ประเภทบุคคล

นายถนอม ช่วยงาน
นักประสานงาน พัฒนาแบบบูรณาการ

นักแก้ปัญหาแห่งอำเภอไพศาลี ผู้เชื่อมประสานให้ชุมชนเกิดความร่วมแรงรวมใจในการรักษาป่า ส่งเสริมการทำเกษตรผสมผสาน สร้างอาชีพเสริมให้คนในชุมชน รวมไปถึงจัดการปัญหายาเสพติด ด้วยความมุ่งหวังให้ชุมชนเข้มแข็ง และพึ่งตนเองได้อย่างแท้จริง

พ่อถ่ายทอดจิตสำนึกสู่ลูก

พ่อแม่หลายคนเป็นแบบอย่างที่ดี เป็นแรงบันดาลใจของลูกให้ดำเนินรอยตาม “ถนอม ช่วยงาน” นักพัฒนาเพื่อชุมชนแห่งบ้านเขาดิน อำเภอไพศาลี จังหวัดนครสวรรค์ ก็เป็นอีกคนหนึ่งที่ได้รับแรงบันดาลใจจากความเป็นคนดีของบุพการี โดยเฉพาะพ่อ...หมอสมุนไพรผู้มากด้วยภูมิปัญญาที่ชาวบ้านในชุมชนศรัทธาและนับถือ

แนวคิดการอนุรักษ์ป่าของลุงถนอม ก็เริ่มต้นจากพ่อ เดิมนั้นพื้นที่ป่าในชุมชนมีความอุดมสมบูรณ์ แต่เมื่อมีปัญหาความแห้งแล้ง ก็เกิดการแย่งชิงพื้นที่ทำกินกันขึ้น ความเป็นหมอสมุนไพร ทำให้พ่อของลุงถนอมมองเห็นว่า ถ้าปล่อยให้ถ้ามีการแย่งชิงพื้นที่ทำกินด้วยการรุกป่าเข้าไปมากขึ้นเรื่อยๆ ก็จะทำให้สมุนไพรหมดป่า จึงเริ่มสร้างความเข้าใจ ให้ความรู้และกระตุ้นสำนึกให้ชาวบ้านรู้จักใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ โดยเน้นแนวคิดว่าชาวบ้านต้องรักษาป่าไว้ให้ครอบครัว และชุมชน

“พ่อผมถือว่าป่านี้เป็นคุณสมบัติอันล้ำค่าของประเทศ จุดนี้ทำให้ผมรักต้นไม้ รักธรรมชาติ เวลาเห็นใครตัดไม้ทำลายป่า มันรู้สึกเสียดายอยู่ลึกๆ ในใจ มันเป็นความผูกพัน เรารู้สึกสงสารต้นไม้ เหมือนมันจะร้องไห้ เหมือนมันขอให้เราช่วยเหลืออะไรสักอย่าง” ลุงถนอม เล่าความรู้สึกในหัวใจ

ปี 2512 ระบบเกษตรเชิงพาณิชย์เกิดขึ้นทั่วแผ่นดิน ด้วยความพยายามของภาครัฐที่จะกระตุ้นให้เกิดรายได้การส่งออกผลผลิตทางเกษตร ในเวทีโลก ประเทศไทยก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในผู้นำด้านสินค้าการเกษตร แต่ในบ้าน ผืนป่าค่อยๆ ลดจำนวนลงเพราะการบุกรุกแผ้วถางเพื่อทำการเกษตรดังกล่าว เวลานั้นลุงถนอมยังครองสมณะเพศ ทุ่มเทจิตใจให้กับพระศาสนา และซึมซับแนวคิดด้านการพัฒนาจากวัดมงคลทับคล้อ จังหวัดพิจิตร การได้อยู่วัดป่าทำให้เกิดความตระหนักถึงความสำคัญ ตลอดจนสถานการณ์ด้านทรัพยากรป่าที่กำลังถูกกลืนกินด้วยบทบาทของเกษตรแผนใหม่

นิ่งอยู่ในผ้าเหลืองจนจบนักธรรมเอก ก็สลัดเพศบรรพชิต ออกมาทำงานด้านอนุรักษ์กับชุมชนอย่างเต็มตัว

