ประเภทชุมชน (ชุมชน ชุมชนเมือง เครือข่ายชุมชน)

ชมรมอนุรักษ์ธรรมชาติบ้านวังลุง
แบบอย่างความร่วมมือระหว่างชุมชนกับภาครัฐ

จากพื้นที่สีแดงในอดีต เสียหายซ้ำด้วยสัมปทานป่า ชุมชนบ้านวังลุงสามารถพลิกฟื้นคืนความสมบูรณ์ นำมาสู่การพึ่งพาตัวเองได้ด้วยระบบประปาภูเขา และปกป้องผืนป่า สายน้ำ ด้วยกระบวนการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ

การท่องเที่ยวเชิงนิเวศเป็นทางออกหนึ่งในการรักษาป่า ที่ชุมชนสามารถดำเนินควบคู่ไปกับการใช้ประโยชน์ แต่กว่าที่ชาวบ้านจะเดินมาถึงเส้นทางนี้ได้ ต้องฝ่าด่านในการทำความเข้าใจกับภาครัฐ เพื่อสร้างกระบวนการมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการป่าที่เหมาะสม

ความสำเร็จนี้ใช่ว่าทุกชุมชนจะทำได้ เพราะนอกจากต้องมีทุนทางธรรมชาติที่เป็นข้อได้เปรียบแล้ว วิสัยทัศน์ของชาวบ้านในชุมชนที่ทำให้ภาครัฐยอมรับก็เป็นปัจจัยสำคัญ

แต่ชุมชนบ้านวังลุง คว้าความสำเร็จนี้มาได้แล้ว

ตระหนักถึงภัยพิบัติ

ชุมชนบ้านวังลุง เคยเป็นพื้นที่สีแดงมาก่อน ในปี 2500 บ้านวังลุงอยู่ในบรรยากาศของการแย่งชิงมวลชนระหว่างความขัดแย้งของแนวคิดทางการเมือง ภาครัฐอพยพชาวบ้านออกนอกพื้นที่ แต่หลังจากนั้นอีก 5 ปี ก็ปล่อยให้ชาวบ้านก็กลับเข้ามา พร้อมกับนโยบายสัมปทานป่าก็เริ่มขึ้นและดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง


อุทกภัยที่เกิดขึ้นในอำเภอพิปูน จังหวัดนครศรีธรรมราช เมื่อปี 2531 อันเป็นผลมาจากสัมปทานไม้ที่ยาวนาน ไม่เพียงสร้างความเสียหายให้เกิดกับคนพิปูนเท่านั้น แต่ยังกลับส่งผลกระทบต่อชุมชนวังลุงที่อาศัยอยู่อีกฟากหนึ่งของเทือกเขาหลวง แกนนำบ้านวังลุงจึงรวมกลุ่มกันหาวิธีคลี่คลายปัญหา

“การมารวมตัวกันเป็นกลุ่มก็เกิดจากหลายปัจจัยหลายสาเหตุ หนึ่ง-เห็นความรุนแรงจากน้ำท่วมในปี 2531 สอง-ยังมีการทำไม้ในพื้นที่เพื่อต่อเรือส่งไปยังอำเภอท่าศาลา...ไม้ที่ใช้ก็เป็นไม้มาจากบ้านเราทั้งนั้น” นายเฉลิม กาญจนพิทักษ์ ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 1 และประธานชมรมอนุรักษ์ธรรมชาติบ้านวังลุง กล่าวถึงจุดเริ่มต้น

ผู้ใหญ่เฉลิม บอกว่าเมื่อมีการทำไม้ การล่าสัตว์ก็ตามมา กิจกรรมของชมรมฯ ที่ถือเป็นเรื่องเร่งด่วนก็คือ จัดการกับผู้ลักลอบตัดไม้ โดยนำสมาชิกจำนวน 28 คน เข้าไปจับไม้ในป่าได้กว่า 100 ท่อน ตอนนั้น ชาวบ้านลุยกันเอง เพราะยังไม่มีเจ้าหน้าที่ดูแลเหมือนตอนนี้

การรวมกลุ่มก็เท่ากับเป็นการจัดระเบียบชุมชน สมาชิกกลุ่มช่วยกันประชาสัมพันธ์ด้วยการขอร้องชาวบ้านให้เลิกบุกรุกตัดไม้ แต่การร้องขออย่างเดียวคงไม่ใช่ทางแก้ไขปัญหาในระยะยาว

เมื่อเวลาผ่านไป หลายคนหารือกันว่า ถ้าจะให้การทำงานเป็นไปอย่างเป็นรูปธรรม และเป็นการสร้างการยอมรับจากหน่วยงานต่างๆ ควรจะทำกันให้เป็นเรื่องเป็นราว

“ชมรมอนุรักษ์ธรรมชาติบ้านวังลุง” จึงกำเนิดขึ้นในปี 2540 พร้อมกับกฎระเบียบที่แกนนำชุมชนมาช่วยกันระดมสมอง
แต่จะทำอย่างไรให้ชาวบ้านทั้งชุมชนมีส่วนร่วมในการดูแลป่า ไม่ใช่ทำกันแค่สมาชิกชมรม
ประการสำคัญ ทำอย่างไรจะให้ภาครัฐวางใจให้ชาวบ้านดูแลป่าอย่างจริงจัง?

