รางวัล “สิปปนนท์ เกตุทัต 5 ปีแห่งความยั่งยืน”

เครือข่ายป่าชุมชนป่าดงนาทาม
นวัตกรรมที่นำไปสู่การพึ่งตนเอง

โดย สุภาภรณ์ วรพรพรรณ
คณะทำงานส่วนกลาง

เครือข่ายป่าชุมชนป่าดงนาทาม เป็นแบบอย่างของการสร้างพลังชาวบ้าน 36 หมู่บ้าน 3 ตำบล 3 อำเภอ ของจังหวัดอุบลราชธานี ในการดูแลป่าชุมชนกว่า 50,000 ไร่ การใช้งานวิจัยเพื่อแก้ปัญหากระแสรุกของยางพารา การเสริมป่าครอบครัวเพื่อลดผลกระทบการใช้ไม้ฟืนจากป่าชุมชน การค้นคว้าวิธีบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ จนกลายเป็นนวัตกรรม "แอร์แว" การส่งเสริมให้คนรุ่นใหม่มีบทบาทในองค์การปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อผลักดันนโยบายด้านสิ่งแวดล้อม และการจัดทำหลักสูตรท้องถิ่นเพื่อปลูกฝังความรู้เรื่องสิ่งแวดล้อมในกลุ่มเยาวชน

จุดเริ่มต้นของเครือข่ายป่าชุมชนป่าดงนาทาม เกิดขึ้นที่บ้านนาโพธิ์กลาง ตำบลนาโพธิ์กลาง อำเภอโขงเจียม จังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งเป็นชุมชนเล็กๆ ริมแม่น้ำโขงที่อาศัยอยู่กับป่ามานาน ชาวบ้านรวมตัวกันคัดค้านการบุกรุกตัดไม้ทำลายป่าและการประกาศพื้นที่อุทยานแห่งชาติผาแต้ม ในปี 2535 ซึ่งทับซ้อนที่ทำกิน การรวมตัวทำให้เกิดเวทีแลกเปลี่ยนความคิดร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ เจ้าหน้าที่ป่าไม้ และองค์กรพัฒนาเอกชน ในที่สุดก็ตกลงให้ชุมชนเข้ามาช่วยดูแลรักษาป่า จัดตั้งคณะกรรมการป่าชุมชนที่บ้านนาโพธิ์กลางเป็นแห่งแรก ก่อนจะขยายไปจนครบ 9 หมู่บ้าน ในเขต ต.นาโพธิ์กลาง และผลักดันสู่การเป็น "เครือข่ายป่าชุมชนป่าดงนาทาม" ระดับตำบลในปี 2538

แต่พื้นที่ป่าที่กว้างขวางเกือบ 50,000 ไร่ ใหญ่โตเกินกว่าชุมชน 9 หมู่บ้านจะดูแลทั่วถึง จึงได้มีการขยายเครือข่ายออกไปยังชุมชน ต.หนามแท่ง อ.ศรีเมืองใหม่ อีก 8 หมู่บ้าน ในที่สุด ก็สามารถสร้างเครือข่ายได้ครอบคลุมทุกอำเภอในเขตป่าดงนาทาม เมื่อชาวบ้านจาก 4 หมู่บ้านในเขต ต.สำโรง อ.โพธิ์ไทร เข้าร่วมในปี 2540 ก็กลายเป็นเครือข่าย ที่ครอบคลุม 21 หมู่บ้าน 3 ตำบล 3 อำเภอ รอบผืนป่า จำนวน 3,294 ครอบครัว

ผลความสำเร็จทำให้ปัญหาการตัดไม้ทำลายป่าและไฟป่าลดลง ชาวบ้านได้หาอยู่หากินกับป่าอีกครั้งภายใต้กฎระเบียบร่วมกัน เป็นแบบอย่างของการบริหารจัดการองค์กร มีคณะกรรมการและผู้รับผิดชอบในแต่ละระดับ โดยให้อิสระแต่ละชุมชนในการจัดการกำหนดแผนงานกฎระเบียบตามความเหมาะสม ซึ่งอาจแตกต่างกันไป แต่คงอยู่ภายใต้กรอบแนวคิดเดียวกันทั้งเครือข่าย

