ประเภทบุคคล

นายหยี เพ็งหมาน
ตำนานแห่งป่ากราด

สำนึกที่ตระหนักว่าป่ากราดเป็นป่าที่บรรพบุรุษมอบไว้ ให้เป็นป่าใช้สอยของส่วนรวม เป็นแรงบันดาลใจให้ “ลุงหยี” ทำหน้าที่พิทักษ์รักษาป่าของหมู่บ้านให้พ้นจากการบุกรุก หน้าที่นี้ดำเนินเนิ่นนานถึง 47 ปีและยังคงเป็นเช่นนี้ต่อไป

สังคมทั่วไปมักจะมองว่าคนสูงอายุเป็นคนไร้ประโยชน์
คิดผิดคิดใหม่ได้...สำหรับคนที่ชื่อ “หยี เพ็งหมาน” คนที่ชาวบ้านสะท้อนเรียกติดปากว่า “ลุงหยี”

และถ้าใครแวะผ่านไปบ้านสะท้อน ต้องการดูงาน หรือไปเที่ยวป่าผืนสำคัญของตำบลบ้านสะท้อน หากถามเส้นทางกับชาวบ้านที่นั่น เขาจะช่วยชี้ทางให้ว่าไม่ไกลเลย... แล้วตบท้ายว่านั่นแหละทางไป.. ป่ากราดของลุงหยี

สองนามที่เชื่อมโยงกันเช่นนี้...ย่อมมีตำนาน

บทเริ่มต้นของตำนานแห่งป่ากราด

หมู่บ้านสะท้อนในอดีตเคยเป็นป่าทึบ สัตว์ป่าพวกกระจง เสือ ไม่ใช่ของแปลกสำหรับป่าผืนนี้ แต่วันผ่าน เวลาพ้น คนก็เปลี่ยน

แต่ไหนแต่ไรบรรพบุรุษของชาวบ้านสะท้อนกำหนดพื้นที่หมู่บ้านจำนวน 10,000 ไร่ ไว้เป็น 4 ส่วนตามการใช้งาน คือ
ส่วนที่ 1 พื้นที่สำหรับหมู่บ้าน วัด โรงเรียน และสถานีอนามัย ประมาณ 2,000 ไร่
ส่วนที่ 2 เป็นทุ่งหญ้าเลี้ยงสัตว์ ประมาณ 1,700 ไร่
ส่วนที่ 3 เป็นพื้นที่สำหรับการทำไร่ เป็นลักษณะไร่เลื่อนลอยเพื่อปลูกข้าว ประมาณ 3,700 ไร่
ส่วนที่ 4 เป็นพื้นที่ป่าไม้ที่สงวนไว้ให้ชาวบ้านนำไม้ไปใช้สอย พื้นที่นี้เรียกว่า “ป่ากราด” เนื้อที่ 2,578 ไร่ (ป่ากราด เป็นภาษาถิ่น หมายถึงป่าที่มีพันธุ์ไม้หลากหลาย)

ต่อถึงปี 2500 นโยบายภาครัฐส่งเสริมการปลูกยางพารา พื้นที่ทำกินในส่วนที่ปลูกข้าวก็ยังมีความจำเป็น แต่แรงดึงดูดของพืชชนิดใหม่ก็น่าทดลอง หลายคนค่อยๆ รุกคืบเข้าในในทุ่งหญ้าเลี้ยงสัตว์ และกำลังจะขยับเข้าไปในป่ากราด ซึ่งเกินกว่าที่ตกลงกันไว้ในอดีต สวนยางขยายตัวพร้อมกับประชากรที่หนาตาขึ้นทุกวัน

นายหยีในวัย 25 ปี มองความสูญเสียด้วยความกังวล แต่ความที่อ่อนอาวุโสก็ไม่สามารถทำอะไรได้เต็มที่
โชคดีที่ผู้นำชุมชนในเวลานั้น คือกำนันเอียด เสนะพันธุ์ เล็งเห็นว่าถ้าปล่อยไว้อย่างนี้ สภาพป่ากราดที่สงวนไว้เป็นแหล่งไม้ใช้สอยคงเสียหายแน่ จึงทำหนังสือร้องเรียนไปยังกรมป่าไม้ เพื่อขอให้จัดตั้งป่ากราดเป็นป่าสงวนแห่งชาติ โดยหวังว่าเมื่อมีกฎหมายมาครอบทับ จะช่วยยุติการบุกรุกได้ จากนั้นก็ระดมกำลังใจชาวบ้านมาช่วยกันทำหลักเขตที่ชัดเจน ทำให้พื้นที่ดังกล่าวได้รับการประกาศเป็นป่าสงวนแห่งชาติป่ากราด ในปี 2505

