|
ประเภทชุมชน
(ชุมชน ชุมชนเมือง เครือข่ายชุมชน)
ชุมชนบ้านวังอ้อ
พลิกดงเผาถ่านเป็นผืนป่าแหล่งทัศนาจร
ชุมชนชาวอีสานที่พลิกบทบาทจากชุมชนเผาถ่านเลื่องชื่อมาเป็นนักอนุรักษ์ผืนป่า
เรียนรู้จากประสบการณ์จริง และสรุปบทเรียนมาฟื้นฟูธรรมชาติด้วยสำนึกในบุญคุณของป่าเขาและสายน้ำที่หล่อเลี้ยงชีวิตจนประสบความสำเร็จ
สร้างจิตสำนึกการอนุรักษ์สู่สังคมผ่านการจัดการการท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์ที่เป็นรูปธรรม
เลื่องลือเรื่องเผาถ่าน
ปัญหาปากท้องเป็นเรื่องสำคัญในการดำรงชีวิต
เมื่อใดก็ตามที่หากินได้ไม่พอ มนุษย์ย่อมต้องดิ้นรนปากกัดตีนถีบเสาะแสวงหาหนทาง
ให้ชีวิตรอดจนได้ หมู่บ้านวังอ้อและวังถ้ำเกิดขึ้นก็ด้วยผลเดียวกันนี้
เดิมทั้งสองหมู่บ้านเป็นประชากรส่วนหนึ่งของบ้านแขม แต่เนื่องจากชุมชนขยายขึ้น
ชาวบ้านจึงออกสำรวจหาที่ทำมาหากินและล่าสัตว์เป็นอาหาร เมื่อพบทำเลอันเหมาะสมจึงอพยพบ้านเรือน
จากบ้านแขมมาตั้งหมู่บ้านใหม่บนที่ราบลุ่มติดลำน้ำเซบาย ลำน้ำสาขาหนึ่งของแม่น้ำมูล
โดยใช้ชื่อว่า บ้านวังอ้อ และบ้านวังถ้ำ
แต่เดิมชาวบ้านเข้าไปเก็บผักล่าสัตว์ในป่าดงใหญ่ซึ่งเป็นป่าที่มีความอุดมสมบูรณ์
มีพืชพันธุ์หลากหลาย รวมถึงสมุนไพรหลายร้อยชนิด ชาวบ้านจำนวนมากประกอบอาชีพเผาถ่าน
โดยตัดไม้ในป่าดงใหญ่ และขุดหลุมทำเป็นเตาเผาถ่านอยู่ในป่า อาชีพนี้ได้รับความนิยมในช่วงเวลานั้น
ชาวบ้านเล่าให้ฟังว่า ตอนนั้นเข้าป่าไปจะเห็นควันเต็มป่าไปหมด มีเตาเปาถ่านกว่า
200 เตา ชื่อเสียงเลื่องลือไปทั่วอำเภอ ว่าเป็นหมู่บ้านที่เผาถ่านมาก
และยังมีชาวบ้านอีกไม่น้อยที่รับจ้างตัดไม้ขนาดเล็กเพื่อใช้สำหรับทำรั้ว
ทำเสา ให้กับผู้ที่สั่งซื้อ
ประมาณปี
พ.ศ. 2502 เริ่มมีกลุ่มนายทุนเข้ามาตัดไม้ขนาดใหญ่ออกไปจากป่า ชาวบ้านส่วนใหญ่ไม่ได้สนใจอะไร
เพราะคิดว่าป่าเป็นของหลวงและคงให้สัมปทานกับนายทุนไปแล้ว ทั้งคนในชุมชนและนอกชุมชนต่างบริโภคของจากป่าอย่างไม่คำนึงถึงอนาคต
ความเสื่อมโทรมเกิดขึ้นกับป่าดงใหญ่อย่างมหาศาล
ความอุดมสมบูรณ์เริ่มไม่มีให้เห็น สัตว์ป่าหลายชนิดสูญพันธุ์ ในขณะเดียวกัน
สายน้ำจากลำเซบายที่อยู่ติดป่าก็เริ่มเหือดแห้ง ส่งผลต่อสภาพดินฟ้าอากาศ