ต้านนายทุนบุกรุกป่า

ลาสิกขาบทออกมาไม่นาน ลุงถนอมก็เผชิญกับปัญหา เมื่ออดีตกำนันพานายทุนมาตัดไม้ในพื้นที่ป่าประมาณ 1,000 ไร่ ใคร่ครวญสภาพปัญหาแล้วก็นำความไปหารือกับชาวบ้านที่เป็นแกนนำในการอนุรักษ์ราว 5-6 คน และแล้วก็หาวิธีจัดการได้ในที่สุด

ถ้าพื้นที่ป่ามีเจ้าของแล้ว นายทุนย่อมเข้าไปทำอะไรไม่ได้…นี่เป็นความคิดที่ได้จากการหารือ ที่เหลือก็คือต้องแปรแนวคิดออกมาเป็นการปฏิบัติ

พลังชาวบ้าน น่าจะเป็นเกราะคุ้มป่าได้ดีที่สุด บรรดาแกนนำเจ้าของความคิด นำพลังชาวบ้านบุกเข้าผืนป่า พากันจัดสรรที่เป็นล็อกๆ บอกให้ชาวบ้านช่วยกันรักษาป่าที่ตัวเองจับจอง ภายใต้เงื่อนไขว่า...ห้ามตัดไม้โดยเด็ดขาด เมื่อนายทุนเข้ามา ชาวบ้านก็บอกว่าที่ดินเหล่านั้นมีเจ้าของหมดแล้ว

ด้วยกลวิธีแยบยลนี้ ผืนป่าจึงรอดเงื้อมมือผู้แสวงหาประโยชน์มาได้ในครั้งนั้น และเมื่อบรรยากาศคลี่คลาย นายทุนละจากพื้นที่ได้สำเร็จ ชาวบ้านก็คืนผืนป่าให้เป็นสมบัติของส่วนรวม

ประสานเครือข่าย

ผืนป่าไม่ได้มีขนาดเท่าผืนไร่ผืนนา แต่กว้างใหญ่ไพศาล ผืนป่าในจังหวัดนครสวรรค์มีทั้งลักษณะพื้นราบและเป็นเทือกเขาที่ทอดตัวเชื่อมโยงกับชุมชนอื่นๆ ลำพังกำลังของชาวบ้านในหมู่เดียวไม่เพียงพอที่จะดูแลอย่างทั่วถึง ลุงถนอมตระหนักในข้อนี้ดี จึงเริ่มหารือกับตัวแทนจาก 6 หมู่บ้าน ได้แก่ บ้านเขาดิน บ้านประจันคีรี บ้านดงเค็ง บ้านหนองตกกล้า บ้านเนินทอง และบ้านโพธิ์ศรี ถึงการจัดตั้งเครือข่ายในการดูแลรักษาป่า รวมทั้งกำหนดกฎเกณฑ์ที่เหมาะสมในการใช้ประโยชน์จากป่า

แรกนั้น ชาวบ้านยังไม่เข้าใจเรื่องกฎเกณฑ์ที่ตั้งขึ้น เพราะคุ้นเคยกับการใช้ประโยชน์จากป่าตามแต่ใจต้องการ ลุงถนอมเปิดจุดเริ่มต้นของความเป็น “คุรุ” ด้วยการชี้แจง ให้ความรู้ ใช้เชิงจิตวิทยาจากความเป็นนักธรรมเอก สร้างความกระจ่างให้ชาวบ้านเกิดความเข้าใจ และยอมทำตามกฎที่กำหนดขึ้น

เครือข่ายการดูแลรักษาป่าขยายตัวจากหมู่บ้านออกไปถึงระดับตำบล ลุงถนอมเป็นแกนนำในการประสานองค์กรเครือข่ายต่างๆ โดยเชิญกำนัน ผู้ใหญ่บ้านในพื้นที่เข้าร่วมหารือจัดการป่าชุมชน โดยได้ข้อสรุปว่า จะมีการประชุมสัญจรเวียนไปในแต่ละตำบลทุกๆ เดือน และการทำงานด้านอนุรักษ์ป่าชุมชน ควรจัดตั้งกิจกรรมเรื่องป่าขึ้นให้ครอบคลุมพื้นที่อำเภอไพศาลี จำนวน 6 ตำบล ก่อให้เกิดอาสาสมัครจำนวน 182 คน ในการช่วยดูแลป่า กิจกรรมต่างๆ ได้รับการยอมรับจาก อบต. ทั้ง 6 ตำบล ด้วยการสนับสนุนงบประมาณทุกปี ความร่วมมือทั้งหมดนี้ทำให้อำเภอไพศาลีมีผืนป่าที่ชุมชนดูแลกว่า 10,000 ไร่

