ประเภทบุคคล

พันเอก (พิเศษ) พิเชษฐ์ วิสัยจร
นายทหารนักพัฒนา

นายทหารผู้ใช้แนวรบทางปัญญา แสวงหาแนวร่วมจากราษฎรในการปกป้องและเพิ่มพื้นที่ป่า เผยแพร่ความรู้เรื่องเกษตรพอเพียงเพื่อความกินดีอยู่ดีของมวลชน แก้ปัญหาน้ำเสียและกลิ่นเหม็นจากขยะในชุมชนเมือง เป็นนายทหารที่ยืนหยัดเคียงข้างประชาชนเสมอมา

สนับสนุนราษฎรร่วมพิทักษ์ป่า

ยามศึก ทหารมีหน้าที่รบ ยามสงบ ทหารร่วมพัฒนาประเทศ แต่วิธีการช่วยพัฒนาประเทศของทหารนั้นมีหลากหลายรูปแบบ ซึ่งประชาชนทั่วไปอาจไม่ได้รับรู้ถึงบทบาทในส่วนนี้ของทหาร

พันเอก (พิเศษ) พิเชษฐ์ วิสัยจร หรือ “พี่แป๊ะ” รองผู้บัญชาการกองพลทหารราบที่ 6 เป็นนายทหารผู้มีผลงานในการช่วยพัฒนาประเทศอย่างจริงจังและต่อเนื่อง เมื่อครั้งสำรวจป่าในพื้นที่ชายแดนแถบจังหวัดอุบลราชธานีและจังหวัดอำนาจเจริญ พบว่าปัญหาที่อยู่ตามแนวชายแดนคือ ปัญหาการลักลอบตัดไม้ทำลายป่าซึ่งเป็นการทำลายแหล่งต้นน้ำลำธาร

เมื่อพบเห็นปัญหา ทหารหาญของประเทศย่อมไม่อาจนิ่งดูดาย รีบแก้ไขปัญหา…

แนวคิดในการฟื้นฟูป่าของพี่แป๊ะ คือทุกคนจะต้องช่วยกัน จะให้ป่าไม้รับผิดชอบหน่วยเดียวคงไม่ไหว มิเช่นนั้น ป่าคงจะหมดไปเรื่อย ๆ และผลกระทบจะเกิดแก่คนทั้งชาติ

โครงการฝึกอบรมราษฎรอาสาสมัครพิทักษ์ป่า (รสทป.) จึงเกิดขึ้น โดยจัดอบรมให้ความรู้เรื่องการดูแลป่าแก่ราษฎร และกราบบังคมทูลให้สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถพระราชทานธงพิทักษ์ป่า รักษาชีวิต ให้กับหมู่บ้านที่จัดการดูแลป่าได้เป็นอย่างดี เพื่อเป็นเกียรติและกำลังใจในการทำงานรักษาป่าต่อไป

ราษฎรเหล่านี้จะมาปฏิญาณตนต่อหน้าพระพักตร์สมเด็จพระนางเจ้าฯ ว่า “จะไม่ตัดไม้ทำลายป่า จะดูแลป่าจนกว่าชีวิตจะหาไม่” เป็นคำมั่นสัญญาที่พวกเขาจะรักษาเอาไว้ด้วยชีวิต

หมู่บ้านจำนวนมากในภาคอีสานเข้ารับการอบรมราษฎรอาสาสมัครพิทักษ์ป่า (รสทป.) ส่งผลให้การดูแลรักษาป่าในหลายพื้นที่ประสบผลสำเร็จ ผลดีย่อมตกอยู่แก่คนในชุมชนนั้น