ทำให้ฝนไม่ตกต้องตามฤดูกาล แน่นอนว่าย่อมส่งผลต่อพืชผลทางเกษตร และผู้ที่ประกอบอาชีพเผาถ่าน
ตัดไม้ เก็บของป่า ล่าสัตว์ ปัญหาเรื่องปากท้องเริ่มกลับมาเยี่ยมเยือนอีกครั้ง
จะอพยพไปที่อื่นก็คงไกลเกินไปและคงมีคนจับจองไปหมดแล้ว
ฟื้นป่าดงใหญ่
สิ่งที่เกิดขึ้นกับป่าดงใหญ่เป็นการกระทำที่ชุมชนร่วมกันก่อ
ผลกระทบที่เกิดขึ้นชาววังอ้อรับรู้และสัมผัสได้ด้วยชีวิต ความรุนแรงที่เกิดขึ้นเป็นแรงกระตุ้น
ให้ชุมชนเกิดความสำนึกถึงบุญคุณของป่าเขา ธรรมชาติ และสายน้ำที่หล่อเลี้ยงชีวิต
ด้วยเหตุนี้
ชุมชนจึงเริ่มต้นดูแลรักษาป่าดงใหญ่ การดูแลรักษาฟื้นฟูให้ป่ากลับคืนมานั้น
ต้องอาศัยระยะเวลาและความอดทน เพราะผืนป่ามีเพียงผืนเดียว แต่คนที่เข้ามาใช้ป่ากลับมีหลายกลุ่ม
ทั้งกลุ่มที่หวังดี และกลุ่มที่กอบโดย การรักษาป่าจึงไม่ใช่เรื่องง่าย
ในปี
พ.ศ. 2522 ผู้ใหญ่ชม บุญประสิทธิ์ ได้ประกาศห้ามบุคคลทั้งในหมู่บ้านและพื้นที่ใกล้เคียง
เข้ามาตัดไม้ในป่าดงใหญ่โดยเด็ดขาด แต่คำประกาศดังกล่าวก็ไม่เป็นผล
เนื่องจากขาดองค์กรรับผิดชอบ ขาดกฎ ระเบียบ และการดูแลที่ชัดเจน การบุกรุกจึงยังมีอยู่
ความพยายามรักษาป่ายังไม่สิ้นสุด
ได้มีการนำกำลังตำรวจและชาวบ้านบางส่วนขึ้นไปทำลายเตาเผาถ่านที่อยู่ในป่า
ตั้งแต่นั้นมา เป็นช่วงเวลาที่ป่าดงใหญ่เริ่มฟื้นตัว ชุมชนให้ความสำคัญในการดูแลรักษาป่ามากขึ้น
แม้ว่าจะยังมีผู้ลักลอบทำลายป่าและล่าสัตว์อยู่บ้าง
ธงพระราชทานปลุกพลังมวลชน
ครั้งหนึ่ง ชาวชุมชนบ้านวังอ้อได้มีโอกาสเข้าเฝ้ารับเสด็จสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ
เนื่องในโอกาสที่เสด็จเยือนจังหวัดอุบลราชธานี ในคราวนั้น ชาววังอ้อไม่ได้รับเสด็จอย่างใกล้ชิด
ต้องอยู่ด้านหลังเพราะว่าด้านหน้ามีไว้สำหรับชุมชนที่ได้รับพระราชทานธง
พิทักษ์ป่ารักษาชีวิต เป็นรางวัลสำหรับชุมชนที่รักษาป่าได้ผลสำเร็จเป็นอย่างดี
จากประสบการณ์ครั้งนั้น
ชาววังอ้อเกิดแรงบันดาลใจ มุ่งมั่นที่จะรักษาป่าอย่างจริงจัง เพื่อเข้ารับพระราชทานทางธงจากพระหัตถ์สมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถให้ได้สักวันหนึ่ง
ปี พ.ศ.
