ประเภทชุมชน (ชุมชน ชุมชนเมือง เครือข่ายชุมชน)

เครือข่ายป่าชุมชนลุ่มน้ำแม่ปิงตอนบน อำเภอเชียงดาว
ชุมชนต้นน้ำกับการดูแลรักษาป่า

นุจิรัตน์ อ่องฬะ
โครงการจัดการลุ่มนำแม่ปิงตอนบน

เครือข่ายป่าชุมชนลุ่มน้ำแม่ปิงตอนบน อำเภอเชียงดาว กำเนิดขึ้นจากการรวมตัวของชาวบ้าน 22 หมู่บ้านในอำเภอเชียงดาว หลังจากที่องค์กรพัฒนาเอกชนต่างๆ เข้ามาทำงานในพื้นที่ตั้งแต่ปี 2536 เพื่อส่งเสริมการจัดทำป่าชุมชน และการบริหารจัดการพื้นที่ซึ่งเป็นแหล่งต้นน้ำ เนื่องจากมองเห็นว่า พื้นที่ป่าส่วนใหญ่อยู่ในเขตอุทยานแห่งขาติ การจัดการป่าชุมชนของแต่ละหมู่บ้านแบบตัวใครตัวมันนั้น นอกจากจะทำให้การพัฒนาเป็นไปอย่างเชื่องช้าแล้ว ยังขาดพลัง และอาจเกิดช่องว่างการประสานกับเจ้าหน้าที่ภาครัฐ หลังจากการดำเนินต่อเนื่องเป็นเวลา 8 ปี ปัจจุบัน เครือข่ายป่าชุมชนลุ่มน้ำแม่ปิงตอนบน อำเภอเชียงดาว สามารถขยายพื้นที่จัดการป่าชุมชนได้ถึง 60 หมู่บ้านใน 7 ตำบล และยังก่อให้เกิดกลุ่มสตรีและกลุ่มเยาวชนที่ช่วยสานงานอนุรักษ์ให้เกิดความยั่งยืน

พื้นที่ลุ่มน้ำแม่ปิงตอนบนถือได้ว่าเป็นเขตป่าฝนเมืองร้อนที่สำคัญของประเทศไทย ด้วยความหลากหลายทางชีวภาพของพืชและสัตว์ เป็นแหล่งไม้สักคุณภาพดีที่สุดของประเทศ และอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติเชียงดาว และอุทยานแห่งชาติศรีลานนา

สภาพป่าในพื้นที่ลุ่มน้ำปิงตอนบนแบ่งออกได้ 6 ประเภท คือ ป่าเบญจพรรณ ป่าแดงหรือป่าแพะ ป่าดิบแล้ง ป่าดิบชื้น ป่าดิบเขา และป่าสนเขา นอกจากนี้ยังมีป่าไม้เขตอบอุ่นบนยอดเขาสูงมีที่ไม้สำคัญ เช่น นางพญาเสือโคร่ง กุหลาบป่า กุหลาบดอย ก่อขาว แตรวง พญามะขามป้อม และลักษณะพืชกึ่งอัลไพน์ หรือสน ที่มีแห่งเดียวในประเทศไทย อยู่บนยอดดอยหลวงเชียงดาว รวมถึงสัตว์ป่าใกล้จะสูญพันธ์ อาทิ กวางผา ไก่ฟ้าหางลายขวาง

กำเนิดเครือข่าย

ปี 2542 "เครือข่ายป่าชุมชนลุ่มน้ำแม่ปิงตอนบน อำเภอเชียงดาว" ได้ถือกำเนิดขึ้น จากการรวมตัวของชาวบ้าน 22 หมู่บ้านในอำเภอเชียงดาว หลังจากที่องค์กรพัฒนาเอกชน อย่างมูลนิธิวายเอ็มซีเอ เพื่อการพัฒนาภาคเหนือ องค์กรพัฒนาเอกชนกลุ่มเครือข่ายเกษตรกรภาคเหนือ (คกน.) และมูลนิธิคุ้มครองสัตว์ป่าและพรรณพืชแห่งประเทศไทยในพระบรมราชินูปถัมภ์ ได้เข้ามาทำงานในพื้นที่ตั้งแต่ปี 2536 เพื่อส่งเสริมการจัดทำป่าชุมชน การอนุรักษ์สัตว์ป่า และการรักษาแหล่งต้นน้ำ เนื่องจากมองเห็นว่า การจัดการป่าชุมชนของแต่ละหมู่บ้านแบบตัวใครตัวมันนั้น นอกจากจะทำให้การพัฒนาการจัดการเป็นไปอย่างเชื่องช้าแล้ว ยังอาจขาดหลักวิชาการ และทำให้การประสานงานกับเจ้าหน้าที่ภาครัฐ เป็นไปอย่างไม่ต่อเนื่อง จนอาจเป็นอุปสรรคต่อการขอพื้นที่มาบริหารจัดการเป็นป่าชุมชน เพราะพื้นที่ป่าเกือบทั้งหมดอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติ

