รางวัล “สิปปนนท์ เกตุทัต 5 ปีแห่งความยั่งยืน”

บ้านแม่คองซ้าย-บ้านแม่ป่าเส้า
คนต้นน้ำผู้โอบอุ้มผืนป่า

โดย สุภาภรณ์ วรพรพรรณ
คณะทำงานส่วนกลาง

บ้านแม่คองซ้าย-บ่านแม่ป่าเส้า พื้นที่ส่วนหนึ่งบนดอยเชียงดาว แผ่นดินลั๊วะโบราณและเป็นบ้านของชาวปกาเกอญอในปัจจุบัน ชุมชนที่มีมีประชากรรวมกันเพียง 200 คน แต่ช่วยกันดูแลผืนป่าต้นน้ำ 15,000 ไร่ ทำแนวกันไฟเป็นระยะทางกว่า 30 กิโลเมตร ต่อเนื่องยาวนานกว่า 10 ปี ดูแลรักษา "ตาน้ำ" เพื่อมิให้ดอยเชียงดาวเหือดแห้ง ทำการเกษตรไร้สารเคมี เป็นสำนึกรับผิดชอบในฐานะคนต้นน้ำ ที่ต้องรักษาแม่น้ำให้ปนเปื้อนน้อยที่สุด เพื่อให้คนข้างล่างได้ใช้น้ำอย่างปลอดภัย

พื้นที่บ้านแม่คองซ้ายและบ้านแม่ป่าเส้า ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งบนดอยหลวงเชียงดาวแห่งนี้ เคยเป็นที่อาศัยของชุมชนลั๊วะโบราณเมื่อ 300 ปีก่อน ต่อมา ชนเผ่าปกาเกอญอได้อพยพเข้ามาแทน การอาศัยในพื้นที่ลุ่มน้ำชั้นหนึ่งเอ และเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าซึ่งมีกฎหมายเข้มข้นที่สุดในบรรดาพื้นที่ป่าสงวน ทำให้ชาวบ้านยึดมั่นในภูมิปัญญา ความเชื่อ ประเพณีเก่าแก่ของบรรรพชน เพื่อการใช้ที่ดินอย่างเกื้อกูลต่อป่า มีการจำแนกป่าเนื้อที่กว่า 15,000 ไร่ เพื่อใช้ประโยชน์ โดยแบ่งเป็นป่าพิธีกรรม ป่าใช้สอย และป่าอนุรักษ์ ผลจากการร่วมแรงร่วมใจในการรักษาผืนป่าทำให้ชุมชนบ้านแม่คองซ้าย-บ้านแม่ป่าเส้า ได้รับ "รางวัลลูกโลกสีเขียว" ประเภทชุมชน ในปี 2544 และยังคงสืบสานงานการอนุรักษ์ผืนป่าด้วยแรงกาย แรงใจของชาวปกาเกอญอที่มีจำนวนเพียง 200 คน ด้วยความตั้งใจที่จะปกป้องผืนป่าใหญ่ให้ลูกหลาน

ในดินแดนที่ห่างไกลบริเวณดอยหลวงเชียงดาว ชาวปกาเกอญอจาก 2 ชุมชนเล็กๆ ที่ร่วมแรงร่วมใจในการดูแลปกป้องผืนป่า 15,000 ไร่ ประกอบด้วยชุมชนบ้านแม่คองซ้าย และชุมชนบ้านแม่ป่าเส้า ตำบลเมืองคอง อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ ประชากรบ้านแม่คองซ้ายมี 24 ครัวเรือน ส่วนบ้านแม่ป่าเส้ามี 18 ครัวเรือน พื้นที่ป่าทางบ้านแม่คองซ้ายมีจำนวน 10,145 ไร่ แบ่งเป็นป่าอนุรักษ์ 6,125 ไร่ ป่าชุมชนจำนวน 4,020 ไร่ พื้นที่หมู่บ้านและพื้นที่ทำกินประมาณ 358 ไร่ ขณะที่บ้านแม่ป่าเส้าดูแลพื้นที่อนุรักษ์จำนวน 4,036 ไร่ แบ่งเป็นป่าอนุรักษ์ 2,300 ไร่ ป่าชุมชน 1,400 ไร่ พื้นที่หมู่บ้านและพื้นที่ทำกิน 336 ไร่

