ประเภทชุมชน (ชุมชน ชุมชนเมือง เครือข่ายชุมชน)

เครือข่ายชุมชนอนุรักษ์และฟื้นฟูป่าภูถ้ำ ภูกระแต และบึงละหานนา
ต่อสู้ให้ได้มา...เพื่อเป็นมรดกของลูกหลานต่อไป

มณีรัตน์ อุดม
โรงเรียนบ้านป่างิ้วหนองฮี
คณะทำงานภูมิภาค ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

ชุมชนได้ช่วยกันปกป้องรักษาป่าด้วยพลังของตนเอง จนสามารถเป็นแหล่งอาหารธรรมชาติที่ยิ่งใหญ่เป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ และเป็นศูนย์รวมการสืบสานประเพณีวัฒนธรรมของท้องถิ่น

ตำนานหิน ‘ภู’

ป่าภูถ้ำ ภูกระแต เป็นผืนป่าที่ทอดตัวติดกันเป็นสันเนินยาว มีสัตว์ป่านานาพันธุ์ และพืชพันธุ์ไม้ที่หลากหลาย
ตามประวัติศาสตร์และโบราณคดี หินทรายบริเวณนี้ถูกตัดไปทำปราสาทหินพิมาย ยังคงเหลือร่องรอยมรดกอยู่ นอกจากนี้ป่าภูกระแตเคยเป็นเส้นทางสายยุทธศาสตร์สมัยสงครามโลกครั้งที่สอง ที่ตัดผ่านลงไปยังภาคกลางของประเทศภูถ้ำ ภูกระแต ได้เคยเป็นที่พักของทหารในสมัยนั้น

ป่าภูถ้ำ ภูกระแต เป็นป่าต้นกำเนิดของลำห้วยบง ห้วยสอยกล้วย ห้วยสองคอน ห้วยหลุบพงศ์ ห้วยยางบง ซึ่งไหลลงสู่แม่น้ำชีทางด้านทิศตะวันตก และห้วยแคนไหลลงลงสู่บึงละหานนาทางทิศใต้ ชาวบ้านแลเห็นความอุดมสมบูรณ์จึงพากันอพยพโยกย้ายมาตั้งรกรากอยู่บริเวณนี้ โดยอาศัยลำห้วยเป็นแหล่งเพาะปลูกเพื่อการดำรงชีวิต

สู่สำนึกจิตวิญญาณ

ป่าภูถ้ำ–ภูกระแต เป็นส่วนหนึ่งของป่า “สงวนแห่งชาติภูระงำ” เป็นป่าผืนเดียวของอำเภอแวงน้อย และอำเภอแวงใหญ่ จังหวัดขอนแก่น

ปี 2513–2514 มีการบุกรุกทำไร่ปอ ราษฎรได้นำไม้ยูคาลิปตัสมาปลูกในบริเวณผืนป่า ตามนโยบายของรัฐ ครูสน รูปสูง ได้นำชาวบ้านรวมตัวกันเพื่อปกป้องผืนป่า และผลักดันนโยบายปลูกยูคาลิปตัสออกไปจากพื้นที่ โดยขอกันพื้นที่ป่าภูถ้ำ–ภูกระแต เนื้อที่ประมาณ 5,000 ไร่ ไม่ให้ปลูกไม้ยูคาลิปตัส มีผู้นำชาวบ้านเป็นแกนนำ โดยได้จัดตั้งกลุ่ม “ชมรมผู้เลี้ยงสัตว์ภูกระแต” มีคณะกรรมการ 15 คน จาก 15 หมู่บ้าน มีนายบุญจันทร์ เพียงพักตร์ เป็นประธาน นำการเคลื่อนไหวต่อต้านคัดค้านการปลูกไม้ยูคาลิปตัส และร่วมกับเครือข่ายภาคอีสานเคลื่อนไหวคัดค้าน โครงการจัดการที่ดินทำกินเพื่อเกษตรกรที่ยากไร้ (คจก.) โดยร่วมกันปลูกป่าธรรมชาติเพื่อให้รัฐได้รู้และเข้าใจว่าป่าผืนนี้ ชาวบ้านได้ใช้ประโยชน์ร่วมกันอย่างไร ไม่ต้องการให้รัฐนำไม้ยูคาลิปตัสเข้ามาปลูกทับที่ป่าภูถ้ำ ภูกระแต ของชาวบ้าน ในที่สุดก็สามารถยับยั้งโครงการปลูกไม้ยูคาลิปตัสได้

