ประเภทงานเขียน

นักคำนวณความสุข
สกุณี ณัฐพูลวัฒน์

นักคำนวณความสุข เป็นเรื่องราวของชาวชุมชนแม่ทาจากรุ่นสู่รุ่น สืบทอดความรู้การเกตษรยั่งยืน เกษตรผสมผสาน หรือเกษตรอินทรีย์ โดยมีเป้าหมายเพื่อให้ชีวิตมีความสุข ไม่เป็นหนี้สิน ไม่ต้องเสี่ยงกับสารเคมีในการทำการเกษตร และเป็นอิสระจากกับดักต่างๆ ทั้งปวง

แหละนี่คือนิยามอย่างย่นย่อที่พวกเขา-นักคำควณความสุขทั้งหลายได้ให้ไว้

“เกษตรยั่งยืน คือความหลากหลายของพืช ผักที่เราชอบกิน ชอบอะไรให้เอามาปลูก ไม่ชอบกินก็ไม่ต้องเอามาปลูกก็ได้ ไม่ใช่ไม่ชอบแต่ปลูกเพื่อหวังขายเพียงอย่างเดียว อย่างเช่น ถ้าเราปลูก 100 กว่าชนิด 20 อย่างไม่ได้ขายก็ไม่เป็นไร ยังไงเราก็ได้กิน ถ้ามีเป็น 100 ชนิด แล้วไม่ได้ขาย เราก็ทำให้เหมือนคนรุ่นก่อนๆ คือแบ่งปันกับคนอื่น

และความยั่งยืนคือสิ่งสำคัญที่สุด ที่เราพยายามที่จะให้คนในชุมชนเห็นร่วมกันว่า ที่ดินมีค่ายิ่งกว่าเงินตรา อย่าขาย ให้ตระหนักว่า กว่าที่พ่อแม่บุกเบิกนาได้ กว่าจะขุดตอไม้ได้นั้น ลำบากแค่ไหน”

และ

“เกษตรยั่งยืน เป็นเกษตรที่เป็นเศรษฐกิจอันหนึ่ง ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม สร้างความหลากหลาย เป็นการปลูกต้นไม้ไปในตัว เสมือนการปลูกป่าไปในตัว แต่เป็นป่าที่กินได้ พวกเราคือคนที่ดูแลสิ่งแวดล้อมไปในตัว”

....

ชุมชนบ้านแม่ทาตั้งอยู่ในที่ราบลุ่มหุบเขาล้อมรอบมายาวนานกว่า 300 ปี แต่ไหนแต่ไรมายังชีพด้วยการทำไร่ทำนา โดยมีพัฒนาการจากไร่หมุนเวียน ปรับเปลี่ยนมาสู่การทำนา ปลูกผัก เก็บหาของป่า และเมื่อราวปีพ.ศ. 2510 เป็นต้นมา การปลูกพืชของชุมชนแม่ทาเริ่มเปลี่ยนเข้าสู่การปลูกเพื่อขายเป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็นยาสูบ พืชผักต่างๆ จนถึงข้าวโพดฝักอ่อนที่ยังคงมีการผลิตจนถึงทุกวันนี้

อย่างไรก็ตาม ขณะที่การผลิตเชิงเดี่ยวดูเหมือนจะสร้างรายได้ที่น่าสนใจ แต่เพราะความไม่แน่นอนของตลาด และการลงทุนที่เพิ่มสูงขึ้นทุกปีๆ ตลอดจนถึงความเสี่ยงต่อสารเคมีที่ต้องใช้ในกระบวนการปลูกข้าวโพดฝักอ่อน ทำให้ชาวบ้านบางส่วนมองหาทางออกที่จะเป็นอิสระจากเงื่อนไขต่างๆ เหล่านี้ ผู้นำคนสำคัญที่สุดคนหนึ่งในชุมชนแม่ทาที่เริ่มบุกเบิกวิถียังชีพแบบเกษตรยั่งยืนคือ ประพัฒน์ อภัยมูล

