ประเภทบุคคล

สมเกียรติ เขื่อนเชียงสา
ลูกชายของสายน้ำ ในอ้อมกอดของแม่
จันทราภา นนทวาสี
มูลนิธิพัฒนาชุมชนและเขตภูเขา
คณะทำงานภูมิภาค ภาคเหนือ

จากเด็กน้อยริมสายน้ำเล็กๆ ในหมู่บ้าน สู่หนุ่มใหญ่วัยกลางคนที่ทำหน้าที่รับผิดชอบความเปลี่ยนแปลง ที่กำลังจะเกิดขึ้นกับแม่น้ำสายใหญ่นาม “ลุ่มน้ำโขง” ความผูกพันกับสายน้ำที่ไม่เคยจางหาย ได้ทำให้สมเกียรติเป็นที่รู้จักในฐานะผู้ประสานงานที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จ ในการยุติโครงการระเบิดแก่งของชายแดนไทย-ลาว

เด็กชายสมเกียรติ ถือกำเนิดในหมู่บ้านที่มีลำห้วยสายเล็กๆ ที่อุดมไปด้วยต้นไคร้น้ำ จึงมีชื่อเรียกขานว่า “ห้วยไคร้” ซึ่งเป็นสาขาหนึ่งของแม่น้ำอิง ในอำเภอเทิง จังหวัดเชียงราย ชีวิตวัยเยาว์ที่เติบโตและผูกพันกับลำห้วยอันเป็นสถานที่เล่น แหล่งทำมาหากิน และเป็นเสมือนโรงเรียนบ่มเพาะความรู้เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมให้ฝังรากลึกอยู่ในตัวตนของเขา

ก้าวสู่ยุคแห่งการแสวงหา

หลังจากสำเร็จการศึกษา ครุศาสตร์สาขาเทคโนโลยีและนวัตกรรมทางการศึกษา จากวิทยาลัยครูเชียงราย ได้เริ่มต้นทำงานในฐานะครูกับพี่น้องชนเผ่าบนดอยแม่สลอง อำเภอแม่จัน จังหวัดเชียงราย ซึ่งเป็นพื้นที่ต้นน้ำแม่จัน แม่น้ำสายเล็กๆ สายหนึ่งในลุ่มน้ำโขง ก่อนจะผันตัวเองมาเป็นเจ้าหน้าที่เครือข่ายแม่น้ำเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ดูแลงานศึกษาผลกระทบจากการสร้างเขื่อนปากมูล ราษีไศล ทำให้ต้องเดินทางไกลจากบ้านเกิดไปยังจังหวัดอุบลราชธานี และศรีษะเกษ

กระทั่งปี 2543 สมเกียรติคืนสู่ภูมิลำเนา ได้เริ่มจัดทำโครงการแม่น้ำและชุมชน เพื่อศึกษาการจัดการลุ่มน้ำอิง โดยองค์กรชุมชนเพื่อหาแนวทางในการอนุรักษ์พื้นที่ชุ่มน้ำ เขตอนุรักษ์พันธุ์ปลา และศึกษาผลกระทบโครงการผันน้ำ กก อิง น่าน

ค้นพบตัวตนการทำงาน

ขณะที่กำลังดำเนินการโครงการแม่น้ำและชุมชนอย่างต่อเนื่อง จนถึงกลางปี 2545 สมเกียรติทราบข่าวการระเบิดเกาะแก่งในลำน้ำโขงระหว่างชายแดนพม่า-ลาว เหนือบริเวณสามเหลี่ยมทองคำขึ้นไปราว 200-300 กิโลเมตร และกำลังจะขยายเข้าสู่เกาะแก่งชายแดนไทย-ลาว ในเขตอำเภอเชียงแสน อำเภอเชียงของและอำเภอเวียงแก่น จังหวัดเชียงราย จึงได้ริเริ่มจัดตั้งและทำหน้าที่ผู้ประสานงาน โครงการเครือข่ายอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและวัฒนธรรมลุ่มน้ำโขง-ล้านนา จากการร่วมตัวของสามองค์กร คือ กลุ่มรักษ์เชียงของ โครงการแม่น้ำและชุมชน และชมรมอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติลุ่มน้ำอิง ภายใต้ปรัชญา “เคารพธรรมชาติและศรัทธาในความเท่าเทียมกันของมนุษย์”

เครือข่ายอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและวัฒนธรรมลุ่มน้ำโขง-ล้านนา เคลื่อนไหวเพื่อคัดค้านโครงการปรับปรุงร่องน้ำเพื่อการเดินเรือพาณิชย์ โดยยื่นจดหมายให้คณะกรรมาธิการสิ่งแวดล้อม วุฒิสภามารับฟังความคิดเห็นของประชาชนในพื้นที่ พร้อมทั้งเรียกร้องให้รัฐบาล เปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะและเปิดโอกาสให้ประชาชนแสดงความคิดเห็น ตลอดจนมีส่วนร่วมในกระบวนการตัดสินใจ รวมทั้งทบทวนมติคณะรัฐมนตรีที่เห็นชอบกับรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม ซึ่งใช้เวลาเก็บข้อมูลเพียงสองเดือน จากนั้นมีการส่งหนังสือคัดค้านและเคลื่อนไหวทางสื่อมวลชนเป็นระยะ

