ประเภทชุมชน (ชุมชน ชุมชนเมือง เครือข่ายชุมชน)

องค์กรเครือข่ายป่าชุมชนเขาวง
แบบอย่างในการพัฒนาที่ใช้ป่าเป็นที่พึ่ง

โดย คณะทำงานภูมิภาค ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

ชุมชนเขาวงหนองบัวระเหวที่เคยหนีความแห้งแล้ง ความอดอยากที่จำเจ จำเป็นต้องหลบลี้หนีไปทำงานตามหัวเมืองที่เจริญ เพื่อหารายได้มาจุนเจือครอบครัวเนื่องจากป่าถูกทำลาย แต่เมื่อย้อนคิดทบทวน หากสามารถพลิกผืนป่าให้อุดมสมบูรณ์ได้ ชีวิตย่อมอยู่ได้ ด้วยสำนึกในบุญคุณของป่าเขาและสายน้ำภายใต้การบริหารจัดการของชุมชน พวกเขาสามารถพิสูจน์ให้เห็นถึงดุลยภาพในการอยู่ร่วมกับป่าอย่างยั่งยืน

ป่าชุมชนเขาวง เดิมเรียกว่า "พื้นที่ทำเลเลี้ยงสัตว์ " ของชุมชน โดยในปี 2516 บ้านท่าโป่ง หมู่ที่ 4 ได้ตั้งเป็นหมู่บ้านถาวรแยกการปกครองออกจากบ้านวังกะทะ ต.วังตะเฆ่ อ.หนองบัวระเหว จ.ชัยภูมิ มีผู้ใหญ่บ้านปกครองต่อเนื่องกันมาหลายราย ตั้งแต่นายแก้ว ผลุงกระโทก นายสุบิน กองทองนอก นายพรมมา สุวรรณมาภักดี นายอำนาจ พงษ์พิพัฒน์วัฒนา นายปลื้ม ภิรมย์ภักดิ์ และนายวิการ รองศักดิ์ ผู้ใหญ่บ้านคนปัจจุบัน

ในช่วงตั้งหมู่บ้านครั้งแรก พื้นที่ป่าไม้รอบหมู่บ้านยังมีความอุดมสมบูรณ์มาก ชาวบ้านจึงไม่ค่อยสนใจการอนุรักษ์พื้นที่ป่าไม้ไว้เท่าไรนัก มุ่งแต่จะถากถางป่าที่มีความอุดมสมบูรณ์เพื่อทำเป็นพื้นที่เพาะปลูกทำกิน เนื่องจากอาหารป่า ของป่า ตลอดจนยาสมุนไพรมีมากมายรอบๆ หมู่บ้าน จะเก็บหาเมื่อใดเวลาใดก็ได้

ปี 2522 เป็นต้นมา ชาวบ้านจากพื้นที่อื่นเข้ามาจับจองพื้นที่ป่า หรือหาซื้อพื้นที่ป่าจากชาวบ้านเดิม และเข้ามาแผ้วถางป่ามากขึ้น นายสุบิน กองทองนอก ซึ่งเป็นผู้ใหญ่บ้านในขณะนั้น จึงได้นำชาวบ้านทำการสำรวจแนวเขตทำเลเลี้ยงสัตว์เขาวง เพื่ออนุรักษ์ไว้เป็นที่สาธารณะประโยชน์ส่วนรวม นายสุบินมีความเข้มแข็ง เด็ดเดี่ยว เข้มงวดเป็นอย่างยิ่ง ได้กำหนดนโยบายไม่ให้ใครเข้าไปตัดไม้ยึดถือครอบครองเพื่อเป็นสมบัติส่วนตน ตลอดจนแผ้วถางป่า ถ้ามีบุคคลใดฝ่าฝืนก็จะดำเนินการแจ้งความและนำเจ้าหน้าที่ตำรวจไปจับกุมดำเนินคดีตามกฎหมายทันที จนมีผู้ฝ่าฝืนบางคนต้องหนีออกจากหมู่บ้านไปโดยไม่กลับมาอีก เพราะกลัวถูกจับกุม
พื้นที่สงวนไว้เป็นทำเลเลี้ยงสัตว์สมัยนั้นมีประมาณหมื่นกว่าไร่เท่าที่กำลังความสามารถของหมู่บ้านจะดูแลไหว และสมัยต่อๆ มา ก็ยังยึดแนวเขตเดิมไว้เป็นส่วนใหญ่ แต่ในช่วงปี 2532-2536 สถานการณ์ด้านป่าไม้มีความผันแปรมาก ประชาชนในหมู่บ้านเริ่มมากขึ้น ความอุดมสมบูรณ์ของป่าชุมชนเขาวงเริ่มลดน้อยลง ชาวบ้านเข้ามาตัดไม้ทำลายป่าเพื่อเผาถ่าน เผาป่าเพื่อล่าสัตว์ และเพื่อหาของป่า

