ประเภทงานเขียน

"เสียงจากรากหญ้า"
โดย ดือราแม ดาราแม

ผลงานรวมเล่มเพื่อเผยแพร่ในองค์กรต่างๆ จัดพิมพ์โดยโครงการอนุรักษ์และฟื้นฟูลุ่มน้ำสายบุรี คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี (ครั้งที่ 3, ปี 2543)

"เสียงจากรากหญ้า" รวบรวมประสบการณ์ชุมชนและธรรมชาติบนพื้นฐานในความศรัทธาของศาสนา โดย "เปาะจิ" ชาวบ้านอาวุโสที่ชอบหาความรู้ ช่างคิดและช่างสังเกต ร่าเริงและมีนิทานสนุกมาเล่าให้ได้ขบคิดเสมอ ในท่ามกลางสังคมที่พัฒนารวดเร็ว ทว่าปัญหาความขัดแย้งและความรุนแรงกลับเกิดขึ้นทั่วไป เปาะจิได้นำเสนอแนวคิดและวิธีการมองความเปลี่ยนแปลงผ่านสายตาของมุสลิม ผู้ศรัทธาต่ออัลเลาะห์และเคารพต่อธรรมชาติ

ข้อเขียนของ "เปาะจิ" ช่วยให้สังคมทั่วไปได้เข้าใจวิถีชีวิตและวิธีคิดของชาวมุสลิมที่ลึกซึ้งด้วยภาษาง่ายๆ โดยเฉพาะศรัทธาที่เกี่ยวกับพระผู้เป็นเจ้า ซึ่งเชื่อมโยงต่อการดำเนินชีวิตของชนมุสลิมทั้งมวล

"เสียงจากรากหญ้า" แบ่งเนื้อหาออกเป็น 3 บท คือ (1) "พลังแห่งศรัทธา" พูดถึงโครงสร้างของโลก การจัดการทรัพยากรธรรมชาติด้วยความเชื่อและศรัทธา การรู้จักความพอดีซึ่งนำไปสู่ความอยู่รอดที่ยั่งยืน (2) "น้ำใจ" พูดถึงสังคมที่มีสายใยของน้ำใจ ปัจจัยสำคัญที่จะทำให้สังคมนั้นเกิดสันติสุข (3) "หัวใจของการพัฒนา" เน้นเรื่องจิตสำนึกทั้งในระดับผู้นำและผู้ตาม พูดถึงระบบนิเวศและประโยชน์ของป่าที่มีความหมายต่อชีวิต

เปาะจิ บอกว่า โลกอันกว้างใหญ่ไพศาลสุดพิสดารที่เราอาศัยอยู่เดี๋ยวนี้ถูกสร้างขึ้นมานับเวลาเป็นล้านๆ ปีแล้ว ไม่มีใครสามารถยืนยันได้นานสักเท่าไหร่ โลกประกอบด้วยภูเขา ที่ราบลุ่ม ลำธาร แม่น้ำต่างๆ พืชพันธุ์ธัญญาหาร และบรรดาสัตว์หลากหลายชนิดที่เต็มไปด้วยประโยชน์ให้กับมวลมนุษย์ ดังที่องค์อัลลอฮผู้เป็นพระเจ้าแห่งจักรวาลได้บอกไว้ในคัมภีร์กุลอ่าน เล่มที่ 13 บทที่ 13 โองการที่ 3 ความว่า "และพระองค์ทรงเป็นผู้ขยายแผ่นดิน (ออกให้กว้างขวางเป็นประโยชน์ในการอยู่อาศัยและหากิน) ทรงสร้างขุนเขาและธารน้ำต่างๆ ไว้ในนั้น"

จากความหมายในโองการต่างๆ ผู้มีสติปัญญาสามารถเข้าใจได้ว่า ภูเขานั้นเปรียบเสมือนแหล่งกำเนิดทรัพยากรธรรมชาติอันหลากหลายที่สำคัญยิ่ง ที่สามารถแปรสภาพมาเป็นสิ่งของอุปโภคบริโภคสำหรับหล่อเลี้ยงสิ่งมีชีวิตในโลกทั้งปวง เพื่อให้สิ่งเหล่านั้นสามารถมีชีวิตที่สมบูรณ์และยั่งยืนสืบไป

แม้เราจะไม่สามารถรู้ความลี้ลับของการสร้างโลก แต่เราก็ต้องทำหน้าที่รักษาแผ่นดินอัศจรรย์นั้นไว้ นี่คือความโปรดปรานจากองค์อัลลอฮที่มีความเมตตากรุณาแก่เรา และเราต้องไม่ทำในสิ่งที่เป็นการเนรคุณต่อองค์อัลลอฮ

การจัดการทรัพยากรธรรมชาติของชาวชนบทจะเป็นแบบเรียบง่าย โดยยึดหลักความศรัทธาและความเชื่อมั่นของผู้คนในแต่ละสังคมมาเป็นฐาน เช่น ศาสนิกของศาสนาพุทธมีการบวชป่าเพื่อรักษาป่าและต้นไม้ไม่ให้ถูกทำลาย เป็นต้น ส่วนศาสนิกของศาสนาอิสลามก็มีหลักคิดและประพฤติปฏิบัติ ในการใช้ทรัพยากรธรรมชาติตามที่ศาสนาบัญญัติไว้ คือการสอนให้มุสลิมใช้เครื่องอุปโภคบริโภคอย่างประหยัด หมายความว่าให้ใช้สิ่งต่างๆ เฉพาะที่จำเป็นจริงๆ เพราะการใช้อย่างฟุ่มเฟือย ไม่เป็นที่ประสงค์ขององค์อัลลอฮ