สร้างการมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง

ปี 2541 แกนนำชมรมฯ นำชุมชนนำเรื่องการตั้งชมรมฯ พร้อมด้วยเจตนารมณ์ของชาวบ้าน ไปหารือกับเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติเขาหลวง และนายอำเภอพรหมคีรี ภาครัฐให้ความสนใจและเต็มใจให้การสนับสนุน โดยเสนอว่าควรจะจดทะเบียนให้เป็นเรื่องเป็นราว มีการเปิดเวทีชาวบ้านเพื่อร่วมคิด และได้ข้อสรุปในหลักการว่า สำหรับชาวบ้านที่มีที่ทำกินในผืนป่า ก็ให้สามารถเก็บผลผลิตต่อไปได้ แต่ห้ามอ้างสิทธิบนที่ดินนั้น ห้ามการตัดไม้อย่างเด็ดขาด และช่วยกันรักษาสิ่งแวดล้อมทุกประเภท อย่างเรื่องการทำสวนสมรม ก็มีข้อกำหนดว่าต้องทำการเกษตรให้ห่างลำห้วยเป็นระยะทาง 10 เมตร เพื่อป้องกันสารปนเปื้อนลงสู่ลำน้ำ

ชมรมอนุรักษ์ธรรมชาติบ้านวังลุง ได้รับการจดทะเบียนอย่างถูกต้องกับองค์การบริหารส่วนตำบลทอนหงส์ ในปี 2542 เท่ากับว่าภาครัฐทั้งส่วนกลาง ส่วนท้องถิ่นให้การยอมรับเรื่องการมีส่วนร่วมของประชาชนแล้ว โดยมีหลักการชัดเจนว่า ชาวบ้านวังลุงจะเป็นผู้ดูแลรักษาผืนป่าที่วัดจากจุดกลางหมู่บ้านออกไป 10 กิโลเมตร เป็นพื้นที่ 16,000 ไร่ มีการหมายแนวเขตป่า และมีป้ายแสดงหลักเขตชัดเจน ชาวบ้านเข้าใจกฎระเบียบและข้อห้าม เพราะเป็นการร่วมคิดด้วยกัน มีการชักชวนให้ชาวบ้านเข้าร่วมเป็นสมาชิกชมรมฯ ทุกวันนี้ ชมรมฯ มีสมาชิก 300 ครัวเรือน จากจำนวนทั้งหมด 500 ครัวเรือนของ 2 หมู่บ้าน (หมู่ 1 และหมู่ 6)

บูรณาการเพื่อสิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิต

ด้วยสภาพแวดล้อมที่งดงาม บวกกับจำนวนสมาชิกชมรมที่มากมายถึง 2 หมู่บ้าน นำมาซึ่งแนวคิดของการดูแลรักษาด้วยการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ

ผู้ใหญ่เฉลิม ในฐานะประธานชมรมฯ บอกว่ามีการแบ่งบทบาทหน้าที่ของสมาชิกชัดเจน แกนนำชมรมฯ จะทำหน้าที่ลาดตระเวนดูแลป่า ส่วนสมาชิกคนอื่นๆ จะแบ่งกันทำงานด้านการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ เช่น การเก็บค่าผ่านทาง (นั่งเฝ้าตู้ยามทางเข้าน้ำตกหน้าหมู่บ้าน) เป็นลูกหาบให้กลุ่มทัวร์ หาไม้แห้งทำฟืนสำหรับเตาอบสมุนไพร (จุดอบสมุนไพรอยู่ตรงปากทางเข้าน้ำตก) นอกจากนี้ ยังมีการพัฒนากลุ่มอาชีพ เช่น การทำกล้วยฉาบ กิจกรรมเหล่านี้เป็นการช่วยสร้างความเข้มแข็งให้ชุมชน และสร้างรายได้เพื่อลดปัญหาการบุกรุกพื้นที่ป่า

ชมรมฯ จะแบ่งหน้าที่ออกเป็นฝ่ายต่างๆ ดังนี้
       1. ฝ่ายพิทักษ์ป่า
       2. ฝ่ายเพาะพันธุ์กล้าไม้
       3. ฝ่ายทัวร์ป่าเพื่อการอนุรักษ์
       4. ฝ่ายสำนักงาน
       5. ฝ่ายปลูกจิตสำนึก
       6. ฝ่ายบริการน้ำตก (น้ำตกวังลุง)
       7. ฝ่ายตรวจสอบและประเมินผล