ราวปี พ.ศ. 2529 ลุงพัฒน์ เริ่มต้นปรับพื้นที่ไร่ข้าวโพดแปลงหนึ่งของตนเอง มาปลูกกล้วย และเพิ่มเติมไม้ผล พืชผักอื่นๆ ส่วนแปลงที่เหลือยังทำเกษตรเชิงเดี่ยวเช่นเดิม แต่เมื่อเริ่มเห็นผลของการปลูกมากขึ้นทำให้เมื่อถึงปีพ.ศ. 2531 เขาเลิกปลูกพืชเชิงเดี่ยวอย่างสิ้นเชิง ซึ่งเขาเล่าว่า

“พ่อ(คำเรียกตัวเองของลุงพัฒน์)เป็นคนช่างสังเกต สังเกตแล้วเปรียบเทียบ เริ่มต้นเลยพ่อเอาไม้ไผ่ต่อจากตาน้ำภูเขา แล้วเอาน้ำที่ได้มาวัดปริมาณ ปรากฏว่าในหนึ่งชั่วโมงได้ 7 ลิตร จากนั้นก็คำนวณว่าแล้วหนึ่งวันจะได้น้ำเท่าไหร่ วิธีนี้เป็นการนำน้ำมาใช้ในสวนได้จริง แล้วเราก็คิดว่าจะปลูกพืชอะไร เราก็เริ่มจากปลูกกล้วยก่อน และคิดเป็นระบบเลยว่าเราจะเอาเงินที่ไหนใช้ เงินประจำวัน ประจำเดือน ประจำปี ก็วางแผนปลูกพืช คิดแล้วว่าเราจะมีพืชผัก อาหารกินไม่ต้องซื้อ ข้าวเราก็มีนา เงินรายวันเราจะได้จากพืชพื้นบ้านอย่างมะเขือพวงมันขึ้นเองในไร่ เราเก็บใบกล้วย เก็บชะอมขายได้ รายเดือนได้จากกล้วย ปลี พืชผักที่เราปลูกตามฤดู ส่วนรายปีเราจะได้จากไม้ผลอย่างมะม่วง ปลูกพืชหลายอย่างผสมผสาน เลือกปลูกชนิดที่เราชอบกิน อันไหนเราชอบขายไม่ได้แต่เราก็ยังได้กิน”

ต่อมาในช่วงปี พ.ศ. 2536 เป็นช่วงที่ชาวบ้านประมาณ 6 ครอบครัวได้หันมาทำเกษตรผสมผสาน เพราะเริ่มตั้งคำถามกับระบบเกษตรเชิงเดี่ยว หรือเกษตรเคมี ดังเช่นพ่อสมศักดิ์ สิงห์ทองแท้ ได้เล่าว่า ช่วงนั้นปลูกข้าวโพดฝักอ่อนไม่โตกว่าเดิม ใส่ปุ๋ยก็แล้ว ใช้ยาก็แล้ว จึงเริ่มคิดว่าจะทำอย่างไรดี เขาจึงเริ่มทดลองจากแปลงข้าวโพดหนึ่งแปลงก่อน โดยไม่ปลูกข้าวโพด แต่หว่านเปลือกถั่วกลบ แล้วขุดหลุมรองก้นหลุมด้วยขี้วัว จากนั้นหากล้าไม้ผลมาปลูก ทั้งส้มโอ ลำไย มะม่วง เมื่อกล้ายังเล็กจึงปลูกชะอม และมะเขือพวงแซมในพื้นที่ระหว่างต้น ไม่เกินสามเดือนเขาก็ได้เก็บมะเขือพวงขาย และภายในหนึ่งปีก็ได้เก็บชะอมขาย

