ประเภทบุคคล

นายเข็มทอง และนางอาริยา โมราษฎร์
ผู้ก่อตั้ง “กลุ่มเด็กรักป่า”

สามีภรรยาผู้มุ่งมั่นทำงานให้เด็ก ได้เรียนรู้จากธรรมชาติอันอ่อนโยนผ่านศิลปะหลากแขนง ปลูกจิตสำนึกที่ผูกพันโยงใยกับธรรมชาติลงในใจดวงน้อย ส่งเสริมและพัฒนากระบวนการทอผ้าย้อมสีธรรมชาติของชุมชน เรียนรู้ศิลปะจากธรรมชาติ

เข็มทอง โมราษฎร์ หรือ “ครูจืด” และ อาริยา หรือ “ครูหน่อย” โมราษฎร์ คู่สามีภรรยาที่ทำงานกับเด็กภายใต้แนวคิดที่ว่า“ธรรมชาติเป็นครูเราทุกๆ อย่าง ต้นไม้สอนเราเขียนบทกวี วาดรูป สอนเราทำงานศิลปะ” พวกเขาจึงให้ธรรมชาติเป็นครูสอนศิลปะให้กับเด็กๆ ให้เยาวชนซึมซับความงามของธรรมชาติที่นุ่มนวลอ่อนโยนเพื่อให้จิตวิญญาณแห่งการอนุรักษ์หยั่งรากลึกลงในใจดวงน้อย

แรกเริ่มเดิมที ในสมัยที่ครูหน่อยทำงานให้โครงการป่าชุมชนซึ่งเป็นองค์กรเอกชนในจังหวัดสุรินทร์ ได้สร้างสรรค์งานด้านสิ่งแวดล้อมกับเด็ก จัดทำค่ายเยาวชนโดยคัดเด็กที่มีความสามารถทางศิลปะจากบางจังหวัดในภาคอีสานไปเข้าค่ายร่วมกัน ครูจืดซึ่งเรียนจบทางศิลปะมาโดยตรงได้เข้ามาช่วยเป็นอาสาสมัครในค่าย กิจกรรมในค่ายได้สอนให้เด็กวาดรูป ดูนก ซึมซับความงามของธรรมชาติ รวมถึงเรียนรู้การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติผ่านกระบวนการจัดกิจกรรมต่างๆ

บรรยากาศที่อบอุ่น ธรรมชาติอันงดงาม ความสดใสของเด็ก และผลงานศิลปะที่เกิดขึ้นในค่าย เป็นประสบการณ์ที่สร้างความประทับใจให้กับทั้งเด็กที่เข้าร่วมและผู้จัดกิจกรรม เป็นภาพที่ครูจืดและครูหน่อยไม่อยากให้จบอยู่เพียงในค่ายเท่านั้น

“แม้ว่าโดยส่วนตัวเรียนมาทางด้านการศึกษา สังคม ไม่ถนัดทางด้านศิลปะ พอได้มีประสบการณ์ในค่ายที่มีกระบวนการศิลปะ รู้สึกว่าศิลปะสามารถเปลี่ยนพฤติกรรม ให้เด็กแสดงความเห็นออกมาได้นุ่มนวลและสร้างสรรค์ เด็กๆ ได้แสดงออกทางศิลปะ เรียนรู้ได้เร็ว เมื่อเขามีความประทับใจในธรรมชาติ จะจดจำไปชั่วชีวิต สิ่งนี้มันสร้างคนได้” ครูหน่อยเล่าถึงความรู้สึกจากค่ายครั้งนั้น

หลังจากนั้น ครูจืดได้ตัดสินใจทำงานเป็นเจ้าหน้าที่ของโครงการป่าชุมชน ทั้งสองรับผิดชอบงานเกี่ยวกับเด็ก พวกเขายังสานต่อเจตนารมณ์จากประสบการณ์ค่าย เมื่อทำงานไปได้ระยะหนึ่งจึงคิดว่า ถึงเวลาแล้วที่จะแยกตัวออกมาทำงานเรื่องกลุ่มเด็กอย่างจริงจังและต่อเนื่อง