พิทักษ์รักษาอย่างเดียวนั้นไม่เพียงพอ ต้องเพิ่มพื้นที่ป่าชดเชยป่าที่สูญเสียไปด้วย

“จะต้องฟื้นฟูป่าที่มันหมดไป ป่าที่กลายเป็นนา เป็นไร่ เป็นสวน เป็นสถานที่ราชการ และที่ทำกิน โดยการที่จะต้องปลุกจิตสำนึกให้ประชาชนปลูกต้นไม้ บ้านใครบ้านมัน ที่ใครที่มัน จึงเกิดแนวคิดในการรณรงค์ ให้ราษฎรปลูกต้นไม้ไว้เป็นสมบัติของลูกหลาน เพราะราษฎรคนหนึ่งถ้ามีต้นไม้เป็นสมบัติ โดยที่มีลูก 1 คน ปลูกต้นไม้ให้ลูกสัก 30 ต้น เมื่อลูกโตขึ้น เอาไว้สร้างบ้านสัก 20 ต้น อีก 10 ต้นเอาไว้ซื้อสังกะสี ตะปู เขาก็คงอยากทำ และถ้าเขาอยากจะรวย ก็ไปปลูกให้ลูกเยอะๆ โดยต้นไม้ขนาด 1 คนโอบกอด ใช้เวลาประมาณ 20 ปี ถ้ามีสักต้นหนึ่ง ขณะนี้ราคาประมาณ 5,000 บาท อีก 20 ปีข้างหน้า ต้นละไม่ต่ำกว่า 10,000 บาท ถ้ามี 1,000 ต้น ก็จะมีเงินประมาณ 10 ล้านบาท” พันเอกพิเชษฐ์ กล่าวถึงแนวคิดในการปลูกต้นไม้

แนวทางในการรณรงค์แนวคิดปลูกต้นไม้ให้ลูกหลานได้ใช้ดนตรีพื้นบ้านเป็นสื่อ โดยการนำหมอลำซิ่งทั่วภาคอีสานจำนวน 42 คณะมาเข้าค่ายอบรม แล้วนำแนวคิดไปแต่งกลอนร้องรำ โดยมีการจัดประกวด จากนั้นก็นำบทเพลงไปเผยแพร่สู่ชาวบ้าน

มักจะเกิดคำถามจากชาวบ้านว่า จะใช้พื้นที่ตรงไหนปลูกต้นไม้...เพราะไม่มีที่จะปลูก คำถามที่ดูเหมือนยากนี้ กลับมีคำตอบที่นำไปปฏิบัติได้จริง คือ
       1. ปลูกรอบๆ พื้นที่ครอบครอง แทนที่จะใช้เสารั้ว เสาปูน หรือเสาไม้ ก็ใช้ต้นไม้ปลูกแทนเสารั้ว
       2. ปลูกแทรกตามคันนา ซึ่งในภาคอีสานมีการปลูกกันมากในพื้นที่นา ในขณะที่ภาคกลางไม่ค่อยมี
       3. ปลูกแทรกในไร่ ที่เป็นไร่ปอ ไร่มัน
       4. ปลูกรอบๆ เถียงนา (บ้านอยู่ที่นา) ซึ่งแนะนำให้ปลูกต้นฉำฉา เพราะเป็นพืชตระกูลถั่ว ใบจะร่วงเป็นปุ๋ย
       5. ปลูกรอบๆ บ้าน ตั้งแต่รั้วถัดเข้ามา ปลูกไม้มะค่า ถัดมาปลูกไม้ผล ใกล้บ้านปลูกหมาก จะช่วยบังบ้านด้านบน ทำให้ร่มรื่น

ไม่เพียงเท่านั้น พันเอกพิเชษฐ์ วิสัยจร ยังนำทหารปลูกต้นไม้สองข้างถนน บนถนน 3 สายในจังหวัดอุบลราชธานี

พื้นที่สีเขียวในภาคอีสานจึงเพิ่มขึ้น ด้วยหยาดเหงื่อแรงงานของทหารและประชาชน

ส่งเสริมเกษตรพอเพียง

การรักษาป่าให้ยั่งยืนนั้น ชาวบ้านจะต้องไม่มีปัญหาเรื่องปากท้อง เพราะไม่เช่นนั้นย่อมง่ายต่อการเข้าไปทำลายป่าเพื่อหารายได้ พันเอกพิเชษฐ์ เล็งเห็นความสำคัญในข้อนี้จึงหันมาให้ความรู้เกษตรกรเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อลดต้นทุนการผลิต และให้มีอาหารเพียงพอกิน