ระหว่างปี 2543-2545 การจัดการป่าชุมชนขยายฐานสมาชิกเพิ่มขึ้นเป็น 54 หมู่บ้าน โดยมีโครงสร้างคณะกรรมการบริหารเครือข่ายฯ จำนวน 24 คน ทำหน้าที่ตั้งการบริหารจัดการองค์กร การลงพื้นที่เพื่อสร้างความเข้าใจกับสมาชิกเครือข่าย จากคนไปสู่กลุ่มคน ชุมชนที่เข้ามาจัดการป่าจะต้องผ่านกิจกรรมเพื่อเสริมสร้างการเรียนรู้ มีการพาไปศึกษาดูงาน การอบรม และกิจกรรมหนุนเสริมต่างๆ เช่น การทำแนวกันไฟ การจัดทำเส้นทางศึกษาธรรมชาติ การสำรวจพื้นที่ป่า การดับไฟป่า การใช้ประเพณีดั้งเดิมของท้องถิ่นเพื่อการอนุรักษ์ เช่น การบวชป่า สืบชะตาป่า เลี้ยงผีขุนน้ำ เป็นต้น
ปัจจุบัน เครือข่ายมีสมาชิกจำนวน 60 หมู่บ้าน จาก 7 ตำบลของอำเภอเชียงดาว ได้แก่ ตำบลเมืองนะ ตำบลทุ่งข้าวพวง ตำบลเมืองงาย ตำบลปิงโค้ง ตำบลเชียงดาว ตำบลแม่นะ และตำบลเมืองคอง รวมพื้นที่ที่ดูแลรักษา 406,687.56 ไร่ หรือ 650.70 ตารางกิโลเมตร บริเวณ 14 ลำน้ำสาขาในอำเภอเชียงดาว ดำเนินกิจกรรมภายใต้หลัก 4 ประการ คือ

        1. สนับสนุนกิจกรรมของชุมชนในระดับหมู่บ้าน
        2. ผลักดัน นโยบาย กฎหมาย
        3. การเฝ้าระวัง ติดตาม ตรวจสอบ
        4. ขยายเครือข่ายป่าชุมชนเพิ่มเติมทั้งในพื้นที่และนอกพื้นที่

เครือข่ายป่าชุมชนฯ ไม่ได้ทำงานเฉพาะพื้นที่ลุ่มน้ำแม่ปิงตอนบนอำเภอเชียงดาว แต่ยังเข้าไปเชื่อมการเรียนรู้กับเครือข่ายชาวบ้านในพื้นที่ลุ่มน้ำแม่แตงตอนบน อำเภอเวียงแหง ลุ่มน้ำแม่งัด อำเภอพร้าว และเชื่อมกับเครือข่ายป่าชุมชนระดับภูมิภาคที่เครือข่ายฯ เป็นสมาชิกอยู่ ทั้งในจังหวัดเชียงใหม่และในภาคเหนือ

นอกจากการจัดการป่าชุมชนในพื้นที่หมู่บ้านต่างๆ ของอำเภอเชียงดาวแล้ว ยังประสานงานกับกลุ่มชาวบ้านที่จัดการน้ำในระบบเหมืองฝาย ประสานงานกับชาวบ้านที่อาศัยอยู่สองฝั่งลำน้ำปิงเพื่อช่วยกันดูแลแม่น้ำ การร่วมกันจัดทำแหล่งอนุรักษ์พันธุ์ปลา โดยให้ "เครือข่ายอนุรักษ์และฟื้นฟูสายน้ำแม่ปิง" เป็นผู้รับผิดชอบ และขยายฐานการทำงานไปสู่กลุ่มแม่บ้านในนามของ "กลุ่มแม่ญิงฮักถิ่น" ทำหน้าที่ขยายผลการเรียนรู้ของความหลากหลายทางชีวภาพไปสู่ลูกหลานในชุมชน จนทำให้เกิด "กลุ่มเครือข่ายเยาวชนลุ่มน้ำแม่ปิงตอนบน อำเภอเชียงดาว" เข้ามาช่วยหนุนเสริมการทำงานของเครือข่ายฯ โดยเฉพาะงานประชาสัมพันธ์ ให้ความรู้เรื่องการรักษาสิ่งแวดล้อมไปสู่เยาวชนรุ่นน้อง