ก่อตั้งกลุ่ม “เด็กรักป่า”

เพื่อสืบสานเจตนารมณ์ที่ให้เด็กเรียนรู้ศิลปะจากธรรมชาติ ครูจืดและครูหน่อยจึงเลือกพื้นที่บริเวณป่ายาว จังหวัดสุรินทร์ เป็นพื้นที่จัดกิจกรรม และได้ก่อตั้ง “กลุ่มเด็กรักป่า” ขึ้น ป่าที่อุดมด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ คือสถานที่ดีที่สุดสำหรับการเรียนรู้จากธรรมชาติ

“ธรรมชาติสอนให้คนเห็นความเอื้ออาทร อย่างใบไม้มันไม่มีที่ติดกันเป็นพืดทั้งหมด มันจะปล่อยให้แสงลอดผ่านเข้ามา ให้กับต้นไม้เล็กๆ ที่อยู่ข้างล่าง ที่ไม่ต้องการแสง 100% ต้นไม้มีโพรงสำหรับให้นกได้มาทำบ้าน หินที่เป็นก้อนแข็งๆ ยังมีพื้นที่ทำให้ไลเคนได้ขึ้น เก็บความชุ่มชื้น เป็นที่อยู่ของมดของแมลง เราเรียนรู้เกี่ยวกับการพึ่งพาเป็นวัฏจักร ไม่มีอะไรที่จะขาดจากกันได้ในธรรมชาติ” ครูจืดบอกถึงสิ่งที่ได้เรียนรู้จากป่า

ทั้งสองได้นำเด็กในพื้นที่ซึ่งจบชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 แต่ไม่ได้เรียนต่อ มาเรียนรู้ที่โรงเรียนเด็กรักป่า และพักอยู่ที่นั่น เด็กทุกคนจะได้รับสมุดบันทึกประจำตัว เพื่อวาดภาพ เขียนบทกวี บันทึกความรู้สึกที่ได้รับจากธรรมชาติ เด็กๆ ได้เรียนรู้อย่างใกล้ชิดธรรมชาติ การเห็นเด็กอยู่แต่ละมุมของป่าเพื่อเล่นสนุกสนานหรือนั่งวาดภาพ เขียนบทกวี จึงเป็นเรื่องที่เห็นกันจนชินตา

“ศิลปะทำให้จิตใจคนอ่อนโยน มีจินตนาการ และรักเคารพแหล่งที่มา ถ้าเราเรียนรู้จากธรรมชาติไม่ว่าจะแบบไหนอะไรยังไง ด้วยศิลปะทำให้เขาเห็นความงาม ศิลปะเป็นแรงบันดาลใจ ได้วาด ได้คิด ได้เขียน ได้แสดงออก พอคิดถึงแหล่งที่มาของผลงาน มันไม่ได้มาจากตัวเรา มันได้มาจากธรรมชาติ รักในธรรมชาติ เป็นแหล่งเรียนรู้ แหล่งให้ผลงาน และเมื่อนำมาถ่ายทอดกับคนอื่น คนอื่นก็จะเห็นความสวยงามของธรรมชาติ อยากเข้ามาสัมผัสเหมือนกับที่เขาได้วาด มันเป็นกระบวนการที่เชื่อมโยงกันทั้งหมด” ครูจืดอธิบายถึงแนวคิดของเขา

กลุ่มเด็กรักป่าจะอยู่กันเป็นครอบครัว แบบพ่อแม่ แบบพี่น้อง เด็กๆ จะแบ่งเวรกันทำอาหาร สอนน้อง ใครทำผิดก็จะโดนลงโทษ ทุกคนเท่าเทียมกันรวมถึงครูทั้งสอง ถ้าทำผิดก็จะโดนลงโทษเช่นกัน เด็กๆ เรียนรู้จากธรรมชาติควบคู่กับการเรียนของการศึกษานอกโรงเรียน (กศน).