ปี 2536 ชาวบ้านบางส่วนร่วมมือกับนายทุนนอกกลับบุกรุกแผ้วถางป่าเสียเอง เนื่องจากมีโรงงานน้ำตาลมาเปิดใกล้บริเวณพื้นที่ป่า มีการส่งเสริมให้ชาวบ้านปลูกอ้อยส่งโรงงาน ทำให้ป่าภูถ้ำ ภูกระแต และป่าอื่นๆ ที่อยู่ในละแวกนั้นลดลงอย่างรวดเร็ว ป่าภูถ้ำ ภูกระแต เหลือเพียง 2,800 ไร่ ในเวลาต่อมา

ปี 2538 กรมป่าไม้ได้มอบป่าสงวนภูระงำให้กับสำนักงานปฏิรูปที่ดิน เพื่อเกษตรกรรมไปจัดสรรที่ดินให้กับเกษตรกรแถบนั้น ทำให้เนื้อที่ของป่าภูระงำลดลงส่งผลกระทบถึงป่าภูถ้ำ ภูกระแต ที่เหลืออยู่อีกระลอก โดยจัดให้เป็นพื้นที่สำนักงานปฏิรูปที่ดินทำกินเพื่อเกษตรกร (สปก.) ผู้นำที่ได้เคยต่อสู้เพื่ออนุรักษ์ และคณะกรรมการชมรมผู้เลี้ยงสัตว์ภูกระแตจึงได้รวมตัวกันอีกครั้ง เพื่อปกป้องภูถ้ำ ภูกระแต ไว้ไม่ให้สำนักงานปฏิรูปที่ดินฯ นำไปจัดสรรให้เกษตรกร เพราะพื้นที่ป่าเหลือน้อยเต็มที แต่ได้เปลี่ยนชื่อเป็น “กลุ่มอนุรักษ์และฟื้นฟูป่าภูถ้ำ ภูกระแต” มีการแต่งตั้งผู้นำทั้ง 15 ชุมชนเป็นคณะกรรมการป่าชุมชนภูถ้ำ ภูกระแต เช่นเดิม

สืบสานเยาวชน

นายพิชาญ ทิพวงษ์ คนหนุ่มไฟแรงลูกหลานจากบ้านป่าเป้ง ผู้มีชีวิตผูกพันกับป่าภูถ้ำ ภูกระแต ได้เคยติดสอยห้อยตามปู่และพ่อเข้าป่าอยู่เสมอ ทำให้ได้ซึมซับวิถีแห่งป่ามาอย่างต่อเนื่อง และรับช่วงต่อจากครูสน รูปสูง อาสาที่จะเข้ามาปกป้องรักษาและฟื้นฟูผืนป่าแห่งนี้ให้ยั่งยืน และมีพลังขับเคลื่อนจริงจังจึงได้ร่วมกับกลุ่มคนหนุ่มสาวในชุมชน จัดตั้งกลุ่มอนุรักษ์และฟื้นฟูป่าภูถ้ำ ภูกระแต เพื่อสานต่อเจตนารมณ์ของบรรพชน

อันที่จริงการจัดการป่าชุมชนเป็นมิติ การดำเนินงานที่ไม่มีรูปแบบการจัดการที่ตายตัว แต่สิ่งหนึ่งที่สามารถชี้วัดความสำเร็จและความยั่งยืนของการจัดการคือ การส่งมอบภารกิจในการจัดการป่าจากคนรุ่นบุกเบิกสู่คนรุ่นใหม่ เช่นเดียวกับกลุ่มอนุรักษ์และฟื้นฟูป่าภูถ้ำ ภูกระแต ได้เล็งเห็นว่าถึงเวลาที่จะกระตุ้นให้เยาวชน นักเรียน ลูกหลานในชุมชน หันมาอนุรักษ์และเห็นความสำคัญของทรัพยากรป่าไม้ จึงได้เกิดกิจกรรมด้านการเรียนรู้ให้กับเยาวชนในท้องถิ่น โดยมีโรงเรียนต่างๆ เข้ามาร่วมโครงการจัดทำหลักสูตรท้องถิ่นขึ้น โดยมีปราชญ์ชาวบ้านและผู้นำชุมชน เป็นส่วนหนึ่งของการถ่ายทอดความรู้สู่เยาวชน

