รางวัล “สิปปนนท์ เกตุทัต 5 ปีแห่งความยั่งยืน”

กลุ่มอนุรักษ์ป่าศิลาแลง
“ป่าคือชีวิต น้ำคือสายเลือด”
คณะทำงานส่วนกลาง

ป่าชุมชนเนื้อที่ 10,125 ไร่ ที่ดูแลร่วมกันของคน 7 หมู่บ้าน จนทำให้เขาหัวโล้นที่ถูกบุกรุกทำลายกลับฟื้นคืน พร้อมกับแหล่งน้ำและความอุดมสมบูรณ์ในทุกๆ ด้าน นำมาสู่เจตนารมณ์ร่วมกันของชุมชนตำบลศิลาแลง “ป่าคือชีวิต น้ำคือสายเลือด”

องค์ความรู้ท้องถิ่นสู่การจัดการป่าชุมชน

พื้นที่ทั้งหมด 56,875 ไร่ของตำบลศิลาแลง สามารถแบ่งพื้นที่ใช้ประโยชน์เป็น 3 ประเภท คือ พื้นที่ราบสำหรับเป็นที่อยู่อาศัยและพื้นที่เกษตรกรรมจำนวน 36,969 ไร่ พื้นที่ป่าจำนวน 19,378 ไร่ แบ่งเป็นพื้นที่อนุรักษ์ 10,125 ไร่ และป่าใช้สอย 9,253 ไร่ และแหล่งน้ำจำนวน 528 ไร่

การใช้ประโยชน์ที่ดินในพื้นที่เหล่านี้ เกิดจากจารีตประเพณีและองค์ความรู้ท้องถิ่นเรื่องการจัดการเหมืองฝาย เนื่องจากชุมชนไทลื้อมีความผูกพันกับการใช้ลำน้ำกูนเพื่อการเกษตร โดยจะมีนายฝายหรือแก่ฝาย เป็นผู้มีอำนาจในการบริหารจัดการแบ่งปันน้ำ รวมทั้งการออกกฎเกณฑ์ต่างๆ เกี่ยวกับการใช้น้ำ การเตรียมไม้สำหรับซ่อมบำรุงตัวฝาย การระดมแรงงาน ในอดีตการจัดการระบบเหมืองฝายดำเนินควบคู่ไปกับการดูแลรักษาและใช้ประโยชน์จากป่า ซึ่งชาวบ้านรับรู้ร่วมกันว่าเป็นป่าของชุมชน ป่าคือแหล่งที่สามารถเข้าไปใช้ประโยชน์ในการเก็บหาเห็ด หน่อไม้ พืช และสมุนไพรต่างๆ กฎระเบียบในการใช้ประโยชน์มาจากหลักการแบ่งปันซึ่งกันและกันในลักษณะองค์กรเหมืองฝาย การใช้ประโยชน์จากป่าจึงถือเป็นสมบัติร่วมของชุมชน


เมื่อมองว่าป่าเป็นสมบัติร่วมของชุมชนจึงนำมาสู่การบุกเบิกพื้นที่ป่าเพื่อตัดไม้แปรรูปขาย อีกทั้งการเปิดสัมปทานป่าไม้ของภาครัฐทำให้พื้นที่ป่าลดลงอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้น้ำตามลำห้วยต่างๆ ลดน้อยลง วิกฤตการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้กำนันตำบลศิลาแลงในขณะนั้นคือ พ่อหลวงเมืองดี ปรีดาวงศ์ ตระหนักถึงปัญหาจึงได้ใช้สภาตำบลเป็นกลไกการตัดสินใจร่วมของคนในตำบล ผลักดันให้เกิดการออกกฎห้ามตัดไม้ริมแม่น้ำและลำห้วย การริเริ่มของพ่อหลวงเมืองดี ได้สร้างประเพณีการจัดการป่ากับปัญหาท้องถิ่นโดยการตัดสินใจร่วมกันของชุมชน ทำให้การจัดการทรัพยากรธรรมชาติของศิลาแลง มีความชอบธรรมและเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย รวมทั้งหน่วยงานราชการ และการสร้างความเข้าใจกับชาวบ้านเกี่ยวกับการรักษาป่า ก่อให้เกิดกลุ่มอนุรักษ์ป่าศิลาแลง ในปี 2518 จากแนวคิดในการจัดการป่าสาธารณะสำหรับใช้สอยในชุมชน มีการกำหนด “กฎหน้าหมู่” ซึ่งถือเป็นข้อตกลงร่วมกัน และมีตัวแทนจาก 8 หมู่บ้านมาเป็นคณะกรรมการรักษาป่าไม้และต้นน้ำลำธารตำบลศิลาแลง และออกกฎระเบียบในการควบคุมดูแล

