|
รางวัล
สิปปนนท์ เกตุทัต 5 ปีแห่งความยั่งยืน
บ้านห้วยหินลาดใน
ธรรมชาติคือวิถีแห่งชีวิต
คณะทำงานส่วนกลาง

เมื่อเสียง
"เซียจิ๊" ระเบ็งเซ็งแซ่ ก็เป็นสัญญาณว่าฤดูกาลเพาะปลูกเริ่มต้นแล้ว
ถัดจากนั้นอีกเดือนหนึ่ง "เคยกรู" ก็จะส่งเสียงร้องแทน เสียง
"เคยกรู" เป็นการเตือนว่าได้เวลาลงมือถางหญ้าทำ เก็บวัชพืชที่ไม่ต้องการออกจากไร่ได้แล้วล่ะ
เก็บไปเรื่อยๆ พอได้ยินเสียง "เซล่ะล่า" ก็เป็นระฆังตีบอกยกว่าได้เวลาหว่านข้าวเสียที
จักจั่นหลากหลายประเภทที่ส่งเสียงร้องเป็นห้วงเวลาต่างๆ คือปฏิทินพื้นบ้านของชาวปกาเกอญอแห่งบ้านห้วยหินลาดใน
บอกว่าถึงเวลาทำข้าวไร่แล้ว อ้อ...แต่ถ้าได้ยิน "อิเหล่"
ร้องละก้อ...ไม่ต้องหว่านข้าวตรงนั้นหรอก ผลผลิตออกมาไม่ดีแน่ๆ เพราะเสียงนี้
คือจักจั่นแห่งความโชคร้าย
ทุกวันนี้แม้จะมีปฏิทินตัวเลขให้ดูอย่างสะดวกแล้ว
แต่ชาวบ้านห้วยหินลาดในก็ยังสอนให้เด็กๆ ฟังเสียงจักจั่นเพื่อเรียนรู้ความสัมพันธ์ของเจ้าสัตว์ตัวน้อยเหล่านี้กับฤดูกาลและความสมบูรณ์ของผืนดิน
ผู้ใหญ่ผ่านโลกข้างนอก ผ่านบทเรียนมาแล้ว พวกเขารู้ว่าการอยู่อย่างเรียบง่ายกับธรรมชาติอย่างบรรพชนเท่านั้น
คือสารัตถะอันแท้จริงของชีวิต
ตอกย้ำความเป็นจริง
วิถีชีวิตชนเผ่าปกาเกอญอบ้านห้วยหินลาดใน
เคยถูกรุกรานและตกเป็นฝ่ายถูกกระทำมาแล้วจากการทำสัมปทานป่าไม้ และจากที่คนภายนอกเข้ามาบุกรุกผืนป่าของหมู่บ้าน
ชาวห้วยหินลาดในอยู่ที่นี่มากว่า
100 ปีแล้ว บ้านทุกหลังเป็นบ้านไม้แบบถาวรตั้งอยู่เชิงเขา มีห้วยหินลาดไหลผ่าน
รอบบริเวณหมู่บ้านเป็นสวนชาและป่าไม้ธรรมชาติที่มีสภาพอุดมสมบูรณ์
แม้จะเคยผ่านการทำสัมปทานมาก่อน ชุมชนมีข้อตกลงร่วมกันว่า จะช่วยกันรักษาสภาพของธรราชาติไว้ให้ได้มากที่สุด
อาชีพหลักของชาวบ้าน
คือการทำสวนชา ซึ่งปลูกบริเวณริมลำธาร เป็นชาพันธุ์พื้นเมือง ปลูกตามธรรมชาติ
ไม่ใช้สารเคมีและไม่ต้องใช้น้ำมาก ปลูกผสมผสานไปกับผืนป่าอย่างกลมกลืน
นอกจากชา ยังมีการปลูกผลไม้เมืองหนาว เช่น ลูกพลับ เรื่องลูกพลับนี่เป็นความภูมิใจของชาวบ้านอยู่หน่อยๆ
เพราะเป็นพลับที่ทาบกิ่งจากต้นกล้วยฤาษี ซึ่งเป็นพลับพื้นถิ่น ซึ่งได้รับคำแนะนำจากโครงการหลวง
ปรากฏว่าได้ผลดี พลับที่ได้แม่เลี้ยงเป็นกล้วยฤาษีพากันออกลูกดกดื่น
ผลโต สีเหลืองสดสวย รสหวานชื่นใจ กินได้แบบสบายใจว่าไม่มีสารเคมีแน่ๆ
เล่นเอาหยุดไม่อยู่
พลับเป็นส่วนหนึ่งของการขยายฐานความมั่นคงทางรายได้ที่นอกเหนือจากชา