ผืนป่าในไพศาลีแบ่งออกเป็น 2 ลักษณะ ส่วนหนึ่งจะเป็นป่าพื้นราบ ซึ่งจะมีผักป่าหลายชนิด ป่าอีกส่วนหนึ่งจะอยู่บนเขา เป็นป่าไผ่รวก ที่อุดมสมบูรณ์ด้วยหน่อไม้ ความอุดมสมบูรณ์นี้ก่อให้เกิดธุรกิจการผลิตหน่อไม้ปี๊ปมากมายทั่วอำเภอไพศาลีกว่า 200 โรง ในช่วงทศวรรษของปี 2530 มีการนำหน่อไม้ออกจากป่ามากมายจนไม่สามารถประเมินค่าได้ แต่พอจะมองเห็นภาพความมหาศาลได้จากรถแต๊ก ที่บรรทุกหน่อไม้เต็มเพียบออกจากป่าวันละกว่า 200 คัน

หลังจากมีการสร้างเครือข่าย และพัฒนาจนเกิดความเข้มแข็ง ในช่วงปี 2538 ลุงถนอมได้เสนอแนวคิดการบริหารป่าไผ่ต่อที่ประชุมคณะกรรมการเครือข่าย โดยเสนอให้ปิดป่าไผ่ทั้งอำเภอในช่วงเดือนสิงหาคม-กันยายน เพื่อให้ป่าฟื้นตัว

การตกลงร่วมกันประกาศปิดป่า ทำให้บางชุมชนเผชิญหน้ากับธุรกิจการทำหน่อไม้แปรรูป กลายเป็นความขัดแย้ง ซึ่งลุงถนอมต้องโดดเข้าไปคลี่คลายสถานการณ์ ตลอดจนชี้แจงให้ชาวบ้านที่เคยมีอาชีพรับจ้างหาหน่อไม้ส่งโรงงานได้เข้าใจถึงผลดีของการปิดป่า และผลเสียหากยังหาหน่อไม้อย่างไม่มีวิธีจัดการที่เหมาะสม

ความเข้มแข็งของชุมชนที่พัฒนาขึ้นเป็นลำดับ ทำให้โรงงานหน่อไม้หลายแห่งค่อยๆ ปิดตัวเองไป จนเหลือน้อยมากเวลานี้

นอกจากประกาศปิดป่าในช่วงเวลาที่กำหนดแล้ว ลุงถนอมยังได้กระตุ้นให้เครือข่ายจัดตั้งการลาดตระเวนดูแลป่า โดยอาสาสมัครผู้ชายทำหน้าที่ลาดตระเวน ส่วนผู้หญิงก็ทำหน้าที่ส่งเสบียง รวมทั้งให้มีการปลูกต้นไม้ตามหัวไร่ปลายนา นอกจากนั้น แต่ละชุมชนต่างก็สร้างสรรค์กิจกรรมเพื่อการสร้างจิตสำนึกในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ อาทิ ในวันเข้าพรรษาและวันออกพรรษาก็จะถือเป็นฤกษ์งามยามดีช่วยกันปลูกป่า และนิมนต์พระไปฉันเพลในป่า มีการชักชวนนักดนตรีโปงลาง ให้เข้าร่วมกิจกรรมอนุรักษ์ผ่านบทเพลงแห่งโปงลาง

