ประเภทความเรียงเยาวชน

รางวัลดีเด่น
สู่โลกกว้าง ด้วยภูมิปัญญาท้องถิ่น
โดย ด.ญ. ประภัสสร ข่วงทิพย์
นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/4 และสมาชิกชุมนุมเด็กฮักถิ่น
โรงเรียนกุดบากพัฒนาศึกษา อำเภอกุดบาก จังหวัดสกลนคร

การถ่ายทอดประสบการณ์ของตนเอง จากการเข้าร่วมกิจกรรมกับ “กลุ่มเด็กฮักถิ่น” ซึ่งเป็นเครือข่ายหนึ่งของ“กลุ่มอินแปง” มาเป็นงานเขียนที่มีเสน่ห์และน่าติดตาม

ฉันได้ยินคำว่า “เด็กฮักถิ่น” เมื่อฉันเรียนอยู่ที่โรงเรียนชุมชนบ้านกุดไห ตำบลกุดไห อำเภอกุดบาก จังหวัดสกลนคร ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ครั้งแรกรู้สึกแปลกใจ เพราะไม่เคยได้ยินคำนี้มาก่อนจึงได้ไปถามพี่ที่อยู่ข้างบ้านว่าเด็กฮักถิ่นคืออะไร พี่ที่อยู่ข้างบ้านฉันชื่อ นางสาวจุฬารัตน์ ข่วงทิพย์ หรือพี่ปลา ขณะนั้นเรียนอยู่ในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่โรงเรียนกุดบากพัฒนาศึกษา อำเภอกุดบาก จังหวัดสกลนคร คำตอบคือกลุ่มนักเรียนที่มีความสนใจเรื่องราวเกี่ยวกับสิ่งต่างๆ ที่อยู่รอบตัว ทั้งธรรมชาติ ประเพณี วัฒนธรรมและความร่วมมือกันทำกิจกรรมอนุรักษ์วัฒนธรรมประเพณีต่างๆ ให้คงอยู่ ฉันจึงถามพี่ปลาว่า การลงแขกเกี่ยวข้าว เป็นการส่งเสริมวัฒนธรรมประเพณีไหม พี่ปลาตอบว่าเป็นเพราะเราได้อนุรักษ์วัฒนธรรมประเพณีเก่าๆ ให้คงอยู่ เป็นการช่วยเหลือกันด้วยแรงกายและแรงใจ

เนื่องจากบ้านอยู่ใกล้กันฉันจึงไปเล่นที่บ้านพี่ปลาบ่อยๆ วันหนึ่งพี่ปลาได้ชวนฉันว่า ถ้าพี่จะพาทำของใช้จากมะขามเปียกสนใจไหม ฉันเองก็ไม่แน่ใจว่ามะขามเปียก จะทำอะไรได้บ้าง พี่ปลาบอกว่าทำได้และจะพาทำเอง ฉันไปดูอุปกรณ์ที่จะใช้บ้านพี่ปลามีครบแล้ว พี่ปลาได้อธิบายส่วนผสมต่างๆ ให้ฉันฟังที่ฉันสนใจคือน้ำหมัก เพราะไม่รู้ว่าทำอย่างไร มีประโยชน์อย่างไร ซึ่งน้ำหมักนั้นพี่ปลาทำไว้ตั้งแต่ไปเข้าค่ายที่ศูนย์อินแปงกลับมาก็มาทำต่อที่บ้าน พี่ปลาเล่าให้ฟังว่าแรกๆ คุณแม่ก็ไม่ได้ห้ามหรือสนับสนุนอะไรปล่อยให้ทำเอง เงินซื้อน้ำตาลก็เอาจากกระปุกออมสินไปซื้อมา 1 กิโลกรัมมาผสมกับผลไม้รสเปรี้ยวซึ่งมีอยู่มากมายในหมู่บ้านเพื่อทำน้ำหมัก ทำเสร็จแล้วได้เอาไว้ใช้ในบ้าน โดยการใช้แทนสบู่ที่เคยซื้อตามท้องตลาด ที่มีราคาแพงแต่ถ้าหันมาใช้สบู่ที่ทำแล้วก็จะรู้สึกภูมิใจที่ได้ใช้ของใช้ที่ตัวเองทำสุดฝีมือ ช่วยลดค่าใช้จ่ายภายในครอบครัวด้วย ต่อมาคุณแม่ก็เริ่มใช้ตามลูกสาวและติดใจ ซึ่งหลายคนก็เป็นอย่างนี้กลัวว่าจะแพ้เพราะไม่เคยใช้มาก่อน แต่ถ้าลองได้ใช้แล้วติดใจทุกคน วัสดุอุปกรณ์ส่วนหนึ่งนั้นมีเหลือมาจากชุมนุมเด็กฮักถิ่นที่โรงเรียนกุดบากพัฒนาศึกษา พี่ปลาหามาเองบ้างและอาจารย์ที่ปรึกษาชุมนุมหามาช่วย

ฉันไปชวนเพื่อนๆ และผู้ใหญ่ใกล้บ้านของเรามาดูการสาธิตทำสบู่จากมะขามเปียก ซึ่งมะขามนั้นมีอยู่มากมายตามทุ่งนาในหมู่บ้านของเรา รวมทั้งผลไม้พื้นบ้านที่มีรสเปรี้ยวก็มีอยู่ทั่วไป เช่น มะกรูด มะเฟือง มะยม เป็นต้น พวกเราช่วยกันเตรียมนำมาทำเป็นน้ำหมัก ในวันที่เราทดลองได้ช่วยกันแกะเอาเปลือกแคะเม็ดมะขามออกช่วยกันทำไปก็หัวเราะสนุกสนาน แล้วนำมะขามสุกมาคั้นผสมกับน้ำอุ่นซึ่งพี่ปลาบอกว่าจะทำให้เนื้อมะขามออกเยอะขึ้น แล้วกรองด้วยตาข่ายแล้วบีบให้เนื้อมะขามแยกออกมาจากกาก ซึ่งกากมะขามนั้นไม่ต้องทิ้งนำไปหมักทำน้ำหมักต่อก็ได้เรียกว่าใช้ให้คุ้ม ส่วนผสมอื่นๆ ได้แก่ หัวเชื้อแชมพู เกลือละลายน้ำอุ่น ขมิ้นผง น้ำผึ้ง นำมาผสมคลุกเคล้าแล้วบรรจุขวดส่วนวิธีทำน้ำหมักก็นำเอาผลไม้ที่มีรสเปรี้ยวมาสับเป็นชิ้นเล็กๆ มาหมักกับน้ำตาลประมาณ 1 – 2 เดือน น้ำหมักจะมีกลิ่นหอมของมะกรูดมะนาว พอเสร็จจากการทำสบู่เราก็นำมาบรรจุขวดสบู่ แชมพูเก่าที่เหลือใช้ ใครไม่มีขวดก็บรรจุใส่ถุง แบ่งกันไปใช้เพื่อนบ้านหลายคนใช้แล้วติดใจอยากใช้อีก ได้มาติดต่อว่าจะทำอีกวันไหน มีขายหรือเปล่าหลังจากวันนั้นมา พวกเราได้ทดลองทำสบู่จากดอกอัญชัน และว่านหางจระเข้ ดอกอัญชันไม่ได้ซื้อไปขอกับเพื่อนบ้าน ส่วนว่านหางจระเข้ปลูกเกือบทุกบ้าน เอาดอกอัญชันมาคั้นจนได้สีน้ำเงิน ส่วนว่านหางจระเข้ก็นำมาปอกเปลือกแล้วล้างขูดเอาเฉพาะวุ้นสีขาวด้านใน แล้วนำมาผสมกับหัวเชื้อกวนให้เข้ากันแล้วบรรจุขวดและเอาไปใช้ได้เลย

