว ชุมชนแห่งนี้ประกอบด้วย 2 หมู่บ้าน คือ บ้านผาขาว และบ้านเพิ่ม เช่นเดียวกับคนที่พึ่งพาอาศัยป่าทั้งหลาย ชาวไทเลยก็เป็นคนรักสงบ ทำไร่ทำนาเพียงเล็กน้อย ล่าสัตว์และเก็บของป่าพวกสมุนไพรเป็นการยังชีพ

ราวปี 2512 มีการให้สัมปทานป่าในเขตภูผาขาว ไม้มีค่าต่างๆ เช่น มะค่า ตะแบก ไม้แดง จากป่าถูกป้อนเข้าโรงเลื่อย ชาวบ้านต่างถิ่นเข้ามารับจ้างทำไม้ และกลายเป็นการจับจองพื้นที่ทำกิน จนป่ามีสภาพเสื่อมโทรม เกิดเป็นหมู่บ้านใหม่ๆ อีกมากมาย ชาวไทเลยมีประเพณีที่เกี่ยวกับการรู้คุณธรรมชาติหลายอย่าง เช่น พิธีเลี้ยงเจ้าป่าเจ้าเขา เจ้าพ่อภูผาขาวก่อนลงมือทำไร่ทำนาต้นเดือนหก และเลี้ยงขอบคุณหลังเก็บเกี่ยวผลผลิตในเดือนสิบสอง

ภูผาขาวเป็นภูเขาหินปูน มีแหล่งน้ำซับใต้ภูและรอบเขาอยู่ประมาณ 7-8 แห่ง รวมทั้งแหล่งน้ำซับถาวรที่รินไหลตลอดปี แหล่งนี้เหล่านี้เป็นเส้นเลือดหล่อเลี้ยงชาวตำบลผาขาว เช่น แหล่งน้ำผุด บ้านดงน้อย ไหลลงห้วยพวย และลงเขื่อนอุบลรัตน์ จังหวัดขอนแก่น

ทรัพยากรที่มีหลากหลายบนภูผาขาว ดึงดูดผู้คนจากที่ต่างๆ เข้ามาเก็บหาอย่างไม่มีข้อจำกัด และเกิดการทำลายป่าโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ทั้งการตัดไม้ทำฟืน การหาหน่อไม้เกินความจำเป็น การจุดไฟเพื่อล่าสัตว์ป่าโดยไม่ได้ควบคุมดูแล ความเสื่อมโทรมของป่า ทำให้เกิดการแย่งชิงทรัพยากรธรรมชาติ ประกอบกับเป็นภูเขาหินปูน ทำให้เป็นที่ต้องการของธุรกิจโรงโม่หิน โดยอ้างความเสื่อมโทรมที่เห็นชัดในช่วงแห้งแล้ง รวมทั้งการเกิดไฟป่า

ชาวบ้านที่ไม่เห็นด้วยกับสัมปทานร่วมกันทำหนังสือคัดค้าน ขณะเดียวกัน ค้นหารูปแบบการฟื้นฟูป่าให้คืนความสมบูรณ์ โดยเริ่มที่แกนนำชุมชนบ้านโคกผักหวาน 8-9 คน มาช่วยกันคิดหารูปแบบการรักษาป่า วิเคราะห์ถึงความเป็นไปได้ต่างๆ จนในที่สุดมีมติว่า ถ้าสามารถป้องกันไฟป่าได้ ก็จะเป็นทางหนึ่งที่จะฟื้นฟูทรัพยากรบนภูผาขาวให้ฟื้นคืนมาได้

การป้องกันไฟป่า จึงเป็นกิจกรรมแรกที่เริ่มดำเนินการในปี 2537 โดยกำหนดว่า "เขตปลอดไฟป่า" ในพื้นที่ 2 กิโลเมตร ของบ้านโคกผักหวาน ซึ่งติดกับภูผาขาว