การดำเนินงานและกิจกรรมที่โดดเด่นของกลุ่มอนุรักษ์ป่าศิลาแลงส่งผลให้ได้รางวัลลูกโลกสีเขียว ครั้งที่ 2 ประจำปี 2543 ประเภทชุมชน จนกลายเป็นพื้นที่ศึกษาดูงานเรื่องการจัดการป่าโดยชุมชนที่มีชื่อเสียงของภาคเหนือ

ระบบการจัดการต้นไม้

เมื่อการจัดการป่าและการบริหารจัดการน้ำ ได้รับความร่วมมือจากคนในชุมชนตำบลศิลาแลง มีการพัฒนารูปแบบการใช้ประโยชน์ที่ดินที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ สามารถเรียกว่า ระบบการจัดการต้นไม้ 3 ระบบคือ

      1.ระบบการจัดการป่าอนุรักษ์ที่มีการดูแลรักษาป่าและพื้นที่ต้นน้ำ ให้เกิดความสมดุล
      2.ระบบการจัดการระดับครัวเรือน เป็นการเกษตรที่ยั่งยืน โดยการทำนาแบบขั้นบันได เพื่อลดการชะล้างพังทลายของหน้าดินและเป็นการกักเก็บน้ำในพื้นที่นา อันเป็นภูมิปัญญาของชาวไทลื้อที่ได้รับการถ่ายทอดจากรุ่นปู่ย่า ตายาย
      3.ระบบการจัดการป่าใช้สอยหรือป่าครอบครัว เป็นการปลูกต้นไม้ริมคู ริมบ่อ อ่างน้ำ บริเวณหัวไร่ปลายนา ไม้ที่ปลูกได้แก่ สัก ไผ่รวก พื้นที่ที่ปลูกเป็นที่ส่วนตัว เพื่อให้แต่ละครัวเรือนนำไม้ในพื้นที่มาใช้ประโยชน์ส่วนตัว ลดการใช้ไม้จากป่าอนุรักษ์

จากการทำป่าครอบครัวสามารถยกเลิกกฎการขออนุญาตใช้ไม้ในป่าอนุรักษ์ เพราะทุกบ้านมีไม้ใช้สอยอย่างเพียงพอ ระบบการจัดการตัดไม้ที่เกิดขึ้นจึงเกิดขึ้นมาจากกระบวนการเรียนรู้ของชุมชนและภูมิปัญญาของชาวไทลื้อ ที่เลือกสรรระบบการเกษตรที่เหมาะสมกับพื้นที่และการสร้างป่าครอบครัว เพื่อการใช้สอยในแต่ละครัวเรือน

สู่การบริหารจัดการองค์กร

กลุ่มคนใดหากมีความประสงค์ที่จะเข้ามาทำงานกับองค์กรในตำบลศิลาแลงนั้น ต้องผ่านการเป็นสมาชิกกลุ่มอนุรักษ์ป่าศิลาแลงในเบื้องต้น และหากต้องการสมัครเป็นผู้ใหญ่บ้าน กำนัน หรือ สมาชิกองค์การบริหารส่วนตำบล ต้องเป็นผู้ที่ผ่านการทำงานเรื่องการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติของตำบล และมีจิตใจเสียสละในการทำงานเพื่อส่วนรวม

