ประเภทบุคคล

สมบัติ แก้วทิตย์
ครูและศิลปินนักอนุรักษ์แห่งลุ่มน้ำน่าน
สำรวย ผัดผล
ประธานมูลนิธิฮักเมืองน่าน
คณะทำงานภูมิภาค ภาคเหนือ

สมบัติ แก้วทิตย์ เป็นเสมือนเหรียญสองด้าน ด้านหนึ่งคือครูที่เฝ้าปลูกต้นไม้ในหัวใจเด็ก มอบคุณค่า ความหมาย ความงามของศิลปะให้เยาวชน สร้างความรัก ความเข้าใจธรรมชาติให้เกิดขึ้นในชุมชน ปลูกฝังอุดมการณ์รักษ์น้ำ ฟ้า ป่า เขา และภูมิลำเนา และอีกด้านหนึ่ง เขาคือศิลปินนักอนุรักษ์ สร้างงานเพลงเฮฟวี่เมเทลที่ทรงพลัง ที่ได้จากการฝังตัวทำงานในป่ามากว่า 20 ปี

สมบัติ แก้วทิตย์ เป็นคนบ้านดอนตัน อ.ท่าวังผา จ.น่าน เขาเติบโตมากับครอบครัวชาวนา พ่อซึ่งเคยดำรงตำแหน่งคณะกรรมการหมู่บ้านก็เป็นนักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมคนหนึ่งในอำเภอท่าวังผา และนี่อาจเป็นแรงบันดาลใจที่ทำให้เขาเลือกเส้นทางอนุรักษ์เมื่อเติบโต
หลังจากจบด้านศิลปะจากมหาวิทยาลัยบูรพา วิทยาเขตบางแสน ในจังหวัดชลบุรี สมบัติ แก้วทิตย์ เดินทางกลับบ้าน เขาทำงานเป็นครูสอนศิลปะ โดยเริ่มต้นงานสอนที่โรงเรียนบ้านสันเจริญ ในอำเภอท่าวังผา ตามมาด้วยโรงเรียนบ้านน้ำโมง-ปางสา และโรงเรียนบ้านน้ำลักใต้ ตลอดระยะเวลา 19 ปี ที่รับราชการครู จนแม้ออกจากราชการแล้ว ก็ยังอุทิศตนเป็นครูศิลปะให้กับเด็ก ด้วยวิญญาณครูในฐานะศิลปินอิสระ และนักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม

จากแนวความคิดที่เคารพศรัทธาต่อต้นน้ำ ลม ไฟ ต้นไม้ และใบหญ้า ที่เป็นสิ่งเล็กๆ รอบตัว บ่มเพาะสำนึกรักในสิ่งแวดล้อมและระบบนิเวศ จึงได้สร้างที่พักท้ายหมู่บ้าน เพื่อใช้เป็นศูนย์ประสานงานและเรียนรู้เรื่องธรรมชาติ ทำให้เกิดความคิดใหม่ๆ ขึ้นมา ว่าต้องสร้างสำนึก คิดดี ทำดี ที่สำคัญคือให้เด็กๆ รู้ว่าต้นไม้อยู่กับคนได้ และเข้าใจว่าป่า เป็นแหล่งกำเนิดของสายน้ำที่หล่อเลี้ยงทุกสรรพสิ่ง หากขาดน้ำ ขาดป่า ชีวิตไม่อาจดำรงอยู่ได้

ส่วนผสมที่ลงตัวของ "ครู" และ "ศิลปิน"

ครูสมบัติเริ่มต้นงานอนุรักษ์พร้อมกับการเริ่มอาชีพครู เมื่อเริ่มต้นนั้น เขาสอนวิชาศิลปะในโรงเรียนบ้านสันเจริญ ต่อมาในปี 2535 ได้ขยายการเรียนรู้ร่วมกับชุมชน โดยการจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการรณรงค์ปลูกจิตสำนึก สิ่งแวดล้อมโลกภูสันตะวันลับฟ้า ขึ้นเพื่อสอนงานศิลปะและแลกเปลี่ยนเรียนรู้เรื่องสิ่งแวดล้อม