ส่วนสังคมที่ไม่มีศาสนาเป็นที่ยึดมั่นประจำใจ เขาจะมีความเชื่อความศรัทธาต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์บางอย่าง มาเป็นที่ยึดมั่นประจำใจแทน เรียกกันว่าความเชื่อทางไสยศาสตร์ เขาก็จะถือปฏิบัติความเชื่อของเขา เช่น ความเชื่อที่เกี่ยวกับต้นสะดือ คือ เมื่อมีทารกเกิดใหม่ หลังจากทำคลอดเสร็จแล้ว เขาก็จะนำสายสะดือของทารกไปผูกกับต้นไม้ โดยจะเลือกต้นไม้ใหญ่ มีความมั่นคงแข็งแรง เพราะเชื่อว่านับจากนี้ไปจนตาย ขวัญของเด็กจะผูกติดกับต้นไม้นั้น หากต้นไม้เติบโตแข็งแรง เด็กจะมีสุขภาพแข็งแรงสมบูรณ์ด้วย ดังนั้นจึงเป็นประเพณีปฏิบัติที่เจ้าของสายสะดือจะต้องทำนุบำรุงดูแลต้นสะดือของตนเองไม่ให้ถูกโค่นทำลาย

คนรุ่นเก่ามีความเฉลียวฉลาดในการจัดการทรัพยากรในชุมชนให้เกิดความมั่นคงโดยภูมิปัญญาและหลักการง่ายๆ ไม่ซับซ้อน เพียงแต่อาศัยสวนดูชงเป็นสายใยในการสานให้สมาชิกในเครือญาติในวงศ์ตระกูลเดียวกัน สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติและมั่นคงสืบไป

ส่วนสังคมของชาวประมงก็ต้องอาศัยน้ำใจเป็นหลัก ชาวประมงต้องนำเรือออกไปหาปลา จะมีการช่วยกันเข็นเรือลงทะเล และหลังจากกลับจากทะเล ก็จะช่วยกันเข็นขึ้นฝั่งเป็นกิจวัตรประจำวัน สมาชิกในครอบครัวและเพื่อนๆ ที่ไม่ได้ออกทะเล ก็จะคอยต้อนรับการกลับมาของเขา พร้อมช่วยลากเรือขึ้นฝั่งโดยเจ้าของเรือไม่จำเป็นต้องร้องขอ เจ้าของเรือก็จะแสดงน้ำใจเป็นการตอบแทน ด้วยการแบ่งปลาที่จับได้ให้ตามสมควร โดยไม่ต้องมีการซื้อขายแม้แต่บาทเดียว

การอยู่ในสังคม เมื่อใดที่เราตกทุกข์ได้ยาก เรารู้สึกอยากได้ความช่วยเหลือจากเพื่อนๆ เช่นกัน เมื่อเพื่อนได้รับความเดือดร้อน เขาย่อมต้องการความช่วยเหลือจากเรา การที่เราสามารถอยู่ร่วมกันแบบรู้ใจเขาใจเรานั้น จะทำให้คนในหมู่บ้านมีความพร้อมที่จะช่วยเหลือกันอย่างเต็มใจและจริงใจ น้ำใจนั้นสามารถเชื่อมภูเขาและทะเลให้เข้ากันได้

ส่วนเรื่องการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ ในอดีตนั้น ชาวบ้านจะใช้เฉพาะที่จำเป็นเท่านั้น เขาถือว่าป่าไม้เป็นปัจจัยสำคัญในการดำรงชีวิตของคนเรา ดังนั้นทุกครั้งที่ไปตัดมาใช้ ก็จะมีการคิดคำนวณอย่างรอบคอบ ไม่ใช้ตันหามากำหนดการใช้ป่า และไม่คิดว่าป่าเป็นสินค้าในระบบธุรกิจ ในชนบท สังคมยังให้เกียรติและเคารพคนเฒ่าคนแก่ จะทำอะไรก็ปรึกษาคนเฒ่าคนแก่ที่นับถือเสียก่อน เช่น จะสร้างบ้านสักหลังมีขนาดกว้างยาวเท่านี้ก็จะไปหาคนเฒ่าคนแก่ที่ชำนาญ เพื่อให้บอกได้ว่าจะต้องใช้ไม้ขนาดไหน จำนวนกี่ต้น ถ้าไม้ที่ตัดมามีขนาดใหญ่เกินไป เขาก็จะไปหาเพื่อนที่มีความจำเป็นหรือกำลังต้องการสร้างบ้าน มาทำด้วยกัน และแบ่งไม้ให้ไปสร้างบ้านด้วยกัน บ้านในชนบทจะเรียบง่าย ไม่หรูหราเหมือนบ้านในเมือง เขาสร้างพอมีพื้นที่หลบแดดหลบฝนเท่านั้น ทำให้สามารถประหยัดทรัพยากรได้มาก

นี่เป็นภาพสะท้อนให้เห็นว่าชาวบ้านในชนบทมีความเข้าใจเรื่องความสำคัญของทรัพยากรธรรมชาติ เข้าใจว่าอะไรจำเป็นหรือไม่จำเป็น และเคารพต่อปัญญาของคนเฒ่าคนแก่ พวกเขาจึงสามารถรักษาทรัพยากรและชุมชนให้อยู่รอดอย่างยั่งยืน

นายดือราแม ดาราแม (นามปากกา "เปาะจิ")
อายุ 63 ปี
ที่อยู่ : 17 หมู่ 5 ต.ปะลุกาสาเมาะ อ.บาเจาะ จ.นราธิวาส 96170 โทร. 01 748 9588
การทำงาน :
อดีตสมาชิกองค์กรชาวบ้านพิทักษ์ลุ่มน้ำสายบุรี
ปัจจุบัน เกษตรกรสวนยาง และกำลังเขียนหนังสือเล่มใหม่

กลับหน้า ประจำปี 2548