นอกจากพลับก็ยังมีลูกก่อ ซึ่งไม้ใช้ทำฟืน ลูกนั้นคั่วกินหอมอร่อย ลูกมะโข่มซึ่งใช้ทำยาระบาย
หน่อไม้ที่ขายทั้งหน่อและไม้ทำข้าวหลาม เฉพาะหน่อไม้นี้มีกฎเกณฑ์ละเอียดหน่อย
คือให้เก็บได้ 3 เดือน คือเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม พอขึ้นเดือนกันยายนก็หยุด
ปล่อยให้หน่ออ่อนเป็นต้นพันธุ์ ไม่ว่าจะหน่อยปลูกหรือหน่อป่า ก็ใช้หลักเกณฑ์เดียวกันนี้
ในช่วงหน้าเก็บหน่อไม้ บ้านห้วยหินลาดในขายหน่อไม้ได้วันละประมาณ 1,500
กิโลกรัม นี่ยังไม่นับการเก็บชาที่ได้ทั้งชาเขียว และทำชาคั่ว เป็นสินค้าหลักที่ไม่ค่อยพอขาย
ทำรายได้ให้แต่ละครอบครัวราวปีละ 10,000 บาท
ต้นฝนมีผักกูด ผักหนาม หน่อไม้ ย่างเข้าเต็มฝนได้ผักสด มะเขือ แตง
บวบ ผักพวกนี้มีกินไปถึงสิ้นปี พอเข้าหน้าแล้ง พริกแห้ง มะเขือเทศแห้ง
ผักกาดแห้ง ก็เป็นอาหารในสำรับ
ชีวิตอย่างนี้แหละ
คนบ้านห้วยหินลาดใน เขาเลยไม่ยอมไปลงทะเบียนคนจน...
"ก็เราไม่ได้จนนี่นา"
พ่อหลวงปรีชา ศิริ อดีตผู้ใหญ่บ้าน บ้านห้วยหินลาดใน ที่ยังคงรักษาหน้าที่ประธานคณะกรรมการป่าชุมชนบ้านห้วยหินลาดใน
กล่าวอย่างอารมณ์ดี
"ผลผลิตชามีคนเข้ามารับซื้อ
เราขายกิโลกรัมละ 60 บาท ถูกกว่าหมู่อื่น แต่เราพอใจแล้ว มีคนมาแนะนำให้ปลูกชาอู่หลง
แต่พอบอกว่าต้องใส่ปุ๋ย ก็เลิกกันเลย...ไม่ต้องคิด" พ่อหลวงปรีชา
ยืนยัน
เช่นเดียวกับหมู่บ้านอื่นๆ
ทางภาคเหนือที่มีป่าไม้อุดมสมบูรณ์ และถูกรุกรานจากการลักลอบตัดไม้และบุกรุกทำไร่
ชุมชนจึงต้องสร้าง "ภูมิคุ้มกัน" จากแนวความคิดตั้งกฎระเบียบในการดูแลป่าชุมชน
ประกอบไปด้วยข้อห้ามตามประเพณี อาทิ ห้ามทำไร่บริเวณป่าต้นน้ำ ตาน้ำ
เพราะมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ดูแลอยู่ ห้ามตัดไม้บริเวณป่าสะดือ และไม่ตัดไม้บริเวณป่าช้า
นอกจากนั้นยังมีกฎข้อห้ามอื่นๆ เพิ่มเติมประกอบด้วย การห้ามเลื่อยไม้ขาย
ไม้ที่ใช้ทำฟืนต้องเป็นไม้ที่แห้งตาย หรือเป็นกิ่งไม้ การนำไม้มาสร้างบ้านต้องผ่านการพิจารณาจากคณะกรรมการหมู่บ้าน
และห้ามคนติดยาเสพติดเข้ามาในหมู่บ้าน
พ่อหลวงปรีชา
เล่าว่า การทำไร่ข้าวแบบหมุนเวียน ก็ใช้ข้าวพันธุ์พื้นเมืองโดยใช้วิธีหมุนใช้พื้นที่ใน1
รอบใช้เวลา 7 ปี แต่ละครอบครัวจะมีพื้นที่ปลูกข้าวไร่ประมาณ 4-5 ไร่
รวมใช้พื้นที่ทั้งหมดประมาณ 200 ไร่ ในการทำไร่จะตัดต้นไม้เหลือตอเอาไว้สูงประมาณเอว