จิตสำนึกสร้างสรรค์

จากแนวคิดของผู้นำที่พยายามจะให้ป่าเขาวงคงอยู่เพื่อประโยชน์ของชุมชน และชาวตำบลวังตะเฆ่ อำเภอหนองบัวระเหว จากความร่วมมือของทุกชุมชน ป่าเขาวงจึงค่อยๆ ฟื้นตัวเห็นความอุดมสมบูรณ์ จากเดิมที่เป็นตอไม้ ราบเรียบ แห้งแล้ง ชาวบ้านต่างก็รับรู้เล็งเห็นการได้ใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน ทั้งมีความเข้าใจ ต่างรวมประสานความร่วมมือที่จะอนุรักษ์ป่าให้คงอยู่ ความเป็นอยู่ที่แร้นแค้นก็กลับดีขึ้น ปัจจุบันการตัดไม้ทำลายป่าหมดไปอย่างสิ้นเชิง คงเหลือการระมัดระวังเรื่องไฟป่า และความพร้อมเพรียงในการร่วมกันดับไฟอย่างเป็นรูปธรรมพร้อมๆ กับการสร้างสำนึกร่วมลงไปสู่เยาวชนในโรงเรียนที่อยู่รายรอบ

ชาวบ้านทั้ง 5 หมู่บ้านร่วมกันรักษาป่าโดยไม่ตัดต้นไม้ ปัจจุบันถือว่ามีความเข้าใจกันเป็นหนึ่งเดียว ไม่มีการตัดไม้ทำลายป่า ชาวบ้านในชุมชนหันไปหาของป่ายังชีพ และขายเพื่อสร้างรายได้ ผลิตผลป่ามีอย่างสมบูรณ์ตามฤดูกาล เช่น อีลอก เห็ด หน่อไม้ ผักหวาน ผึ้ง ไข่มดแดง เป็นต้น ชาวบ้านสามารถเก็บฟืนจากต้นไม้ที่ตายแล้ว หรือที่เกิดจากไฟไหม้ป่า มาใช้สอยตามความจำเป็นขั้นพื้นฐาน ตามกฎระเบียบข้อบังคับของป่าชุมชน โดยถ้อยทีถ้อยอาศัยแบบป่าพึ่งคนและคนพึ่งป่า

คณะกรรมการชาวบ้านสมาชิกป่าชุมชนเขาวงทั้ง 5 หมู่บ้าน ได้แก่ บ้านท่าโป่ง บ้านโนนม่วง บ้านวังน้ำเขียว บ้านโป่งนคร และบ้านวังอุดม ร่วมกันก่อสร้างฝายคันดิน "อ่างม่วง" (นาพ่อใหญ่เปี้ย) โดยใช้ภูมิปัญญาชาวบ้าน ฝายคันดินจะสามารถกักเก็บน้ำเป็นแหล่งน้ำขนาดเล็กๆ ในป่าชุมชนและเป็นแหล่งน้ำของสัตว์ป่า เป็นแหล่งน้ำเพื่อดับไฟป่า และที่สำคัญ น้ำในบริเวณฝายคันดินจะเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับป่าได้เป็นอย่างดี น้ำยังช่วยขยายความชุ่มชื่นให้แผ่ขยายออกไปช่วยให้ป่าไม้ค่อยๆ คืนสู่สภาพเดิม ทั้งยังเป็นแหล่งดักตะกอนเพื่อให้ชุมชนได้ใช้น้ำสะอาด ป่าชุมชนมีฝายคันดิน 2 แห่ง คือ ฝายอ่างม่วงและฝายโป่งลึก ซึ่งถือเป็นการอนุรักษ์ป่าแบบภูมิปัญญาชาวบ้านอย่างแท้จริง