เยาวชนก็เป็นแรงสำคัญที่ลุงถนอมไม่ได้มองข้าง จึงได้ติดต่อประสานงานไปยังโรงเรียนต่างๆ ในพื้นที่ เพื่อเข้าไปกระตุ้นให้เยาวชนได้มีความรู้ความเข้าใจเรื่องการอนุรักษ์ และสร้างกิจกรรมปลูกฝังจิตสำนึก บางโรงเรียนก็แนะนำหลักสูตรท้องถิ่นเกี่ยวกับเรื่องป่า บางโรงเรียนก็จัดค่ายฝึกอบรมเด็กเรื่องการดูแลสิ่งแวดล้อม โดยมีวิทยากรในชุมชนผลัดเปลี่ยนกันมาให้ความรู้ บางโรงเรียนก็พาเด็กนักเรียนไปเข้าห้องเรียนธรรมชาติ บ้างก็พาเข้าร่วมกิจกรรมปลูกป่าและป้องกันไฟป่า

ความสมบูรณ์ของผืนป่าให้ผลตอบแทนกลับคืนสู่ชุมชน ด้วยการปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ที่ร่วมกันสร้างขึ้น ชาวบ้านยังคงสามารถเก็บของป่าเพื่อเป็นรายได้อย่างเป็นกอบเป็นกำ และบางผืนป่า อย่างเช่น ป่าชุมชนบ้านเขาดิน ก็มีการใช้นโยบายเก็บค่าบำรุงจากชาวบ้านชุมชนอื่น ที่เข้ามาใช้ประโยชน์จากป่าวันละ 40 บาท รายได้นี้นำไปใช้ในการลาดตระเวนดูแลป่านั่นเอง

การเกษตรเพื่อชีวิต

คนเรา ขอให้ปากท้องอิ่ม ไม่อด...ก็ไม่ทำลาย...ลุงถนอมคิดอย่างนี้

ขณะที่ทำงานเรื่องป่า ลุงถนอมก็ทำเรื่องพัฒนาการเกษตรและสร้างอาชีพให้ชุมชนควบคู่ไปด้วย เพื่อเติมเต็มท้องที่ว่างเปล่า

ลุงถนอมเข้าร่วมเป็นคณะกรรมการกลุ่มเกษตรสัญจรวังน้ำลัด ทำงานร่วมกับเครือข่ายกลุ่มเกษตรสัญจรแก้ไขปัญหาเรื่องขบวนการของชาวนา ส่งเสริมสนับสนุนชาวบ้านที่ปรับวิธีคิดมาทำเกษตรผสมผสาน ประสานงานให้ความช่วยเหลือและคำแนะนำแก่ชุมชนที่เพิ่มเริ่มต้น

ในแถบอำเภอไพศาลี มีปัญหาการขาดแคลนน้ำ ปกติ น้ำที่ใช้ในการเกษตรได้จากน้ำฝนเพียงอย่างเดียวเท่านั้น ลุงถนอมแนะนำให้ชาวบ้านขุดสระขนาดเล็ก ลึกประมาณ 3 เมตรถึง 3 เมตรครึ่ง เพื่อเก็บกักน้ำฝนไว้ใช้ในยามขาดแคลน นอกจากนั้น ยังริเริ่มให้จัดตั้งกองทุนข้าวเพื่อช่วยเหลือชาวบ้านที่มีข้าวไม่พอกิน ตั้งกลุ่มออมทรัพย์เพื่อปลูกฝังนิสัยการออม ทุกวันนี้เงินออมทรัพย์ของ 22 หมู่บ้านในอำเภอไพศาลีมีมากกว่า 10 ล้านบาท

นอกจากนี้ยังสร้างอาชีพเสริมให้ชาวบ้าน โดยส่งเสริมให้เลี้ยงวัว โดยวัวนั้นไม่เพียงแต่มากำจัดหญ้าแห้งในพื้นที่เพาะปลูกหลังการเก็บเกี่ยว ทำให้ไม่ต้องเผาหญ้าแล้วเท่านั้น แต่มูลวัวที่ถ่ายไว้ตามพื้นที่เพาะปลูกยังเป็นปุ๋ยธรรมชาติได้อย่างดี ความนิยมเลี้ยงวัวนั้นมากมายขนาดผู้สัญจรผ่านไพศาลีต้องเบิกตาด้วยความประหลาดใจ เมื่อพบฝูงวัวจำนวนมากกระจายไปทั่วอำเภอกว่าแสนตัว