วิทยากรผู้เชี่ยวชาญจากหลากหลายสาขาทางศิลปะสับเปลี่ยนกันมาให้ความรู้เด็ก ทั้งเรื่องวาดภาพ ละคร ดนตรี ฯลฯ เด็กๆ ได้เรียนรู้เรื่องการมัดย้อมสีธรรมชาติจากป่าที่อยู่ใกล้ๆ และเล่นเกมเกี่ยวกับธรรมชาติที่สร้างสรรค์ขึ้นมากมาย

ตัวอย่างเกมที่ให้เด็กอยู่กลมกลืนกับธรรมชาติมากที่สุดคือ ให้เด็กนำใบไม้หรือหญ้ามาคลุมตัว แล้วให้อยู่นิ่งๆ จนกว่านกจะมาเกาะ ใครที่มีนกมาเกาะบนตัวก่อนจะเป็นผู้ชนะ เป็นการฝึกให้เด็กได้อยู่กับตัวเองเงียบๆ

เด็กคุ้นเคยกับการแสดงออก สื่ออารมณ์ด้วยบทกวีและภาพวาดในสมุดบันทึกที่พกติดตัวตลอด มุมมองจากใจใสบริสุทธิ์ที่มีต่อธรรมชาติ แปรเป็นบทกวีและภาพวาดมากมาย กลุ่มเด็กรักป่าได้ทำจุลสารรายเดือนชื่อ “แขนง” แจกจ่ายไปให้ผู้ที่สนใจและผู้ที่เคยร่วมงานด้วย เป็นการเผยแพร่บทกวี ภาพวาด และข่าวการทำกิจกรรมต่างๆ ของกลุ่ม และได้นำบทกวีของเด็กๆ รวมเล่มพิมพ์เป็นหนังสือออกจำหน่ายในชื่อ “ฉันห่มใบไม้”

จากประสบการณ์ฝึกฝนละครจากวิทยากรผู้เชี่ยวชาญ เด็กๆ ได้ตระเวนแสดงละครทั่วประเทศ และแสดงงานภาพเขียน กลุ่มได้จัดทำหลักสูตรสิ่งแวดล้อมศึกษาให้กับองค์กรต่างๆ โดยนำเงินรายได้มาใช้ดำเนินงานของกลุ่มเด็กรักป่าต่อไป

มีการจัดค่ายร่วมกับหน่วยงานต่างๆ ทั้งในประเทศและจากต่างประเทศ เช่น ค่ายหนึ่งชื่อ ค่าย “แฮมเบอร์เกอร์เจอข้าวเหนียว” เป็นการนำเด็กจากกรุงเทพฯ มาร่วมกิจกรรมกับกลุ่มเด็กรักป่า เป็นต้น ทั้งยังร่วมกิจกรรมจัดงานของจังหวัดสุรินทร์ เช่น งานช้าง งานเขยต่างชาติ งาน 12 สิงหาฯ อีกด้วย

องค์กรที่สนใจศึกษาเกี่ยวกับหลักสูตรสิ่งแวดล้อม เข้ามาดูงานและแลกเปลี่ยนความรู้กับกลุ่มเด็กรักป่าหลายองค์กร รวมถึงองค์กรต่างประเทศ เกมสิ่งแวดล้อมผสมผสานภูมิปัญญาพื้นบ้านที่เข็มทองได้คิดขึ้นได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ และนำไปใช้ในหลายประเทศในเอเซีย