กิจกรรมที่ทั้งสองชุมชนทำเป็นประจำทุกปี ได้แก่ การเดินตรวจป่าชุมชนเดือนละ 2 ครั้งๆ ละ 2 คนตลอดปี มีการติดป้ายแสดงแนวเขตป่าชุมชน การสร้างสื่อเพื่อเสริมความเข้าใจในการจัดการทรัพยากรของชุมชน อาทิ แบบจำลองภูมิประเทศในเขตป่าชุมชน แผนที่แสดงพื้นที่อยู่อาศัย ที่ทำกินและพื้นที่ป่าชุมชน การจัดประชุมในหมู่บ้านเป็นระยะโดยผู้นำชุมชน การประสานความร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชนในการขอความร่วมมือจัดกิจกรรมต่างๆ การฟื้นฟูสภาพป่าบริเวณที่เสื่อมโทรมโดยปล่อยให้ป่าฟื้นเองตามธรรมชาติป้องกันไม่ให้ใครเข้าไปทำลาย วิธีการนี้ช่วยให้ป่าฟื้นตัวได้เร็วมาก นอกจากนี้ชาวปกาเกอญอทั้งสองชุมชนยังร่วมกันทำแนวกันไฟกว้าง 6 เมตร ระยะทางยาวร่วม 30 กิโลเมตร เพื่อป้องกันไฟที่เกิดจากการเผาซากไร่หลังฤดูเก็บเกี่ยว การดับไฟป่ากรณีที่เกิดไฟไหม้ไม่เว้นแม้แต่ตอนกลางคืน นี่เป็นภารกิจที่ทำมาสม่ำเสมอตั้งแต่ปี 2538 จนถึงปัจจุบัน

ในปี 2524 เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าดอยเชียงดาว ได้ถูกประกาศเป็นพื้นที่อนุรักษ์ ชีวิตที่เรียบง่ายตามแบบฉบับของชาวปกาเกอญอที่อยู่อาศัยในพื้นที่ดังกล่าวนับร้อยปีก็พลิกผัน ทำให้ชาวบ้านแม่คองซ้ายและบ้านแม่ป่าเส้าต้องยึดมั่นในภูมิปัญญาท้องถิ่น ความเชื่อ ประเพณีเก่าแก่ไว้อย่างเหนียวแน่น เพราะสิ่งเหล่านี้ คือฐานความรู้ที่ช่วยให้ชุมชนอยู่กับผืนป่าได้อย่างเหมาะสมมาตั้งแต่ครั้งบรรพบุรุษ

ภูมิปัญญาของบรรพชนที่สืบต่อกันมา ทั้งการจัดสรรพื้นที่ป่าจำแนกการใช้ประโยชน์อย่างชัดเจน โดยแบ่งป่าออกเป็น ป่าพิธีกรรม ป่าใช้สอย และป่าอนุรักษ์ ผืนป่าเนื้อที่กว่า 15,000 ไร่ เป็นความรับผิดชอบร่วมกันของทั้งสองหมู่บ้าน บ้านแม่คองซ้ายรับผิดชอบดูแลพื้นที่ป่า 10,503 ไร่ แบ่งเป็นป่าอนุรักษ์ 6,125 ไร่ ซึ่งรวมป่าช้าและป่าพิธีกรรมเอาไว้ด้วย ป่าชุมชน 4,020 ไร่ พื้นที่หมู่บ้านและพื้นที่ทำกินประมาณ 358 ไร่ ในขณะที่บ้านแม่ป่าเส้ารับผิดชอบดูแลพื้นที่อนุรักษ์จำนวน 4,000 ไร่ แบ่งเป็นป่าอนุรักษ์ 2,300 ไร่ ป่าชุมชน 1,400 ไร่ พื้นที่หมู่บ้านและพื้นที่ทำกิน 336 ไร่ นอกจากนี้พิธีเลี้ยงผีดะวิโต๊ะ ผีขุนน้ำ การนำสายสะดือของทารกแรกคลอดไปแขวนไว้ตามต้นไม้ใหญ่ หรือที่เรียกว่าต้นสายสะดือ เพื่อให้เด็กและต้นไม้เป็นสหายกันชั่วชีวิต ล้วนเป็นกลไกในการอนุรักษ์ป่าโดยไม่ต้องอาศัยกฎเกณฑ์ กติกา ที่เป็นลายลักษณ์อักษร แต่ทุกคนก็น้อมปฎิบัติตามด้วยจิตสำนึกที่ดี

กรรมสิทธิ์ในผืนป่าที่เปลี่ยนไป ทำให้ชุมชนต้องขยับตัวเพื่อลดการพึ่งพาผลผลิตจากป่า ด้วยการทำไร่แบบเกษตรผสมผสาน การเสริมแหล่งเพาะพันธุ์ปลาเป็นวิธีแก้ไขปัญหาปากท้องอย่างตรงจุด ช่วยลดการบริโภคจากภายนอก นอกจากนี้การเกษตรที่ไม่พึ่งพาสารเคมี ก็ยังเป็นสำนึกรับผิดชอบในฐานะคนต้นน้ำที่ต้องรักษาแม่น้ำให้ปนเปื้อนน้อยที่สุด เพื่อให้คนข้างล่างได้ใช้น้ำอย่างปลอดภัย