แก้ไขปัญหาปากท้องแล้ว ลุงถนอมก็ยังข้ามไปดูเรื่องที่อยู่อาศัย โดยส่งเสริมการทำอิฐดินซึ่งสามารถผลิตจากดินในพื้นที่เพื่อนำไปสร้างบ้านในราคาถูกกว่าไปซื้ออิฐตามท้องตลาด

ปี 2536 ลุงถนอมได้ร่วมจัดตั้งสมาคมเกษตรกรเพื่อพัฒนาการเกษตรและสิ่งแวดล้อม จังหวัดนครสวรรค์ และได้รับการแต่งตั้งเป็นนายกสมาคม ตั้งแต่ปี 2538 จนถึงปัจจุบัน

พัฒนาแบบบูรณาการ

การทำงานพัฒนาชุมชนให้ได้ผล ต้องใช้หลักบูรณาการความรู้แต่ละอย่างเข้าด้วยกัน เพื่อเสริมให้เกิดประสิทธิภาพ การพัฒนาชุมชนที่ดีจะไม่แบ่งแยกงานแต่ละอย่างออกจากกันอย่างตายตัว แต่จะจัดสรรระบบ และประสานให้แต่ละงานส่งเสริมซึ่งกันและกัน

ลุงถนอมทำงานพัฒนาชุมชนทั้งในเรื่องป่าและการเกษตร และไม่จบอยู่เพียงแค่นั้น

มีอยู่หมู่บ้านหนึ่ง มีปัญหาเรื่องยาเสพติดรุนแรง ชาวบ้านประมาณร้อยละ 70-80 ลักลอบขายยาเสพติด ไม่มีใครกล้าเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับปัญหายาเสพติดในพื้นที่นี้ เพราะเกรงอันตราย แกนนำในหมู่บ้านอับจนปัญญา จึงต้องขอความช่วยเหลือมายังลุงถนอม ช่วยงาน

ลุงถนอมตอบรับคำขอร้องด้วยความเต็มใจ

ด้วยท่าทีที่สุขุม ใจเย็น ลุงถนอมเข้าไปให้ความรู้แก่ชาวบ้านถึงผลเสียจากยาเสพติด พร้อมทั้งสร้างแผนรองรับ โดยหาอาชีพทดแทนการขายยา โดยปันเงินสนับสนุนไปซื้อวัวเพื่อให้ชาวบ้านทำเป็นอาชีพ หลังจากการเลิกขายยา

ในที่สุดหมู่บ้านแห่งนี้ได้เปลี่ยนจากชุมชนนักค้ายากลายเป็นหมู่บ้านปลอดยาเสพติด นับเป็นความสำเร็จอันใหญ่หลวง แกนนำชาวบ้านรู้สึกซาบซึ้งในความช่วยเหลือของคุรุแห่งไพศาลีผู้นี้

บ่อยครั้งที่ชุมชนในอำเภอไพศาลีเกิดปัญหา และขอความช่วยเหลือ ถ้าลุงถนอมทำได้ จะไม่มีใครเคยได้ยินคำปฏิเสธ ความยิ่งใหญ่นี้น่าจะส่งผลให้ลุงถนอมเข้ารับตำแหน่งในชุมชน เช่น ผู้ใหญ่บ้านหรือกำนัน หรือตำแหน่งทางการเมืองระดับท้องถิ่น คราวนี้ ลุงถนอมปฏิเสธเป็น

ทุกวันนี้ ลุงถนอมเป็นประธานอบต. นาขอม โดยให้เหตุผลว่าในหน้าที่ดังกล่าวนี้ จะช่วยให้สามารถประสานงานกับภาครัฐและชุมชนได้ดีขึ้น

“รู้สึกดีใจ รู้สึกภูมิใจมาก ผมว่าผมได้บุญเยอะ ถ้าผมไปนอนอยู่ตรงไหน หรือว่าผมไปเป็นอะไรอยู่ตรงไหน เขาคงไม่ปล่อยให้ผมตายข้างถนนแน่นอน อันนี้เป็นบุญที่ผมได้ ถ้าผมไปไหนในเขตอำเภอไพศาลี มีแต่คนคนรู้จัก มีแต่คนถามหา มันไม่ได้วัดกันด้วยเงิน แต่มันวัดกันด้วยใจ เขามีความรู้สึกที่ดีกับเรา มันมีคุณค่ามาก ผมจึงถือว่ามันเป็นเรื่องที่มากกว่าเงินด้วยซ้ำไป สิ่งที่เราทำมา มันไม่ได้พิสูจน์กันด้วยเงิน แต่พิสูจน์กันด้วยความซื่อสัตย์ พิสูจน์กันด้วยผลงาน พิสูจน์กันด้วยสิ่งที่เราทำมาทั้งหมด” ลุงถนอม สะท้อนความรู้สึกในการทำงานเพื่อชุมชน