กิจกรรมที่ดำเนินอย่างต่อเนื่อง คือ การอบรมให้ความรู้ชาวบ้าน พาไปศึกษาดูงานการจัดการป่าชุมชนในพื้นที่ต่างๆ ร่วมกันปลูกป่าตามแนวเขตกันชนป่าดงนาทาม และพื้นที่เสื่อมโทรมทุกๆ วันสำคัญของทุกปี จัดเวรยามลาดตระเวน ป้องกันไฟ ทำแนวกันไฟ ดับไฟป่า รื้อฟื้นภูมิปัญญาการดูแลป่าโดยแบ่งพื้นที่ป่าออกเป็นป่าอนุรักษ์ 30% ป่าใช้สอย 30% และป่าทำเลเลี้ยงสัตว์ 40% เพิ่มพื้นที่ป่าด้วยการรักษาป่าดอนปู่ตา และป่าหัวไร่ปลายนาไว้ครอบครัวละ 3-4 ไร่ แบ่งพื้นที่การใช้สอยป่าชุมชน หมุนเวียนไปเรื่อยๆ เพื่อให้ป่ามีโอกาสฟื้นตัว และกลายเป็นต้นแบบของการศึกษาดูงานทั้งในประเทศและต่างประเทศ ในพื้นที่ป่าริมน้ำโขง

ผลจากความร่วมแรง ร่วมใจส่งผลให้เครือข่ายป่าชุมชนป่าดงนาทาม ได้รับ "รางวัลลูกโลกสีเขียว" ประเภทชุมชน ในปี 2543 เป็นการสร้างความเชื่อมั่น และเป็นกำลังใจในการร่วมปกป้องดูแลรักษาป่า

สร้างนวัตกรรมชุมชน

พัฒนาการที่เกิดขึ้นหลังจากนั้น คือเน้นการสร้างชุมชนเข้มแข็งเพื่อการพึ่งพาตนเอง อย่างเช่น การบริหารจัดการเรื่องน้ำของชุมชนในเครือข่าย ซึ่งอาจนับได้ว่าเป็นนวัตกรรมพื้นบ้าน โดยมีพื้นที่นำร่องที่บ้านผาชัน ต.สำโรง อ.โพธิ์ไทร ที่มีปัญหาขาดแคลนน้ำเพื่อการบริโภคและอุปโภค แม้ว่าจะได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานราชการในการจัดหาแหล่งน้ำและการขุดสระน้ำ ก็ยังแก้ปัญหาไม่ได้ ชุมชนจึงได้ระดมความคิดเห็นและเกิดเป็นงานวิจัยเรื่อง การศึกษารูปแบบการจัดการน้ำที่มีอยู่อย่างจำกัดให้มีประสิทธิภาพสูงสุด : กรณีบ้านผาชัน ตำบลสำโรง อำเภอโพธิ์ไทร จังหวัดอุบลราชธานี ได้รับการสนับสนุนการศึกษาวิจัยจาก สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ประเด็นการศึกษา คือ "น้ำมีอยู่จำกัด ต้องใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด" แนวทางคือ นำภูมิปัญญาดั้งเดิมกลับมาใช้ในการแก้ปัญหา และจัดทำกฎกติกาการใช้น้ำร่วมกัน