กิจกรรมการป้องกันไฟป่ามีรายละเอียด ดังนี้

  • จัดตั้งทีมอาสาสมัครป้องกันไฟป่า 1 กลุ่ม ทำหน้าที่ดูแลให้คำแนะนำการป้องกันไฟป่า ช่วยเหลือเกษตรกรในการป้องกันไฟจากการจุดเผาวัสดุทางการเกษตรในไร่นา ไม่ให้ขึ้นภูผาขาว
  • ทำการดับไฟป่า เมื่อเกิดไฟไหม้
  • ดูแลเรื่องปริมาณการกิน การใช้ทรัพยากร โดยเริ่มจากการหาหน่อไม้ที่จำกัดไว้เพื่อบริโภคเท่านั้น ห้ามจำหน่าย เพื่อให้เกิดต้นแม่พันธุ์ไผ่ที่สมบูรณ์ในฤดูต่อไป

เมื่อการป้องกันไฟป่าทำกันอย่างจริงจัง ชุมชนพบว่าความเปลี่ยนแปลงแรกที่พบคือ ป่าเย็นขึ้น พืชผักป่ากลับฟื้นคืนสู่ป่าเป็นจำนวนมาก ชาวบ้านมีอาหารจากป่าและพอเหลือขายเป็นรายได้เสริม ผลจากการทำงาน ทำให้ชาวบ้านเริ่มตระหนักว่าป่าเป็นแหล่งอาหาร และแหล่งรายได้ของชาวบ้านในชุมชน รวมทั้งชุมชนใกล้เคียง

ในช่วงแรกของการทำงาน แกนนำถูกนินทาว่าเป็นพวก "ผีบ้า" แทนที่จะเอาเวลาไปทำมาหากิน กลับมาเอาธุระเรื่องดูแลป่า แต่ผลจากการป้องกันไฟป่าต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2537-2540 ทำให้ป่าเริ่มเขียวขึ้น มีหน่อไม้ที่เหลือเป็นแม่พันธุ์ปีต่อไปกอละ 3-5 หน่อ เมล็ดพันธุ์ไม้ป่างอกเพิ่มขึ้น แม่พันธุ์ไม้รวกมีความสมบูรณ์ มีหน่อไม้เกิดในเขต 2 กิโลเมตร ที่ทำการป้องกันไฟเป็นจำนวนมาก ชาวบ้านในหมู่บ้านใกล้เคียงได้เห็นข้อเปรียบเทียบระหว่างป่าที่มีการป้องกันไฟ กับป่าที่ไม่มีการจัดการ จึงมีความสนใจ เกิดเวทีพูดคุยหารือระหว่างกลุ่มผู้นำ และขยายออกไปในชุมชนใกล้เคียง

เมื่อในครัวมีอาหาร แต่ละวันมีรายได้สะสม เสียงนินทาก็ค่อยๆ กลายเป็นเสียงเห็นชอบ แกนนำจัดการอบรมให้ความรู้ในกลุ่มเยาวชน เพื่อสร้างนักประชาสัมพันธ์รุ่นเยาว์นำข่าวสารเข้าไปในครอบครัว

ในปี 2541 หมู่บ้าน 8 แห่งรอบภูผาขาว รวมตั้งกลุ่มอาสาสมัครช่วยกันดูแลป่า มีสมาชิกประมาณ 300 คน ทำหน้าที่ระวังไฟป่า ทำการประชาสัมพันธ์ และดูความพร้อมในการปิดป่าเพื่อให้ป่าได้พักฟื้นในระยะ เวลาสั้นๆ ราว 20-25 วันต่อปี การเก็บหน่อไม้ไม่มีการเก็บค่าธรรมเนียม แต่กำหนดว่าให้เก็บเพื่อกิน ไม่ใช่เพื่อขาย แต่ถ้าคิดเป็นมูลค่า จะพบว่าหน่อไม้ที่ชาวบ้านเก็บมีราคาสูงถึง 10 ล้านบาทต่อปี ในวันหนึ่ง ชาวบ้านสามารถเก็บหน่อไม้ได้ประมาณ 100 ปี๊บ การปิดป่าปีละครั้ง จะกำหนดตามช่วงฝน หรือช่วงเวลาที่เครือข่ายฯ กำหนด โดยแจ้งล่วงหน้า 10 วัน