เชื่อมโยงชุมชน

ในช่วงเริ่มต้นของกลุ่มเด็กรักป่า กิจกรรมที่เด็กทำอาจจะดูแปลกในสายตาชาวบ้าน แต่ครูจืดและครูหน่อย ได้พยายามสร้างความเข้าใจโดยประสานงานขอความร่วมมือกับผู้ใหญ่บ้าน ผู้อำนวยการโรงเรียน แล้วพาไปดูงานของกลุ่มเด็กรักป่า จากนั้นคนที่ไปดูงานได้มาเล่าให้ชาวบ้านฟัง แล้วได้พากลุ่มแม่บ้านและเยาวชน ไปดูงานภายหลังชุมชนจนเกิดความเข้าใจ

จากนั้น ทั้งสองได้ริเริ่มทำงานชุมชนในเรื่องของเศรษฐกิจ เพื่อเพิ่มรายได้ให้ชาวบ้านและลดการเข้าไปทำลายป่า โดยส่งเสริมการทอผ้าฝ้ายย้อมสีธรรมชาติ พัฒนาคุณภาพ และนำไปแปรรูปขาย

“อย่างชาวบ้านตัดต้นไม้ครั้งหนึ่งก็ต้นละ 800 บาท จบ…แต่ถ้าทำมัดย้อม ต้นหนึ่ง ปีหนึ่งได้หลายพันบาท โดยไม่ต้องโค่น” ครูจืดบอกถึงเหตุผลในการส่งเสริมชาวบ้านทอผ้าฝ้ายย้อมสีธรรมชาติ แต่เดิมชาวบ้านแถบนี้ทอผ้าไหมซึ่งมีราคาสูง แต่เขาได้แนะนำให้เปลี่ยนมาทอผ้าฝ้าย และรับซื้อจากชาวบ้านนำไปขายต่อไป ผลจากการดำเนินงานชาวบ้านได้รวมตัวกันเป็น “กลุ่มแม่บ้านรักป่ายาว”

นอกจากนี้ กลุ่มเด็กรักป่ายังเอื้อเฟื้อสถานที่ให้ชาวบ้านเข้ามาใช้ประชุม อบรมอาชีพสัมมนาของกลุ่มต่างๆ ในชุมชน ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มออมทรัพย์ กลุ่มกองทุนเงินล้าน ฯลฯ เมื่อชาวบ้านต้องการเรียนรู้เรื่องใด จะพาไปดูงานที่อื่น เพื่อนำมาประยุกต์ใช้ในชุมชนต่อไป

เผชิญวิกฤติ ปรับกระบวนยุทธ

โรงเรียนเด็กรักป่าสอนเด็กมา 8 รุ่น เป็นที่ยอมรับและรู้จักในวงกว้าง แต่แล้วการดำเนินงานโรงเรียนเด็กรักป่าก็ต้องสะดุด...เมื่อเงินทุนสนับสนุนหมดลง กลุ่มต้องดิ้นรนหาทางออก

“ผมเปลี่ยนวิธีการที่จะได้ทุนมาทำงาน แต่ว่ากิจกรรมเป้าหมายยังเหมือนเดิม แต่ก่อนคือว่าเราหาทุน หมดเงินเสร็จก็ขอ แต่ว่าตอนนี้เราไม่มีทุนจริงๆ ก็ทำธุรกิจอย่างนู้นอย่างนี้บ้างเท่าที่พอจะทำได้ ถ้าเราต้องไปพึ่งพามาก แหล่งทุนก็ต้องมีเงื่อนไข เงื่อนไขทำให้เราเปลี่ยน” ครูจืดบอกถึงการเปลี่ยนวิธีการหาทุน

ศูนย์ศิลปะธรรมชาติเด็กรักป่า เกิดขึ้นในตัวเมืองจังหวัดสุรินทร์ เป็นที่แสดงงานศิลปะและดำเนินธุรกิจของกลุ่มเด็กรักป่า โดยเปิดสอนศิลปะให้เด็กและบุคคลทั่วไป รับเข้ากรอบรูป รับเขียนภาพ รับจัดค่ายท่องเที่ยวธรรมชาติ ค่ายดนตรี บทกวี ศิลปะ ธรรมชาติ บริการรถตู้ให้เช่า จำหน่ายผลิตภัณฑ์ผ้าย้อมสีธรรมชาติ จำหน่ายและให้เช่างานศิลปะ และเปิดให้ชมนิทรรศการศิลปะทุกวัน

