ประเภทบุคคล

สุทธิพันธ์ ชูคันหอม
พ่อพิมพ์ผู้สร้างป่า สร้างชีวิต

ครูผู้มีเมตตาธรรมและเกษตรกรผู้อุทิศตนในการปลูกสวนป่าแห่งอำเภอกุมภาวปี จังหวัดอุดรธานี จนสามารถสร้างสภาพแวดล้อมที่ดี เสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชนด้วยแนวทางแห่งการพึ่งพาตนเอง

ป่าไผ่และไม้ยืนต้นตระหง่านงามกลางทุ่งนาที่บ้านทองอินทร์นั้น เป็นสวนป่าวนเกษตรที่สร้างขึ้นด้วยแรงกายแรงใจของ สุทธิพันธ์ ชูคันหอม พ่อพิมพ์โรงเรียนบ้านทองอินทร์สวนมอญ ตำบลเสอเพลอ อำเภอกุมภวาปี จังหวัดอุดรธานี

สวนไผ่แห่งนี้เป็นแหล่งรายได้เสริมให้ครูสุทธิพันธ์ ชูคันหอม มีชีวิตที่พึ่งพาตนเองได้อย่างดี จนเหลือพอที่จะเกื้อกูลเด็กกำพร้า เด็กยากจนมาแล้วนับร้อยคน แนวคิดในการปลูกสวนไผ่นี้ยังได้รับการเผยแพร่ไปยังแทบทุกหลังคาเรือนในบ้านทองอินทร์ พร้อมๆ กับพันธุ์ไผ่ ด้วยจุดประสงค์ให้เพื่อนบ้านได้มีอยู่มีกิน พึ่งตนเองได้และสร้างสภาพแวดล้อมที่ดีให้ท้องถิ่น และตอกย้ำความคิดที่ว่าถ้าคนเราตั้งใจจริง ทุกสิ่งย่อมเป็นไปได้ทั้งนั้น

ก่อร่างสร้างแนวคิด

ผืนป่านั้นยืนตระหง่านอยู่กลางทุ่งนาเหมือนเป็นเกาะเขียวครึ้มกลางทุ่งข้าวเหลือง ถ้าไม่บอก ก็ไม่รู้ว่านี่คือสวนป่าที่สร้างขึ้นมาด้วยฝีมือมนุษย์ ในพื้นที่เขียวนั้นมีต้นไผ่กอใหญ่ยักษ์ ไม้ผล ไม้ยืนต้น และไม้หัวนานาชนิด เช่น มันมือเสือ มันนก สมุนไพร และสัตว์ป่าจำนวนไม่น้อย

ในป่าผืนนี้มีความชุ่มชื่น ร่มเย็น พื้นดินปกคลุมด้วยใบไม้ ใบไผ่ที่ร่วงหล่นกลายเป็นปุ๋ยชั้นดี ถ้ามองดูดีๆ เกือบทุกหลังคาเรือนในบ้านทองอินทร์จะมีต้นไผ่ใหญ่น้อยกระจัดกระจายอยู่ทั่วไป ทั้งหน้าบ้านหลังบ้าน

ครูสุทธิพันธ์ ชูคันหอม เป็นเจ้าของความคิดเรื่องการปลูกไผ่เพื่อยังชีพ หลังจากลองปลูกพืชมาแล้วหลายชนิด ก็มาลงเอยที่ต้นไผ่ และสวนวนเกษตรที่เป็นแหล่งอาหารที่ให้ผลผลิตไม่จบสิ้น จนปัจจุบันเป็นเจ้าของสวนไผ่สุทธิพันธ์ อันเป็นที่ศึกษาดูงานการทำวนเกษตรของเกษตรกรที่สนใจแนวทางนี้

ในอาณาบริเวณบ้านของครูสุทธิพันธ์มีเรือนอยู่สองหลัง หลังหนึ่งเป็นเรือนพักส่วนตัวของครอบครัว อีกหลังหนึ่ง ครูจัดไว้เป็นเรือนสำหรับเด็กกำพร้าและเด็กยากจนที่ครูรับอุปการะไว้ด้วยทุนรอนที่ได้มาจากสวนวนเกษตรของตัวเอง