นอกจากนี้ ยังได้จัดสร้างเรือนเพาะชำสำหรับเพาะพันธุ์พืชที่เป็นอาหารพื้นถิ่น เช่น เพกา ขี้เหล็ก ผักหวาน ผักติ้ว ผักเม็ก สะเดา ย่านาง กุ่ม กระโดน เป็นต้น เพื่อที่จะนำไปแจกจ่ายให้กับชุมชนไปปลูกไว้ที่บ้านหรือพื้นที่ว่างตามหัวไร่ปลายนา โดยมีแนวความคิดที่ว่า “ยกป่ามาไว้ที่บ้าน ทุกอย่างในป่าจะได้คงอยู่ต่อไปอย่างยั่งยืน” ความรู้เรื่องผลผลิตจากป่ามีคุณค่าและยังประโยชน์ ได้ถูกถ่ายทอดสู่คนรุ่นใหม่อย่างต่อเนื่อง ไม่เฉพาะเรื่องป่าอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงเรื่องวัฒนธรรมและประเพณีของชุมชนด้วย

ผลผลิตกิจกรรม

ขณะเดียวกันก็ส่งผ่านถึงวิถีการจัดการป่าชุมชนให้มีรูปแบบที่หลากหลาย และแตกต่างกันไปตามวัฒนธรรมพื้นถิ่น ภูมิปัญญา และบริบทของแต่ละชุมชน เพื่อปลุกสำนึกและจิตวิญญาณสร้างงานให้เป็นรูปธรรม

ปี 2541 กลุ่มได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากกองทุนสิ่งแวดล้อมโลก (GEP/SGP) ดำเนินโครงการอนุรักษ์และฟื้นฟูป่าภูถ้ำ ภูกระแต โดยขยายเครือข่ายสมาชิกจากเดิม 15 หมู่บ้าน เป็น 27 หมู่บ้าน ที่อยู่รอบป่าภูถ้ำ ภูกระแต เพื่อร่วมกันดูแลผืนป่าสองภูให้ครบวงจร

ปี 2543 ดำเนินโครงการเกษตรพื้นบ้านอีสานเพื่อการพัฒนาป่าภูถ้ำ ภูกระแต โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อให้ชุมชนรอบป่าได้ทำการผลิตการเกษตร ที่เอื้อต่อการอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และปี 2546 ได้ดำเนินโครงการคืนชีวิตให้กับป่าพัฒนาชีวิตคน โดยมีกิจกรรมร่วมกัน อาทิ

  • สร้างอาสาสมัครพิทักษ์ป่า
  • ทำบุญประเพณีปลูกป่าภูถ้ำ ภูกระแต
  • ค่ายฝึกอบรมผู้นำ ค่ายฝึกอบรมเยาวชนคนรักป่า
  • ปลูกป่าตามพื้นที่เสื่อมโทรมและไร่ร้าง รอบเขตภูถ้ำ ภูกระแต เพื่อไว้เป็นป่าใช้สอยรายรอบภูถ้ำ ภูกระแต
  • ส่งเสริมการเกษตรแบบดั้งเดิม ผลิตปุ๋ยชีวภาพ
  • สร้างเสริมการเลี้ยงสัตว์โดยแบ่งเป็นเขตๆ
  • เพาะพันธุ์พืชไม้พื้นถิ่นที่เป็นอาหารสำหรับแจกจ่ายให้กับชุมชน
  • สร้างฝายชะลอความชื้น
  • ฟื้นฟูสัตว์ประเภทอึ่งอ่าง กบ และเขียด

จากการที่กลุ่มอนุรักษ์ภูถ้ำ-ภูกระแต ได้ร่วมกันอนุรักษ์และฟื้นฟูสภาพป่าให้อุดมสมบูรณ์นั้นส่งผลให้ บึงละหานที่คอยรับน้ำอยู่ด้านล่างมีน้ำใช้สำหรับการเกษตร และอุปโภคบริโภคของชุมชนอย่างพอเพียงไม่เคยเหือดแห้ง และที่สำคัญบนพื้นที่ ภูถ้ำ-ภูกระแต เป็นพื้นที่ลาดต่ำ น้ำจะไหลอย่างรวดเร็ว เมื่อสิ้นฤดูฝนผืนภูก็แห้งผากจนพืชพันธุ์และส่ำสัตว์ที่เคยอาศัยอยู่บริเวณนี้หลบลี้หนีหายไปเพราะขาดน้ำ ชุมชนจึงได้คิดทำฝายชะลอความชื้นขึ้นหลายแห่ง ซึ่งมีลักษณะเป็นฝายหิน ฝายดิน และทราย ตลอดจนท่อนไม้ที่ล้มตายอยู่บนภู เพื่อชะลอมิให้น้ำไหลลงบึงละหานนาอย่างรวดเร็ว ก่อให้เกิดผลดีกับสัตว์ป่า รวมถึงพืชชุ่มน้ำอื่นๆ ที่ชุมชนได้เก็บเกี่ยวประโยชน์เพิ่มขึ้น