เพื่อให้ป่าฟื้นสภาพหลังการเก็บเกี่ยว ในไร่ข้าวชาวบ้านจะปลูกพืชผัก
ผลไม้ สมุนไพรต่างๆ มีความหลากหลายไม่ต่ำกว่า 30 ชนิด ชาวบ้านจะทำแนวกันไฟเมื่อจะต้องเผากำจัดวัชพืช
โดยไม่มีการขุดพลิกหน้าดินในแต่ละขั้นตอนของการทำข้าวไร่ จะมีการประกอบพิธีกรรมตามความเชื่อที่ว่ามนุษย์ไม่ใช่เจ้าของธรรมชาติ
หากเป็นผู้มาขอใช้ประโยชน์ด้วยความสำนึกในบุญคุณ ด้วยความพอดีเพียงพอต่อการดำรงชีพ
ความเชื่อดังกล่าวช่วยรักษาสมดุลระหว่างการใช้ประโยชน์จากธรรมชาติและการดูแลรักษาชาวปกาเกอญอ
ความเป็นอยู่ที่กลมกลืนกับธรรมชาติเป็นจุดเด่นหนึ่งที่ทำให้บ้านห้วยหินลาดใน
ได้รับ "รางวัลลูกโลกสีเขียว" ครั้งที่ 1 ปี 2542 (ประเภทชุมชน)

เส้นทางชีวิตที่เลือกแล้ว
การถ่ายทอดจิตสำนึกหรือปรัชญาของชนเผ่า
ในการอยู่ร่วมกับธรรมชาติอย่างเกื้อกูลเริ่มตั้งแต่แรกเกิด โดยมีพิธีผูกสายสะดือ
(รก) ของเด็กไว้กับต้นไม้ใหญ่
เมื่อมีเด็กเกิดใหม่ในหมู่บ้าน
พ่อจะนำสายสะดือของทารกไปผูกกับต้นไม้ใหญ่ ต้องเลือกต้นที่มีลูกมีผล
เพราะถือว่าจะสามารถขยายพันธุ์ต่อไป พ่อจะนำสายสะดือของลูกใส่กระบอกไม้ไผ่
นำผ้ามาปิดที่ปากกระบอก ใช้ตอกมัดปากกระบอกไว้ มีการซอเพลงสวดเพื่อทำพิธี
แล้วนำกระบอกนั้นไปผูกกับต้นไม้ที่มีลูกมีผล และมีแนวโน้มที่จะเจริญงอกงามดีต่อไป
ต้นไม้ต้นใดมีสายสะดือทารกผูกติดอยู่จะถือว่าเป็นชีวิตของเด็ก ชุมชนจะต้องปกปักรักษาต้นไม้นั้นให้อุดมสมบูรณ์
และห้ามตัดเด็ดขาด ถ้าหากต้นไม้ถูกโค่นล้มจะถือว่าชีวิตของเด็กจะมีอันเป็นไป
เพราะว่าขวัญของเด็กอยู่ที่ต้นไม้นั้นแล้ว ป่าที่ผูกสายสะดือเด็กนั้นจะห้ามไม่ให้ผู้ใดเข้ามาตัดต้นไม้ในบริเวณนั้น
ทุกวันนี้ ไม่ค่อยมีแม่ชาวปกาเกอญอคลอดลูกแบบพื้นบ้านแล้ว แต่เธอก็ยังขอสายสะดือลูกส่วนหนึ่งมาจากโรงพยาบาล
เพื่อนำไปฝากขวัญไว้กับต้นไม้ในป่า
บ้านห้วยหินลาดในไม่ได้ฝังตัวลึกลับในป่า
ทางเข้าออกหมู่บ้านติดกับถนนใหญ่สายพร้าว-เวียงป่าเป้า แต่พวกเขาก็ยังรักษาความงดงามของชีวิตบรรพชนไว้ได้
ไม่มีเด็กวัยรุ่นคนไหนเป็นเจ้าของโทรศัพท์มือถือ แต่ทุกคนก็รอบรู้เรื่องราวจากภายนอก
(อ่านละเอียดเรื่อง "กลุ่มเยาวชนบ้านห้วยหินลาดใน : หน่ออ่อนผู้สืบสานวิถีดั้งเดิมปกาเกอญอ
ในหน้า..........) เพราะทุกคืน ใต้ถุนบ้านของผู้อาวุโสจะดัดแปลงเป็นห้องเรียนภูมิปัญญาปกาเกอญอ
ด้วยความผูกพันอันลึกซึ้งเช่นนี้ จึงไม่มีใครออกไปทำงานนอกบ้าน แม้ว่าเด็กๆ
หลายคนจะเรียนจบชั้นอุดมศึกษาจากในเมือง