วันหนึ่งอาจารย์ที่โรงเรียนชุมชนบ้านกุดไห ให้ทำรายงานส่งเรื่องของใช้ภายในครัวเรือน ฉันได้ทำรายงานเรื่องเด็กฮักถิ่น เพื่อนๆ หลายคนถามว่าเด็กฮักถิ่นคืออะไร ฉันจึงตอบว่าเด็กอักถิ่นคือ กลุ่มเด็กที่มีกิจกรรมการอนุรักษ์วัฒนธรรมของท้องถิ่นให้คงอยู่ และฉันได้นำเสนอการทำของใช้จากมะขามเปียก อาจารย์บอกว่าไม่เคยรู้มาก่อนเด็กฮักถิ่นคืออะไร และมะขามนำมาทำเป็นสบู่ แชมพูได้ด้วยหรือ เวลาจะใช้เคยซื้อในร้านไม่เคยทำเลย อาจารย์ได้นำเอาโครงการเด็กฮักถิ่นไปนำเสนอที่ประชุมครู และได้รับอนุญาตให้เปิดโครงการเด็กฮักถิ่นในโรงเรียนขึ้น เรื่องแรกที่โรงเรียนจัดทำก็คือการปลูกกระหล่ำปลี เพราะเป็นการฝึกให้เด็กได้เห็นความสำคัญของอาชีพนี้ เราตั้งชื่อโครงการนี้ว่าโครงการปลูกพืชผักสวนครัวกินเอง ได้รับความนิยมจากชาวบ้านในหมู่บ้านเป็นอย่างดีและได้จัดทำโครงการปุ๋ยหมักชีวภาพ จากการนำเอาเศษหญ้ามากองเป็นกองใหญ่รวมกัน แล้วนำไปใช้ในโครงการปลูกพืชผักสวนครัวกินเอง ทำให้โรงเรียนของฉันได้รื้อฟื้นภูมิปัญญาท้องถิ่นมาใช้ในการเรียนรู้เพิ่มเติม เป็นการเปิดห้องเรียนให้กว้างขึ้นจากห้องสี่เหลี่ยมแคบๆ ที่เคยเรียนมาเป็นการปฏิบัติจริงเพราะถือว่าเป็นเด็กรุ่นใหญ่ในโรงเรียนแล้ว เวลามีแขกไปใครมาที่โรงเรียน พากันแวะชื่นชมผลงานของเราบ่อยๆ ฉันได้พูดกับพ่อแม่ว่าถ้าเรียนจบ ป.6 แล้ว ถ้าได้เกรดดีขอไปเรียนที่โรงเรียนกุดบากพัฒนาศึกษาได้ไหม พอผลสอบออกมาก็ปรากฏว่าได้เกรด 4 ทุกวิชาแม่จึงอนุญาตให้ฉันมาเรียนที่โรงเรียนกุดบากพัฒนาศึกษา

ปีการศึกษา 2546 ฉันได้มาเรียนที่โรงเรียนกุดบากพัฒนาศึกษา ซึ่งเป็นโรงเรียนประจำอำเภอ ที่นี่ฉันได้เพื่อนใหม่จากหลายหมู่บ้าน ต่อมาโรงเรียนมีโครงการเลือกชุมนุม โดยให้แกนนำรวมกลุ่มและหาอาจารย์ที่ปรึกษามารับรอง หาสมาชิกชุมนุมละ 25 คน ฉันลังเลใจอยู่นานเพราะไม่รู้จักใครเลย นักเรียน ม.1 วุ่นวายกันมากไม่รู้อะไรอยู่ที่ไหนเพราะเป็นน้องใหม่ ฉันเดินไปลงชื่อเลือกชุมนุมไว้ประมาณ 4 ชุมนุมด้วยกัน ชุมนุมแรกที่ฉันเลือกก็คือ ชุมนุมสมุนไพร ฉันไม่ได้ทำอะไรอยู่ประมาณ 2-3 วัน จึงย้ายไปอยู่ชุมนุมวิทยาศาสตร์ ซึ่งมีแต่การไปจับแมลงมาทดลอง ฉันไม่เข้าใจจับมันมาทรมานทำไม เราน่าจะช่วยกันอนุรักษ์ไว้ เลยย้ายไปอยู่ชุมนุมนาฎศิลป์อยู่ได้ 2 วัน ก็ได้แต่นั่งฟังดนตรีไม่ได้ทำอะไร จึงขอย้ายไปอยู่กับชุมนุมเด็กฮักถิ่น และคิดว่าจะเหมือนกับชุมนุมที่โรงเรียนเราไหม ที่โรงเรียนแห่งนี้ให้นักเรียนทุกคนเข้าร่วมกิจกรรมที่ตนเองสนใจในคาบเรียนที่ 7 ทุกวันพฤหัสบดี เพื่อติดตามความคืบหน้าของแต่ละชุมนุม

วันแรกประธานชุมนุมเด็กฮักถิ่นคือพี่จุฬารัตน์ ข่วงทิพย์หรือพี่ปลา ซึ่งเป็นคนบ้านเดียวกับฉันได้มาแนะนำตนเอง และให้สมาชิกในชุมนุมแนะนำตนเองให้เพื่อนได้รู้จักกัน พี่ปลาได้อธิบายเกี่ยวกับความเป็นมาของชุมนุมเด็กฮักถิ่น และพูดว่าเด็กในปัจจุบันมีค่านิยมที่ผิดๆ กล่าวคือเมื่อเติบโตทำงานเป็นใหญ่เป็นโตก็มักจะลืมญาติพี่น้อง ลืมแม้กระทั่งพ่อแม่ที่มีพระคุณ ลืมท้องถิ่นของตนเอง บุคคลเหล่านั้นไปรับเอาวัฒนธรรมใหม่ๆ เข้ามาทำให้วัฒนธรรมที่ดีงามในอดีตหายไปและยากต่อการฟื้นฟู รวมทั้งเทคโนโลยีที่ก้าวไกลไร้พรมแดน ในปัจจุบันทันต่อความต้องการทุกเวลาทุกโอกาส ทำให้ผู้คนลืมวัฒนธรรมที่มีคุณค่าเหล่านี้ไป นี่ก็เป็นอีกหนึ่งความรู้ หนึ่งแง่มุมที่ทำให้ทุกคนตระหนักถึงปัญหาต่างๆ