กระทั่งเดือนพฤษภาคม 2547 คณะกรรมการประสานงานตกลงว่าด้วยการเดินเรือพาณิชย์ในแม่น้ำล้านช้าง-แม่น้ำโขง ตัดสินใจยุติโครงการระเบิดแก่งในส่วนของชายแดนไทย-ลาว นับได้ว่าเป็นความสำเร็จของกลุ่มคนเล็กๆ ภายใต้การประสานงานทั้งในแนวราบ ระหว่างชุมชนที่ประสบปัญหาร่วมกัน และแนวตั้งระหว่างทุกหน่วยงานที่มีส่วนเกี่ยวข้องอย่างเข้มแข็ง อย่างไรก็ตาม สมเกียรติได้ตระหนักดีว่า การยุติโครงการดังกล่าวอาจถูกรื้อฟื้นขึ้นมาในอนาคต

การติดตั้งอาวุธทางปัญญาให้กับชาวบ้านในชุมชนริมน้ำโขงจึงถือเป็นอาวุธสำคัญในการป้องกันอย่างยั่งยืน ดังนั้น งานวิจัยชาวบ้านโดยการรวบรวมชาวบ้านหลายหมู่บ้านในอำเภอเชียงของและอำเภอเวียงแก่นจึงเกิดขึ้นในช่วงปี 2547-2548 ในชื่อว่า “แม่น้ำโขง แม่น้ำแห่งวิถีชีวิตและวัฒนธรรม” เพื่ออธิบายถึงระบบนิเวศน์บริเวณคอนผีหลงที่สามารถใช้เป็นฐานข้อมูลยืนยันถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้น กับบรรดาสิ่งมีชีวิตในแม่น้ำโขงหากมีการระเบิดแก่ง รวมถึงงานวิจัยเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ท้องถิ่น “โครงการศึกษาวิจัยประวัติศาสตร์ท้องถิ่นเชียงของ เวียงแก่น: สังคมชายขอบท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจการเมืองในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง” อันเป็นงานที่รวบรวมประวัติที่น่าสนใจของทั้งสองอำเภอ

งานใหญ่อีกครั้งหนึ่งที่ถือเป็นผลงานโดดเด่นของสมเกียรติ คือ การจัดงาน “เปิดตำนานวิถีธรรมชาติ วิถีวัฒนธรรมสองฝั่งโขง” ระหว่างวันที่ 24-25 กุมภาพันธ์ 2549 ซึ่งเป็นงานที่ขับเน้นเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมของผู้คนหลากหลายกลุ่มชาติพันธุ์ ที่อาศัยแม่น้ำโขงเป็นจุดร่วมเดียวในการดำรงชีวิต โดยการจัดงานอย่างยิ่งใหญ่ที่มีทั้งภาควิชาการ ภาคพิธีกรรมทางสงฆ์ และภาคบันเทิงครบครัน ถือเป็นงานระดับจังหวัด รวมไปถึงพี่น้องที่อยู่ในจังหวัดห้วยทราย ของประเทศลาว

นอกจากนั้น สมเกียรติยังได้คำนึงถึงการสืบทอดเรื่องราวของการอนุรักษ์ไปยังเยาวชนรุ่นหลัง โดยจัดทำเป็นโครงการสื่อชุมชนลุ่มน้ำโขง เพื่อเผยแพร่องค์ความรู้เกี่ยวกับท้องถิ่นแก่คนในท้องถิ่น โดยเฉพาะเด็กนักเรียน มีการนำความรู้จากการวิจัยมาจัดเป็นหลักสูตรท้องถิ่นตามโรงเรียน เชิญผู้ชำนาญในด้านต่างๆ มาสอนเด็กนักเรียนเพื่อปลูกจิตสำนึกรักท้องถิ่น และให้ความรู้เรื่องแม่น้ำโขงอันเป็นแหล่งยังชีพของพวกเขา

ทางด้านงานเคลื่อนไหวเพื่อรักษาความสมดุลของแม่น้ำโขงและลำน้ำสาขา สมเกียรติได้เป็นส่วนสำคัญในการผลักดันโครงการฟื้นฟูชุมชนท้องถิ่นลุ่มน้ำอิงตอนปลาย-ชายฝั่งโขง ให้ดำเนินการอย่างต่อเนื่องและเป็นแกนนำสำคัญในโครงการรักษ์ปลาบึก รักษ์แม่น้ำโขง ส่งผลให้หน่วยงานของรัฐ องค์กรภาคเอกชน และวุฒิสภา ร่วมกับชมรมปลาบึกอำเภอเชียงของ มีข้อตกลงในการยกเลิกการจับปลาบึกตั้งแต่ฤดูกาลที่ผ่านมา (เมษายน 2549) และจัดถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเนื่องในวาระครบรอบการครองราชย์ 60 ปี ในวันที่ 9 มิถุนายน 2549 ทั้งยังส่งผลให้มีการเจรจาอย่างไม่เป็นการกับเจ้าเมืองห้วยทราย เจ้าหน้าที่ และชาวประมงในเมืองห้วยทราย แขวงบ่อแก้ว ประเทศลาว เพื่อยกเลิกการจับปลาบึกในฤดูกาลต่อไป (ปี 2550)

