|
ประเภทงานเขียน
รางวัลดีเด่น
สารคดี เรื่อง นกแต้วแล้วท้องดำ... บนเส้นทางแห่งการสูญพันธุ์
โดย นายเพชร มโนปวิตร
เผยแพร่ในนิตยสาร สารคดี ฉบับเดือนสิงหาคม 2546
|
เราไม่ได้รักนกมากกว่ารักคน
เราไม่ได้รักป่ามากไปกว่าคนไทยบนผืนแผ่นดินแม่
เราเพียงอยากให้คนกับป่าสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติและยั่งยืน
เราเชื่อว่าการอนุรักษ์นก และการรักษาผืนป่าคือผลประโยชน์ในระยะยาวของทุกคน
โครงการฟื้นฟูและอนุรักษ์ป่าที่ราบต่ำเขานอจู้จี้
(พ.ศ. 2533-2542)
|
บทคัดย่อ
สิบเจ็ดปีก่อน
วงการอนุรักษ์ทั่วโลกต่างตื่นเต้นยินดีกับข่าวการค้นพบนกแต้วแล้วท้องดำ
(Gurneys Pitta หรือ Pitta Gurneyi) อีกครั้งหนึ่งที่ป่าที่ราบต่ำเขานอจู้จี้
จังหวัดกระบี่ หลังจากเชื่อว่านกชนิดนี้ได้สูญพันธุ์ไปแล้วเกือบครึ่งศตวรรษ
นกแต้วแล้วท้องดำเป็นนกประจำถิ่นป่าที่ราบต่ำ (Lowland rainforest
) ที่พบเฉพาะทางตอนใต้ของประเทศไทย และประเทศพม่าเท่านั้น และถูกค้นพบครั้งแรกเมื่อปี
2418 บริเวณป่าฝนที่ราบต่ำในเขตเมืองตะนาวศรีทางตอนใต้ของพม่า แต่แล้วก็ไม่มีรายงานทางวิทยาศาสตร์ของนกแต้วแล้วท้องดำที่เชื่อถือได้อีกเลย
ในช่วงปี 2479 ถึง 2529 จนสถานีโทรทัศน์บีบีซีของประเทศอังกฤษออกแถลงข่าวว่า
นกแต้วแล้วท้องดำคงสูญพันธุ์ไปจากโลกนี้แล้ว เมื่อวันคริสต์มาสของปี
2528
ภายหลังการค้นพบนกแต้วแล้วท้องดำอันยิ่งใหญ่ที่จังหวัดกระบี่
รัฐบาลไทยได้ประกาศให้พื้นที่ป่าเขานอจู้จี้เป็นพื้นที่อนุรักษ์ตั้งแต่ปี
2530 เพื่อให้การคุ้มครองนกแต้วแล้วท้องดำอย่างน้อย 35 คู่ และสัตว์ป่าหายากประจำป่าที่ราบต่ำอีกหลายชนิดที่สำรวจพบในเวลานั้น
หลังจากนั้นสามปี องค์กรอนุรักษ์ในประเทศไทย และกรมป่าไม้ (ปัจจุบันคือกรมอุทยานแห่งชาติ
สัตว์ป่าและพันธุ์พืช) ได้ร่วมกันจัดทำโครงการฟื้นฟูและอนุรักษ์ป่าที่ราบต่ำเขานอจู้จี้ขึ้น
ด้วยความช่วยเหลือด้านงบประมาณจากองค์กรอนุรักษ์นานาชาติ สองปีถัดมานกแต้วแล้วท้องดำก็ได้รับการประกาศให้เป็นสัตว์ป่าสงวนแห่งชาติ
เคียงคู่กับกระซู่ พะยูน นกกระเรียน และสัตว์ป่าอื่นๆ รวม 15 ชนิด
เพื่อให้การปกป้องคุ้มครองในระดับสูงสุด
ทว่าความโด่งดังของนกแต้วแล้วท้องดำ
และความพยายามในการอนุรักษ์กลับไม่สามารถกอบกู้นกแต้วแล้วท้องดำให้พ้นจากเส้นทางแห่งการสูญพันธุ์ได้
เพราะป่าที่ราบต่ำอันเป็นแหล่งอาศัยของนกยังคงถูกทำลายอย่างต่อเนื่อง
นกแต้วแล้วท้องดำที่เหลืออยู่เพียง 10 กว่าคู่จึงตกอยู่ในภาวะวิกฤติและใกล้สูญพันธุ์อย่างยิ่ง
ความล้มเหลวในการเพิ่มจำนวนนกแต้วแล้วท้องดำที่ผ่านมานั้นเกิดขึ้นจากหลายสาเหตุ
ประการหนึ่งเป็นเพราะพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาประ-บางครามที่ได้รับการจัดตั้งขึ้นเพื่อให้การคุ้มครองนกแต้วแล้วท้องดำนั้น
ไม่ครอบคลุมป่าที่ราบต่ำอันเป็นที่อยู่อาศัยของนกแต้วแล้วท้องดำ ประกอบกับความไม่ชัดเจนของแนวเขตพื้นที่ป่าที่ราบต่ำในเขตป่าสงวนแห่งชาติ