ในชุมนุมเด็กฮักถิ่นได้จัดโครงการที่ให้ความรู้มากมายและบางโครงการก็จะไปทำร่วมกับหน่วยงานอื่น เช่น โครงการทำดอก(ไม้)หมกที่บ้านบัว, การทำข้าวหลามร่วมกับรักเรียนชุมนุมเด็กฮักถิ่นที่โรงเรียนบ้านบัว, พิธีบวชป่าที่พวกเราไปร่วมกับคณะกรรมการป่าชุมชนบ้านกุดแฮด, โครงการเข้าค่าย “ ดิน กะบอง และของใช้” ที่ศูนย์อินแปง, การเขียนเรียงความส่งประกวด ในหัวข้อ “ถิ่นของฉันนี้มีดีที่อยากอวด” ฉันได้เขียนเรียงความส่งเรื่อง “พระองค์ดำ” ซึ่งเป็นพระที่ชาวบ้านกุดไหรู้จักกันดี และเป็นพระที่มีชื่อเสียง ฉันได้ออกมานำเสนองานให้เพื่อนๆ ในชุมนุมฟังหลายคนถามว่า “พระองค์ดำ” คืออะไรฉันจึงบอกว่า “พระองค์ดำเป็นพระพุทธรูปที่มีสีดำ มีความศักดิ์สิทธิ์ ชาวบ้านกุดไหและหมู่บ้านใกล้เคียงเคารพศรัทธามาก” สมาชิกในชุมนุมจึงตกลงกันว่าถ้ามีโอกาสจะพากันไปดูพระองค์ดำที่บ้านกุดไห

อาจารย์ที่ปรึกษาของชุมนุมเด็กฮักถิ่นของเราคือ อาจารย์รุจีรัตน์ แก้วคำเสน แต่พวกเราจะเรียกท่านว่าอาจารย์รุจ วันหนึ่งท่านชวนฉันและพี่ปลาว่าไปเที่ยวบ้านโคกภูไหมเสาร์นี้ ทำให้ฉันได้มีโอกาสไปศึกษาเรื่องการเก็บเกี่ยวและการทำผ้าย้อมครามกับอาจารย์รุจ และอาจารย์ทองคำ วรสาร หัวหน้าหมวดวิชาวิทยาศาสตร์ของโรงเรียน นอกจากนี้ยังมีนักเรียนบ้านโคกภูที่ไปเรียนอยู่ที่โรงเรียนกุดบากพัฒนาศึกษาอีก 2 คน เนื่องจากที่บ้านเขาปลูกครามไว้มากพอสมควร ที่โรงเรียนของเรามีโครงการศึกษาเรื่องผ้าย้อมครามแบบครบวงจร ซึ่งการปลูกและเก็บเกี่ยวจะมีเฉพาะช่วงนี้เท่านั้น คนทั่วไปไม่นิยมปลูกและย้อมกันเพราะมีขั้นตอนที่ยุ่งยาก ถ้าทำไม่ถูกวิธีจะย้อมสีไม่ได้ตามต้องการ(เหมือนครามมีชีวิตต้องค่อยๆ ทำ) ซึ่งคุณค่าของครามนั้นชาวบ้านเล่าให้ฟังว่า สามารถป้องกันโรคมะเร็งผิวหนังได้ นำมาโพกหัว ตัดเป็นเสื้อผ้าใส่ออกไปทำไร่ไถนาก็ไม่ร้อนเมื่อเหงื่อไหลอออกก็ยิ่งเย็นสบาย เพราะผ้าฝ้ายจะระบายอากาศได้ดี และตัวยาจากผ้าครามจะซึมซับเข้าสู่ผิวหนังของเราด้วย และที่สำคัญหากได้รับอุบัติเหตุ มีแผลฟกช้ำชาวบ้านจะนำผ้าย้อมครามนี้ไปห่อยาสมุนไพรพื้นบ้าน เอาไปนึ่งแล้วนำมาประคบจะทำให้แผลนั้นหายเร็วยิ่งขึ้น ฉันคิดว่าผ้าครามน่าจะมีคุณสมบัติอื่นๆ อีกจึงเป็นที่นิยมของลูกค้าชาวต่างชาติโดยเฉพาะชาวยุโรปและชาวญี่ปุ่น มีคนมาสั่งผ้าย้อมครามมากมายและรับซื้อไม่อั้นแม้ว่าจะราคาสูงเพียงใดก็ตามราคาทั่วไปเมตรละ 200 บาท ราคาอาจจะมากหรือน้อยกว่านี้ขึ้นอยู่กับเนื้อผ้า บางครั้งทอผ้าไม่ทันชาวบ้านจะขายครามที่ทำเป็นก้อนไว้แล้วกิโลกรัมละ 60-80 บาท บางคนที่ไม่รู้ขั้นตอนการทำที่ยุ่งยากและคุณค่าของครามก็บ่นว่าแพง แต่ถ้าเขาได้มาทำเองจะรู้ว่าราคาที่ชาวบ้านกำหนดไว้นั้นสมควรแล้ว อาจารย์ชวนพวกเราไปดูและศึกษาเอาไว้ เผื่อมีโอกาสจะนำต้นครามมาขยายพันธุ์ที่โรงเรียน จึงต้องไปถ่ายทำเป็นวิดีโอเอาไว้ให้นักเรียนศึกษาต่อไป