ความดีทั้งสองอย่างนี้สืบเนื่องมาจากชีวิตแร้นแค้นแต่หนหลัง

จุดเริ่มของแรงบันดาลใจ

อำเภอกุมภวาปี จังหวัดอุดรธานีนั้น แต่ก่อนก็ไม่ต่างจากพื้นที่ในแถบภาคอีสานโดยทั่วไปเท่าใดนัก หลักๆ ก็คือความแห้งแล้ง ชาวบ้านส่วนใหญ่หาเลี้ยงชีพด้วยการทำไร่ทำนา และฐานะก็ยากจน

ครูสุทธิพันธ์ มีภูมิลำเนาเดิมอยู่ที่จังหวัดมหาสารคาม ถือกำเนิดในครอบครัวที่ยากจน พ่อแม่มีแรงส่งให้ลูกๆ ได้เรียนเพียงชั้นประถมปีที่ 4 นอกเหนือจากนั้น ครูสุทธิพันธ์ขวนขวายเอาเอง ด้วยการไปอาศัยอยู่กับคุณครู จนกระทั่งจบประโยคครูพิเศษมัธยม (พ.ม.) ของกรมการฝึกหัดครูในปี 2521 จากนั้น ก็ย้ายมาเป็นครูที่โรงเรียนบ้านทองอินทร์สวนมอญ จนถึงปัจจุบัน

เมื่อมีงานทำ ครูสุทธิพันธ์จึงตั้งปณิธานว่าจะต้องขยันขันแข็ง และให้การสงเคราะห์ผู้อื่นที่ด้อยโอกาส โดยเฉพาะเด็กยากจน ต้องช่วยให้ได้เรียนหนังสือ

ครูสุทธิพันธ์เริ่มจากการเป็นผู้ช่วยครู ต่อมา ก็ได้สอบบรรจุเป็นครูอย่างเต็มตัว เมื่อว่างจากการสอน ก็คิดปลูกพืชผักไว้กินเพื่อเป็นการประหยัดค่าใช้จ่ายในครัวเรือน ด้วยการเริ่มจากการปลูกผักสวนครัว ปลูกหอมกระเทียมไว้กินเอง เหลือจากกินก็เอาไว้ขาย จากผักสวนครัวก็เขยิบมาปลูกกล้วยน้ำว้า มะม่วง ซึ่งต่อมาก็เกิดปัญหาผลผลิตล้นตลาด

ในเวลานั้น อ้อยเป็นพืชที่นิยมปลูกกันมากในจังหวัดอุดรธานี มีการถางป่าจนโล่งเตียนเพื่อทำไร่อ้อย และใช้ปุ๋ยเคมีในปริมาณมหาศาล ซึ่งทำให้ชาวไร่ต้องลงทุนสูง เกษตรกรต้องเป็นหนี้สิน ครูสุทธิพันธ์มองเหตุการณ์เหล่านี้ด้วยความกังวล และเกิดความรู้สึกเสียดายไม้ใหญ่ เช่น ประดู่ ที่ถูกโค่นล้มเพื่อทำไร่ รวมทั้งไผ่พื้นเมืองที่ค่อยๆ สูญหายไปเพราะการถางป่า

ครูเริ่มศึกษาเรื่องไผ่ และพบว่าไผ่ นอกจากจะเป็นพืชดั้งเดิมของท้องถิ่นแล้ว ยังเป็นพืชที่แข็งแรง เลี้ยงง่าย ให้ประโยชน์ทุกส่วนของลำต้น ในระยะแรกอาจต้องใช้ปุ๋ยสูตรเดียวกับปุ๋ยหญ้าบ้างเพียงเล็กน้อย แต่ต่อไปก็ไม่จำเป็นต้องให้ปุ๋ยอีกเลย เพราะใบไผ่นั้นสามารถเป็นย่อยสลายให้ธาตุอาหารเป็นปุ๋ยได้อยู่แล้วในตัวเอง