"ผมมองว่าเด็กเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของงานสิ่งแวดล้อม ศิลปะสื่อเข้าไปในจิตวิญญาณ หวังว่าอนาคตเด็กจะเติบโตขึ้น และดูแลสิ่งแวดล้อมต่อไป" ครูสมบัติ เชื่อมั่นในอัจฉริยะที่มีในเด็กทุกคน

การสร้างสำนึกเรื่องสิ่งแวดล้อมต้องเริ่มจากเด็ก ให้ธรรมชาติเป็นครู ใช้ดนตรีเป็นสื่อ แม้ว่าจะสร้างจิตสำนึกยากและสร้างผลงานนาน ครูสมบัติจึงคิดเอกลักษณ์หรือสัญลักษณ์ออกมาให้จำง่าย โดยใช้ชื่อว่า "ภูสันตะวันลับฟ้า" ซึ่งตัวแทนของเป็นกลุ่มเครือข่ายที่มุ่งทำงานด้านการอนุรักษ์ธรรมชาติ

"ผมคิดว่าตัวเองเป็นจุดเล็กๆ จุดหนึ่งที่ร่วมในกระบวนการสร้างจิตสำนึก ซึ่งเปรียบเสมือนภาพวาดผืนใหญ่มาก" สะท้อนความคิดจากครูสมบัติ

การสร้างจิตสำนึกในโรงเรียน เขาใช้จิตวิทยาทางศิลปะกับเด็ก เช่น การวาดรูปนก ต้นไม้ ทำให้ซึมซับความคิดผ่านงานศิลปะ หากจุดยืนอยู่ที่การจัดการป่า โดยสอนให้เด็กได้รู้จักต้นไม้และป่า เนื่องจากมองว่าในอนาคตเด็ก คืออนาคตของชาติและท้องถิ่น

รายได้ในการเลี้ยงกลุ่ม ก็มาจากการผลิตงานที่วางขายตามแกลลอรี่ภาพต่างๆ โดยมีน้องๆ ที่อยู่ในกรุงเทพฯ ช่วยประสานงานให้ พร้อมทั้งทำงานเพลงออกมาควบคู่กันไปด้วย อาจกล่าวได้ว่า ครึ่งหนึ่งของชีวิตสมบัติ แก้วทิตย์อยู่กับงานศิลปะ และอีกครึ่งหนึ่งก็อุทิศให้กับการลงชุมชนเพื่อพูดคุยกับผู้คนเรื่องการอนุรักษ์ธรรมชาติ โดยมีองค์กรที่รองรับกิจกรรมคือ ชมรมอนุรักษ์ธรรมชาติภูสัน

งานรณรงค์ดำเนินไปพร้อมๆ กับงานเพลงในรูปบทกวี 14 อัลบั้ม เป็นบทเพลงร็อคแนวเฮพวี่เมทัลแห่งวง "ดอนผีบิน" และ "สุสานเก่าบนดอย" ร่วมกับงานศิลปะที่สอดแทรกเนื้อหาสิ่งแวดล้อม และระบบนิเวศเพื่อให้ตระหนักถึงผลกระทบของการทำลาย พร้อมๆ กับการเสริมสร้างสำนึกในการร่วมสร้างสรรค์สิ่งแวดล้อม

จากรูปธรรมการปลูกต้นไม้ในป่า สร้างศิลปินเด็ก สร้างศูนย์ปฏิบัติการรณรงค์ ปลูกจิตสำนึกสิ่งแวดล้อมโลกภูสันตะวันลับฟ้า และใช้บ้านของตนเองเป็นเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้เรื่องสิ่งแวดล้อม