2540 กองทัพภาคที่ 2 อำเภอเขื่องใน และหน่วยราชการที่เกี่ยวข้อง ได้จัดอบรมราษฎรอาสาสมัครพิทักษ์ป่า
(รสทป.) ให้แก่ชุมชนบ้านวังอ้อและบ้านวังถ้ำ เป็นจุดกระตุ้นให้เกิดการตั้งคณะกรรมการดูแลป่าชุมชนขึ้น
โดยมีป่าไม้เป็นที่ปรึกษา ส่งเสริมความรู้ ทำการฟื้นฟูสภาพป่าเสื่อมโทรมกลับมาเป็นป่าที่มีความอุดมสมบูรณ์
และแล้วในที่สุด สิ่งที่มุ่งหวังก็เป็นจริงสมกับที่รอคอย
ชุมชนบ้านวังอ้อได้รับพระราชทานธง พิทักษ์ป่าเพื่อรักษาชีวิต ในปี
พ.ศ 2541 ในฐานะที่เป็นชุมชนที่ดูแลรักษาป่าได้ดีจนเป็นที่ยอมรับของชุมชนอื่นๆ
คำปฏิญาณตนที่ให้ไว้ต่อหน้าพระพักตร์ในวันนั้นที่ว่า เราจะไม่ทำลายทรัพยากรธรรมชาติ
ไม่ตัดไม้ทำลายป่า จะอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติไว้ให้อนุชนรุ่นหลังต่อไป
เป็นเสมือนวาจาสัตย์ที่ตอกย้ำลงไปในจิตใจชาวดงอ้อ
ความปลาบปลื้มปีติแผ่ซ่านในจิตวิญญาณของชาวบ้านทุกคน
เมื่อถึงบ้านวังอ้อจึงจัดงานฉลอง ต่างพากัน แห่ธงพระราชทานร่วมกับพระบรมฉายาลักษณ์
ประกาศถึงเกียรติยศอันยิ่งใหญ่ที่ได้รับ หลายคนน้ำตาคลอเบ้าด้วยความดีใจและภาคภูมิใจ
นายอำเภอทราบข่าวจึงได้เดินทางมาร่วมงานด้วย
นี่คือพลังใจอันยิ่งใหญ่ที่ผลักดันให้ชาวดงอ้อเดินหน้ารักษาป่าต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง..
กลยุทธ์การจัดการ
ทางเข้าป่าดงใหญ่จะต้องเดินหรือนั่งรถไถนา
(รถแต๊ก) เข้าไป ต้นไม้ในป่าระหว่างทางที่ปล่อยให้ฟื้นตัวเองตามธรรมชาติ
แผ่กิ่งก้านออกมาระเกะระกะ คนที่นั่งรถแต๊กเดินทางเข้าไปต้องคอยก้มหัวลงต่ำลอดใต้กิ่งไม้
เปรียบเสมือนการโค้งคำนับ แสดงความนอบน้อมต่อป่า ชาวบ้านมีความเชื่อว่าก่อนเข้าป่าจะต้องขอขมาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในป่า
ป่าดงใหญ่จัดเขตอนุรักษ์แบบยั่งยืนไว้ในใจกลางของป่า
1,510 ไร่ เป็นเขตป่าอนุรักษ์เพื่อฟื้นฟูป่าเป็นระยะเวลา 10 ปี (ปี
2539-2549) ห้ามเข้าไปตัดไม้และใช้ประโยชน์นอกเหนือจากการเก็บพืชผัก
ผลไม้ เห็ด และแบ่งพื้นที่ป่าใช้สอยล้อมรอบป่าอนุรักษ์ 300 ไร่ โดยมีลำเซบาย
เป็นแนวเขตธรรมชาติอยู่รอบนอก
คณะกรรมการป่าชุมชนดงใหญ่จัดประชุมกันเป็นประจำทุกเดือน
มีการแบ่งบทบาทกันอย่างชัดเจน และมีการตั้งกฎระเบียบในการดูแลป่าเป็นลายลักษณ์อักษร
ทำจดหมายแจ้งไปยังหมู่บ้านใกล้เคียงเพื่อให้รับทราบและไม่ฝ่าฝืนกฎที่ตั้งขึ้น
ขยายเครือข่ายป่า ชาวบ้านร่วมกันทำแนวกันแนวไฟ และจัดเวรยามดูแลไฟป่า
จะจัดเวรกันเป็นกลุ่ม
ๆ มี 9 กลุ่ม เมื่อถึงเวรก็จะแย่งกันมา พาลูกเต้ามาด้วย มันสนุก อีกอย่างหนึ่งเป็นวันพักผ่อนของเรา
คือเราเหนื่อยจากการทำงาน มาตรงนี้ก็ได้พักผ่อน ได้ทำประโยชน์กับชุมชนของเรา