และการบังคับใช้กฎหมายที่ไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร ทำให้การป้องกันรักษาป่าไม่ประสบผลสำเร็จ
และยังนำไปสู่ความขัดแย้งระหว่างเจ้าหน้าที่และชุมชนท้องถิ่น ส่วนความพยายามของภาคเอกชนในการสร้างจิตสำนึกที่ถูกต้องเกี่ยวกับการอนุรักษ์
และการส่งเสริมการเกษตรแบบยั่งยืน ก็ไม่อาจต้านทานกระแสการพัฒนาแบบทุนนิยม
ที่มาพร้อมกับนโยบายส่งเสริมการเพาะปลูกพืชเชิงเดี่ยว พื้นที่ป่าเขานอจู้จี้แปลงแล้วแปลงเล่าจึงถูกแผ้วถางบุกรุก
และเปลี่ยนเป็นสวนปาล์มน้ำมัน สวนยางพารา และไร่กาแฟ ในที่สุดโครงการฟื้นฟูและอนุรักษ์ป่าที่ราบต่ำเขานอจู้จี้ก็ปิดตัวลงไปในปี
2542
แต่ความหวังในการอนุรักษ์ไม่เคยสิ้นสูญ
บทเรียนในอดีตได้รับการสรุป เพื่อนำเอาจุดแข็งและจุดอ่อนมาใช้วางแผนยุทธศาสตร์การอนุรักษ์ครั้งใหม่
กลางปี 2545 องค์กรอนุรักษ์สัตว์ป่านานาชาติหลายแห่งได้ร่วมมือกันให้การสนับสนุนเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่
ในการทำงานป้องกันรักษาป่าอย่างเข้มแข็ง รวมถึงการฟื้นฟูป่าที่ถูกทำลายโดยเปิดโอกาสให้ชุมชนมีส่วนร่วม
ในขณะเดียวกันสมาคมอนุรักษ์นกและธรรมชาติแห่งประเทศไทย ร่วมกับกรมอุทยานแห่งชาติฯ
และ สมาคมอนุรักษ์นกแห่งประเทศอังกฤษ (RSPB) ซึ่งเป็นองค์กรอนุรักษ์ธรรมชาติที่ใหญ่ที่สุดในทวีปยุโรป
ก็ได้ลงนามในบันทึกความเข้าใจในการทำงานร่วมกันเพื่อฟื้นฟูสถานภาพของนกแต้วแล้วท้องดำเป็นเวลา
5 ปีในขั้นต้น ความร่วมมือครั้งใหม่ และแรงสนับสนุนจาก RSPB ซึ่งมีประสบการณ์ในการฟื้นฟูสถานภาพนกใกล้สูญพันธุ์มาแล้วทั่วโลก
ทำให้มีความหวังว่าจะสามารถนำเอาความรู้และเทคนิคใหม่ๆ มาประยุกต์ใช้แก้ไขปัญหาที่เรื้อรังและซับซ้อนของการอนุรักษ์สัตว์ป่าเมืองไทยได้
แผนฟื้นฟูสถานภาพนกแต้วแล้วท้องดำ
(Gurneys Pitta Recovery Plan) ได้รับการร่างขึ้นเมื่อปลายเดือน พฤศจิกายน
2545 ด้วยการมีส่วนร่วมของผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่าย ตั้งแต่ ชาวบ้านในพื้นที่
ผู้นำท้องถิ่น นักวิชาการ เจ้าหน้าที่ของภาครัฐ และองค์กรอนุรักษ์เอกชนทั้งในประเทศและต่างประเทศ
ซึ่งได้มีการวิเคราะห์ปัญหาในการอนุรักษ์นกแต้วแล้วท้องดำอย่างรอบด้าน
และประมวลผลออกมาเป็นกรอบแผนงานของโครงการ (Logical Framework) กว่า
40 โครงการ โดยมีวัตถุประสงค์หลักคือการทำให้นกแต้วแล้วท้องดำพ้นจากสถานภาพใกล้สูญพันธุ์
พร้อมกับการส่งเสริมการพัฒนาอย่างยั่งยืนให้กับชุมชนท้องถิ่น มาตรการเร่งด่วนที่สำคัญในขณะนี้คือการสำรวจข้อมูลล่าสุดเกี่ยวกับจำนวน
และนิเวศวิทยาของนกแต้วแล้วท้องดำ ซึ่งจะเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยกำหนดทิศทางของแผนงานอื่นๆ
พร้อมๆ ไปกับการเปิดโอกาสให้ชุมชนท้องถิ่นได้แสดงความคิดเห็น และร่วมกันนำเสนอหนทางที่จะทำให้คนและธรรมชาติสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างเหมาะสมและยั่งยืน
เมื่อต้นเดือนมิถุนายน 2546 ที่ผ่านมา องค์กรอนุรักษ์นกนานาชาติ (Birdlife
International) ได้ออกมาประกาศว่ามีการค้นพบนกแต้วแล้วท้องดำอีกครั้งในประเทศพม่า