งานเพลงของวงดอนผีบิน ซึ่งครูสมบัติเป็นแกนนำ ได้รับรางวัลสีสันอวอร์ด มีแฟนคลับและเริ่มมีงบประมาณลงมาเริ่มตั้งศูนย์ฯ เพื่อรวบรวมผลงานที่ดำเนินมานานกว่า 15 ปี

แนวคิดต่อบทเพลงที่ออกมาเป็นแนวร็อค ผนวกกับสถานการณ์ปัญหาในพื้นที่ที่มีความรุนแรง เนื้อหาของเพลงที่ออกมาจึงเป็นไปตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริง ส่วนรูปแบบที่ออกมานั้นไม่ได้ลอกเลียนแบบจากต่างประเทศ เนื้อหาของเพลงจะเป็นเอกลักษณ์ประจำตัว และขยายออกไปจากการบอกต่อ จนได้รับการยอมรับจากแฟนเพลง ออกผลงานออกมาหลายชุด และสังกัดค่ายหลายค่ายด้วยกัน ตั้งแต่ชุดที่ 3 สังกัดค่าย BBN ชุดที่ 4 สังกัดค่าย ONPA ชุดที่ 5 ค่ายวอเบอร์ และชุดที่ 6 สังกัดค่ายแกรมมี่ อย่างไรก็ตามบทเพลงที่ทำ ก็ยังเป็นการต่อสู้ทางความคิด และเป้าหมายที่ต่างกัน แต่ยังยืนหยัดด้วยเจตนาเดิมที่มุ่งรักษาสิ่งแวดล้อม

ผู้ขับเคลื่อนแนวคิด

นายศักดิ์ โนศรี ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านน้ำลักใต้ อ.ท่าวังผา จ.น่าน พูดถึงครูสมบัติ ด้วยความชื่นชม ผอ.ศักดิ์ บอกว่าตัวเองนั้นเดิมเป็นคนค่อนข้างสำรวย ติดกินเที่ยวไปตามประสา แต่พอได้พูดคุยแนวคิดกับครูสมบัติบ่อยๆ เขาก็เปลี่ยนแนวคิด หันมาสนใจงานอนุรักษ์ จนเด็กๆ สามารถสร้างผลงานด้านศิลปะนำเสนอถึงต่างประเทศได้ นอกจากนั้น สิ่งที่ยืนยันแนวคิดของครูสมบัติอย่างเป็นรูปธรรม คือการฟื้นฟูภูเขาหัวโล้นให้กลับมาเป็นผืนป่าที่อุดมสมบูรณ์ ด้วยความร่วมมือกับโครงการปลูกป่าเฉลิมพระเกียรติ เนื่องในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงครองราชย์เป็นปีที่ 50

"เมื่อปี 2536 โรงเรียนบ้านน้ำลักใต้มีครูประจำอยู่ 4 คน สับเปลี่ยนหมุนเวียนกันสอน ขณะนั้นมีอาคารเพียงหลังเดียว และส่วนอื่นๆ ขอบริจาคบ้าง ครูสมบัติหามาเสริมให้บ้าง และรูปแบบที่มาสร้างใหม่นั้น ครูสมบัติเป็นผู้วางผังโรงเรียนและสอนศิลปะสิ่งแวดล้อมให้กับเด็กในโรงเรียนในการอนุรักษ์ นอกจากนี้ในพื้นที่บริเวณใกล้ๆ โรงเรียน ยังมีศูนย์พิพิธภัณฑ์ชาวเขา ซึ่งในอดีตบริเวณพื้นที่ดังกล่าวยังไม่มีป่าปกคลุม เป็นพื้นที่ไร่เก่าและไม่มีต้นไม้อยู่ ต่อมาชาวบ้านร่วมกับนักเรียน ครู ปลูกป่าร่วมกัน" ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านน้ำลักใต้ กล่าว