ผู้นำชาวบ้าน คณะกรรมการป่าชุมชนเขาวง องค์การบริหารส่วนตำบลวังตะเฆ่ ทุกฝ่ายได้ร่วมแรงร่วมใจกันอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติป่าเขาวงเพื่อเป็นต้นทุนทางธรรมชาติ สำหรับชาวบ้านได้พึ่งพิงทำมาหากิน จึงมีการบริหารการจัดการป่าชุมชนขึ้นเพื่อความคงอยู่ของทรัพยากรต่อไป คณะกรรมการป่าชุมชนจึงมีแผนงานในการดำเนินงานให้บรรลุตามความมุ่งหวังของชุมชน เช่น รณรงค์ป้องกันไฟป่า ส่งชาวบ้านอบรมอาสาสมัครป้องกันไฟป่าจำนวน 43 คน มีการรณรงค์ป้องกันอย่างต่อเนื่องเป็นรูปธรรม โครงการปลูกป่าเสริมเพื่อความสมบูรณ์ของป่า เน้นปลูกไผ่รวกบริเวณอ่างมะม่วง ปลูกสะเดาในพื้นที่สาธารณทั้ง 5 หมู่บ้านใช้สอย และทำยาปราบศัตรูพืช ปลูกประดู่เพื่อความสมบูรณ์ของป่า แบ่งเขตพื้นที่ปลูกยูคาลิปตัสสำหรับไม้ใช้สอยทุกหมู่บ้านๆ ละ 3,000 ต้น ติดตั้งป้ายเขตป่าชุมชนจำนวน 2,000 ป้าย แสดงชื่อสมุนไพร พันธุ์ไม้หายาก พันธุ์ไม้สวนของป่าชุมชนเขาวง ทำบัตรสมาชิกป่าชุมชนเขาวงจำนวนทั้งสิ้น 852 ครอบครัว จาก 5 หมู่บ้าน จัดระเบียบลานร้านค้าชุมชน และการถ่ายเทที่ทิ้งขยะในเขตป่าชุมชนเขาวง เป็นต้น

จากแนวความคิดที่ตั้งอยู่บนจิตสำนึก ทำให้ชุมชนตำบลวังตะเฆ่มีป่าชุมชนที่อุดมสมบูรณ์ ชาวบ้านรู้จักการปลูก การรักษา การใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน และรักบ้านเกิดไม่ต้องไปหางานทำยังต่างจังหวัด โดยการทำพื้นที่ทุกหนทุกแห่งให้เกิดประโยชน์ เพียงแต่ให้สมาชิกในชุมชนมีความขยัน อดทน ก็จะทำให้ความเป็นอยู่ดีขึ้น ครอบครัวอยู่เย็นเป็นสุขถ้วนหน้า ดังคำกลอนที่ชาวบ้านคิดร้อยเรียงไว้ว่า

ป่าเขาวง      ของชุมชน      คนพึ่งป่า
บ้านทั้งห้า      มากันไว้      ได้เหมาะสม
เริ่มต้นแต่      วังน้ำเขียว      วังอุดม
ขอกล่าวชม      โนนม่วงด้วย      ที่ช่วยกัน

ทั้งท่าโป่ง      โป่งนคร      ก็ร่วมช่วย
ป่าจึงสวย      ก็เพราะเรา      เข้าสร้างสรรค์
ได้ของป่า      มาขายให้      ได้ทุกวัน
เราสุขสันต์      เพราะป่าสวย    ช่วยร่มเย็น