อีกทั้งกลุ่มต่างๆ ที่เกิดขึ้นในตำบลศิลาแลงไม่ว่าจะเป็นกลุ่มทอผ้าไทลื้อ กลุ่มออมทรัพย์ กลุ่มดนตรีพื้นบ้าน กลุ่มเหมืองฝาย ล้วนสะท้อนให้เห็นถึงพลวัตรของชุมชนศิลาแลง ที่มีผู้นำทางการที่มีศักยภาพ อีกทั้งแต่ละกลุ่มสามารถช่วยเหลือตนเองได้ นับเป็นการสร้างพลังการพึ่งพาตนเองและเป็นเวทีเปิดในการเรียนรู้ แลกเปลี่ยนประสบการณ์ และการมีส่วนร่วมในการสร้างความเข้มแข็งในชุมชน ซึ่งเกิดจากความสนใจ ความถนัดหรือผลประโยชน์ที่ปัจเจกแต่ละคนจะได้รับ

ไม่เพียงแต่การพึ่งพาตนเองแต่เพียงอย่างเดียว ยังนำแนวคิดมาสู่การบริหารจัดการกลุ่มในระดับตำบล โดยการสนับสนุนและ ส่งเสริมการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและทรัพยากรป่าไม้ ในการจัดทำเป็นวิสัยทัศน์ของ อบต. ที่กำหนดโดยชุมชน พัฒนามาสู่การจัดทำยุทธศาสตร ์การพัฒนาของแผนพัฒนาขององค์การบริหารส่วนตำบล และแผนแม่บทชุมชน อีกทั้งการสร้างวิทยากรชาวบ้านในการเผยแพร่ความรู้ เรื่องการบริหารจัดการป่าชุมชนให้กับกลุ่มผู้สนใจ

นอกจากนี้ ทางกลุ่มยังได้ร่วมกับโรงเรียน ในพื้นที่จัดทำหลักสูตรท้องถิ่นเรื่องการบริหารจัดการป่าชุมชน โดยการบูรณาการให้เข้ากับกระบวนการเรียนการสอน ให้กับนักเรียนได้มีความรู้ความเข้าใจในผืนป่าของตนเอง

“คนศิลาแลง สามารถดำรงชีวิตและประกอบอาชีพด้วยกระแสเศรษฐกิจพอเพียง ที่ทำให้ชาวบ้านอยู่คู่กับป่า อยู่คู่กับน้ำไปตลอด” คุณลำแพน จอมเมือง นายกองค์การบริหารส่วนตำบลศิลาแลงกล่าว พร้อมกับยืนยันอย่างหนักแน่นว่า คนศิลาแลงสามารถรักษาผืนป่าที่เป็นมรดกตกทอดจากรุ่นปู่ย่าตายายได้ตลอดไป

ชื่อชุมชน: กลุ่มอนุรักษ์ป่าศิลาแลง
ที่ทำการองค์การบริหารส่วนตำบลศิลาแลง ต.ศิลาแลง อ.ปัว จ.น่าน 55120
ผู้ประสานงานชุมชน: คุณลำแพน จอมเมือง
โทร. 054 792 099, 08 6180 5516
พื้นที่ป่า: 10,125 ไร่
ประชากร: 3,992 คน 8 หมู่บ้าน

ดัชนีชี้วัดความยั่งยืนในการอนุรักษ์

  • นำวิถีการดำรงชีวิต จารีตประเพณี ความเชื่อ ภูมิปัญญาดั้งเดิมของท้องถิ่นมาบริหารจัดการป่าในรูปแบบป่าชุมชน
  • ชุมชนมีการสร้างเจตนารมณ์ในการทำงานและมีมาตรฐานในการคัดสรรคนเข้ามาทำงานในชุมชน ซึ่งต้องเป็นคนที่เสียสละและทำงานเรื่องการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ
  • การนำแนวคิดและวิธีการทำงานเรื่องการจัดการป่าไปสู่การออกข้อบัญญัติและแผนของ อบต. ทั้งเรื่องกฎระเบียบ และงบประมาณ
  • นวัตกรรมในการจัดการป่า คือ การสร้างป่าครอบครัว สำหรับนำมาไม้ไผ่และไม้สักที่ปลูกในพื้นที่ส่วนตัวมาใช้ประโยชน์ในครัวเรือนแทนการใช้ไม้จากป่า