“ผมเห็นด้วยกับกำนัน ถ้าตอนนั้นชาวบ้านไม่ร่วมมือกัน เราก็ไม่มีป่ากราดเหลือให้ใช้มาถึงวันนี้” สายใยแห่งความผูกพันระหว่างลุงหยีกับป่ากราดเริ่มต้นขึ้น เมื่อได้มีส่วนร่วมปักหลักแนวเขตผืนป่าสองพันกว่าไร่ผืนนี้...นับตั้งแต่เวลานั้น

ฉายแววนักสู้

หลังการประกาศเรื่องป่าสงวนได้ไม่นาน ก็มีพ่อค้าในตลาดอำเภอนาทวีมาติดต่อกำนันกำจัด เสนะพันธุ์ (ลูกของกำนันเอียด) เพื่อขอล้มป่ากราด แต่กำนันไม่ยอมเพราะถือว่าป่าผืนนี้เป็นมรดกตกทอดมาตั้งแต่บรรพบุรุษ ชุมชนหยุดการบุกรุกได้ระยะหนึ่งจนกระทั่งปี 2518

“เรื่องมันเริ่มจากว่าปีนั้น มีคนเอาอุปกรณ์เครื่องเลื่อยโซ่เข้ามา...แค่เครื่องเดียวเท่านั้น เครื่องเดียวกับคนแค่คนเดียว เข้าไปในป่าแผลบเดียว ตัดไม้ออกมาแล้ว 8 ท่อน ถ้าให้เข้าไป 10 วัน เขาก็คงตัดออกมา 80 ท่อน ผมว่ามันไม่ถูกแล้ว เพราะบรรพบุรุษบอกว่าไม้...ไม่ได้หวง ใช้ประโยชน์ได้ตามความเหมาะสม แต่ต้องแปรรูปด้วยมือ ไม่ใช่เล่นเลื่อยเครื่องแบบนี้...หมดป่าพอดี” ลุงหยีในวัย 43 ปี ออกโรงต่อต้านเรื่องนี้ แกนนำชุมชนและชาวบ้านส่วนใหญ่ก็เห็นด้วย มือเลื่อยจึงพาตัวเองออกไป

ทำอย่างไรจะไม่ให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย...ลุงหยี มองไปยังหมู่บ้านอื่น เห็นความเสียหายที่เกิดขึ้นเพราะเจ้าของบ้านไม่ลุกขึ้นมาเอาจริง ทำให้ป่าเสียหาย แล้วพรุ่งนี้เราจะเหลืออะไรไว้ให้ลูกหลาน

ลุงเข้าไปหารือกับผู้ใหญ่บ้าน พร้อมกับมีร่างกฎกติกาการใช้ป่าไว้ในใจ โดยรวมรวมจากประสบการณ์ที่เห็นในผืนป่าต่างๆ จากนั้นเสนอเปิดเวทีชาวบ้านเพื่อหารือร่วมกัน ในที่สุด ก็มีการร่างกฎการใช้ประโยชน์จากป่า โดยมีหลักว่า ห้ามตัดไม้ใหญ่หรือแปรรูปไม้ อนุญาตให้ตัดได้เฉพาะไม้เล็กสำหรับเผาถ่าน ทำควากนอกชาน และไม้คานสำหรับหามศพ

ห้ามคนในหมู่บ้านได้ แต่ป่าที่เปิดโล่ง ใครใคร่มาก็มาได้ ประกอบการเส้นทางคมนาคมที่เริ่มสะดวกขึ้น ถนนทอดยาวพารถยนต์เข้าถึง กฎเกณฑ์ที่ชาวบ้านวางไว้ก็ไม่ขลังสำหรับคนนอก การลักลอบตัดไม้หรือล่าสัตว์เกิดขึ้นเป็นประจำ