ที่บ้านโคกภู อำเภอภูพาน จังหวัดสกลนคร เป็นแหล่งปลูกครามและย้อมครามเกือบทั้งหมู่บ้าน ชาวบ้านจะรวมกันเป็นกลุ่มแม่บ้านย้อมครามบ้านโคกภู คนในหมู่บ้านแห่งนี้ทำอาชีพย้อมผ้าด้วยครามเป็นอาชีพเสริม ขณะนั่งรถไปฉันคิดว่าครามคงจะเป็นไม้ยืนต้น ตัดเป็นท่อนมีสีคราม เวลาใช้ก็นำไปทุบนำมาต้มก็จะให้สีออกมาแล้วนำฝ้ายมาย้อม แต่พอได้มาเห็นจริงๆ ต้นครามไม่ได้เป็นเหมือนต้นไม้ที่ฉันคิด ต้นครามเหมือนหญ้าทั่วๆ ไป ฉันได้ไปถามยายคนหนึ่ง ท่านบอกว่าการย้อมครามในปัจจุบันนี้หาดูได้ยาก ท่านยังถามอีกว่าเคยเห็นการย้อมครามที่ไหนบ้าง ฉันตอบว่าไม่เคยเห็นมาก่อน แต่เคยเห็นการย้อมผ้าสีจากเปลือกไม้ธรรมชาติ เพราะในหมู่บ้านของฉันคือบ้านกุดไห ตำบลกุดไห อำเภอกุดบาก จังหวัดสกลนคร มีการย้อมผ้าสีเปลือกไม้ธรรมชาติมาก ฉันได้ไปเกี่ยวครามร่วมกับชาวบ้านซึ่งเป็นคุณแม่ของพี่ปุ้ย นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนเดียวกันกับพวกเรา ในครั้งนี้ฉันได้รู้จักวิธีดูแลรักษาต้นคราม รู้จักวิธีทำให้ต้นครามออกสี การสกัดสีครามทำได้ง่ายแต่ต้องใช้เวลานาน ทำได้โดยการเอาครามทั้งต้นมามัดรวมกันแช่ลงในโอ่งบรรจุน้ำเอาหินทับไว้ไม่ให้ต้นครามลอยขึ้นมา ทิ้งไว้ประมาณ 1 วัน(18 ชั่วโมง) แล้วเอาต้นครามมาเซอะ (ภาษาถิ่น เป็นการทำให้สะเด็ดน้ำก่อน)ซึ่งขั้นตอนนี้ต้นครามจะมีกลิ่นเล็กน้อย น้ำครามที่ได้จะมีสีเขียวหลังจากนั้นจะนำปูนแดงมาผสม แล้วนำไม้จอมมาตีโยกขึ้นลงด้วยไม้จอม (ไม้จอม เป็นไม้ไผ่ 1 ท่อนขนาดประมาณ 2 เมตร โดยนำปลายข้างหนึ่งมาผ่าและสานให้เป็นกรวยคล้ายถังขยะ มีด้ามยาว ชาวบ้านเรียก ไม้จอมหรือไม้โยก) เมื่อโยกได้ที่แล้วฟองของครามจะหมดไปทิ้งไว้ให้ตกตะกอน เสร็จแล้วใช้ถังตักน้ำครามไปเทลงบนภาชนะจำพวกตะกร้าไม้ไผ่หรืออื่นๆ ที่มีรูด้านข้าง และใช้ผ้ารองไว้ข้างในเพื่อกรองเอาเนื้อครามที่เป็นตะกอนไว้ ส่วนที่เป็นน้ำจะไหลซึมออกมาจากผ้านั้น ขั้นตอนนี้เรียกว่าการเต๋อ น้ำที่ใช้ในการหมักคราม ควรเป็นน้ำตามธรรมชาติ เช่น น้ำฝน น้ำห้วย หรือน้ำคลอง เมื่อเสร็จแล้วจะได้ก้อนครามเหนียวสีน้ำเงินเข้ม ให้นำเนื้อครามที่ได้เก็บใส่ถุงหรือภาชนอื่นเอาไว้ใช้ต่อไป ส่วนขั้นตอนการย้อมนั้นมีความซับซ้อนไม่เหมือนการย้อมผ้าธรรมดา ฉันยังต้องศึกษาเพิ่มเติมอีกแต่ชาวบ้านได้สาธิตให้ดู โดยนำฝ้ายที่เตรียมไว้มาย้อมลงไปในหม้อ ประมาณ 4 ใบ(ขึ้นอยู่กับความต้องการว่าอยากจะได้สีเข้ม สีอ่อน แต่ส่วนมากจะนิยมสีเข้ม) แล้วนำไปตากในที่ร่ม เมื่อแห้งแล้วนำฝ้ายมาเก็บในถุง เพื่อเตรียมไปทอผ้าต่อไป

ฉันได้หัดทอผ้าที่ชาวบ้านกำลังจะทอผ้าพันคอส่งขายต่างประเทศ เป็นการทอผ้าที่ค่อนข้างง่าย เพราะอยู่ที่บ้านฉันก็ทอผ้ากับแม่อยู่แล้ว เมื่อกลับจากไปดูขั้นตอนการปลูก การเก็บเกี่ยว จนถึงการย้อม การทอผ้าคราม ฉันได้ขอเมล็ดครามไปปลูกที่บ้านเพื่อขยายพันธุ์ให้มากขึ้นและเป็นการอนุรักษ์ครามอีกวิธีหนึ่ง ฉันถามแม่ว่าจะทำผ้าย้อมครามไหม ฉันมีเมล็ดครามมาแล้ว แม่บอกว่ามันเหนื่อยนะ ทำผ้าเปลือกไม้ดีกว่า เรารู้จักต้นไม้มากมาย เพราะเราอยู่กับธรรมชาติและยังรู้วิธีการสกัดสีจากเปลือกไม้มานานแล้ว ฉันยังพูดกับแม่อีกว่า ต้นครามนอกจากจะได้ผ้าครามแล้วยังให้เห็ดอีกด้วย แม่ก็เลยรับปากว่าจะนำไปเสนอในที่ประชุมกลุ่มแม่บ้านกุดไหดูก่อน

ต่อมาที่บ้านกุดแฮดได้จัดพิธีบวชป่า ซึ่งเป็นประเพณีที่ชาวบ้านกุดแฮดทำขึ้นเป็นประจำทุกปี ปีละ 1 ครั้งปีนี้เป็นปีที่ 2 ฉันและเพื่อนๆ อีก 5 คน เป็นตัวแทนของชุมนุมเด็กฮักถิ่นไปร่วมกิจกรรมบวชป่าในครั้งนี้กับชาวบ้านกุดแฮด รวมทั้งนักเรียนจากบ้านกุดแฮดที่มาเรียนต่อที่โรงเรียนกุดบากพัฒนาศึกษาอีกหลายคน เพราะโรงเรียนของเราเป็นโรงเรียนมัธยมประจำอำเภอ ซึ่งโรงเรียนของเราให้การสนับสนุนกิจกรรมกับชุมชนดีมาก พวกเราและอาจารย์ในโรงเรียนอีก 5 ท่านได้ไปร่วมกิจกรรมนี้เพราะตรงกับวันจันทร์ ที่ 18 สิงหาคม 2546 เป็นกิจกรรมบวชป่าเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระบรมราชินีนาถ เนื่องในโอกาสวันแม่แห่งชาติ ครูและนักเรียนคนอื่นๆ ที่โรงเรียนเรียนตามปกติ ก่อนที่จะได้มาบวชป่า พี่ปลาถามว่าจะไปบวชป่าด้วยกันไหม ฉันก็เลยถามว่าบวชป่าที่ไหน พี่ปลาตอบว่า บ้านกุดแฮด ฉันก็เลยตอบตกลง ระหว่างนั่งรถกระบะของผู้อำนวยการไปนั้น ฉันก็คิดว่าการบวชป่าจะทำอย่างไร