โรงกว้างในหมู่บ้านทั้งสองแห่ง คือห้องประชุมที่พวกเขาจะมาระดมความคิดในยามที่มีปัญหา การเข้าเป็นสมาชิกเครือข่ายเกษตรกรภาคเหนือ ทำให้มีการนำความรู้ วิธีการจัดการแบบสมัยใหม่เข้ามาประยุกต์ใช้กับวิถีดั้งเดิมของชุมชน การจัดการป่าจึงเกิดประสิทธิภาพมากขึ้น การสำรวจป่าเพื่อให้เด็กและเยาวชนในหมู่บ้านได้เรียนรู้ พร้อมแผนที่แสดงอาณาบริเวณของผืนป่าเพื่อให้คนรุ่นใหม่ได้รู้จักหน้าที่รับผิดชอบ และเข้าใจคุณค่าของทรัพยากรป่าไม้ มีการสำรวจเส้นทางของ "โป่ง" หรือ "ตาน้ำ" ในป่า เพื่อไม่รบกวนด้วยการตัดไม้หรือกระทำสิ่งที่เป็นการรบกวนใกล้กับโป่ง จัดเวรยามลาดตระเวนบริเวณโป่งกว่า 20 แหล่งในช่วงฤดูแล้ง เพื่อป้องกันไฟไหม้

รักษาป่าอย่างภูมิปัญญา

การจัดการป่าชุมชนของชาวบ้านมีมานาน เป็นไปตามธรรมชาติ ไม่ได้ออกเป็นกฎระเบียบทางการ แต่เป็นการจัดการโดยระบบวัฒนธรรมความเชื่อ ที่ถ่ายทอดและสั่งสมมาตามประเพณี ทุกคนปฏิบัติตามด้วยจิตสำนึก แต่วิธีนี้ ชาวบ้านไม่สามารถตอบคำถาม หรือสร้างความเข้าใจกับคนภายนอกได้ จึงสร้างระบบการจัดการป่าชุมชนแบบใหม่ มีการผสานการจัดการป่าชุมชนแบบประเพณีวัฒนธรรม มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกับเครือข่ายเกษตรกรภาคเหนือและชาวบ้านในพื้นที่ต่างๆ ที่ประสบปัญหาเดียวกัน ประยุกต์วิถีดั้งเดิมมาสู่การจัดทำขอบเขตพื้นที่ประเภทต่างๆ ทั้งป่าชุมชนใช้สอย ป่าชุมชนอนุรักษ์ และที่ทำกิน ร่างกฎระเบียบป่าชุมชน จัดตั้งคณะกรรมการป่าชุมชนเพื่อดูแลและควบคุมให้เป็นไปตามข้อตกลงของชุมชน โดยคณะกรรมการป่าฯ ประกอบด้วย ผู้นำชุมชน ผู้อาวุโส และเยาวชน

หลังจากได้รับรางวัล ชุมชนนำเงินส่วนหนึ่งไปใช้ในการทำแนวกันไฟ ซื้ออุปกรณ์ในการดับไฟป่า และใช้ในการฟื้นฟูระบบนิเวศกับแหล่งอาหารท้องถิ่น มีการทำวังปลา โดยกำหนดขอบเขตการอนุรักษ์เป็นระยะทาง 1 กิโลเมตร จากจุดกลางบ้าน แต่อนุญาตให้จับปลาพื้นที่นอกเขตได้ ห้ามใช้ยาเบื่อปลา มีการกำหนดกติกาการใช้ไม้ เช่น ไม้ฟืน ก็ให้ใช้ไม้ล้มหมอนนอนไพร หรือไม้แห้ง ส่วนไม้เพื่อสร้างบ้าน หากต้องการ ก็ต้องขออนุญาตต่อคณะกรรมการหมู่บ้านก่อน ในแต่ละปี ชุมชนมีความต้องการใช้ไม้ไม่มาก เพราะเป็นชุมชนเล็ก เมื่อมีการสร้างบ้าน ชาวบ้านก็จะมีช่วยกันคนละไม้คนละมือ ระบบนิเวศสมบูรณ์ เราสามารถพบพรรณพืชหายากหลายประเภท อย่าง กล้วยไม้ ปิดปิวแดง งูเห่าดำ และเปล้าเลือด เป็นต้น จากการปล่อยให้ไร่หมุนเวียนพักฟื้นหลายปี ก็ทำให้ปริมาณสัตว์ป่ามาอาศัยซากพืชเก่าเป็นอาหาร และมีจำนวนเพิ่มขึ้น