8 ปีของการดำเนินงานในระดับเครือข่ายฯ แม้ว่าจะสูญเสียผู้นำไป 3 คน แต่การดำเนินงานของเครือข่ายฯ ก็ยังเดินหน้าต่อไป กลายเป็นแรงผลักดันและกระตุ้นให้สมาชิกเครือข่ายฯ ร่วมกิจกรรมนำไปสู่ความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนในพื้นที่ เกิดแรงผลักดันเชิงนโยบาย มีการฟื้นฟูจารีต ประเพณี ในการจัดการดูแลรักษาทรัพยากรฯ อาทิ พิธีบวชป่า พิธีเลี้ยงผีขุนน้ำ ช่วยลดปัญหาความขัดแย้งในพื้นที่ เป็นแหล่งอาหาร รายได้ และเศรษฐกิจชุมชน เป็นแหล่งเรียนรู้สู่เยาวชน เกิดความต่อเนื่องในการจัดการฟื้นฟูสภาพป่า และการจัดการป่าร่วมที่ต่างชาติพันธุ์ อาทิ การจัดการป่าร่วมกรณีบ้านผาลาย-ห้วยอีโก๋ รวม 3 ชนเผ่า ปกาเกอญอ ลีซู และอาข่า การจัดการป่าร่วมบ้านห้วยปง 2 ชนเผ่า ลาหู่และดาระอั้ง (ปะหล่อง) เป็นต้น

เป้าหมายต่อไป

หลักชัยอันต่อไปของเครือข่ายฯ คือ การขยายพื้นที่การจัดการป่าชุมชนในเขตพื้นที่ลุ่มน้ำแม่ปิงตอนบน ให้ครอบคลุมทุกหมู่บ้านในพื้นที่ 7 ตำบล 77 หมู่บ้าน โดยมีเครือข่ายฯ เป็นแกนนำในการเข้าไปสร้างความเข้าใจให้กับชุมชน และช่วยเสริมกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการจัดการป่าชุมชน รวมถึงการขยายเครือข่ายสมาชิกป่าชุมชนไปยังพื้นที่ลุ่มน้ำใกล้เคียง คือ ลุ่มน้ำแม่งัด อำเภอพร้าว ลุ่มน้ำแม่แตง อำเภอเวียงแหง และลุ่มน้ำแม่ฝาง/กก ในพื้นที่อำเภอไชยปราการ อำเภอฝาง และอำเภอแม่อาย

บนความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ของการทำงานในระดับเครือข่ายฯ แม้จะมีความขัดแย้ง การต่อสู้ และน้ำตาของการสูญเสีย แต่สิ่งตอบแทนที่ได้กลับมาก็คุ้มค่า เพราะหมายถึงพลังความสามัคคีของชาวบ้าน ที่เงินไม่สามารถซื้อได้

ไม้งาม...บนดอยหลวงเชียงดาว

ดอยหลวงเชียงดาว…ขุนเขาที่ยืนตระง่านในอำเภอเชียงดาว ต้นน้ำสำคัญที่หล่อเลี้ยงชีวิตผู้คนในหลายจังหวัดทางภาคเหนือ แม่น้ำปิงที่มาจากดอยหลวงเชียงดาว ยังเป็นหนึ่งในลำน้ำที่รวมตัวเป็นแม่น้ำเจ้าพระยา เส้นเลือดหลักของคนภาคกลาง

ดอยหลวงเชียงดาวมีความสูงกว่า 2,270 เมตร จากระดับน้ำทะเล เป็นภูเขาที่สูงเป็นอันดับสามของประเทศไทย และมีพรรณไม้หายากมากมาย อาทิ