ปัจจุบัน ศูนย์ฯ ดังกล่าวกลายเป็นแหล่งเรียนรู้วิถีชีวิตของชุมชนซึ่งเป็นเผ่าเมี่ยน (เย้า) ได้รับการสนับสนุนจากอาสาสมัครญี่ปุ่น 60 คน ในการซ่อมแซมอาคารให้แข็งแรงและมั่นคง ด้านบนของพิพิธภัณฑ์มีบ่อปลาให้เด็กได้เรียนรู้ เป็นงานที่เด็กๆ กับชุมชนร่วมกัน จากการไปศึกษาดูงานภายนอกหมู่บ้าน ได้เห็นสายน้ำที่มีปลาอาศัย มีน้ำตกที่มีน้ำไหลตลอด จึงได้ร่วมกันจำลองแนวคิดดังกล่าวขึ้นมา

นายวัจนา ต๊ะแสนเทพ เพื่อนครูคนหนึ่งในโรงเรียนบ้านน้ำลักใต้ พูดถึงครูสมบัติว่า เป็นคนที่มีความมุ่งมั่น เสียสละ ปลูกฝังนักเรียนให้รักสิ่งแวดล้อมผ่านงานศิลปะ เป็นเหมือนกับผู้ปกครองคนที่สองของเด็ก ให้ความรู้เชิงวิชาการผ่านช่องทางศิลปะ เช่น พืชใบเลี้ยงเดี่ยว พืชใบเลี้ยงคู่เป็นอย่างไร โดยผ่านงานศิลปะ

"ทุกวันนี้ ครูสมบัติไม่สอนประจำที่โรงเรียนแล้ว แต่ก็ยังมาสอนเด็กๆ วันเสาร์-อาทิตย์ ครูสมบัติไม่ได้สอนเพื่อคิดเอางบประมาณ แต่สอนด้วยใจ และความเสียสละ ผลงานของนักเรียนได้นำไปทำเป็น ส.ค.ส. เพื่อมอบให้กับหน่วยงานต่างๆ และส่งเข้าประกวดในระดับอำเภอ จังหวัด ในช่วงวันเสาร์-อาทิตย์ที่ครูสมบัติมาสอน บางครั้งเต็มวัน บางครั้งครึ่งวัน แต่เด็กนักเรียนก็ยังนั่งรอทั้งวัน"

นายเจริญศักดิ์ เลิศวรายุทธ อดีตผู้ใหญ่บ้านบ้านสันเจริญ อ.ท่าวังผา เล่าให้ฟังว่า บ้านสันเจริญเป็นชุมชนเผ่าเมี่ยน ตั้งอยู่บนดอยภูสัน ในอดีตมีการปลูกฝิ่น ทำข้าวไร่ ต่อมามีการทำสัมปทานป่าไม้ และลักลอบตัดป่าต๋าว (ลูกชิด) ทำให้ป่าเสื่อมโทรม จากนั้น ก็มีการตัดถนนผ่านเข้าสู่หมู่บ้าน ทำให้เริ่มเกิดปัญหาทั้งที่ดินทำกิน ป่า สิ่งแวดล้อมและชุมชนอื่นๆ ด้วย ชุมชนนั้นมีจิตสำนึกในการดูแลรักษาป่ามาอยู่แล้ว จึงได้ร่วมประชุมหาแนวทางโดยมีผู้บริหารโรงเรียนบ้านน้ำโมง-ปางสา และครูสมบัติเข้ามาคุยร่วมกับชาวบ้านในการจัดการพื้นที่ป่าและที่ทำกินรวม 20,000 ไร่ แบ่งเป็นพื้นที่ทำกิน 5,000 ไร่ ป่าชุมชนและการฟื้นฟูสภาพป่า 7,000 ไร่ ส่วนที่เหลือเป็นพื้นที่ป่าอนุรักษ์