ปันใจเสียสละ

ผลจากที่ป่าชุมชนเขาวงมีผู้นำที่มีจิตสำนึกในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ บังเกิดความร่วมมือประสานใจของคนในชุมชน ทั้งร่วมกันป้องกันไฟป่า ซึ่งในปัจจุบันถือว่ามีความเข้าใจกันเป็นหนึ่งเดียว เป็นต้นว่า ได้ร่วมกันสร้างฝายคันดินสามารถกักเก็บน้ำเพื่อทำการเกษตร และสำหรับสัตว์ป่าได้ดื่มกิน รวมทั้งกลุ่มผู้เลี้ยงสัตว์จำนวนหลายครอบครัวที่เข้ามาพักแรมบริเวณด้านหน้าของป่าก็ย้ายออกไปแต่โดยดี ชาวบ้านกลุ่มเผาถ่านทุกครอบครัวอพยพออกจากบริเวณป่าเช่นกัน โดยสร้างความเข้าใจถึงคุณค่าประโยชน์ของป่าชุมชนเพื่อการใช้สอยประโยชน์อย่างยั่งยืน

ขณะเดียวกันก็เสริมสร้างผู้นำกลุ่ม เช่น ประธานคณะกรรมการป่าชุมชนบ้านท่าโป่ง บ้านโนนม่วง บ้านวังน้ำเขียว บ้านวังอุดมและบ้านโป่งนคร เป็นต้น ให้ร่วมต้านกระแสค่านิยม โดยใช้ต้นทุนทรัพยากรธรรมชาติซึ่งมีพื้นที่มากกว่า 6,000 ไร่ มาพลิกฟื้นสถานการณ์สู่การดำรงชีพบนฐานวัฒนธรรมท้องถิ่น ฝึกวิธีคิด และปฏิบัติกิจกรรมในเชิงเปรียบเทียบของการใช้พื้นที่ให้เห็นเด่นชัดว่า พื้นที่น้อยเพียง 2-3 ไร่ หากปรับเปลี่ยนการเพาะปลูกที่เน้นประโยชน์ใช้สอย กินอยู่เฉพาะในชุมชน โดยไม่ปล่อยให้พื้นที่ว่างทุกฤดูกาล จะมีผลผลิตสร้างรายได้มากกว่าเป็น 2-3 เท่า ของการใช้พื้นที่ 20-30 ไร่ ที่ใช้ปลูกพืชเชิงเดี่ยว

ผู้ใหญ่ปลื้มได้กระทำเป็นตัวอย่าง พร้อมชักชวนเพื่อนสมาชิกให้ดำเนินเช่นเดียวกัน ต่างเห็นคุณค่าและประโยชน์ที่ได้รับโดยไม่ต้องรอรับผลข้ามปี สำหรับการปลูกพืชเศรษฐกิจประเภทมันสำปะหลังซึ่งนิยมปลูกกันมากในช่วงเวลานั้น เมื่อกระจายแนวคิดและการดำเนินการได้ผลเป็นที่ประจักษ์ทั่วไป ทั้งยังส่งผลให้มีพืชผักผลไม้ที่เพาะปลูกกันมากขึ้นมาแลกเปลี่ยน ซื้อขายกันในชุมชน ส่งผลให้เงินไม่รั่วไหลออกนอกชุมชน ชาวบ้านได้บริโภคพืชผักที่ไร้สารพิษ ด้วยมีการรณรงค์การใช้ปุ๋ยคอกจากฝูงวัวที่มีจำนวนมาก ห้ามนำปุ๋ยเคมีหรือสารกำจัดแมลงเข้ามาในชุมชน ผลักดันชวนให้ใช้ปุ๋ยชีวภาพและยากำจัดแมลงที่หมักจากต้นสะเดา โดยผู้นำหมู่บ้านจะเข้าอบรมที่เกษตรอำเภอ แล้วนำมาถ่ายทอดให้ชาวบ้าน

นอกจากนี้ยังระดมกำลังไปเก็บขุดซากตอไม้ รากไม้ ไม้ล้มขอน และไม้ที่หลงเหลือจากการเผาถ่านในอดีต ที่กองระเกระกะในป่า มาปรับเปลี่ยนตกแต่งทำเป็นเฟอร์นิเจอร์โต๊ะ เก้าอี้ ชุดรับแขก ชุดโต๊ะ 1 ตัว กับเก้าอี้ 3-4 ตัว ราคาประมาณ 4,000-5,000 บาท เป็นที่รู้จักทั้งในและนอกชุมชน จนกระทั่งผลิตไม่ทันกับความต้องการของลูกค้า รายได้จากแต่ละส่วนก็มีการแบ่งสัดส่วนให้ช่างฝีมือส่วนหนึ่ง หักเข้ากลุ่มอีกส่วนหนึ่ง เก็บเป็นกองทุนป่าชุมชน