ในปี 2542 ครูหน่อยซึ่งมีร่างกายผอมลงเรื่อยๆ และเหนื่อยง่าย ได้ไปตรวจสุขภาพที่โรงพยาบาล ผลที่ออกมาทำให้ต้องตกใจ

เธอป่วยเป็นโรคไตวายเรื้อรังระยะสุดท้าย…

การรักษาทำได้เพียงการฟอกไต เพื่อชะลออาการจนกว่าจะเปลี่ยนไตใหม่ เธอต้องฟอกไตเดือนละ 8 ครั้ง ค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลนั้นสูงมาก

ครูจืดเสนอตัวบริจาคไตให้เธอ ด้วยความห่วงใยและหวังให้เธอกลับมาแข็งแรงเหมือนเดิม โดยนำเนื้อเยื่อไปทดสอบการเข้ากันได้ของอวัยวะ แต่ทว่าเนื้อเยื่อของเขาไม่สามารถเข้ากับร่างกายเธอได้ ความตั้งใจนี้จึงไม่เป็นผล

ด้วยปัญหาขาดแคลนเงินทุน บวกกับอาการป่วยของครูหน่อยซึ่งไม่สามารถทำงานหนักได้ กลุ่มเด็กรักป่าจึงเปลี่ยนมาจัดกิจกรรมในวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ แทนการดำเนินงานโรงเรียนเด็กรักป่าแบบเดิม เด็กๆ จะมาเล่นเกมต่างๆ มาวาดรูป มามัดย้อมผ้าซึ่งจะได้ค่าแรงผืนละ 3 บาท ไม่ต้องขอเงินพ่อแม่ซื้อขนม และมาร่วมกิจกรรมค่ายเป็นครั้งคราว

“บางครั้งก็ท้อ แต่รู้สึกไม่นาน เพราะนึกถึงงานที่เราอยากสานฝันทำตามอุดมคติต่อไป เพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ให้กำลังใจอย่างมากมาย” ครูหน่อยซึ่งป่วยบอกถึงความรู้สึก

”ผมเป็นอะไรไม่ได้ นอกจากครูและจะทำไปจนตาย” นี่คือคำยืนยันของครูจืดที่จะสู้เพื่อสอนเด็กต่อไป

ทั้งคู่ฝันที่จะสร้างโรงเรียนเด็กรักป่าไปจนถึงระดับมหาวิทยาลัย เพื่อให้การศึกษาหลักสูตรสิ่งแวดล้อมผ่านศิลปะให้หลากหลายสาขาขึ้นมากกว่าเดิม เป็นทางเลือกทางการศึกษาในเมืองไทยอีกทางหนึ่ง

ศิษย์เก่าโรงเรียนเด็กรักป่ายังนัดมาเจอกันทุกปี พวกเขาคุยกันว่าถ้ามีลูกจะให้มาเรียนที่เด็กรักป่า พวกเขาคงเฝ้ารอให้เกิดโรงเรียนอย่างที่ครูจืดและครูหน่อยตั้งใจ เพื่อรุ่นลูกของพวกเขาจะได้มาเรียน ได้รับประสบการณ์เหมือนที่รุ่นพ่อรุ่นแม่ได้รับถึงความผูกพันกับธรรมชาติที่อ่อนโยนอย่างลึกซึ้ง ในปัจจุบัน ศิษย์เก่าบางคนกำลังทำงานเรื่องสิ่งแวดล้อมอยู่เช่นกัน บ้างก็รวมตัวทำชมรมในสถาบันศึกษา บ้างก็รวมตัวตั้งกลุ่มทำกิจกรรมกับเด็กในชนบท