บรรยากาศขณะเดินทางสวยงามมากมีต้นไม้มากมาย ถนนเป็นหินลูกรัง ขึ้นลงภูเขา ทางคดเคี้ยว เป็นหลุมบ่อในบางช่วง ท้องฟ้าหน้าฝนสวยงามมาก ต้นไม้เขียวขจีตลอดทาง บรรยากาศครึ้มฟ้าครึ้มฝนเย็นสบายพอไปถึงพวกเราชวนกันไปเก็บเห็ด ในพิธีเปิดงานผู้อำนวยการโรงเรียนของเราคือ ว่าที่ร้อยตรีชัยเดช บุญรักษา เป็นประธานในพิธีเนื่องจากนายอำเภอติดราชการด่วน เมื่อพิธีเปิดงานเสร็จแล้วพี่ๆ ต่างพากันวิ่งไปเอาผ้าเหลืองมาถือ แล้วเดินทางต่อไปที่ภูหมากมา ตอนแรกฉันรู้สึกเหนื่อยแต่พอได้เห็นธรรมชาติรอบๆ ตัวมีต้นไม้ใหญ่ให้ร่มเงาเหลืออยู่พอสมควรก็หายเหนื่อยลงบ้าง ฉันเดินลัดป่าไปหาต้นไม้ใหญ่พบกับพี่พีระ จันทร์เพ็งเพ็ญ ซึ่งเป็นประธานนักเรียนโรงเรียนกุดบากพัฒนาศึกษา เป็นคนบ้านกุดแฮด เดินเข้ามาในป่าพอดี พี่พีระชวนฉันและเพื่อนๆ แถวนั้นนำผ้าเหลืองมามัดต้นไม้เพื่อแสดงว่าเราได้ร่วมใจกันบวชต้นไม้ให้กับป่าแห่งนี้แล้ว หลังจากนั้นพวกเราเดินกลับลงมารวมกันที่จุดตรวจป่าชุมชน และรับประทานอาหารกลางวันร่วมกับชาวบ้าน อาหารส่วนใหญ่เป็นอาหารพื้นบ้าน เช่น แกงหน่อไม้ แกงเห็ด ส้มตำ ขนมจีน เป็นต้น เมื่อเสร็จกิจกรรมพวกเราเดินทางกลับโรงเรียนกับรถของศูนย์อินแปง นี่เป็นอีกความภาคภูมิใจหนึ่งที่ฉันประทับใจ ที่ได้มีโอกาสไปบวชป่าที่ป่าชุมชนบ้านกุดแฮด และอาจารย์ยังถามอีกว่า เมื่อไหร่จะได้ไปบวชป่าที่บ้านกุดไห

ต่อมาชุมนุมเด็กฮักถิ่นได้มีโครงการเข้าค่ายร่วมกับศูนย์อินแปง โดยมีเด็กฮักถิ่นจากโรงเรียนอื่นในจังหวัดสกลนคร ในค่าย “ ดิน กะบอง และของใช้” ระหว่างวันที่ 22 – 25 สิงหาคม 2546 ฉันเดินทางไปเข้าค่ายหลังเลิกเรียนพร้อมกับสมาชิกในชุมนุมอีก 4 คน ในวันศุกร์ที่ 22 สิงหาคม 2546 ฉันดีใจมากที่ได้เป็นตัวแทนของชุมนุมไปเข้าค่ายในครั้งนี้ สายฝนเม็ดเล็กๆ โปรยลงมาขณะกำลังเดินทางด้วยรถตู้ของอาจารย์พงษ์ผจญ พันธุวร หัวหน้าฝ่ายกิจการนักเรียนและท่านเป็นอาจารย์ประจำหมู่บ้านบัว ท่านใจดีมากพูดคุยเพิ่มบรรยากาศในการเดินทางอย่างสนุกสนาน พอไปถึงศูนย์อินแปง พวกเราเดินเข้าไปลงทะเบียน ซึ่งอาจารย์รุจและพี่เลี้ยงได้มาเตรียมการรอรับนักเรียนอยู่ที่นั่นแล้ว พี่เลี้ยงแจกป้ายชื่อคล้องคอให้ทุกคนเพื่อให้เพื่อนได้รู้จักกัน ฉันได้รู้จักกับเพื่อนชาวลาวซึ่งมาจากเวียงจันทน์ ที่มาเข้าค่ายในครั้งนี้ด้วยจำนวน 6 คน คุยกันสักพักเมื่อสมาชิกมาครบหมดแล้ว พี่ตุ๊กซึ่งเป็นวิทยากรดำเนินงานได้เรียกให้น้องๆ มานั่งล้อมวงทำกิจกรรมร่วมกันเช่น ร้องเพลง เล่นเกมแนะนำชื่อตนเอง พอถึงเวลา 20.00 น. พวกเรานั่งล้อมวงกันรับประทานอาหารเย็นด้วยกันและช่วยกันเก็บสถานที่ พี่ตุ๊กให้ทุกคนแยกเป็น 3 กลุ่ม ตามที่เลือกไว้ตั้งแต่ตอนที่มาลงทะเบียนแล้วคือ ดิน กะบอง และของใช้ ฉันเลือกอยู่กลุ่มที่ 2 ศึกษาเรื่องกะบอง พี่ตุ๊กให้แต่ละกลุ่มตั้งชื่อกลุ่มและทำความรู้จักกัน กลุ่มของฉันมีสมาชิก 25 คน รวมทั้งวิทยากรและพี่เลี้ยง เสร็จแล้วพี่ตุ๊กได้นัดหมายให้แต่ละกลุ่มเตรียมสัมภาระแยกย้ายกันไปนอนตามบ้านของชาวบ้านที่จัดไว้ กลุ่มกะบองหรือกลุ่มผีเสื้อของเราไปนอนที่บ้านคุณยายแพง ใกล้กับโรงเรียนบ้านบัวนี่เอง