สถานการณ์ไม่เลวร้ายเสียทีเดียว เพราะในปี 2525 อธิบดีกรมป่าไม้ ได้เดินทางมาดูป่ากราดของบ้านสะท้อน กำนันกำจัดและลุงหยี ได้ขอให้อธิบดีฯ ประกาศให้ป่าปราดเป็นป่าสงวนแห่งชาติ หรืออุทยานแห่งชาติ เพื่อหวังจะให้กฎหมายช่วยคุ้มครองเหมือนอย่างที่บรรพบุรุษเคยทำในอดีต แต่เนื่องจากพื้นที่ป่ากราดมีจำนวนไม่ถึงเกณฑ์ที่จะเป็นอุทยานแห่งชาติ กรมป่าไม้จึงหาทางออกโดยการประกาศให้เป็นเขตห้ามล่าสัตว์ป่าป่ากราด เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2525

หลังจากประกาศเป็นเขตห้ามล่าสัตว์ป่าแล้ว ลุงหยีกับชาวบ้านก็ช่วยกันติดป้ายประกาศห้ามล่าสัตว์ป่ารอบบริเวณ ประกอบกับการตัดไม้ใช้สอยของชาวบ้านก็ค่อยๆ ลดลง เพราะรายได้จากการทำสวนยางช่วยทำให้ชีวิตความเป็นอยู่กระเตื้องขึ้น หลายคนนิยมสร้างบ้านด้วยคอนกรีต

ป่ากราดของลุงหยี

ปัญหาตัดไม้หมด แต่ปัญหาเรื่องการล่าสัตว์เข้ามาแทน ลุงหยีเล่าว่าเคยซุ่มดักคนล่ากระจงได้ถึง 7-8 ตัวตั้งหลายครั้ง “พวกนี้ล่าเอาไปขายร้านอาหาร” นักล่าประเภทนี้โดนลุงหยีพาส่งตัวเพื่อดำเนินคดีหลายคน

“ประมาณปี 2526-2527 นี่แหละ ลุงรู้สึกว่าธรรมชาติมันเริ่มเปลี่ยนแปลง คงจะมีผลจากการที่ป่าถูกทำลายต่อเนื่อง ลุงก็เลยเสนอกับแกนนำหมู่บ้านว่าเราต้องจัดองค์กรชุมชน เพื่อมาดูแลรักษาป่ากันจริงๆ เสียที เวลานั้นก็ได้อาสาสมัครกัน 16 คน” องค์กรชุมชนเพื่อดูแลป่ามีกำนันกำจัด เป็นประธาน ส่วนลุงหยีทำหน้าที่รองประธาน

องค์กรชุมชนดูแลป่ากราด ไม่ได้จัดตั้งเป็นทางการ แต่เป็นการรวมหัวจิตหัวใจของคนบ้านสะท้อน โดยมีลุงหยีเป็นแกนขับเคลื่อน และเพิ่มเป็น 24 คนในปัจจุบัน ทว่าหน้าที่ลาดตระเวนป่า ดูเหมือนจะตกเป็นของลุงหยีด้วยความเต็มใจ

ทุกสุดสัปดาห์ เมื่อหมดงานในสวนในไร่ ลุงหยีก็จะขี่มอเตอร์ไซค์คันเก่งเข้าป่ากราด ใช้เวลาในป่าทั้งคืน เดินตรวจตราร่องรอยของนักล่าที่ยังมีอยู่ประปราย โดยกลับมาอีกทีก็เช้าวันใหม่ ร่องรอยนักล่ามักจะสังเกตได้จากเศษข้าวของเครื่องใช้ รอยยานพาหนะ เป็นต้น นอกจากนี้ ลุงก็ยังมีหน้าที่ไปตรวจตราบ่อน้ำจำนวน 30 บ่อในป่าที่สัตว์ทั้งหลายใช้ดื่มกิน

“ตรงบ่อน้ำนี่ต้องดูให้ละเอียดทุกครั้ง ไปดูว่าบ่อมันตื้นเขิน น้ำแห้งหรือเปล่า มีร่องรอยการมาดักล่าหรือเปล่า บางคนก็เอายามาดักนก บางทีก็มาวางบ่วง ถ้าเจอพวกนี้...ก็ต้องจัดการ” ลุงหยีจะจัดการเก็บสิ่งที่เป็นอันตรายออกให้พ้นบ่อน้ำ แล้วนำข่าวมาแจ้งต่อเจ้าหน้าที่ในวันรุ่งขึ้น วิธีการเข้าป่าไปงานนี้ ลุงหยีเรียกว่า “ไปซุ่ม”