อดีตผู้ใหญ่บ้าน กล่าวต่อว่า เพื่อเป็นการอนุรักษ์ป่าต้นน้ำที่เรียกว่า "ภูหลง" จึงมีตั้งชมรมคนต้นน้ำขึ้นในปี 2535 เพื่อรวบรวมเงินมาเป็นค่าใช้จ่าย โดยเก็บจำนวน 100 บาท/1 ปี/ครัวเรือน เงินที่ได้นำมาปล่อยกู้ด้านการทำกิน เพื่อนำดอกไปใช้ในกิจกรรมของเครือข่ายภูหลง แนวคิดการบริหารจัดการ ส่วนใหญ่มาจากครูสมบัติ

ทุกวันนี้ หากใครเดินทางเข้าพื้นที่ป่าภูสันและป่าภูหลง ในอำเภอท่าวังผา ก็จะเหมือนกับเดินเข้าสู่ห้องแสดงผลงานศิลปะที่ยิ่งใหญ่ กระจัดกระจายด้วยผลงานศิลปะจากหัวใจของครูสมบัติ โดยใช้ป่าเขา ชุมชน โรงเรียน เป็นที่ตั้งของงานศิลปะ
ภาพเขียนและข้อความต่างๆ เป็นสื่อนำให้เกิดความเข้าใจปัญหา เข้าใจความงามแห่งธรรมชาติ แนวคิดของครูสมบัติทำให้เกิดการสร้างเครือข่ายไปตามโรงเรียนต่างๆ กระตุ้นให้องค์กรท้องถิ่นหันมาให้ความสำคัญเรื่องสิ่งแวดล้อม เกิดกลุ่มทำงานอนุรักษ์ในจังหวัดน่าน ที่เชื่อมโยงกันเป็นเครือข่ายถึง 15 กลุ่ม จนอาจกล่าวได้ว่า ไม่มีใครในอำเภอท่าวังผา ไม่รู้จักครูสมบัติ แก้วทิตย์

และอาจกล่าวได้ว่า นี่คือห้องศิลปะที่ยิ่งใหญ่แห่งหนึ่งของเมืองไทย โดยมีศิลปินผู้หนึ่งคอยขับขานบทเพลงให้ก้องกังวานไพร

ชื่อ-นามสกุล : นายสมบัติ แก้วทิพย์
อายุ : 46 ปี
ที่อยู่ : 10/1 บ้านดอนตัน ต.ศรีภูมิ อ.ท่าวังผา จ.น่าน 55000
โทร. 01 961 4343
การศึกษา : ปริญญาตรีด้านศิลปกรรม มหาวิทยาลัยบูรพา วิทยาเขตบางแสน
การทำงาน : ศิลปินอิสระ และ นักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม

เกียรติประวัติ :

  • ปี 2538 รางวัลเพลงยอดเยี่ยม "สีสันอวอร์ต" ประเภทสื่อเนื้อหาอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม
  • ปี 2540 รางวัลเพลงบรรเลงยอดเยี่ยม "สีสันอวอร์ต" ประเภทเนื้อหาอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม

ระยะเวลาทำงานด้านอนุรักษ์สิงแวดล้อม : 13 ปี (ปี 2535-ปัจจุบัน)

ผลงาน :

  • จัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการงานรณรงค์ปลูกจิตสำนึกสิ่งแวดล้อมโลกภูสันตะวันลับฟ้า
  • ทำโครงการฟื้นฟูป่า และร่วมจัดตั้งชมรมฟื้นฟูป่าภูหลง
  • ทำกิจกรรมอนุรักษ์วัฒนธรรมท้องถิ่น วิถีชีวิตชุมชน และจัดค่ายเยาวชน
  • ขับเคลื่อนด้านงานเพลงเพื่อสร้างสำนึกสิ่งแวดล้อม
  • แสดงผลงานศิลปะเพื่อหารายได้สมทบทุนป้องกันไฟป่า

กลับหน้า ประจำปี 2548