วันเสาร์ที่ 23 สิงหาคม 2546 วันที่ 2 ของการเข้าค่ายพวกเราตื่นแต่เช้าอาบน้ำ ล้างหน้า แปรงฟันและมานั่งประชุมกันว่าจะเลือกใครเป็นประธาน เพื่อนๆ ต่างพากันเสนอชื่อเพื่อนที่ตนชอบ แล้วให้ทุกคนลงคะแนนโดยการยกมือ กลุ่มผีเสื้อได้พี่ปลาเป็นประธานกลุ่ม หลังจากนั้นมีรถจากศูนย์อินแปง มารับพวกเราไปทานอาหารเช้าที่ศูนย์อินแปง ก่อนที่จะทำพิธีเปิดอย่างเป็นทางการและแยกย้ายกันไปศึกษาตามหัวข้อที่จัดไว้ กลุ่มของเรามีพ่อเสริม อุดมนา ซึ่งเป็นประธานศูนย์อินแปงคนปัจจุบัน ที่จะมาดูแลให้ความรู้ประจำกลุ่มของเรา และพวกเราต้องเดินทางไปพักที่บ้านท่านในคืนนี้ แล้วพ่อเสริมก็ได้พูดคุยเกี่ยวกับกะบองให้เราฟังก่อนที่จะได้ไปศึกษาและลงมือปฏิบัติจริง ก่อนทานอาหารเที่ยงพี่เลี้ยงบอกให้พวกเราวาดรูปกะบอง ตามความคิดของเรา เมื่อทานอาหารเสร็จแล้ว พี่เลี้ยงจึงบอกให้พวกเรายกรูปกะบองขึ้นมาอวดกัน บางคนวาดรูปกะบองเหมือนไอศกรีม บางคนวาดเหมือนไมโครโฟน บางคนก็วาดได้ใกล้เคียงเหมือนยักษ์ที่ถือเฝ้าหน้าวัดในวรรณคดี พวกเราแลกเปลี่ยนกันดูหัวเราะกันสนุกสนาน สักครู่พี่เลี้ยงจึงนำกะบองของจริงมาให้พวกเราแกะ และจุดไฟให้ดู กะบองที่เราจะศึกษานี้พวกเราบางคนเคยเห็นแต่ไม่รู้จัก บางคนเคยใช้แต่ไม่รู้วิธีทำ บ่ายวันนี้เราจะได้ไปฝึกทำเชื้อเพลิงโบราณ ซึ่งได้จากต้นไม้ชนิดหนึ่งคือต้นยางนา จะเป็นอย่างไรฉันก็ไม่แน่ใจ

ในภาคบ่ายพวกเราเดินทางเท้าประมาณ 2 กิโลเมตร เพื่อไปศึกษาเรื่องกะบองและต้นยางนา ซึ่ง พ่อเสริมและเพื่อนๆ เป็นวิทยากรมาสาธิตให้ความรู้เกี่ยวกับการทำเชื้อเพลิงโบราณนี้ พอไปถึงสถานที่จะศึกษา พวกเราได้เดินไปดูต้นยางนาใหญ่ต้นหนึ่ง พ่อเสริมได้ให้เจ้าของนาสาธิตวิธีการเจาะต้นยางนา โดยใช้ขวานเจาะลึกประมาณ 10 - 15 เซนติเมตร กว้าง 20 - 25 เซนติเมตร ระยะปากกว้าง 20 เซนติเมตรหรือพอที่จะเอาภาชนะเข้าไปตักน้ำมันยางได้ การเจาะต้นยางนาต้องเจาะเฉียงเอียงเข้าไปด้านใน ถ้าเจาะลักษณะอื่น เวลาน้ำยางไหลอาจล้นปากช่องออกมาและตักยาก การเจาะต้นยางนาจะเจาะตรงไหนก็ได้ แต่ไม่ให้เจาะติดกันถ้าเจาะติดกันพ่อเสริมบอกว่า มันเหมือนกับการบากต้นไม้ จะทำให้ต้นไม้ตายได้ และถ้าเจาะต้นยางนาเสร็จแล้วจะต้องปิดปากรูที่เจาะ โดยการนำเอาสังกะสี พลาสติก หรือใบไม้มาปิด เพื่อป้องกันไม่ให้แมลงหรือน้ำฝนเข้าถูกน้ำยาง ถ้าทิ้งไว้หลายวันน้ำมันยางจะแข็งและแห้งปิดรูน้ำมันยางจะออกมาอีกไม่ได้ จะต้องใช้วิธีการเผา การเผาต้นยางนา ทำในช่วงที่น้ำยางออกมาน้อย โดยนำเอาไฟมาลนหรือเผาที่รอยบากนั้นเพื่อให้น้ำมันยางที่แข็งตัวละลายออก รอสักพักจะเห็นน้ำมันยางเริ่มซึมออกมา ต้องรอประมาณ 1 คืน จึงจะมีน้ำมันยางพอที่จะตักไปคลุกกับวัสดุอื่นๆ ได้การจุดน้ำมันยางทำได้ไม่ยาก เพราะในรอยบากมีน้ำมันอยู่แล้ว ไม่ต้องใช้เชื้อเพลิงอื่นเผาอีก รอยที่เผานี้จะใช้ได้ประมาณ 1 เดือน เมื่อเผาเสร็จแล้วควรปิดปากรู ทำเหมือนกับการปิดปากรูที่เจาะครั้งแรก และใช้ไม้ยึดหรือทับให้แน่น เมื่อปล่อยทิ้งไว้ต้นยางจะสร้างเนื้อไม้และเปลือกใหม่มาปิดรอยบากนั้นเอง ฉันสังเกตเห็นร่องรอยการเจาะเหมือนแผลเก่าอยู่ใกล้ๆ กันนั้นก็ไม่เรียบเท่าใดนัก แสดงว่าชาวบ้านมีวิธีการเจาะเพื่อไม่ให้ต้นยางนาตายต้องรู้จักสังเกต และหาวิธีการมานานแล้วกว่าจะได้มาเป็นกะบอง

การผสมน้ำมันยางนากับวัสดุอื่นๆ ใช้เศษไม้ผุที่แห้งสนิท ไม้ผุที่ดีควรเป็นไม้เนื้ออ่อน เช่น ติ้ว งิ้วป่า เอาไม้ผุมาบดหรือบีบให้แตก แล้วนำมาคลุกผสมกับน้ำมันยางนา และนำไปห่อด้วยใบหางกวางที่มีลักษณะใบกว้างยาวตรงไม่คดงอ ถ้าใบคดงอเวลาห่อใบหางกวางจะแตก วิธีการห่อให้นำใบหางกวาง 4 – 6 ใบมาวางซ้อนให้เหลื่อมกันเล็ก นำไม้หรือตอกมากลัดให้แน่นแล้วใส่ขี้กะบอง(น้ำมันยางที่ผสมกับไม้ผุไว้แล้ว) แล้วมัดด้วยตอก การมัดควรมัดจากบนลงล่างโดยซ่อนปลายตอกด้านในจะทำให้สวยงามน่าใช้ ส่วนที่เหลือด้านล่างนั้นจะเป็นด้ามกะบอง นอกจากนี้พวกเรายังได้เดินไปศึกษาต้นใบหางกวาง ซึ่งใช้ในการห่อกะบอง ลักษณะของต้นใบหางกวางจะคล้ายต้นวาสนา แต่ต้นเตี้ยและเล็กกว่า ต้นใบหางกวางพบมากในป่าดงดิบที่ชุ่มชื้น ขยายพันธุ์โดยการนำก้านไปปักชำ หรือการขุดเอาต้นเล็กไปปลูก ซึ่งการเดินไปดูต้นหางกวางทำให้เราพบรังของแมงขี้สูด