อันดับแรกให้ลดการพึ่งพาจากภายนอกประเทศในเรื่องปุ๋ยเคมี และสารกำจัดศัตรูพืช ทุกปีเวลาที่เกษตรกรทำนา ต้องเพิ่มปุ๋ยขึ้นปีละ 15% เพื่อจะให้ได้ผลผลิตเท่าเดิม เพราะว่าต้นข้าวกินอินทรียวัตถุที่อยู่ในดิน และคายอาหารให้ต้นข้าว แต่พอปุ๋ยวิทยาศาสตร์ลงไปอยู่ในนา จุลินทรีย์ในดินก็ถูกทำลาย ถ้าเอายาฆ่าหญ้าฆ่าแมลงไปฉีด จุลินทรีย์ยิ่งตายเร็วขึ้น ชาวนาจึงต้องเพิ่มปุ๋ย ทำให้ต้นทุนสูงขึ้น

วิธีการแก้ไข คือใช้ปุ๋ยชีวภาพที่ผลิตจากจุลินทรีย์ที่มีประสิทธิภาพ ที่เรียกกันย่อๆ ว่า EM มาจากภาษาอังกฤษคำว่า Effective Microorganism

ถ้าชาวนาเลี้ยงวัว เลี้ยงควาย ไม่เผาฟาง ไม่เผานา จะมีวัสดุเพียงพอสำหรับทำปุ๋ยชีวภาพ โดยลงทุนกระสอบละไม่ถึง 5 บาท ในขณะที่ปุ๋ยวิทยาศาสตร์กระสอบละ 300-500 บาท และได้มีการเปรียบเทียบผลผลิตจากปุ๋ยสองชนิด พบว่าปุ๋ยชีวภาพให้ผลผลิตสูงกว่าและปลอดสารเคมี

เมื่อแก้ปัญหาเรื่องข้าว ก็ต้องหาแหล่งอาหารที่มีโปรตีน เพราะชาวบ้านมักจะไม่ค่อยได้รับประทานอาหารที่มีโปรตีน จึงแนะนำให้เลี้ยงปลาและเลี้ยงกบในบ่อพลาสติกอย่างง่ายๆ

มีโปรตีนแล้วก็ต้องมีผัก ให้เกษตรกรปลูกผักรอบๆ บ่อพลาสติก และตามแนวรั้วบ้าน ส่งเสริมให้เลี้ยงไก่เพื่อให้เด็กๆ มีไข่ไก่กิน อาหารไก่ก็ใช้จอมปลวก โดยการใช้วิธีเรียกปลวกจากดิน เพราะในดินทุกๆ ตารางนิ้วจะมีปลวก ฉะนั้น ทุกครั้งที่มีฝนตกจะมีแมลงเกิดขึ้นมากมาย

ความรู้เหล่านี้ได้ถูกถ่ายทอดให้เกษตรกร จากเดือนพฤศจิกายน 2541 ถึงเดือนกันยายน 2543 มีผู้มาเข้าอบรมถึง 72,450 คน โดยที่ชาวบ้านเสียค่ารถมาเอง นำอาหารมาเอง ชาวบ้านเล่าสู่กันฟังปากต่อปากว่าทำง่าย ได้ผลดี ลงทุนน้อย และปลอดภัย

“ผมต้องการให้เกษตรกรเป็นอาชีพที่คนอยากกลับมาเป็น ที่ผ่านมาเขาไม่อยากเป็นเกษตรกร เขาทิ้งนาทิ้งไร่ นี้คือสิ่งที่ผมภูมิใจ ถ้าชาวนาชาวไร่มาทำตรงนี้ ก็จะมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ก็จะมาสอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลที่ต้องการให้ประเทศไทยเป็นครัวของโลก” พันเอกพิเชษฐ์ กล่าวถึงเป้าหมายในการทำงาน