แทนที่เราจะทำแต่ประโยชน์ส่วนตัว ได้เสียสละมาทำงานของกลุ่มในหมู่บ้านเราตรงนี้
สาวชาวบ้านคนหนึ่งเล่าถึงความรู้สึกในการดูแลป่าด้วยความภาคภูมิใจ
ชาวบ้านเข้ามามีส่วนร่วมในการดูแลป่าด้วยความเต็มใจ
เกิดความผูกพันในกิจกรรมที่เข้าร่วมราวกับเป็นกิจวัตรในชีวิตที่ขาดไม่ได้
จิตสำนึกในการพิทักษ์ป่าหยั่งรากลึกลงในใจชาวดงอ้ออย่างแข็งแกร่ง
การท่องเที่ยวเชิงนิเวศบ้านวังอ้อ
ความเข้มแข็งของชุมชนบ้านวังอ้อเป็นที่กล่าวขาน คนภายนอกเริ่มให้ความสนใจ
และเดินทางเข้ามาเยี่ยมชมป่าชุมชนดงใหญ่มากขึ้น สถานการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้ชุมชนเล็งเห็นถึงประโยชน์และผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการท่องเที่ยว
อยากถ่ายทอดบทเรียนและประสบการณ์การพลิกฟื้นผืนป่าดงใหญ่ ด้วยหวังว่าจะเป็นตัวจุดประกายให้คนในสังคมเกิดจิตสำนึกในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ
ความต้องการของชุมชนผนวกกับแรงผลักดันจากคุณกาญจนา
ทองทั่ว ซึ่งได้รู้จักบ้านวังอ้อสมัยทำงานให้สำนักงานกองทุนเพื่อสังคม
(SIF) ที่ชาวบ้านเคยเขียนไปขอทุน เป็นจุดก่อเกิด โครงการวิจัยรูปแบบการจัดการท่องเที่ยวเชิงนิเวศวังอ้อ
โดยการสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) เพื่อสำรวจและเตรียมความพร้อมในการเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศของชุมชนบ้านวังอ้อ
ทีมงานวิจัยประกอบด้วยชาวบ้านที่ถูกคัดเลือกมาจากบุคคลหลายกลุ่มในชุมชน
และดึงเยาวชนเข้ามามีส่วนร่วมในการทำวิจัย โดยมีคุณกาญจนาเป็นหัวหน้าทีมวิจัย
ชาวบ้านบอกว่า กลุ่มเยาวชนในชุมชนเป็นแกนหลัก ที่จะสืบทอดการทำงานและอนุรักษ์ต่อจากรุ่นพ่อรุ่นแม่
การทำงานอยู่บนพื้นฐานการสร้างกระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชน
คือ การร่วมคิด ร่วมทำ ร่วมตัดสินใจ และร่วมรับประประโยชน์ เริ่มต้นตั้งแต่การค้นหาข้อมูลบริบทชุมชนรวมถึงประวัติความเป็นมาของหมู่บ้าน
สำรวจจุดเด่นของชุมชน ค้นหาแนวทางการจัดการท่องเที่ยวในชุมชน ผ่านบทเรียนการศึกษาดูงานที่บ้านโคกโก่งจังหวัดกาฬสินธุ์
และอุทยานแก่งตะนะ จังหวัดอุบลราชธานี
หลังจากนั้น
ทีมวิจัยและชุมชนจึงได้ร่วมกันกำหนดรูปแบบกิจกรรม และการจัดการการท่องเที่ยวที่เหมาะสมกับป่าชุมชนดงใหญ่
โดยเริ่มจากการต้อนรับ แสดงลำกลอนพื้นบ้าน เล่าประวัติหมู่บ้านและป่าดงใหญ่
จากนั้นพานักท่องเที่ยวเดินทางเข้าป่าโดยรถอีแต๊ก โดยมีคณะทำงานนำนักท่องเที่ยวเดินทางไปตามฐานต่าง
ๆ ที่กำหนดไว้ มีวิทยากรให้ความรู้ประจำแต่ละฐานและมีวิทยากรสันทนาการจากชุมชน
ฐานที่
1 ฐานแผนที่ เป็นฐานแรกที่จะบอกเส้นทางเดินป่าให้นักท่องเที่ยวรู้ว่าเขาจะพบกับฐานอะไรบ้าง