แมงขี้สูด เป็นภาษาถิ่น พี่เลี้ยงบอกว่าเป็นผึ้งชนิดหนึ่งแต่ตัวเล็กว่า มันจะทำรังอยู่ตามโพรงไม้ ในดิน ซึ่งมันจะนำน้ำมันจากต้นยางนามาทำรัง รังของแมงขี้สูดมีประโยชน์คือใช้ติดแคน ติดคุถังเพื่อใช้ตักน้ำของชาวบ้านในสมัยโบราณ ใช้เป็นเชื้อเพลิงในการก่อไฟ และรังของแมงขี้สูด ยังมีน้ำหวาน และไข่ของแมงขี้สูดก็นำมากินเป็นอาหารได้ ศึกษาขั้นตอนและส่วนประกอบอื่นๆ เสร็จแล้วพวกเราขอบคุณเจ้าของนาและเดินกลับมาที่บ้านพ่อเสริม ทำกิจวัตรส่วนตัวทานอาหารเย็น และเล่นเกมสักพัก เพื่อนๆ ของพ่อเสริมอีก 2 คน ได้ขึ้นมาพูดคุยเล่าเรื่องราวสมัยก่อนให้พวกเราฟังว่า กะบองนั้นมีความสำคัญมากในสมัยที่ไม่มีไฟฟ้าใช้ เทียนก็หาซื้อได้ยากนอกจากจะเอาขี้ผึ้งที่ได้จากรังผึ้งมาต้มทำเป็นเทียนโดยพ่อเสริมเล่าว่า วิธีการทำนั้นไม่ยาก หาฝ้ายที่จะทำไส้เทียนมาขึงให้ตึงในกระบอกไม้ไผ่ แล้วต้มขี้ผึ้งเทลงไปในกระบอกไม้ไผ่ทิ้งไว้ให้เย็น แล้วผ่าออกก็จะได้เทียนเก็บไว้ใช้แล้วแต่ขนาดที่ต้องการ ถ้าขี้ผึ้งเหลือในหม้อก็นำมาลนไฟขี้ผึ้งก็จะอ่อนให้เทจะไหลออกจนเกลี้ยง เทียนที่ได้นั้นอาจนำไปถวายที่วัด เพราะถ้าจุดกะบองในโบสถ์วัดจะทำให้สกปรกเพราะมีควันดำมาก แต่ให้ที่แสงสว่าง ทนลม และฝนดีกว่าเทียน แสดงว่านอกจากเราได้เชื้อเพลิงจากต้นไม้แล้ว ยังได้เชื้อเพลิงจากแมลงเล็กๆ เหล่านี้อีก

พ่อเสริมและเพื่อน เล่าให้พวกเราฟังว่าชาวบ้านสมัยก่อนจะใช้กะบอง ออกไปหาจับอึ่งอ่าง กบ เขียด ตามท้องนามาไว้เป็นอาหาร หรือเมื่อเจ็บไข้ได้ป่วยก็จะอาศัยแสงไฟจากกะบองนี้ จุดเฝ้าทั้งคืนก็ไม่หมด(ขึ้นอยู่กับขนาด และคุณภาพของกะบองแต่ละอัน ถ้ากะบอง 10 อัน ชาวบ้านเรียกว่า 1 ลึม เช่น ถ้าจะซื้อเป็นมัดก็จะถามว่า ลึมนี้เท่าไหร่) เวลามีการงานในหมู่บ้านสมัยก่อน ชาวบ้านจะจุดกะบองให้แสงสว่างทั่วทั้งงาน และมีเกร็ดความรู้เล็กๆ น้อยๆ จากผู้อาวุโสทั้งสามเล่าว่า สมัยก่อนถ้าจะไปคุยสาวก็จะจุดกะบองไว้ข้างๆ ถ้าผู้หญิงไม่รักจะรีบเขี่ยให้กะบองไหม้หมดไปเร็วๆ จะได้รีบกลับ แต่ถ้าฝ่ายหญิงชอบฝ่ายชายก็จะเตรียมกะบองไว้หลายอัน เพื่อจะได้กันคุยต่อเมื่อกะบองหมด และบางครั้งชาวบ้านออกไปหากิน จนดึกดื่นตื่นเช้าขึ้นมามีคนตกใจหน้าตัวเองเพราะมีแต่ควันดำของกะบอง

คนสมัยก่อนจะนิยมนอนแต่หัวค่ำกะบองจะถูกใช้เมื่อจำเป็นเท่านั้น แต่คนสมัยนี้มองว่ากะบองมีแสงสว่างน้อยเพราะติดแสงสว่างจ้าจากหลอดไฟฟ้า ทั้งที่สมัยก่อนแสงไฟจากกะบอง 1 อันมองเห็นไกลหลายร้อยเมตร พวกเราลองปิดไฟ แล้วจุดกะบองนอนฟังเรื่องราวของหมู่บ้านในสมัยก่อนได้ครู่ใหญ่ หลายคนเริ่มง่วง พ่อเสริมบอกว่าวันนี้ดึกแล้ว ถ้ามีเวลาจะพาสกัดน้ำมันมะพร้าวมาทำเป็นเชื้อเพลิงในวันพรุ่งนี้ พวกเราจึงได้แยกย้ายกันเข้านอนในเวลา 22.00 น.

วันอาทิตย์ที่ 24 สิงหาคม 2546 วันที่ 3 ของการเข้าค่ายพวกเราตื่นนอนแต่เช้า วันนี้จะได้ศึกษาเรื่องการทำเชื้อเพลิงจากน้ำมันมะพร้าว วิธีทำน้ำมันมะพร้าวนั้นง่ายมาก โดยการนำมะพร้าวมาปอกเปลือก นำมะพร้าวมาขูดแล้วนำมาคั้นผสมกับน้ำอุ่นในกะละมัง จะได้น้ำกะทิแล้วกรองด้วยผ้าบีบให้น้ำกะทิออกนำมาเทใส่กระทะหรือภาชนะสำหรับต้ม นำมาตั้งบนเตาไฟการต้มให้ใช้ไฟปานกลาง เศษมะพร้าวที่เหลือจากการคั้นกะทินำไปเลี้ยงปลา หรือทำเป็นอาหารเป็ด ไก่ ก็ได้ไม่ต้องทิ้ง เมื่อได้ที่แล้วส่วนที่เป็นน้ำมันจะลอยขึ้นมาด้านบน ส่วนเนื้อมะพร้าวจะตกตะกอนอยู่ด้านล่างมีกลิ่นหอมและทานได้อร่อยมาก ยกน้ำมันลงจากเตาแยกเอากากมะพร้าวออกแล้ว ปล่อยให้เย็นบรรจุใส่ขวดเก็บไว้ใช้ต่อไป พวกเราเอาขวดเล็กๆ มาทำเป็นตะเกียง โดยนำฝ้ายมาทำเป็นไส้ใส่ลงไปในขวด ทดลองจุดดูสามารถให้แสงสว่างได้เช่นกัน และนำมาทาผิว ทาผมก็ได้