หลังจากรวมกลุ่มไม่นาน ทางจังหวัดเลยก็แจ้งความประสงค์ว่าจะใช้พื้นที่ป่าภูผาขาวเป็นสถานที่ทิ้งขยะ ชาวบ้านรวมตัวกันคัดค้าน และสามารถทำให้จังหวัดเปลี่ยนความคิดได้เป็นผลสำเร็จ ยิ่งทำให้ชุมชนตระหนักถึงพลังการรวมตัว ในปี 2546 จึงเกิดการรวมตัวอีก 8 หมู่บ้านรอบภูผาขาว กลายเป็น 16 หมู่บ้าน ใน 3 ตำบล 2 อำเภอ (ตำบลผาขาว ตำบลบ้านเพิ่ม อำเภอผาขาว และตำบลหนองหิน กิ่ง อ.หนองหิน) และจัดตั้งเป็น "เครือข่ายกลุ่มอนุรักษ์ป่าภูผาขาว" มีสมาชิกประมาณ 600 คน ร่วมกันดูแลพื้นที่ป่า 8,210 ไร่ รณรงค์ประชาสัมพันธ์ "วันรักษ์ภูผาขาว" ซึ่งจัดขึ้นทุกปีในราวเดือนกุมภาพันธืถึงมีนาคม เป็นการระดมทุนสำหรับใช้ในกิจกรรมการอนุรักษ์ และการพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ของสมาชิก โดยยึดหลักไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม เช่น การทำนาเกษตรอินทรีย์

ผู้คนที่ใช้ประโยชน์จากภูผาขาว ไม่ได้มีแค่จังหวัดเลย แต่ยังเอื้อประโยชน์ไปถึงผู้คนในขอนแก่น อุดรธานี และหนองบัวลำภู เครือข่ายฯ จึงจำเป็นต้องกำหนดเงื่อนไขในการประโยชน์ ดังนี้

  • เดือนมกราคม-เมษายน เป็นช่วงเวลาของการนำไม้มาใช้เพื่อการก่อสร้าง และเป็นอุปกรณ์การเกษตร ทั้งไม้ที่ใช้ทำค้างแตง ไม้ไผ่สำหรับจักสาน ไม้เนื้อแข็งสำหรับก่อสร้างบ้านเรือน และพืชอาหารพวกผักหวาน ผักคะนองม้า ยาสมุนไพรพวกจันแดง บอระเพ็ดพุงช้าง ชาฤาษี
  • เดือนพฤษภาคม-กันยายน เป็นช่วงของผลผลิตจากหน่อไม้ไผ่ป่าและหน่อไม้ไผ่รวก ที่มีจำนวนร้อยละ 10 ของภูผาขาว และยังมีเห็ดป่า ที่อาหารสำคัญของชุมชนรอบป่า
  • เดือนตุลาคม-ธันวาคม เป็นฤดูกาลเก็บหาสมุนไพรพวกกระวาน จันแดง เป็นต้น

ในการบริหารจัดการเครือข่ายฯ จะมีตัวแทนจากหมู่บ้าน หมู่ละ 5 คน เป็นคณะกรรมการป่า มีการประชุมทุกวันที่ 20 ของเดือน และการประชุมวิสามัญประจำปี เพื่อแก้ไขกฎระเบียบให้สอดคล้องกับชีวิตความเป็นอยู่

เครือข่ายฯ มีกองทุนอนุรักษ์ภูผาขาว ได้จากการระดมทุนในวันรักษ์ภูผาขาวและการสนับสนุนจากหน่วยงานต่างๆ มีการจัดตั้งกลุ่มออมทรัพย์สวัสดิการเครือข่ายภูผาขาว เพื่อเป็นกองทุนกู้ยืม เป็นสวัสดิการให้สมาชิกเครือข่ายป่าและครอบครัวของสมาชิก ปัจจุบัน มีเงินกองทุนประมาณ 400,000 บาท ดอกผลที่ได้ นำมาใช้ในกิจกรรมการอนุรักษ์ป่าภูผาขาว เช่น สวัสดิการแก่สมาชิก การจัดค่ายเยาวชน