15 ปีบนเส้นทางอนุรักษ์ ทำให้ลุงถนอมตระหนักดีว่า...ปัญหา คือตำราเล่มใหญ่ที่ต้องเรียนให้จบ เมื่อแก้ปัญหาหนึ่งได้ ก็จะแก้ปัญหาต่อไปได้ ดังนั้นไม่ว่าเกิดปัญหาอะไรขึ้น เขาไม่เคยยอมแพ้ แต่ยังมุ่งเดินหน้าทำงานต่อ ด้วยความมุ่งหวังให้ชุมชนเข้มแข็ง พึ่งพาตนเองได้อย่างแท้จริง

ชื่อ-นามสกุล : นายถนอม ช่วยงาน
อายุ : 56 ปี
สถานภาพ : สมรส มีบุตร 2 คน
การศึกษา :
        - ประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนบ้านเขาดิน
        - จบนักธรรมเอก วัดมงคลทับคล้อ จ.พิจิตร

ประวัติการทำงาน :

  • ปี 2531-2537 ประธานกลุ่มเกษตรสัญจร
  • ปี 2538-ปัจจุบัน นายกสมาคมการเกษตรเพื่อพัฒนาการเกษตรและสิ่งแวดล้อม
  • ปี 2540-2544 สมาชิกองค์การบริหารส่วนท้องถิ่น
  • ปี 2542-2545 กรรมการกองทุนชุมชน
  • ปี 2545- ปัจจุบัน ประธานสภาองค์การบริหารส่วนท้องถิ่น ต.นาขอม
  • ปัจจุบัน ประธานเครือข่ายพนาพลเกษตรยั่งยืน 7 จังหวัด
  • ที่ปรึกษาองค์กรชุมชน จ.นครสวรรค์
  • กรรมการสภาวัฒนธรรม อ.ไพศาลี จ.นครสวรรค์

ระยะเวลาทำงานด้านอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม : ปี 2512 - ปัจจุบัน
เกียรติประวัติ : ใบประกาศเกียรติคุณจากสำนักงานกองทุนเพื่อสังคม

ผลงาน :

  • ปี 2512 ร่วมกับชาวบ้านต่อต้านนายทุนที่เข้ามาตัดไม้ในป่าได้สำเร็จ
  • ปี 2518 ร่วมเป็นคณะกรรมการกลุ่มเกษตรสัญจรวังน้ำลัด โดยรับตำแหน่งเลขากลุ่ม เป็นเวลา 5 ปี ทำงานร่วมกับหน่วยงานราชการในการทำงานการเกษตร พัฒนาชุมขน และวัด ประสานงานช่วยเหลือผู้ที่ปรับวิธีคิดมาทำเกษตรผสมผสาน
  • ปี 2531 เป็นแกนนำร่วมกันดูแลรักษาป่าในพื้นที่จำนวน 6 หมู่บ้าน
  • ปี 2535 มีการหารือกับชุมชนในการผลักดันงานสำคัญ 2 เรื่อง คืองานด้านเด็ก งานป่าและทรัพยากร โดยเริ่มผลักดันให้มีการปลูกต้นไม้ตามหัวไร่ปลายนา โดยเริ่มแรกใน 6 หมู่บ้าน และขยายพื้นที่ต่อมา 22 หมู่บ้าน
  • ปี 2536 ร่วมจัดตั้งสมาคมเกษตรกรเพื่อพัฒนาการเกษตรและสิ่งแวดล้อม จ.นครสวรรค์ และได้รับแต่งตั้งเป็นนายกสมาคมตั้งแต่ปี 2538 จนถึงปัจจุบัน

กลับหน้า ประจำปี 2546