จัดระเบียบสังคมให้หมู่ 1 ซึ่งเป็นบ้านเกิดตัวเองได้เรียบร้อยแล้ว ลุงหยีก็ช่วยสอดส่องป่าของเพื่อนบ้าน
ในปี 2540 ป่าของบ้านหมู่ 2 ถูกบุกรุกโดยผู้มีอิทธิพล แม้ชาวบ้านจะช่วยผลักดันจนทางการมีคำสั่งให้ออกจากพื้นที่แล้ว แต่ก็ยังมีการลับลอบเข้ามาแปรรูปไม้ที่เหลือ สาเหตุที่รู้ก็เพราะลุงหยี “ไปซุ่ม” ดูด้วยตาตนเอง

เมื่อได้หลักฐานครบ ลุงหยีทำหนังสือร้องเรียนถึง 23 หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ส่วนผู้อิทธิพลทำเรื่องฟ้องลุงหยีในข้อหาหมิ่นประมาท ทั้งคู่เผชิญหน้ากับบนศาลในนัดตัดสินคดี ผลปรากฏว่าลุงหยีชนะ

“ผมภูมิใจมาก รู้สึกว่าโลกนี้ยังมีความยุติธรรม”

ความชำนาญสมุนไพร และประสบการณ์ที่สัมผัสกับธรรมชาติในป่าผืนนี้มานาน ทำให้ลุงหยีกลายเป็นวิทยากรประจำป่าบรรยายให้ความรู้แก่ผู้มาเยือน ทั้งนักเรียน นักศึกษา และสถาบันศึกษาในจังหวัดใกล้เคียงที่มาดูงาน ความตั้งใจขององค์กรชุมชนที่ดูแลป่ากราดก็มุ่งหวังให้ป่าผืนนี้เป็นแหล่งศึกษาธรรมชาติ การร่วมแรงของชาวบ้านสัมฤทธิ์ผล เมื่อชุมชนบ้านสะท้อนได้รับพระราชทานธงพิทักษ์ป่ารักษาชีวิตจากสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถในปี 2541

วันเวลาผ่านไป แต่หัวใจลุงหยีไม่เคยเปลี่ยนแปร...47 ปีแล้ว ที่ลุงหยีทำหน้าที่ดูแลรักษาป่ากราดผืนนี้อย่างไม่เหน็ดเหนื่อย สุขภาพก็ยังแข็งแรงสมกับเป็นประธานองค์กรพิทักษ์ป่ากราด

“เราทำงานอาสาสมัคร ห้ามพูดว่าเหนื่อย ห้ามพูดว่ากลัว...เพราะงานนี้เขาไม่ได้บังคับ เราเข้ามาเอง เราเหนื่อย เรากลัว ก็ออกไป คนที่ยังทำอยู่ต้องไม่เหนื่อย ไม่กลัว”

ใครมองว่าคนสูงอายุไร้ประโยชน์...
คิดผิด...ให้โอกาสคิดใหม่อีกที

ชื่อ-นามสกุล : นายหยี เพ็งหมาน
2 หมู่ 1 ต.บ้านสะท้อน อ.นาทวี จ.สงขลา 90160 โทร. 06 284 8191
อายุ : 72 ปี
การศึกษา : ประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนวัดสะท้อน ต.สะท้อน อ.นาทวี จ.สงขลา
การทำงาน : ปัจจุบัน

  • ประธานชมรมอนุรักษ์ลุ่มน้ำ อ.นาทวี จ.สงขลา
  • ประธานประชาคม ต.สะท้อน อ.นาทวี จ.สงขลา
  • ประธานองค์กรพิทักษ์ป่ากราด
  • ประธานศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตร ต.สะท้อน อ.เมือง จ.สงขลา
  • อนุกรรมการประสานแผนพัฒนาท้องถิ่นระดับอำเภอ

ระยะเวลาทำงานด้านอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม : 47 ปี (ปี 2500-2547)
เกียรติประวัติ : วุฒิบัตรจากมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ในฐานะวิทยากรให้ความรู้แก่นักศึกษา

ผลงาน :

  • ผลักดันการ
  • เรียกร้องให้ป่ากราดเป็นเขตห้ามล่าสัตว์ป่า เพื่อลดปัญหาการบุกรุก
  • สร้างความรู้ความเข้าใจเรื่องป่ากราด โดยทำหน้าที่วิทยากร
  • ทำหน้าที่ตรวจตราลาดตระเวนป่า
  • เป็นนักประสานงานเชื่อมโยงกิจกรรมระหว่างหน่วยงานภาครัฐกับชุมชน

กลับหน้า ประจำปี 2547