โดยมีแผนที่ขนาดใหญ่แสดงที่ตั้งของฐานต่าง ๆ
ฐานที่ 2 ฐานอนุรักษ์ไก่ป่า ให้ความรู้เรื่องไก่ป่า เป็นบริเวณที่มีไก่ป่าอาศัยอยู่
มีที่ให้อาหารไก่ป่า และมีมูลไก่ปรากฏให้เห็น
ฐานที่ 3 ฐานสมุนไพร เป็นแหล่งของสมุนไพรนานาชนิด ซึ่งแต่ละชนิดมีสรรพคุณในการรักษาโรค
ฐานที่ 4 ฐานทำลาย มีจุดเด่นอยู่ที่เตาหลุมเผาถ่านขนาดใหญ่
เป็นฐานที่ชี้ให้เห็นว่าการเผาถ่านเป็นสาเหตุที่ทำให้ป่าเสื่อมโทรมลง
และส่งผลกระทบกับชุมชนอย่างใหญ่หลวง
ฐานที่ 5 ฐานอนุรักษ์ป่าชุมชนและการใช้ประโยชน์จากป่า จุดเด่นอยู่ที่ต้นไม้ใหญ่
และป้ายกฎระเบียบของป่าดงใหญ่
ฐานที่ 6 ฐานเถาวัลย์ มีเถาวัลย์ให้ศึกษาหลากหลายชนิด ความสวยงามแปลกตาของเถาวัลย์จำนวนมาก
สร้างความงดงามให้กับผืนป่าได้อย่างน่าอัศจรรย์
ฐานที่ 7 ฐานลำเซบาย เป็นจุดชมวิวและล่องเรือตามลำน้ำลำเซบาย
ลำน้ำที่งดงามและมีคุณประโยชน์ต่อการดำรงชีวิตของคนวังอ้อ
ปัจจุบันชุมชนได้ร่วมกันจัดทำแผ่นพับประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยว
และเปิดตัวชุมชนให้เป็นที่รู้จักกับสาธารณะ ซึ่งได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี
มีกลุ่มนักท่องเที่ยวติดต่อเข้ามามากขึ้น โดยมีชาวบ้านและเยาวชนในชุมชนเป็นกำลังสำคัญในการดำเนินการ
จากชุมชนที่มีชื่อเสียงในการตัดไม้เผาถ่าน
ผ่านกระบวนการเรียนรู้จากประสบการณ์จริงที่ประสบ พลิกผันมาเป็นนักอนุรักษ์ผืนป่าที่ประสบความสำเร็จ
ถ่ายทอดประสบการณ์เรียนรู้ผ่านการจัดการการท่องเที่ยวเชิงนิเวศของชุมชน
สานงานต่อให้เยาวชนรุ่นหลังพิทักษ์ป่าดงใหญ่ให้อยู่คู่ชุมชนต่อไปอย่างยั่งยืน
|
ชื่อชุมชน
: ชุมชนบ้านวังอ้อ
ต.หัวดอน อ.เขื่องใน จ.อุบลราชธานี
พื้นที่ป่า : 1,810 ไร่
ประชากร : 817 คน
ผลต่อความเปลี่ยนแปลง
-
ชาวบ้านหันมาให้ความสำคัญเรื่องการอนุรักษ์ป่า มีส่วนร่วมในการจัดการป่าในรูปแบบต่าง
ๆ ชุมชนเรียนรู้จากการที่มีหน่วยงานเข้าไปเสริม ชาวบ้านมีความเข้มแข็ง
ขยายเครือข่ายได้กว้าง และถ่ายทอดไปสู่ลูกหลาน
-
พื้นที่ป่าฟื้นตัว อุดมสมบูรณ์ขึ้น ขยายพื้นที่ป่ามากขึ้น
-
มีการจัดการท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์อย่างเป็นรูปธรรม พัฒนาการการอนุรักษ์ป่าอย่างไม่หยุดนิ่ง
ใช้หลุมเตาถ่านในป่าเป็นตัวสร้างจิตสำนึกอนุรักษ์
การเกิดประชาสังคม
-
สามารถจัดตั้งคณะกรรมการดูแลรักษาป่า ชาวบ้านมีส่วนร่วมในการสร้างกฎ
กติการักษาป่า และผลัดเวรยามกันดูแลป่า เยาวชนและสตรีมีบทบาทในการร่วมพิทักษ์ป่า
-
ชุมชนเชื่อมโยงเครือข่ายในการอนุรักษ์ป่า เกิดเครือข่ายขึ้นหลายแห่ง
-
เกิดการรวมกลุ่มเพื่อพัฒนาชุมชนทางสังคมและเศรษฐกิจ
|
กลับหน้า
ประจำปี 2546
|