|
ประเภทความเรียงเยาวชน
(เรื่องย่อ)
ห้องเรียนใหม่ของฉัน
โดย นางสาวอนุสรา เรือริรักษ์
ฉันเรียนจบ
ม.6 จากโรงเรียนภูริทัตต์วิทยา โรงเรียนมัธยมประจำตำบลที่ตั้งขั้นบนที่ดินที่ชาวบ้านถวายแด่หลวงปู่มั่น
ภูริทัตตเถระ เพื่อสร้างโรงเรียน โรงเรียนมีทั้งภูเขาและแม่น้ำล้อมรอบ
มีป่าไม้อุดมสมบูรณ์ที่อาจารย์และนักเรียนช่วยกันดูแลรักษา บ้านของฉันอยู่ที่บ้านห้วยบุ่น
ต.นาใน อ.พรรณานิคม จ.สกลนคร ชื่อของหมู่บ้านมาจากชื่อของต้นบุ่น ที่มีลักษณะคล้ายต้นหวาย
ขึ้นอยู่มากตามลำห้วยที่ไหลผ่านหมู่บ้าน คนที่นี่ส่วนใหญ่เป็นชาวไทโส้
หรือชาวบลู มีวัฒนธรรมและประเพณีของชนเผ่าตนเองโดยเฉพาะ มีภาษาพูดที่แตกต่างจากภาษาอีสานทั่วไป
แต่คนรุ่นใหม่ขาดความมั่นใจอายที่จะพูดภาษาบลู หลายปีที่แล้วมีการจัดกิจกรรมค่ายเยาวชน
เครือข่ายไทยบลู เพื่อให้ชาวบลูได้อนุรักษ์ประเพณีและวัฒนธรรม มีเพื่อนๆ
เยาวชนลูกหลานบลูมาร่วมกิจกรรมประมาณ 40 คน เพื่อศึกษาวิถีชีวิตและความเชื่อของชาวบลูจากวิทยากรผู้อาวุโสของหมู่บ้าน
รวมทั้งจากพ่อของฉันดัวย พ่อเล่าให้เพื่อนๆ ในค่ายฟังว่า สมัยก่อนมีคนอยู่ร่วมกันหลายเผ่า
หลายประเพณี หลายความเชื่อ ผู้นำจากทั้ง 3 เผ่า จึงตกลงเป็นพี่น้องกัน
ช่วยเหลือกัน คือ เผ่าบลู เผ่ากะเลิง เผ่าภูไท
ชนเผ่าบลูเป็นคนรักความสงบชอบอยู่ตามป่าเขา
มีการฟ้อนรำที่มีเอกลักษณ์ เรียกว่า โส้ทั่งบั้ง เป็นการบวงสรวงโดยการนำกระบอกไม้ไผ่
(บั้ง) มาเคาะหรือกระทุ้ง (ทั่ง) กับพื้นเป็นจังหวะพร้อมกัน มีเสียงดังกังวานเป็นบริเวณกว้าง
ให้ความรู้สึกถึงพลังแห่งความศรัทธา น่าเกรงขาม ปัจจุบันหาดูได้ยากเพราะขาดคนสืบทอด
เมื่อฉันเรียนจบ
ม. 6 ฉันกับเพื่อนเกือบ 100 คน สมัครเข้าทำงานกับบริษัทแห่งหนึ่งที่มารับสมัครที่โรงเรียน
ไปทำงานที่กรุงเทพมหานคร ฉันหวังว่าจะหาประสบการณ์ชีวิตสักระยะหนึ่งเพราะไม่มีเรียนต่อ
แต่ที่กรุงเทพฯไม่เหมือนที่บ้านของฉัน ห้องที่พักอยู่ร้อนมาก และคับแคบกว่าที่บ้านมาก
ฉันจึงรู้สึกอึดอัด ฉันทำงานได้ประมาณหนึ่งสัปดาห์ ฉันคิดถึงบ้านมากขึ้นทุกวัน
จึงตัดสินใจกลับบ้าน
พอถึงบ้านฉันรู้สึกดีใจมาก
วันต่อมาหลังจากกลับบ้าน ฉันเริ่มทำงานอยู่ที่บ้าน ปลูกต้นไม้เพิ่มเติมในสวนป่าของพ่อ