สิ่งเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงจิตวิญญาณรักธรรมชาติที่หยั่งรากลงในใจผู้ถูกปลูกฝังอย่างเหนียวแน่น

ครูจืดและครูหน่อย มุ่งหน้าทำตามอุดมคติของเขาต่อไป เพื่อให้เด็กได้เรียนรู้จากธรรมชาติอันอ่อนโยนผ่านศิลปะหลากแขนง ปลูกฝังจิตสำนึกที่ผูกพันโยงใยกับธรรมชาติลงในใจดวงน้อย ให้ผลิดอกออกผล แตกแขนงแผ่กิ่งก้านสาขา พิทักษ์โลกนี้ไว้ภายใต้ร่มเงาของธรรมชาติ

ชื่อ-นามสกุล : นายเข็มทอง โมราษฎร์ (ครูจืด)
อายุ : 35 ปี
สถานภาพ : สมรสแล้ว ไม่มีบุตร
การศึกษา : จบจิตรกรรมภาพไทย วิทยาลัยเพาะช่าง
ประวัติการทำงาน :
ปี 2533 เจ้าหน้าที่โครงการป่าชุมชน จ.สุรินทร์
ปี 2534-ปัจจุบัน ผู้จัดการโครงการ “กลุ่มเด็กรักป่า”
ระยะเวลาทำงานด้านอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม : ปี 2533-ปัจจุบัน
เกียรติประวัติ : เกมเกี่ยวกับธรรมชาติที่คิด ได้รับการยอมรับนำไปใช้ในระดับนานาชาติ

ชื่อ-นามสกุล : นางอาริยา โมราษฎร์ (ครูหน่อย)
อายุ : 35 ปี
สถานภาพ : สมรสแล้ว ไม่มีบุตร
การศึกษา : ปริญญาตรี คณะศึกษาศาสตร์ เอกสังคมศึกษามหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี
ประวัติการทำงาน :
ปี 2530
       - ครูอาสาสมัครชาวเขา เขาเหล็ก จ.กาญจนบุรี
       - อาสาสมัครโครงการฟื้นฟูชีวิตและธรรมชาติ
       - ผู้ประสานงานท้องถิ่นคัดค้านเขื่อนน้ำโจน
ปี 2532 เจ้าหน้าที่โครงการป่าชุมชน จ.สุรินทร์
ปี 2534-ปัจจุบัน ผู้ประสานงานโครงการ “กลุ่มเด็กรักป่า”

ระยะเวลาทำงานด้านอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม : ปี 2530 - ปัจจุบัน

ผลงาน (รวมกัน 2 คน) :

  • นำเรื่องราวทางธรรมชาติมาสอนเด็กที่ขาดโอกาสทางการศึกษาเรื่องศิลปะ ละครเวที เขียนหนังสือ ให้มีความสัมพันธ์กับทรัพยากรสิ่งแวดล้อม เด็กรุ่นแรกมาจากบุรีรัมย์ อุบลราชธานี ขอนแก่น ยโสธร ตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงปัจจุบัน สอนมา 8 รุ่น โดยรับเด็กที่จบ ป.6 เรียนควบกับ กศน. พร้อมจัดค่ายเยาวชนอื่นๆ อีกมากมาย
  • ทำหลักสูตรสิ่งแวดล้อมศึกษาให้กับองค์กรต่างๆ
  • เผยแพร่ความรู้และเป็นผู้นำกลุ่มแม่บ้านทอผ้าย้อมสีธรรมชาติ
  • ทำจุลสารรายเดือน ชือ “แขนง”
  • เปิดร้านจำหน่ายผลงานของเด็กและชาวบ้าน รับจัดกิจกรรมให้เด็ก และทำกรอบรูป

กลับหน้า ประจำปี 2546