"ป่า
10,000 ไร่ที่เราดูแล มีการวัดด้วย GPS เพื่อทำแนวเขตแล้วเรียบร้อย
การทำแนวกันไฟก็ทำกันทุกปีกับ 4 หมู่บ้านในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ กลุ่มเยาวชนช่วยได้มาก
พวกเขาตัดสินใจเลือกแล้วว่าจะมีชีวิตเหมือนพ่อแม่ เลือกแล้วว่าจะรักษาวัฒนธรรมชนเผ่าของเรา"
พ่อหลวงปรีชา ย้ำด้วยความภูมิใจ
ทุกชีวิตในบ้านห้วยหินลาดในเลือกแล้วว่าธรรมชาติ
คือส่วนหนึ่งของลมหายใจ
|
ชื่อชุมชน
: บ้านห้วยหินลาดใน
ต.บ้านโป่ง อ.เวียงป่าเป้า จ.เชียงราย
ผู้ประสานงานชุมชน : นายปรีชา ศิริ
9 หมู่ 7 บ้านห้วยหินลาดใน ต.เวียงป่าเป้า อ.เวียงป่าเป้า จ.เชียงราย
57170
โทร. 053 609 318
พื้นที่ป่า : 10,000 ไร่
ประชากร : 20 ครอบครัว 105 คน
ดัชนีชี้วัดความยั่งยืนในการอนุรักษ์
-
เป็นชุมชนขนาดเล็กที่สามารถดูแลผืนป่าซึ่งอยู่ในเขตอนุรักษ์ได้ถึง
10,000 ไร่ โดยใช้ความเชื่อ พิธีกรรมและวัฒนธรรมของชนเผ่ามาประยุกต์ใช้กับการดูแลป่า
- ดำรงชีพด้วยวิถีเกษตรแบบผสมผสานโดยไม่ใช้สารเคมี
- มีนวัตกรรมในการสร้างรายได้โดยไม่เบียดเบียนป่า
และสามารถสร้างความมั่นคงทางอาหารได้
-
สืบทอดอุดมการณ์ให้คนรุ่นใหม่ดำรงวิถีชีวิตดั้งเดิมของชนเผ่าควบคู่กับการอนุรักษ์
ชุมชน
ระบบนิเวศน์ การบริหารจัดการ สังคม และชุมชน
ชุมชนบ้านห้วยหินลาดใน ต.บ้านโป่ง อ.เวียงป่าเป้า จ.เชียงราย
- ประชากร
105 คน
- พื้นที่ป่าที่ดูแล
10,000 ไร่
- มีการทำแนวกันไฟร่วมกับชุมชนใกล้เคียงทุกปี
- การเกษตรมีลักษณะทำสวนผสมผสานโดยไม่ใช่สารเคมี
ได้แก่ การปลูกเมี่ยง (ซึ่งเป็นรายได้หลัก) การทำไร่ข้าวหมุนเวียนในพื้นที่จำกัด
ไม่เพิ่มพื้นที่ (ครัวเรือนละ 3-4 ไร่ หมุนเวียนครั้งละ 7
ปี) การปลูกพืชผักแซมในไร่ข้าว (ทำผักดอง) เพื่อเป็นอาหารในหน้าแล้ง
การปลูกพลับ ก่อ มะขม และไผ่หก ซึ่งมีทั้งปลูกในไร่ตัวเอง
และแซมในป่า
- มีนวัตกรรมเพื่อสร้างรายได้โดยไม่เบียดเบียนป่า
อาทิ การปลูกพลับ จากต้นกล้วยฤาษี การเก็บเมี่ยงเพื่อเป็นชาเขียว
การปลูกไผ่หกเพื่อเพิ่มความมั่นคงทางอาหาร
- สามารถทำให้เจ้าหน้าที่ภาครัฐตระหนักถึงความมีตัวตนของชุมชนด้วยกิจกรรม
และสามารถพิสูจน์ให้เห็นการอยู่ร่วมกับป่า ด้วยการจัดการพืชอาหารท้องถิ่นที่ประสบความสำเร็จ
ตามแนวทางการเป็นอยู่อย่างพอเพียง
- มีกติกาการดูแลป่าและการเก็บผลผลิตจากป่าชัดเจน
เช่น การหยุดเก็บหน่อไม้เพื่อให้ไผ่เติบโตในเดือนกย.