ชาวบ้านช่วยกันสำรวจแหล่งน้ำที่มีอยู่ในชุมชน และปริมาณการใช้น้ำ พบว่าแหล่งน้ำในชุมชนมี 2 แห่งคือ ฝายวังอีแล้ง และบุ่งพระละคอน การนำน้ำมาใช้จากทั้งสองแหล่ง คือฝายวังอีแล้ง ซึ่งเป็นแหล่งน้ำบนภูเขา จะต้องทำท่อส่งน้ำจากฝาย โดยใช้ปั๊มน้ำเก่าที่มีอยู่แล้วขององค์การบริหารส่วนตำบลสำโรง แต่พบปัญหาว่าเมื่อปั๊มทำงานหนัก เครื่องก็เสีย ชาวบ้านจึงระดมความคิด มีกาทดลองจนพบว่า ถ้าเพิ่มแรงดันน้ำในท่อจะช่วยดึงน้ำจากฝายมาได้ จึงมีการผลิตท่อส่งแรงดันน้ำขึ้นและเรียกชื่อว่า "แอร์แว" มาจากคำว่า "แอร์" (Air) คือ อากาศ และคำว่า "แว" ที่หมายถึง "แวะ" คือ "อากาศมาแวะ" ในท่อ ทำให้เกิดแรงดันน้ำ ไม่เปลืองไฟ ไม่ทำให้ปั้มน้ำเสีย

นายกล พรมสำสี แกนนำบ้านผาชัน เล่าว่า นวัตกรรมแอร์แวะเกิดขึ้นตอนประชุมระดมความคิดเห็นว่าจะทำอย่างไรที่จะสูบน้ำโดยปั้มไม่มีปัญหา ชาวบ้านคนหนึ่งเสนอว่า ตอนเขาสูบน้ำรดต้นไม้ เห็นสายยางขาด ทำให้สายยางสะบัดไปมา แล้วแรงน้ำก็พุ่งแรงขึ้น ก็เลยเสนอให้ทีมวิจัยหมู่บ้าน ทดลองเจาะรูท่อน้ำแล้วลองต่อท่อ ครั้งแรกมีท่อเดียวเจาะรูเดียว...ไม่ได้ผล น้ำไม่ขึ้น ใส่สองท่อเพื่อเจาะสองรู ดูเหมือนจะเริ่มได้ผล ลองขยับระยะห่างระหว่างท่อแอร์แวะทั้งสอง และทดลองระยะห่างที่เหมาะสมอยู่หลายครั้ง ก็พบว่าระยะห่างที่ลงตัวที่สุดคือ วางท่อแอร์แวะที่สูง 1 เมตร สองท่อ แต่ละท่อห่างกัน 30 เซนติเมตร

แอร์แวะ ก็เลยกลายเป็นอุปกรณ์สูบน้ำที่สะท้อนถึงอารมณ์ขันของชาวบ้านด้วยประการละฉะนี้

ส่วนอีกแห่งหนึ่ง คือ บุ่งพระละคอน เป็นแหล่งน้ำธรรมชาติจากแม่น้ำโขง ชาวบ้านทำการขยายพื้นที่รับน้ำและใช้วิธีกาลักน้ำเพื่อลดการใช้พลังงาน ผลที่เกิดขึ้นจากการทดลองนี้ ทำให้ชาวบ้านผาชันมีน้ำใช้เพียงพอทั้งปี

นายกล พรมสำสี แกนนำบ้านผาชัน บอกว่า แม้หมู่บ้านจะอยู่ติดกับลำน้ำโขง แต่พอเข้าหน้าแล้ง ก็มีปัญหาขาดแคลนน้ำกินน้ำใช้ เพราะสภาพพื้นที่เป็นหิน มีความลาดเทสูง พื้นดินไม่สามารถดูดซับน้ำจากธรรมชาติเอาไว้ได้ ในขณะที่การสูบน้ำจากแม่น้ำโขง และบุ่งพระละคอน ซึ่งเป็นอ่างเก็บน้ำธรรมชาติที่อยู่ริมลำโขง ก็ไม่ค่อยได้ผล เพราะระดับที่ตั้งชุมชนสูงกว่าแหล่งน้ำ ระยะทางส่งน้ำค่อนข้างไกล เครื่องสูบน้ำข้อข้องบ่อย ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการซ่อมบำรุง

การค้นพบนี้ทำให้ชาวบ้าน 134 ครัวเรือน กว่า 600 ชีวิต มีน้ำใช้เพียงพอ

เสริมป่าครอบครัวเพื่อ "ตั้งรับ"