ในเรื่องการพึ่งพิงป่าเพื่อเป็นแหล่งอาหาร แหล่งไม้ใช้สอย แต่ละครัวเรือนจะมีพื้นที่ทำกินประมาณ 20 ไร่ หมุนเวียนรอบละ 4-5 ปี พืชที่ปลูกคือ ข้าวไร่ ข้าวโพด พริก มะเขือ ฯลฯ ข้าวและพืชไร่ปลูกแค่พอกิน รายได้ส่วนใหญ่มาจากการเลี้ยงสัตว์ เช่น หมู ควาย ไก่ และการรับจ้าง แม้ว่าสองชุมชนจะมีการดูแลรักษาป่าอย่างดี แต่ก็ยังวิตกกับการที่ยังมีคนนอกที่ลอบเผาป่าเพื่อล่าสัตว์ และลอบตัดไม้ จึงพยายามประสานกับเจ้าหน้าที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า ในการสอดส่องดูแลร่วมกัน และต้องการระบบไฟฟ้าพลังน้ำ เพื่อจะได้มีแสงสว่างใช้ในเวลากลางคืน

แม้จะเป็นหมู่บ้านเล็กๆ กลางหุบเขา การคมนาคมลำบาก แต่พวกเขาก็ไม่คิดตัดขาดโลกภายนอก แต่เข้าร่วมกิจกรรมกับเครือข่ายเกษตรกรภาคเหนือ และเครือข่ายป่าชุมชนภาคเหนือ เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนนโยบายสิ่งแวดล้อมภาคประชาชนอยู่อย่างสม่ำเสมอ

ดอยหลวงเชียงดาวเป็นต้นน้ำสำคัญของภาคเหนือ และกลายเป็นสายเลือดสำคัญของภาคกลาง
คนต้นน้ำกลุ่มเล็กๆ บนภูนี้ ทำงานยิ่งใหญ่ เพื่อให้คนพื้นล่างได้อยู่สบาย

ชื่อชุมชน
:
ชุมชนบ้านแม่คองซ้าย-แม่ป่าเส้า
หมู่ 1 ตำบลเมืองคอง อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่
ผู้ประสานงาน
:

นายสมเกียรติ ใจงาม
เจ้าหน้าที่สนับสนุนความเข้มแข็งองค์กรชาวบ้าน มูลนิธิพัฒนาภาคเหนือ
71/1 หมู่ 5 ต.สุเทพ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ 50000
โทร. 089 431 7124

พื้นที่ป่า
:
พื้นที่รวม 2 ชุมชน ประมาณ15,000 ไร่
- บ้านแม่คองซ้าย 10,503 ไร่ 2 งาน แบ่งเป็น ป่าอนุรักษ์ 6,125 ไร่ ป่าชุมชน 4,020 ไร่ พื้นที่หมู่บ้านและพื้นที่ทำกิน 358 ไร่ 2 งาน
- บ้านแม่ป่าเส้า 4,036 ไร่ แบ่งเป็น ป่าอนุรักษ์ 2,300 ไร่ ป่าชุมชน 1,400 ไร่ พื้นที่หมู่บ้านและพื้นที่ทำกิน 336 ไร่
ประชากร
:
บ้านแม่คองซ้าย 24 ครอบครัว ประชากร 118 คน บ้านแม่ป่าเส้า 15 ครอบครัว ประชากร 83 คน

ดัชนีชี้วัดความยั่งยืนในการอนุรักษ์

  • ความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรทั้งแหล่งต้นน้ำลำธาร การเพิ่มขึ้นของสัตว์ป่า และพันธุ์พืชหายากต่างๆ เช่น กล้วยไม้ ปิดปิวแดง งูเห่าดำ เปล้าเลือด
  • สามารถพึ่งตนเองได้จากทรัพยากรที่มีอย่างสมบูรณ์ เช่น อาหารจากป่า ไม้ใช้สอย ไม้สร้างบ้าน ไม้ฟืน ยาสมุนไพร
  • เครือข่ายพันธมิตร ชาวบ้านมีเพื่อนจากการเข้าร่วมและประสานงานกับเครือข่ายเกษตรกรภาคเหนือ และเครือข่ายป่าชุมชน
  • การถ่ายทอดวัฒนธรรมประเพณีและกิจกรรมในการดูแลรักษาป่าให้กับเยาวชน