ผลจากการอบรมให้ความรู้เกษตรพอเพียงนี้ ทำให้เกษตรกรจำนวนมากได้ผลผลิตดีขึ้น ชาวบ้านที่ได้รับความรู้บางคน ผันตัวเองเป็นวิทยากรเผยแพร่ความรู้ออกไปในวงกว้าง จนเกิดกลุ่มเกษตรกรรมและชมรมอนุรักษ์ในหลายๆ อำเภอของจังหวัดอุบลราชธานี

นอกจากนี้ พันเอกพิเชษฐ์ วิสัยจร ยังได้เผยแพร่ความรู้ด้านเกษตรพอเพียง ปุ๋ยชีวภาพ สู่แขวงจำปาสัก สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว เป็นการสร้างสัมพันธไมตรีระหว่างประเทศ และเผยแพร่การทำเกษตรพอเพียงสู่ชาวติมอร์ ขณะฝึกอบรมกองกำลังทหารในติมอร์ตะวันออกอีกด้วย

แก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม

ประสิทธิภาพของจุลินทรีย์ EM ไม่หยุดเพียงแค่เรื่องการเกษตรเท่านั้น หากยังมีประสิทธิภาพในการบำบัดน้ำเสียและกลิ่นเหม็นจากขยะอีกด้วย

ขยะที่ได้จากครัวเรือน ร้านอาหาร และโรงแรม ส่วนใหญ่จะเป็นขยะเปียกจำพวกเศษอาหาร ซึ่งทำให้เกิดกลิ่นเหม็นและเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ของแมลงวัน จุลินทรีย์ EM สามารถบำบัดกลิ่นเหม็นและกำจัดแมลงวันได้โดยการตัดวงจรชีวิตของแมลง อีกทั้งสามารถทำการย่อยสลายอาหาร นำไปเป็นปุ๋ยแก่พืชผักและผลไม้ต่างๆ ได้

ด้วยคุณสมบัตินี้ของจุลินทรีย์ EM พันเอกพิเชษฐ์ ได้นำไปใช้กำจัดแมลงวัน กลิ่นเหม็นในเขตฟาร์มหมูของอุบลราชธานี แก้ปัญหาขยะส่งกลิ่นเหม็นข้างวัดชลประทานรังสฤษดิ์ จังหวัดนนทบุรี และที่ตลาดห้วยขวาง รวมถึงแก้ปัญหาบ่อน้ำขัง น้ำเสียของการเคหะชุมชนปากเกร็ด ซึ่งมีน้ำเสียส่งกลิ่นเหม็นมา 2 ปีแล้ว คนที่อาศัยในแฟลตการเคหะฯ ไม่สามารถเปิดหน้าต่างประตูได้ หลังจากใช้จุลินทรีย์ที่มีประสิทธิภาพไปแก้ไขประมาณ 1 เดือน น้ำที่เน่าเหม็นกลับสามารถเลี้ยงปลานิลได้

พันเอกพิเชษฐ์ แสดงให้เห็นว่าบทบาทการพัฒนาของประเทศของทหาร มีทั้งเรื่องการปกป้องป่า ช่วยเหลือเกษตรกร รวมถึงดูแลสิ่งแวดล้อมของชุมชนเมือง รวมไปถึงให้ความช่วยเหลือกับต่างประเทศด้วย