โครงการวิทยุชุมชน นักเขียนประจำคอลัมน์แม่น้ำของแผ่นดิน หนังสือพิมพ์แม่โขงโพสต์ ในโครงการสื่อชุมชนลุ่มน้ำโขง และการเขียนบทความลงในหนังสือพิมพ์มติชน เป็นอีกภารกิจที่ช่วยในการเผยแพร่ความรู้และสามารถระดมความเห็นได้อย่างรวดเร็ว

แม้ปัจจุบันข่าวคราวการรุกรานทำลายแม่น้ำโขงจะเงียบหายไป แต่ยังมีแม่น้ำอีกหลายสาย ทั้งในประเทศไทยและประเทศเพื่อนบ้าน ที่ถูกย่ำยีโดยน้ำมือของมนุษย์ผู้เห็นแก่ตัวเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตน ทำให้สมเกียรติ เขื่อนเชียงสา ไม่อาจหยุดยั้งการเดินหน้าเพื่อทำหน้าที่ผู้พิทักษ์รักษาแม่น้ำ เพื่อสมกับที่เกิดมาเป็น “ลูกชายของสายน้ำ” ลงได้

ชื่อ–นามสกุล: นายสมเกียรติ เขื่อนเชียงสา
ที่อยู่: 62 หมู่ 8 ตำบลเวียง อำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย 57140
โทรศัพท์ 09-9557890
อายุ: 38 ปี
การศึกษา: ครุศาสตร์บัณฑิต (เทคโนโลยีและนวัตกรรมทางการศึกษา )
วิทยาลัยครูเชียงราย
การทำงาน: ผู้ประสานงานโครงการ : เครือข่ายอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและวัฒนธรรมลุ่มน้ำโขง-ล้านนา

ผลงาน

  • พ.ศ.2539 อนุรักษ์ฟื้นฟูป่าต้นน้ำแม่จัน มูลนิธิพัฒนาชุมชนในเขตภูเขา
  • พ.ศ.2540 ร่วมโครงรณรงค์สนับสนุนการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน
  • พ.ศ.2541 ร่วมกิจกรรมเครือข่ายประชาชนและองค์กรพัฒนาเอกชนด้านการอนุรักษทรัพยากรธรรมชาติ และการปกป้องสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ในพื้นที่ลุ่มน้ำกก-อิง-โขง จังหวัดเชียงราย พะเยา น่าน
  • พ.ศ.2542 เจ้าหน้าที่เครือข่ายแม่น้ำเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ดูแลงานศึกษาผลกระทบจากการสร้างเขื่อน ปากมูล ราษีไศล จังหวัดอุบลราชธานี และศรีษะเกษ
  • พ.ศ.2543-2544 จัดทำโครงการแม่น้ำและชุมชน เพื่อศึกษาการจัดการลุ่มน้ำอิงโดยองค์กรชุมชน หาแนวทางในการอนุรักษ์พื้นที่ชุ่มน้ำ เขตอนุรักษ์พันธ์ปลาและศึกษาผลกระทบโครงการผันน้ำ กก อิง น่าน
  • พ.ศ.2545 จัดตั้ง และประสานงานโครงการเครือข่ายอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและวัฒนธรรมลุ่มน้ำโขง-ล้านนา
  • พ.ศ.2545-2547 เคลื่อนไหวคัดค้านโครงการปรับปรุงร่องน้ำเพื่อการเดินเรือพาณิชย์ โดยยื่นจดหมายให้คณะกรรมาธิการสิ่งแวดล้อม วุฒิสภามารับฟังความคิดเห็นของประชาชนในพื้นที่ พร้อมทั้งเรียกร้องให้รัฐบาลเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะ จนกระทั่งยุติโครงการระเบิดแก่งในส่วนของชายแดนไทย-ลาว
  • พ.ศ.2547-2548 จัดทำงานวิจัยชาวบ้าน “แม่น้ำโขง แม่น้ำแห่งวิถีชีวิตและวัฒนธรรม”
  • พ.ศ.2548-2549 โครงการสื่อชุมชนลุ่มน้ำโขง เพื่อเผยแพร่องค์ความรู้เกี่ยวกับท้องถิ่น
    แก่คนในท้องถิ่น โดยเฉพาะเด็กนักเรียน
  • โครงการวิทยุชุมชน เพื่อ เผยแพร่ความรู้และเป็นสื่อกลางระดมความคิดเห็น
  • โครงการฟื้นฟูชุมชนท้องถิ่นลุ่มน้ำอิงตอนปลาย-ชายฝั่งโขง
  • โครงการรักษ์ปลาบึก-รักษ์แม่น้ำโขง