การฟื้นฟูสภาพป่าและน้ำ นอกจากจะช่วยรักษาทุนธรรมชาติให้คงอยู่แล้ว ยังส่งผลให้ชุมชนสามารถพึ่งพาตนเองด้วยการทำระบบประปาภูเขา ทุกวันนี้ ชาวบ้านจากหมู่ 1 และหมู่ 6 พึ่งพาสายน้ำจากธรรมชาติด้วยค่าใช้จ่ายเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

สืบสานงานอนุรักษ์

บทบาทของผู้ใหญ่สอบผ่านแล้ว... ถึงเวลาที่จะต้องสร้างคนรุ่นใหม่ขึ้นมารับไม้ต่อ

เด็กๆ บ้านวังลุงได้รับการกระตุ้นให้ตระหนักถึงคุณค่าของทุนชีวิตที่ตนมี โดยเริ่มจากกิจกรรมค่ายสร้างจิตสำนึกที่ชมรมฯ จัดขึ้น เด็กที่ผ่านการอบรมค่ายแล้วจะมาทำหน้าที่พี่เลี้ยงให้กับน้องๆ ในการจัดค่ายครั้งต่อไป ที่ผ่านมามีการจัดค่ายเยาวชนไปแล้ว 12 รุ่น โดยได้รับงบประมาณสนับสนุนจากทางองค์การบริหารส่วนจังหวัด ถือเป็นความร่วมมือกับภาครัฐที่พัฒนาขึ้นไปในระดับที่น่าพอใจ

การป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ก็เป็นอีกกิจกรรมหนึ่งที่ชมรมฯ เน้นหนัก และถือเป็นความภาคภูมิใจของชาวบ้านที่สามารถบอกใครๆ ได้เต็มปากว่า บ้านวังลุงไม่มีสารเสพติดเลย ความสำเร็จในมิติต่างๆ ช่วยตอกย้ำให้ภาครัฐมองเห็นถึงความตั้งใจจริงของชาวบ้าน และให้การยอมรับยิ่งขึ้น

“การจัดการป่าเป็นหน้าที่ของอุทยานฯ ก็จริง แต่เราก็ต้องด้วย ทำเพื่อพิสูจน์ตัวเอง เราป้องกันการบุกรุกป่า เพราะลำพังเจ้าหน้าที่ไม่สามารถดูแลได้ทั่วถึง เราทำเพราะเป็นความผูกพันระหว่างเรากับป่า” ผู้ใหญ่เฉลิม กาญจนพิทักษ์ กล่าวปิดท้าย

ประสบการณ์จากสถานการณ์ต่างๆ ในอดีต ช่วยบ่มเพาะให้คนบ้านวังลุงเป็นคนช่างคิด ชอบวิเคราะห์ และนำมาสู่การพัฒนาวิถีคิดของคนในชุมชน ที่สามารถรวมตัวกันเพื่อจัดการกับปัญหา จนนำมาสู่การยอมรับในสังคม

ไม่ใช่ทุกชุมชนที่จะคว้าความสำเร็จเช่นนี้มาได้

ชื่อชุมชน : ชมรมอนุรักษ์ธรรมชาติบ้านวังลุง
ชุมชนบ้านวังลุง ต.ทอนหงส์ อ.พรหมคีรี จ.นครศรีธรรมราช (ใหญ่-ขอรหัสไปรษณีย์ด้วย)
ผู้ประสานงานชุมชน : นายเฉลิม กาญจนพิทักษ์ ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 1 และประธานชมรมอนุรักษ์ธรรมชาติ
บ้านวังลุง โทร. 075 394 474 (ใหญ่-ใช่หมายเลขโทร.ของผู้ใหญ่เฉลิมหรือเปล่า)
พื้นที่ป่าชุมชน : 16,000 ไร่
ประชากร : หมู่ 1 และ หมู่ 6 ประมาณ 500 ครอบครัว

ผลต่อการเปลี่ยนแปลง :

  • สามารถดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติได้ โดยภาครัฐให้การยอมรับ
  • บูรณาการงานอนุรักษ์ป่าให้เชื่อมโยงกับการพัฒนาคุณภาพชีวิต
  • สามารถป้องกันชุมชนให้ปลอดจากยาเสพติด

การเกิดประชาสังคม :

  • มีกฎระเบียบที่ชุมชนร่วมกันคิด และสามารถปฏิบัติได้จริง
  • สร้างคนรุ่นใหม่เพื่อสืบทอดงานอนุรักษ์

กลับหน้า ประจำปี 2547