“ในยุทธศาสตร์ของทหารเป็นยุทธศาสตร์ของการผนึกกำลัง เราเคยมีกฎหมายว่า ถ้าเกิดการรบ เราจะระดมกำลังอะไรต่างๆ แต่จากสิ่งที่ทำลงไป ประชาชนเขามากับเราด้วยใจ ด้วยหัวใจ ด้วยจิตวิญญาณ ในขณะที่เมื่อก่อน เราต้องใช้กฎหมายบังคับ ผมคิดว่าอีกอย่างที่เราได้คือข่าวสาร ถ้าเราลงไปทำในหมู่บ้านในเรื่องชุมชนเข้มแข็ง เราก็ได้ข่าวเรื่องยาเสพติด ไม่ว่ายุทโธปกรณ์จะดีเลิศขนาดไหน ถ้าไม่ได้ประชาชนร่วมมือร่วมใจ ก็ไม่มีความสำเร็จ” พันเอกพิเชษฐ์ กล่าวถึงแนวคิดในการสร้างแนวร่วมจากประชาชน

ปัจจุบัน นายทหารผู้นี้ได้ย้ายไปประจำการที่จังหวัดร้อยเอ็ด ดินแดนแห่งทุ่งกุลาร้องไห้ ความมุ่งหวังของเขาคือ เปลี่ยน ทุ่งกุลาร้องไห้ ให้เป็น ทุ่งกุลายิ้มได้

และสิ่งที่นายทหารนักพัฒนาผู้นี้ย้ำเตือนกับตนเองเสมอ คือ ทหารพร้อมที่จะอยู่เคียงข้างประชาชน ช่วยเหลือประชาชนตลอดไป

ชื่อ-นามสกุล : พันเอก (พิเศษ)พิเชษฐ์ วิสัยจร
อายุ : 52 ปี
สถานภาพ : สมรส มีบุตรชาย 3 คน
การศึกษา : โรงเรียนนายร้อย จปร. รุ่นที่ 22
ตำแหน่งหน้าที่ : รองผู้บัญชาการ กองพลทหารราบที่ 6 จังหวัดร้อยเอ็ด
ระยะเวลาทำงานด้าน
อนุรักษ์สิ่งแวดล้อม : ปี 2537 - ปัจจุบัน

ผลงาน :

  • ริเริ่มโครงการฝึกอบรมราษฎรอาสาพิทักษ์ป่า (รสทป.) ของประเทศไทย
  • เจ้าของโครงการอบรมหมอลำ “พิทักษ์ป่าเพื่อรักษาชีวิต” เพื่อเป็นการประชาสัมพันธ์ และปลุกจิตสำนึกในการรักษาป่า
  • รณรงค์ให้แต่ละครอบครัวปลูกต้นไม้บนพื้นที่ตัวเองเพื่อใช้สอยในอนาคต
  • พัฒนาโครงการป่าดงนาทาม 55,000 ไร่ ในเขตอำเภอโขงเจียมจังหวัดอุบลราชธานี
  • จัดทำโครงการและแผนป้องกันไฟป่าหน้าแล้งและรณรงค์ไม่ให้เผาฟางในนาข้าว
  • ปลูกต้นไม้สองข้างถนน บนถนน 3 สายในจังหวัดอุบลราชธานี
  • จัดตั้งศูนย์พัฒนา ในโครงการพัฒนาป่าดงนาทาม อ.วารินชำราบ จ.อุบลราชธานี เพื่อให้การอบรมราษฎรในการทำปุ๋ยชีวภาพ งดใช้สารเคมี
  • ขยายเครือข่ายด้านเกษตรพอเพียงทั้งในจังหวัดอุบลราชธานีและจังหวัดใกล้เคียง
  • กำจัดแมลงวัน กลิ่นเหม็นในเขตฟาร์มหมูของอุบลราชธานีโดยใช้จุลินทรีย์ (EM)
  • แก้ปัญหาขยะข้างวัดชลประทานรังสฤษดิ์ จังหวัดนนทบุรีและที่ตลาดห้วยขวาง
  • แก้ปัญหาบ่อน้ำขังน้ำเสียของการเคหะชุมชน ของการเคหะชุมชนปากเกร็ดซึ่งส่งกลิ่นเหม็น

กลับหน้า ประจำปี 2546