หลังจากปี 2543 เครือข่ายป่าชุมชนป่าดงนาทาม ขยายแนวร่วมในการดูแลป่าออกไปอีกจาก 21 ชุมชน เป็น 36 ชุมชน นอกจากนี้ ยังพบว่าการฟื้นฟูป่าอย่างเดียวไม่ทำให้เกิดความยั่งยืน แต่ต้องดูแลเรื่องปากท้องของผู้คนด้วย ดังนั้น ในปี 2545 จึงมีการส่งเสริมกลุ่มอาชีพของชุมชนเครือข่าย ทั้งมีอยู่เดิมและสร้างกลุ่มใหม่ เช่น กลุ่มทำลวดหนาม กลุ่มทอผ้า กลุ่มเลี้ยงปลา และกลุ่มแปรรูปผลิตภัณฑ์

ในขณะเดียวกัน จากกระแสการรุกคืบของยางยางพาราที่พบตัวเลขว่า เฉพาะในปี 2547 มีการส่งเสริมกล้ายางพาราในอุบลราชธานีถึง 1 ล้านกล้า ทำให้ชุมชนเตรียมแผนตั้งรับ

นายอำนวย วงศ์ละคร แกนนำเครือข่ายฯ บอกว่า การเข้ามาของยางทำให้เกษตรกรหลายคนถางที่ทำกินที่เคยมีป่าหัวไร่ปลายนาให้โล่ง เพื่อลงกล้ายาง

"สิ่งที่เครือข่ายฯ ตั้งรับ คือรณรงค์ให้ชาวบ้านปลูกยางพาราเพียง 1-2 ไร่ ในพื้นที่ทำกิน ไม่ใช่ถางพื้นที่ทั้งหมดเพื่อลงยาง แต่ผลกระทบจากการใช้พื้นที่ปลูกยาง ก็ทำให้ป่าหัวไร่ปลายนาลดลง ตรงนี้ ถ้าไม่เตรียมรับ ก็อาจทำให้ชุมชนมีโอกาสใช้ไม้ในป่าชุมชนเกินพอดี โดยเฉพาะไม้ฟืนที่มีต้องใช้กันทุกครัวเรือน"

ในปี 2548 ชุมชนร่วมกับ สกว. ทำงานวิจัยเพื่อการรับรู้สภาพปัญหา โดยนำร่องที่บ้านชาด ต.หนามแท่ง หลังจากนั้น ก็ขยายพื้นที่การวิจัยออกไปอีก 4 หมู่บ้านในตำบลเดียวกัน (บ้านนาทอย บ้านดงบาก บ้านไร่ศรีสุข และบ้านนาคอ) เนื้อหางานวิจัยมุ่งศึกษาถึงการใช้ไม้ฟืนของแต่ละครัวเรือน ปริมาณการบริโภคผลิตภัณฑ์จากป่า ทั้งป่าหัวไร่ปลายนาและป่าชุมชน ปริมาณอาหารที่ได้จากป่าครอบครัวจำพวกเห็ด หน่อไม้ ผักหวาน และพืชสมุนไพร ตัวเลขที่ปรากฏ ทำให้ชุมชนตระหนักว่า หากพื้นที่ป่าหัวไร่ปลายนาของแต่ละครัวเรือนลดลง เพราะการปรับเปลี่ยนวิถีเกษตร จะมีผลกระทบต่อป่าชุมชน ทางออกคือ ต้องเร่งปลูกป่าครอบครัวให้มีไม้ใช้สอยเพิ่ม ปลูกไผ่เพื่อเป็นพืชอาหารท้องถิ่น และมีวิธีขุดหาอาหารในป่าอย่างเหมาะสมด้วยภูมิปัญญาท้องถิ่น การจัดทำตลาดนัดป่าชุมชน เพื่อให้ชาวบ้านนำผลผลิตจากป่ามาแลกเปลี่ยนกันระหว่างหมู่ และมีผลเชื่อมโยงไปถึงกลุ่มแปรรูปอาหารต่างๆ