นอกจากนี้พ่อเสริมยังให้พวกเราทดลองจุดไฟแบบโบราณ โดยการนำเอาไม้ไผ่มาเสียดสีกัน อุปกรณ์ที่ใช้คือ นำเอาไม้ไผ่แห้งจำนวน 2 ท่อน มาผ่าให้เป็นรอยบากตรงปลาย แล้วนำไม้ไผ่อีกท่อนมาผ่าครึ่งแล้วนำมายึดไว้กับไม้ไผ่ที่บากไว้ 2 อันแรกตอกใส่ดินให้แน่นเป็นฐาน นำไม้ไผ่แห้งอีก 1 ท่อน มาผ่าครึ่งเจาะรู 1 ด้าน นำนุ่นหรือเศษไม้ที่บางๆ มาใส่เข้าไปข้างในเอาไม้ไผ่มาครอบประกบกันไว้เหมือนเดิมแล้วนำด้านที่เจาะรูไว้วางบนไม้ไผ่ที่ตอกเป็นฐาน แล้วไว้ถูไปถูมาเริ่มจากช้าและเร็วขึ้นจะเกิดควัน ให้รีบนำมาเปิดฝาออกแล้วเป่าจะเกิดไฟลุกขึ้นจุดกะบองได้เลย พ่อเสริมเล่าให้ฟังว่า ถ้าไม่มีไม้ขีดไฟหรือไฟแช็คใช้ บางครั้งเข้าป่า ขึ้นภูเขาแล้วลืมเอาไม้ขีดมาก็จะหาวัสดุเหล่านี้จุดไฟแทน ผู้เฒ่าผู้แก่บางคนนำเอาหินมาถูกันบ้าง นำไม้ไผ่มาเสียดสีกันบ้าง แต่ในปัจจุบันเลิกใช้มานานและมีคนที่ทำเป็นเหลืออยู่น้อยแล้ว เพราะมีเครื่องอำนวยความสะดวกสบายเข้ามาใช้กันมากขึ้น พวกเราสรุปงานที่ได้ศึกษาวันนี้ เมื่อเสร็จกิจกรรมที่บ้านพ่อเสริมและทานอาหารเที่ยงจัดเก็บสถานที่แล้วเรียบร้อยแล้ว ได้กล่าวอำลาและขอบคุณเจ้าของบ้านที่ให้ที่พัก ที่เรียนรู้เรื่องราวต่างๆ และเดินทางกลับไปที่ศูนย์อินแปงอีกครั้ง ซึ่งแต่ละกลุ่มจะต้องกลับมารวมกันที่ศูนย์อินแปงในบ่ายวันนี้ เพื่อเตรียมสรุปงานนำเสนอต่อกลุ่มใหญ่ทั้ง 3 กลุ่ม กลุ่มกะบองหรือกลุ่มผีเสื้อของเราจะมีการนำเสนอด้วยการวาดภาพและการแสดงละคร เวลา 18.00 น.วิทยากรเรียกทุกกลุ่มมารับประทานอาหารเย็นร่วมกัน เสร็จแล้วเล่นเกมนิดหน่อยก็เดินทางกลับที่พัก กลุ่มของเราพักที่บ้านคุณยายแพงซึ่งเป็นหลังเดิมกับที่นอนในคืนแรกอยู่ไม่ไกลจากศูนย์อินแปงมากนัก

วันจันทร์ที่ 25 สิงหาคม 2546 วันที่ 4 ของการเข้าค่ายพวกเราได้ซ้อมละครตั้งแต่เช้าและกล่าวขอบคุณ อำลาเจ้าของบ้าน เก็บสัมภาระ แล้วไปรับประทานอาหารเช้าที่ศูนย์อินแปง และเตรียมอุปกรณ์การแสดงอีกนิดหน่อย การแสดงเริ่มขึ้น ทุกกลุ่มนำเสนอได้ดีมากให้ความรู้แก่ผู้ผู้ชมเหมือนกับได้ไปศึกษากับกลุ่มนั้นด้วยตนเอง พอทุกกลุ่มแสดงเสร็จก็รับประทานอาหารเที่ยง พวกเราช่วยกันเก็บกวาดสถานที่และทำพิธีปิดในตอนบ่ายมีพิธีบายศรีสู่ขวัญ ผูกแขน และอวยพรให้กัน พอเสร็จพิธีพวกเราได้ขอที่อยู่เพื่อนจากกลุ่มต่างๆ เพื่อส่งข่าวถึงกันและแยกย้ายกันกลับบ้าน

การที่ฉันได้มาเรียนรู้กับชุมนุมเด็กฮักถิ่น ที่โรงเรียนกุดบากพัฒนาศึกษาแห่งนี้ ทำให้ฉันได้รู้จักกับเรื่องราวความเป็นมาของชุมชน ภูมิปัญญาของชาวบ้านในท้องถิ่นหลายเรื่อง ในบางเรื่องฉันได้นำเอาความรู้ที่ได้มาใช้ในชีวิตประจำวันให้เกิดประโยชน์ และอยากให้ทุกคนช่วยกันอนุรักษ์วัฒนธรรมพื้นบ้าน การละเล่นต่างๆ เอาไว้ แม้แต่ความรู้เรื่องกะบองก็มีความสำคัญ ถ้าหากวันไหนน้ำมันหมดไป โลกเราคงจะตกอยู่ในความมืด เราอาจนำความรู้เรื่องกะบองมาปรับใช้ เวลานี้ยังไม่สายเกินไป เราพอที่จะแก้ไขสิ่งเหล่านี้ได้ โดยการเรียนรู้เรื่องราวเหล่านี้กับภูมิปัญญาชาวบ้าน ที่มีอยู่มากมายในท้องถิ่นของเรา มาจับมือผสานเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน เพื่อพัฒนาโลกเราให้เจริญเหมือนดั่งคำว่า “สู่โลกกว้างด้วยภูมิปัญญาท้องถิ่น” หมายความว่า เปิดโลกให้กว้าง โดยอาศัยเทคโนโลยีและความทันสมัยอย่างเดียวไม่ได้ ต้องรู้จักหาทางแก้ไขผลที่จะตามมา รวมทั้งอนุรักษ์วัฒนธรรมเก่าๆ สิ่งที่ดีงามให้คงอยู่คู่เราเพื่อนำไปใช้ในวันข้างหน้า...

 

กลับหน้า ประจำปี 2546