นับเป็นข่าวที่น่าตื่นเต้นยินดี ทว่าป่าบริเวณดังกล่าวกำลังถูกบุกรุกทำลายอย่างหนักเช่นกัน
ทุกฝ่ายจึงเห็นพ้องว่าจำเป็นต้องเร่งให้ความสำคัญต่อการอนุรักษ์นกแต้วแล้วท้องดำที่ป่าเขานอจู้จี้ในประเทศไทย
เพื่อจะได้นำแนวทางการอนุรักษ์ที่ประสบความสำเร็จไปประยุกต์ใช้กับพื้นที่อื่นได้ในอนาคต
วันนี้
การอนุรักษ์นกแต้วแล้วท้องดำยังคงถูกผลักดันให้ดำเนินต่อไปข้างหน้า
ในขณะที่เวลาของนกแต้วแล้วท้องดำกลุ่มสุดท้ายเหลือน้อยลงไปทุกที บทเรียนที่ผ่านมาได้พิสูจน์แล้วว่าความพยายามแต่เพียงฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดไม่สามารถทำให้การอนุรักษ์ประสบผลสำเร็จ
นกแต้วแล้วท้องดำและป่าที่ราบต่ำเขานอจู้จี้จะอยู่รอดต่อไปได้หรือไม่
ขึ้นอยู่กับความร่วมมืออย่างจริงจัง และความรับผิดชอบร่วมกันของทุกฝ่าย
สิบเจ็ดปีมาแล้วที่เรื่องราวของการอนุรักษ์นกแต้วแล้วท้องดำยังคงได้รับการสานต่อ
เป็นเรื่องราวของการต่อสู้เพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติที่โลดแล่นอยู่ในความสนใจของคนไทยและชาวโลก...
เรื่องราวที่กำลังจะกลายเป็นตำนาน และด้วยหวังว่าจะปิดฉากลง...อย่างศานติ
เกี่ยวกับผู้เขียน
เพชร
มโนปวิตร อดีตรองประธานชมรมอนุรักษ์ธรรมชาติและทรัพยากรธรรมชาติ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
จบการศึกษาปริญญาตรีทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการอาหาร แต่ประสบการณ์ตอนทำกิจกรรมในมหาวิทยาลัย
ทำให้ตัดสินใจเข้าทำงานกับมูลนิธิสืบนาคะเสถียร ในฐานะเจ้าหน้าที่ฝ่ายวิชาการ
และประสานงานโครงการวิจัยสัตว์ป่า จึงได้สัมผัสกับการทำงานอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติภาคเอกชน
ในยุคที่เรียกได้ว่าองค์กรอนุรักษ์เข้มแข็งและคึกคักเป็นพิเศษ หลังจากนั้นไปศึกษาต่อระดับปริญญาโทสาขานิเวศวิทยาเขตร้อน
ที่มหาวิทยาลัยเจมส์คุ๊ก ทางตะวันออกเฉียงเหนือของรัฐควีนส์แลนด์ ประเทศออสเตรเลีย
ก่อนออกเดินทางเยือนพื้นที่ธรรมชาติรอบทวีปออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์
ปัจจุบันเป็นกรรมการฝ่ายวิชาการ
ของสมาคมอนุรักษ์นกและธรรมชาติแห่งประเทศไทย และทำงานประจำอยู่ที่สมาคมอนุรักษ์สัตว์ป่า
(Wildlife Conservation Society - WCS) สำนักงานประเทศไทย ในตำแหน่งผู้ประสานงานฝ่ายฝึกอบรมและการศึกษา
สนุกกับการทำงานกับนักวิจัยด้านธรรมชาติวิทยา และจัดอบรมเกี่ยวกับการศึกษาสัตว์ป่าอันหลากหลาย
ตั้งแต่นกและสัตว์บกในป่า ไปจนถึงโลมา และพะยูนในทะเล เป็นคนชอบอ่านหนังสือ
รักการเดินทาง และมีความตั้งใจว่าจะทำงานเขียนอย่างจริงจังมากขึ้นในอนาคต
เพื่อเป็นสื่อกลางในการบอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับโลกธรรมชาติและการอนุรักษ์สัตว์ป่า
ตอนนี้เขียนคอลัมน์ประจำเรื่อง "ชีววิทยาเชิงอนุรักษ์" ในนิตยสารโลกสีเขียว
และรายงานความเป็นไปในโลกสิ่งแวดล้อมให้กับนิตยสาร สารคดี และวารสารอีกหลายฉบับ
กลับหน้า
ประจำปี 2546
|