นอกจากนั้น ยังพบว่าบริเวณต้นฝายที่มีน้ำขังจะพบอึ่งอ่าง กบ และเขียด มาวางไข่แพร่ขยายเผ่าพันธุ์จำนวนมาก โดยเฉพาะอึ่งอ่างชาวบ้านต่างจับมาบริโภค และขายออกสู่ตลาดสร้างรายได้ดีแก่ทุกครอบครัว ทุกวันนี้พี่น้องที่อยู่รายรอบบึงละหานนา และหมู่บ้านที่อยู่ชายขอบของภูถ้ำ-ภูกระแต ต่างเห็นคุณค่าของผืนป่า และฝายน้ำล้นแบบพื้นบ้าน ที่ช่วยให้เกิดอาหารการกินสมบูรณ์พูนสุขขึ้น

พี่น้องจากหลายชุมชนได้ร่วมปรึกษาหารือกันที่จะเสริมสร้างวิถีของอึ่งอ่างไปยังเยาวชนในโรงเรียน เพื่อประสงค์ให้เป็นหลักสูตรท้องถิ่น พร้อมกันนั้น ก็ยังใช้มรดกของภูถ้ำ-ภูกระแต ที่เป็นแหล่งต้นน้ำจัดสร้างชุดความรู้ด้านประวัติศาสตร์ท้องถิ่น และผลผลิตจากทรัพยากรธรรมชาติให้กับมัคคุเทศก์น้อย เพื่อเตรียมการให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ เช่น ไปดูถ้ำสุนัขจิ้งจอก ชมศูนย์อนุรักษ์อึ่งอ่าง กบ และเขียด ตามวิถีธรรมชาติ รวมถึงการศึกษาชื่นชมพันธุ์ไม้เฉพาะถิ่นที่มีหินดาน และแหล่งตัดหินโบราณสำหรับใช้ก่อสร้างปราสาทแบบขอม เป็นต้น

นับได้ว่าการสร้างชุดความรู้จากผืนป่ามรดกทางธรรมชาติที่บรรพชนทิ้งไว้ให้ โดยชุมชนรอบภูถ้ำ-ภูกระแต และบึงละหานนา ได้ร่วมกันทำจนเป็นผลสำเร็จอย่างน่าชื่นชม

ชื่อชุมชน : เครือข่ายชุมชนอนุรักษ์และฟื้นฟูป่าภูถ้ำ ภูกระแต และบึงละหานนา
ผู้ประสานงาน: นายพิชาญ ทิพวงษ์
25 หมู่ 8 บ้านป่าเป้ง ต.แวงน้อย อ.แวงน้อย จ.ขอนแก่น 40230
โทร.043 498 186, 085 745 2981
พื้นที่ป่าชุมชน: 2,800 ไร่
ประชากร:

ผลต่อการเปลี่ยนแปลง

  • สามารถฟื้นฟูทรัพยากรป่าไม้ เกิดความอุดมสมบูรณ์ทั้งพรรณพืชและสัตว์ป่า
  • เป็นศูนย์กลางการเรียนรู้เชื่อมโยงการจัดการป่ามาสู่การดำรงชีวิต เพื่อความเข้มแข็งของชุมชน
  • ใช้ประเพณีและวัฒนธรรมพื้นบ้านเป็นกลไกในการดำเนินกิจกรรมด้านการอนุรักษ์
    การเกิดประชาสังคม
  • ก่อให้เกิดรูปแบบในการประสานความร่วมมือระหว่างชุมชนกับภาครัฐและเอกชน
  • ขยายเครือข่ายในการสร้างความเข้าใจในเรื่องการอนุรักษ์ทรัพยากรของท้องถิ่น