หลังจากนั้นการรวมกลุ่มของเกษตรกรที่ทำการเกษตรยั่งยืนก็เกิดขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ มีการแลกเปลี่ยนข้อมูล เทคนิค และความรู้ต่างๆ กัน รวมไปถึงการชักชวนเพื่อนร่วมหมู่บ้านที่ยังลังเลไม่แน่ใจในรูปแบบเกษตรยั่งยืน ให้ได้ทดลองและเรียนรู้ปรับเปลี่ยนวิธีคิดพร้อมๆ กับหาทางส่งเสริมให้เด็กรุ่นใหม่ได้เข้าใจถึงวิธีการทำการเกษตรของรุ่นพ่อรุ่นแม่ จนเกิดกลุ่มคนรุ่นใหม่บ้านแม่ทา ที่จะมาเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของชุมชนต่อไป

กลุ่มคนรุ่นใหม่บ้านแม่ทานั้นมีด้วยกัน 11 คน อายุระหว่าง 20-30 ปี มีทั้งอดีตสาวโรงงาน เด็กในอู่ซ่อมรถ กุ๊กร้านอาหาร บัณฑิตจากคณะเกษตรแม่โจ้ พ่อค้าข้าวโพดฝักอ่อน เด็กช่างกลเกเร ฯลฯ พวกเรารวมตัวกันทำงานภายใต้ร่มเงาใหญ่ของสหกรณ์เกษตรยั่งยืนแม่ทา โดยมีองค์กรสนับสนุนโครงการจากที่ต่างๆ

ต่อเรื่องนี้ ลุงพัฒน์บอกว่า

“ถ้าลูกหลานไม่กลับมา ไม่ใช่เกษตรยั่งยืน เราต้องสร้างจิตสำนึกให้ลูกหลานหวงแหนที่ดิน อยากกลับมา ถึงแม้เขาทำงานในเมืองก็ตาม แต่พอถึงจุดๆหนึ่งแล้วอยากกลับเข้ามา เราจะพยายามนำทางให้เขาเห็น และเข้าใจว่าบ้านคุณทำอะไร ความหมายของเกษตรยั่งยืนคืออะไร แหล่งอาหารของคุณคืออะไรบ้าง”

“พวกเราคนรุ่นก่อนคงไม่หวังอะไรมากนอกจากอยากให้ลูกหลานเป็นคนดี มีความรับผิดชอบต่อสังคม ไปเป็นอะไรก็ได้ แต่มีจิตสำนึก ทุกวันนี้ลูกหลานเราไม่ได้เรียนเรื่องนี้ เรียนแต่เรื่องเศรษฐกิจอย่างเดียว อยากร่ำรวยอย่างเดียว สหกรณ์ฯ ทำทุกอย่างเพื่อให้ลูกหลานได้เรียนรู้ว่าทำยังให้พวกเราอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข และไม่เอาเปรียบกัน มีอะไรแบ่งปันกัน”

ชาวชุมชนแม่ทา นักคำนวณความสุขเปรียบเทียบข้อมูลความเป็นจริง ผู้ค้นพบความหมายของคำว่า “เกษตรกร” และพบคำตอบของการอยู่ร่วมดิน น้ำ ป่า อย่างยั่งยืนสืบต่อถึงลูกหลาน พวกเขามองเห็นความอิสระจากการทำเกษตรดังกล่าว ด้วยหัวใจหลักๆสามประการ ได้แก่ “ความเป็นเจ้าที่ดิน” คือการมีที่ดินเป็นของตนเอง พัฒนาที่ดินให้ดี ปลูกอะไรก็ได้ ไม่ต้องกังวลเรื่องดินเสียหรือเสื่อมสภาพ “ความเป็นเจ้าอาหาร” อยากกินอะไรก็ปลูกเอง ไม่ต้องซื้อหา หรือใช้การแลกเปลี่ยนแบ่งปันกันในชุมชน และ “ความเป็นเจ้าอิสระทางความคิด” ไม่ต้องไปเป็นลูกน้องคนอื่น มีอิสระในการเลือกปลูกพืชพันธุ์อย่างที่ตนเองต้องการนั่นเอง