เอื้องศรีเชียงดาว (Sirindhornia pulchella ) ค้นพบเมื่อปี 2546 โดย นายปิยเกษตร สุขสถาน นักพฤกษศาสตร์แห่งสวนพฤกษศาสตร์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ บริเวณยอดดอยหลวงเชียงดาว เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าดอยเชียงดาว บนระดับความสูงประมาณ 2,200 เมตร เอื้องศรีเชียงดาวเป็นกล้วยไม้ดินขนาดเล็ก สูงเพียง 10-25 เซนติเมตร และจะออกดอกช่วงปลายร้อนต้นฝน คือ ประมาณเดือนเมษายน-มิถุนายน ที่สำคัญคือ พบที่เดียวในโลกบริเวณยอดดอยแห่งนี้

ค้อเชียงดาว หรือ ปาล์มรักเมฆ (Trachycarpus sp.) ไม้ยืนต้นจำพวกปาล์มชนิดหนึ่ง ลำต้นเดี่ยวตั้งตรง สูงราว 5-12 เมตร เป็นพันธุ์ไม้เฉพาะถิ่นและหาพบยากชนิดหนึ่งของเมืองไทย พบขึ้นกระจัดกระจายตามพื้นที่โล่งลาดชันบนเทือกเขาหินปูนที่มีความสูงจากะดับน้ำทะเลตั้งแต่ 1,700 เมตร ปัจจุบันมีรายงานการพบบนเทือกเขาดอยเชียงดาว

กุหลาบขาวเชียงดาว หรือ คำขาว (Rhododendronludwigianum Hoss.) ไม้ในสกุลกุหลาบพันปี เป็นพืชเฉพาะถิ่น พบตามสันเขาและยอดเขาในระดับความสูง 1,200 เมตรขึ้นไป ดอกมีสีขาว ขนาดใหญ่

เทียนนกแก้ว (Lmpatiens Psittacina HK.F) เป็นพืชประจำถิ่นของไทย พบเห็นได้ยาก
บริเวณดอยหลวงเชียงดาวพบขึ้นตามโขดหิน หรือบนพื้นดินในป่าดิบเขาที่ระดับความสูง 1,600-1,700 เมตร ดอกมีสีขาวแต้มสีแดงและชมพู มองดูคล้ายนกแก้ว ออกดอกช่วงฤดูฝน-ฤดูหนาว

ชื่อเครือข่ายชุมชน
:
เครือข่ายป่าชุมชนลุ่มน้ำแม่ปิงตอนบน อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่
ผู้ประสานงาน
:

นายสมบูรณ์ คำวัน (ผู้ประสานงานเครือข่ายป่าชุมชนฯ)
418 หมู่ 7 ต.เชียงดาว อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ 50170
โทร. 053 455 785, 081 952 4399

พื้นที่ป่าชุมชน
:
400,688 ไร่ หรือ 642 ตร.กม.
สมาชิกเครือข่าย
:
60 หมู่บ้าน ในอำเภอเชียงดาว

กิจกรรม :

  • ขยายพื้นที่การจัดการป่าชุมชนในเขตพื้นที่ลุ่มน้ำแม่ปิงตอนบนอย่างต่อเนื่อง โดยมีเป้าหมายให้ครอบคลุมพื้นที่ 7 ตำบล 83 หมู่บ้าน
  • ขยายเครือข่ายสมาชิกป่าชุมชนไปยังพื้นที่ลุ่มน้ำใกล้เคียง คือ ลุ่มน้ำแม่งัด ลุ่มน้ำแม่แตง และลุ่มน้ำแม่ฝาง/กก
  • จัดหาแหล่งทุนหรืองบประมาณหนุนเสริมกิจกรรมการจัดการป่าชุมชนอย่างต่อเนื่อง
  • ประสานความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ให้เข้ามามีส่วนร่วมในกิจกรรม
  • เข้าร่วมขบวนการผลักดันร่าง พ.ร.บ. ป่าชุมชนฉบับประชาชน
  • เชื่อมการเรียนรู้กับเครือข่ายในพื้นที่

ผลสำเร็จ:

  • เกิดความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐ และเอกชน ในพื้นที่และเครือข่ายระดับภาค
  • ฟื้นฟูจารีต ประเพณี ในการจัดการดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติ
  • ลดปัญหาความขัดแย้งในพื้นที่
  • รักษาแหล่งอาหารของชุมชน และทำให้ชุมชนมีรายได้เสริมจากผลผลิตจากป่า
  • เป็นแหล่งเรียนรู้ของเยาวชนทั้งในพื้นที่และนอกพื้นที่
  • มีส่วนในการผลักดันเรื่องการจัดการป่าชุมชนในเชิงนโยบาย

กลับหน้า ประจำปี 2550