ช่างที่มีฝีมือในชุมชนสามารถนำเงินรายได้เข้ามาดำเนินกิจกรรมอื่นๆ ต่อเนื่องอีกได้ ชาวบ้านหลายครอบครัวมีอาชีพเสริมจากการทำสวนทำไร่ ด้วยการเผาถ่านขายในอดีต เช่น ครอบครัวนายอู๋ สันโดษ ชาวบ้านโป่งนคร แต่ก่อนตัดไม้เผาถ่านปีละหลายร้อยต้น ปัจจุบันเก็บหาของป่า เช่น เห็ด อีลอก ดอกกระเจียว มีรายได้เสริมปีละหลายหมื่นบาท โดยเชิญชวนพี่น้องร่วมคุ้ม หารายได้เสริมจากการขายของป่า ชนิดที่ไม่ต้องทำลายก็จะมีรายได้พออยู่พอกินโดยไม่รังแกป่า

นายฉุกเฉิน พรมดอนกอย หัวหน้าคุ้ม 1 บ้านท่าโป่ง อดีตเคยทำไร่ รับจ้างทั่วไป เคยไปทำงานรับจ้างก่อสร้างที่กรุงเทพฯ หลังจากเศรษฐกิจตกต่ำ ก็กลับมาทำงานอยู่ที่บ้านเกิด มีอาชีพเก็บหาของป่าจากชุมชนมีรายได้เสริมปีละประมาณ 20,000 บาท ปัจจุบันมีสมาชิกคุ้ม 1 บ้านท่าโป่งเก็บหาของป่าเลี้ยงตัวอีกหลายสิบครอบครัว

กิจกรรมที่พลิกผันทรัพยากรธรรมชาติมาใช้สอยประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรม เป็นต้นว่าได้จัดการกับระบบน้ำธรรมชาติโดยนำน้ำตก " ลำเชียงทา " ที่มาจากอุทยานไทรทอง มาทำเป็นระบบน้ำประปาให้ ชุมชนได้ใช้ประโยชน์ในการในการทำเกษตร เช่น ปลูกแตงกวา พริก บวบ ข้าวโพด ได้อย่างทั่วถึง

ชุมชนเครือข่าย

ความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันของคนในชุมชน ที่ช่วยกันดูแลทรัพยากรธรรมชาติ นำมาซึ่งการจัดตั้งกลุ่มต่างๆ ในชุมชนรอบป่า ในรูปแบบของคณะกรรมการเครือข่ายที่ชัดเจน เลือกตัวแทนแต่ละชุมชนมาบริหารจัดการ รวมทั้งเครือข่ายกลุ่มอาชีพหลายกลุ่ม เช่น กลุ่มออมทรัพย์ กลุ่มดอกไม้ประดิษฐ์ กลุ่มไม้ประดิษฐ์แกะสลัก กลุ่มเลี้ยงปลา กลุ่มอาสาสมัครพิทักษ์ป่า กลุ่มร้านค้าอาหารพื้นบ้าน กลุ่มสมุนไพร ป่าชุมชน กลุ่มอาสาป้องกันไฟป่า กลุ่มตัดเย็บเสื้อผ้า กลุ่มปลูกหม่อนเลี้ยงไหม กลุ่มปลูกพริก กลุ่มผู้ใช้น้ำประปา เป็นต้น ทำให้ชาวบ้านได้พึ่งพาอาศัยกันแบบ คนพึ่งป่า...ป่าพึ่งคน