- ด้านการสืบทอด
กลุ่มเยาวชนได้รับการถ่ายทอดความรู้และภูมิปัญญาพื้นบ้าน ทำให้ไม่ทิ้งถิ่น
(ไม่มีคนออกไปทำงานนอกชุมชนเลย)
- ชุมชนมีลักษณะการพึ่งพาตนเองมากกว่าพึ่งปัจจัยภายนอก
ระบบตลาดไม่มีผลกระทบเพราะมีพ่อค้าเข้ามารับซื้อผลผลิตในหมู่บ้านในราคาที่ชาวบ้านพอใจ
- มีระบบออมทรัพย์เพื่อเป็นทุนช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาส
บ้านห้วยหินลาดใน
- การดูแลป่าของปกาเกอญอ
ทำไร่ แล้วก็มีข้อห้าม หมู่บ้านอยู่ที่นี่มา 100 กว่าปีแล้ว
เรามาจากแม่แจ่ม และจากบริเวณนี้ เราก็ดูแลมาแต่ดั้งเดิมตามประสาปกาเกอญอ
ตอนหลังค่อยมีข้อห้ามมาประยุกต์กับกม.ป่าไม้ เช่น ห้ามฉี่ในน้ำ
มันผิดผีน้ำ ไร่หมุนเวียนก็ห้ามทำตรงสันเขา เพราะพันธุ์ไม้ไม่ขึ้น
ลำห้วยไม่เดิน มันเป็นคำเล่าของคนโบราณ
- เราทำแนวกันไฟกับลาหู่
ในปี 2517 เวลานี้เขากำลังเตรียมการทำป่าสงวน แต่เราก็ขอให้ประกาศว่าเราขอกัน
10,000 ไร่ไว้ดูแลเอง โครงการเขาก็มาวัดจีพีเอสให้
- เราปลูกไผ่ในกปี
41 เพื่อขายหน่อ เป็นไผ่หน่อ 6 การตลาดก็ทำง่ายๆ ไปร่วมเวทีไหน
ไปวัด ก็บอกว่าเรามีหน่อ เรามีไผ่ข้าวหลามขายนะ มะโข่มก็มี
มะโข่มนี้เป็นยาระบาย เป็นพืชที่ได้จากป่า เราเอามาปลูกในสวนขา
เอาเม็ดมาคั่วกิน ปลูก 5 ปีได้กิน ยอดมะพลับก็เอามาเสียบกับกล้วยฤาษี
- ชาวบ้านเก็บชา
ทำข้าวไร่ เราไม่มีคนทำงานข้างนอก ผลผลิตก็มีคนเข้ามารับซื้อ
อย่างชา เราขายกก.ละ 60 บาท ถูกกว่าชาวบ้านเรา แต่เราพอใจแล้ว
มีคนมาแนะนำให้ปลูกชาอู่หลง แต่พอบอกว่าต้องใส่ปุ๋ย ก็เลิกกันไม่ต้องคิด
- สินค้าบ้านเราเด่นๆ
ก็คือ ชา มะโขม ก่อ ไผ่ (หน่อ) เดือนเมษายน เราเก็บชา ชานั้นเก็บได้
4 รอบ แต่ก็ไม่ค่อยพอขาย แต่ละครอบครัวเก็บชาขายได้เป็นหมื่นต่อปี
- หน่อไม้
มีหน่อออกติดกัน 3 เดือน (กค.-กย.) แต่เราเอา 2 เดือน พอ 31
สค. ก็หยุด กย.ไม่เอา ปล่อยให้มันเป็นต้นพันธุ์ ไม่ว่าจะจะหน่อปลูกหรือหน่อป่า
ก็ใช้หลักเกณฑ์เดียวกัน หน่อเก็บได้วันละ 1500 กก. กก.ละ 4
บาท
- หน้าแล้ง
ก็มีพริกแห้ง มะเขือเทศแห้ง ผักกาดแห้ง
- ต้นฝนก็มีผักกูด
ผักหนาม หน่อ
- พค.-มิย.