และช่วยพ่อดูแลป่ามากยิ่งขึ้น ฉันได้เป็นตัวของตัวเอง มีอิสระ มีเวลาได้อยู่กับต้นไม้ตลอดทั้งวัน
ฉันมีความสุขมากที่ได้กลับมาอยู่กับธรรมชาติ ทำให้ฉันได้เรียนรู้ธรรมชาติ
เข้าใจถึงคุณค่าของป่าและน้ำ ฉันจะดูแลรักษาสิ่งเหล่านี้ให้คงอยู่ตลอดไป
สวนป่าของพ่อเป็นห้องเรียนขนาดใหญ่ที่ให้ความรู้เราหลายอย่าง
มีสัตว์หลายชนิดอยู่เป็นเพื่อน มีพ่อเป็นครูใหญ่ ส่วนฉันกับเพื่อนๆ
ก็เป็นนักเรียนที่จะได้เรียนรู้ธรรมชาติอย่างเต็มอิ่ม
ที่สวนป่าของพ่อมีสระน้ำเล็กๆ
ที่เกิดการนอนแช่น้ำของควายอยู่หลายสระ คนอีสานเรียกว่า "บวกควาย"
ฉันปล่อยปลาหลายชนิดลงในสระเพื่อนำมาเป็นอาหาร โดยมีวิธีดับกลิ่นคาวของปลาจากบวกควายที่มักจะมีกลิ่นโคลน
ด้วยการขังไว้ค้างคืนให้ปลาคายดินออกมาก่อน อาจจะใช้น้ำซาวข้าวก็ได้
เมื่อปรุงอาหารก็ใช้พืชผักสมุนไพรช่วยดับกลิ่นคาว นับว่าเป็นการเพิ่มประโยชน์ของบวกควายที่เดิมให้ประโยชน์เฉพาะกับควาย
เพราะควายมักจะดับร้อนโดยการลงไปเกลือกกลิ้งโคลนให้ผิวหนังชุ่มชื้น
และเคลือบผิวป้องกันแมลง
สวนป่าของพ่อหรือห้องเรียนใหม่ของฉันมีต้นไม้เป็นแอร์ธรรมชาติ
ให้ออกซิเจน และความเย็นสบาย กับนักเรียน เป็นหลังคาที่คอยบังแดดบังฝน
เป็นตัวหนังสือบนพื้นดินที่เกิดจากการขีดเขียนด้วยจอบและเสียม ให้นักเรียนได้เรียนรู้การพึ่งพาอาศัยกัน
เพื่อนของฉันหลายคนมุ่งหน้าหางานทำในเมืองทั้งในจังหวัดสกลนครและกรุงเทพฯ
หลังจากเรียนจบ ม. 6เพราะชอบความทันสมัยและความเจริญ แต่ฉันรู้สึกภูมิใจที่ได้เกิดมาท่ามกลางธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์
บ้านชนบทของฉันนั้นเจริญทางด้านภูมิปัญญาโดยไม่ต้องมีตึกใหญ่โต แต่มีต้นไม้ที่เจริญเติบโตจากการปลูกและดูแลของฉันเอง
ฉันอยากให้ทุกคนช่วยรักษาและเพิ่มเติมพื้นที่เขียวบนโลกนี้ให้มากที่สุด
เพื่อให้สัตว์ได้อาศัยป่า น้ำ เหมือนกับคนเราที่อาศัยอยู่ในบ้าน ฉันอยากให้ทุกคนมาอยู่กับธรรมชาติในแผ่นดินบ้านเกิดของตนเอง
ที่มีสิ่งดีๆ อยู่กับผู้เฒ่า ผู้แก่ที่มากด้วยประสบการณ์ ไม่ต้องไปแออัดอยู่ในเมืองใหญ่
นางสาวอนุสรา
เรือริรักษ์
อายุ 19 ปี
5 หมู่ 3 ต.นาใน อ.พรรณานิคม จ.สกลนคร 47130
กลับหน้า
ประจำปี 2548
|