เมื่อมีการปรับเปลี่ยนวิถีความเป็นอยู่ให้ดีขึ้น เสริมสร้างจิตสำนึกให้มีความรักบ้านเกิด มีสุขภาพกายสุขภาพจิตที่ดีสมบูรณ์ นับเป็นชุมชนตัวอย่างที่ประสบผลสำเร็จในการบริหารจัดการ แนวคิดสำคัญจากการนำทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่มาใช้ประโยชน์อย่างสูงสุด และการขยายเครือข่ายพันธมิตรไปยังทุกชุมชนที่อยู่รอบๆ ป่าเขาวงทั้ง 4 ตำบล ทั้ง ต.ชีบน ต.ห้วยแย้ ต.ภูแลนคา รวมถึง ต.วังตะเฆ่ ทั้ง 18 หมู่บ้าน ให้มีจิตสำนึกและดำเนินกิจกรรมร่วมกัน กลายเป็นพลังขับเคลื่อนที่มีอำนาจของชุมชนคนรักป่า

"ความสำเร็จของพวกเรา อาจเป็นเพราะได้รับการชี้แนะและแรงสนับสนุนจากหน่วยงานหลายส่วน เช่น กอ.รมน. ภาค 2 ส่วนแยกสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดชัยภูมิ สำนักบริหารพื้นที่ป่าอนุรักษ์ที่ 7 (นครราชสีมา) อำเภอหนองบัวระเหว อบต.วังตะเฆ่ อบจ.ชัยภูมิ และที่สำคัญคือ อุทยานแห่งชาติไทรทอง ซึ่งดูแลและเป็นพี่เลี้ยง คอยให้กำลังใจพวกเราเสมอมา" นายสุนทร อำนาจ รองประธานป่าชุมชนเขาวง กล่าว

ป่าชุมชนเขาวงที่เกือบจะล่มสลาย ฟื้นคืนกลับมาเช่นอดีตด้วยความอุดมสมบูรณ์ของป่าเขาและสายน้ำ ทำให้ชุมชนที่เคยละทิ้งครอบครัว หวนคืนสู่ถิ่นฐาน สามสิบแปดครอบครัวที่ไม่มีที่ดินทำกิน สามารถอยู่ได้โดยใช้ป่าเป็นที่พึ่ง หลายครอบครัวได้ปลดหนี้
นับจากนี้ ป่าชุมชนเขาวงคงมีแต่ความอุดสมบูรณ์ตลอดไป

ชื่อชุมชน : องค์กรเครือข่ายป่าชุมชนเขาวง
บ้านท่าโป่ง หมู่ที่ 4ต.ตะเฆ่ อ.หนองบัวระเหว จ.ชัยภูมิ 36250
ประธานเครือข่าย : นายปลื้ม ภิรมย์ภักดิ์
122 หมู่ 4 ต.วังตะเฆ่ อ.หนองบัวระเหว จ.ชัยภูมิ 36250
โทร. 09 946 9794
พื้นที่ป่าชุมชน : 76,250 ไร่
ประชากร : 5 หมู่บ้าน (บ้านท่าโป่ง บ้านโนนม่วง บ้านวังน้ำเขียว บ้านโป่งนคร และบ้านวังอุดม) ประมาณ 3,500 คน

ผลต่อการเปลี่ยนแปลง :

  • สามารถรักษาป่าต้นน้ำของชุมชนไว้ได้
  • ชุมชนสามารถดำเนินอาชีพเกษตรได้เป็นอย่างดี
  • ชุมชนสามารถพึ่งตนเองได้ ไม่ต้องอพยพไปทำงานต่างจังหวัด
  • ชุมชนโดยรอบได้ใช้ประโยชน์จากป่าอย่างเห็นคุณค่าและเกิดสำนึกในการรักษา
  • ชุนชมมีการปรับเปลี่ยนวิถีการปลูกพืชเชิงเดี่ยวมาเป็นปลูกพืชผักสวนครัว ลด ละ เลิก การใช้สารเคมี
  • เกิดศูนย์การเรียนรู้ เรื่องอาชีพ

การเกิดประชาสังคม :

  • องค์กรชุมชนมีความเข้มแข็ง ให้ความร่วมมือในการอนุรักษ์ทรัพยากรของท้องถิ่น
  • ขยายเครือข่ายในการสร้างความเข้าใจ และอาชีพไปยังชุมชนใกล้เคียง
  • ก่อให้เกิดรูปแบบในการประสานความร่วมมือระหว่างชุมชนกับภาครัฐ

กลับหน้า ประจำปี 2548