เครือข่ายกลุ่มอนุรักษ์ภูผาขาวยังได้รัยการสนับสนุนจาก "โครงการอนุรักษ์ภูผาขาว" ในช่วงปี 2541-2543 และช่วงปี 2545-2548 และมีสวนไทเกษตรเป็นที่ปรึกษา นอกจากนั้นยังได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีจากสำนักงานสิ่งแวดล้อมจังหวัดเลย และกองทุนสิ่งแวดล้อม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ตลอดจนหน่วยงานต่างๆ ในเขตอำเภอผาขาว กิ่งอำเภอหนองหิน และองค์การบริหารส่วนตำบล 3 แห่งคือ องค์การบริหารส่วนตำบลผาขาว องค์การบริหารส่วนตำบลหนองหิน และองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านเพิ่ม

นี่คือ 13 ปีของการทำงานเพื่อเชื่อมร้อยเครือข่าย ในการรักษาแหล่งอาหารของชุมชน

ชื่อชุมชน
:
เครือข่ายกลุ่มอนุรักษ์ภูผาขาว
สวนไทเกษตร 38 หมู่ 10 บ้านโคกผักหวาน ต.ผาขาว อ.ผาขาว จ.เลย 42240
ผู้ประสานงาน
:
นายนิยม พลแสน (ประธานเครือข่ายกลุ่มอนุรักษ์ภูผาขาว) โทร. 08 4789 2974
นางอุไรวรรณ ทองอู๋ (หัวหน้าโครงการอนุรักษ์ภูผาขาว) โทร. 08 1320 2671
พื้นที่
:
ป่าภูผาขาว จำนวน 8,210 ไร่
ประชากร
:
สมาชิก 600 คน จาก 16 หมู่บ้าน

กิจกรรม

  • สร้างเครือข่ายกลุ่มอนุรักษ์ภูผาขาว ให้มีส่วนร่วมในการจัดการทรัพยากร อาทิ การนำแนวกันไฟ การเฝ้าระวังและดับไฟป่า การปลูกป่า ปิดป่าเพื่อให้ป่าฟื้นฟู และระดมทุนเพื่อใช้ในกิจกรรมการอนุรักษ์ภูผาขาว
  • ส่งเสริมการเกษตรแบบยั่งยืนให้สมาชิกในกลุ่ม โดยมีเงินทุนหมุนเวียนเพื่อการพัฒนาอาชีพที่ลดและหรือทดแทนการทำลายสิ่งแวดล้อม
  • จัดเวทีประชุมทุกวันที่ 20 ของเดือน และการประชุมวิสามัญประจำปีเพื่อแก้ไขกฎระเบียบให้สอดคล้องกับชีวิต
  • จัดตั้งกลุ่มออมทรัพย์สวัสดิการเครือข่ายภูผาขาว เพื่อเป็นกองทุนกู้ยืมสวัสดิการให้สมาชิกเครือข่ายป่า มีเงินกองทุนประมาณ 400,000 บาท ดอกผลที่ได้ นำมาใช้ในกิจกรรมการอนุรักษ์ป่า
  • มีกองทุนสวัสดิการของสมาชิกกลุ่ม เป็นกองทุนสำหรับการรักษาพยาบาลและฌาปนกิจ
  • จัดกิจกรรม "วันรักษ์ภูผาขาว" ทุกปี เพื่อระดมทุนใช้ในกิจกรรมกลุ่ม
  • จัดกิจกรรมค่ายเยาวชนเพื่อสร้างจิตสำนึกและความเข้าใจเรื่องสิ่งแวดล้อม

ผลสำเร็จ

  • สามารถป้องกันไฟป่าที่เคยเกิดขึ้นทุกปี
  • เกิดพลังเครือข่ายความร่วมมือในการดูแลทรัพยากรธรรมชาติกว่า 1,800 ไร่ จาก 16 หมู่บ้าน 3 ตำบล 2 อำเภอ
  • มีความมั่นคงทางอาหาร เนื่องจากมีกิจกรรมในการรักษาแหล่งอาหารพื้นบ้านอย่างเป็นระบบ เช่น การปลูกป่า การปิดป่า การให้ความรู้เรื่องการหาของป่า เป็นต้น
  • มีการสืบทอดแนวคิดไปสู่กลุ่มเยาวชน โดยเริ่มจากการจัดค่ายอบรมให้ความรู้

กลับหน้า ประจำปี 2550