ในแง่ของการสืบทอดงานสู่คนรุ่นใหม่ ก็มีการฝึกอบรมเรื่องการบริหารจัดการป่าชุมชนให้กับสมาชิกในเครือข่าย มีการผลักดันให้สมาชิกคนรุ่นใหม่มีบทบาทในองค์การบริหารส่วนตำบล เพื่อทำงานในเชิงนโยบาย โดยเฉพาะงานที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อม การจัดกิจกรรมเพื่อสร้างเด็กรุ่นใหม่ การจัดทำหลักสูตรท้องถิ่นเรื่องสิ่งแวดล้อมเพื่อปลูกจิตสำนึกในเยาวชน โดยมีโรงเรียนที่เข้าร่วมทำหลักสูตรกับเครือข่ายจำนวน 12 โรงเรียน

ผลของการทำงานทั้งเรื่องเศรษฐกิจชุมชน การศึกษาวิจัยพัฒนาองค์ความรู้ที่มีและองค์ความรู้ใหม่ มาใช้ในการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่ของเครือข่าย รวมทั้งการขยายเครือข่ายความร่วมมือสู่กลุ่มเยาวชนและโรงเรียน ซึ่งเป็นกำลังสำคัญในการทำงานของเครือข่ายในแง่การสร้างความรู้ ความเข้าใจกับคนภายนอกและคนต่างวัยในชุมชน ล้วนมีส่วนช่วยให้การทำงานของเครือข่ายฯ ขับเคลื่อน พร้อมเชื่อมร้อยความร่วมมือให้เกิดขึ้นอย่างกว้างขวางต่อไป

ชื่อชุมชน
:
เครือข่ายป่าชุมชนป่าดงนาทาม
ต.นาโพธิ์กลาง อ.โขงเจียม / ต.หนามแท่ง อ.ศรีเชียงใหม่ / ต.สำโรง อ.โพธิ์ไทร
จ.อุบลราชธานี
ผู้ประสานงาน
:

นายศิรสิทธิ์ จรูญศรี เลขานุการเครือข่ายป่าชุมชนดงนาทาม
โทร. 08 3366 5674

พื้นที่ป่า
:
50,000 ไร่
ประชากร
:
36 หมู่บ้าน 3 ตำบล 3 อำเภอ รอบผืนป่า จำนวนกว่า 3,000 ครอบครัว

ดัชนีชี้วัดความยั่งยืนในการอนุรักษ์

  • ใช้งานวิจัยเป็นส่วนหนึ่งในการค้นหาเพื่อแก้ปัญหา นำมาสู่แนวทางในการจัดการดิน น้ำ ป่า ที่เหมาะสม
  • การทำงานของเครือข่ายมีความต่อเนื่อง สามารถเชื่อมและขยายพื้นที่ป่าชุมชน สร้างความร่วมมือระหว่างชุมชน ด้วยแนวคิดเชิงวิจัย ทำให้ชุมชนตื่นตัวมีความตื่นตัวในการแก้ปัญหา
  • มีการสืบทอดที่แสดงออกถึงการทำงานที่ยั่งยืน คือสร้างทีมงานรุ่นกลาง รุ่นเล็ก และรุ่นเยาวชน เชื่อมกับระบบโรงเรียนในเครือข่าย 12 โรงเรียน ด้วยการจัดทำหลักสูตรท้องถิ่น
  • แกนนำเครือข่ายมีจุดยืนในการแก้ไขปัญหาชัดเจน มีบุคลิกโดดเด่น สามารถวิพากษ์กิจกรรมของเครือข่ายได้เหตุและผล มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเพื่อเน้นการสร้างเศรษฐกิจชุมชนเข้มแข็ง การสนับสนุนกลุ่มอาชี
  • การผลักดันบุคลากรในเครือข่ายให้เข้าไปมีบทบาทในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อจัดการให้มีงบประมาณสำหรับกิจกรรมด้านสิ่งแวดล้อม