ก็มีผักสด มะเขือ แตง บวบ มีไปจนถึง ธค.
- หมู
ไก่ ก็มีในบ้าน เป็นอาหาร ส่วนวัว เลี้ยงไว้ขาย
- การดูแลป่าดูแลร่วมกัน
4 หย่อมบ้าน คือห้วยหินลาดใน หินลาดนอก ห้วยทรายขาว และ......
- เราไม่ยอมขึ้นทะเบียนคนจน
เพราะเราไม่จน
- การซื้อ
เราซื้อแต่เกลือ รถมา 3 วัน/ครั้ง
- เรื่องไร่หมุนเวียนมันก็เป็นปัญหาทุกชุมชน
ธรรมดา เราหมุนพื้นที่ไม่เกิน 7 ปี แต่ละครอบครัวมีกันละ 4-5
ไร่ ทั้งหมดก็มี 200 กว่าไร่
- กองทุนออมทรัพย์หุ้นละ
4 บาท/เดือน มี 10,000 กว่าบาท สมาชิก 30-40 กว่าคน เอาไว้หมุนในหมู่บ้านสำหรับคนที่เดือดร้อน
- ถ้ามีคนมาเที่ยว
เราจะพาดูป่า ดูเนินสมุนไพรของเรา เราจะบอกว่าถ้าเราดูแลป่า
ป่าก็ดูแลเรา เราใช้ประโยชน์ทุกอย่าง เราพยายามดึงป่ามาไว้ใกล้บ้าน
เพราะประชากรเพิ่มขึ้น เราจะได้กวนป่าน้อยลง เราใช้ฟืนจากไม้ก่อ
- ทำแนวกันไฟ
ในเดือน กพ. ทำกัน 4-5 วัน
- ลูกก่อเก็บต้นเดือนกย.
ลิตรละ 15 บาท
- โดยเฉลี่ย
เรามีรายได้ครอบครัวฃะ 3,000 บาท/เดือน
- "เซียจิ๊"
จักจั่นบอกเวลาเตรียมถางไร่ ในเดือนกพ. พออีกเดือน ก็มี "เคยกรู"
อันนี้เป็นจักจั่นเตือนให้เก็บวัชพืช ไปอีกพักหนึ่ง ถ้าได้ยิน
"เซล่ะล่ะ" ก็ปลูกได้เลย เดี๋ยวนี้มีปฏิทินมันก็ง่ายขึ้น
แต่เราก็ยังใช้เสียงจักจั่นเป็นองค์ประกอบ แต่ถ้า "อิเหล่"
ร้องก็แปลว่าปลูกข้าวไม่ได้ เพราะนี่คือเสียงจักจั่นไม่ดี
- เรื่องเยาวชน
ก็มีการจัดกลุ่มไปหาความรู้ มีการลงแขก มีการคุยเรื่องภูมิปัญญา
ไปคุยกันกลางคืน
- สมุนไพรก็มีการจัดกลุ่ม
คุยกัน 2 เดือนครั้ง แล้วเชิญวิทยากรไปเดินป่าด้วยกัน
อ.โกมล
- รักษาป่าได้ดี
ชุมชนนำพันธุ์พืชเพื่อเศรษฐกิจมาปลูก ยังสามารถนำพืชอื่น เช่น
พลับ ถือว่ามีเทคนิคของตัวเองจัดการ ผสมผสานเขากับป่า เอาพืชใหม่ๆ
มา ไม่ได้ยืนอยู่บนฐานชาอย่างเดียว มีตลาดอื่นด้วย
- มีการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ
รับกระแสใหม่ๆ ได้ดี แต่ไม่เขว
- สามารถรักษาป่าที่เป็นต้นน้ำไว้ได้
- ตามทันเทคโนโลยี
การบริการ
|
|