พากเพียรและเรียนรู้

ปี 2521 ครูสุทธิพันธ์ เริ่มปลูกไผ่และไม้ยืนต้นอื่นๆ เช่น ประดู่ มะค่าแต้ ในที่ดินของตัวเอง เมื่อไผ่โตขึ้น ครูก็เริ่มมีรายได้จาการขายหน่อ และลำไผ่ สิ่งสำคัญของการทำสวนป่า คือต้องทำอย่างต่อเนื่อง และด้วยความตั้งใจเดิมนั้น ครูสุทธิพันธ์ต้องการทำให้ใกล้เคียงหรือเป็นป่าธรรมชาติ จึงศึกษาหาความรู้ และพบว่าป่าธรรมชาตินั้นต้องมีพืชพรรณหลากหลายชนิดขึ้นอยู่ จึงเริ่มปลูกไม้ใหญ่ผสมกับพืชอื่นๆ ที่สามารถให้ประโยชน์ เช่น ไผ่ ซึ่งมีทั้งพันธุ์พื้นเมืองและไผ่ชนิดอื่นๆ

เมื่อมีไม้ใหญ่เป็นหลัก ไม้เล็กก็ตามมา ไม่ว่าจะเป็นขิง ข่า กระชาย ขมิ้น เผือก ฯลฯ ก่อให้เกิดแหล่งอาหารและแหล่งรายได้ ทุกวันนี้พื้นที่ 70 ไร่ ในบ้านครูมีความอุดมสมบูรณ์เหมือนกับป่าธรรมชาติที่งดงามผืนหนึ่ง ไม่เพียงแต่มีความหลากหลายของพรรณไม้เท่านั้น แต่ยังมีสัตว์ป่านานาชนิด เช่น ไก่ป่า หมาจิ้งจอก มาอาศัยอยู่ด้วย

กว่าจะมาเเป็นสวนป่าได้ขนาดนี้ ครูสุทธิพันธ์ได้ทดลองหาความรู้ใหม่ๆ ตลอดเวลา โดยเฉพาะเรื่องไผ่พันธุ์ต่างๆ การเพาะพันธุ์ทั้งจากเมล็ดและจากตา การตอนกิ่ง (ใครจะคิดว่าไผ่ก็ตอนกิ่งได้) ทุกวันนี้ แม้จะประสบความสำเร็จแล้ว ครูก็ยังไม่ยอมหยุดเรียนรู้ และทำการศึกษาถึงสาเหตุของไผ่ตายขุย

แนวคิดของครูสุทธิพันธ์เป็นวิธีวนเกษตร เป็นการปลูกป่าแบบผสมผสาน คือให้พืชเติบโตอย่างตามธรรมชาติ มีพันธุ์พืชที่หลากหลายพร้อมให้ผลผลิตหมุนเวียนตลอดปี รวมทั้ง มีการแบ่งสัดส่วนที่เพื่อการเลี้ยงสัตว์อีกด้วย

"ต้นไม้พอใหญ่ขึ้นก็เป็นป่า 3 ชั้น กลายเป็นป่าสมบูรณ์ ทำให้มีความร่มเย็น อุณหภูมิเย็นลง มีน้ำตลอดปี และเป็นการรักษาหน้าดิน"

ป่า 3 ชั้นของครูสุทธิพันธ์ คือมีพืชชั้นล่าง ชั้นกลางและชั้นบน อยู่ได้ด้วยการพึ่งพาอาศัยกัน ไม้พื้นล่างไม่ต้องการแสงมากหรือไม่ก็เป็นไม้มีหัว ต่อมาก็เป็นพืชยืนต้นที่มีความสูงระดับกลาง ต้องการแสงพอประมาณ ทุกวันนี้ป่าแห่งนี้คือสวนไผ่สุทธิพันธุ์ ซึ่งสร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำ เป็นแหล่งเรียนรู้ เป็นที่ศึกษาดูงานของเกษตรกรจากที่ต่างๆ

วิธีการปลูกสวนป่าก็เริ่มจากการปลูกต้นไม้ จากนั้น คอยดูแลต่อมาอีก 4- 5 ปี ถึงตอนนั้น สวนป่าก็จะมีสภาพค่อนข้างสมบูรณ์ สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ตลอด โดยแทบไม่ต้องใส่ปุ๋ยอีกเลย เพราะต้นไม้จะดูแลกันเองอยู่แล้ว

การปลูกแบบนี้ไม่จำเป็นต้องใช้พื้นที่มากมาย ไม่จำเป็นต้องมีวิธีการที่เป็นมาตรฐานเดียวกันทั้งหมด แต่เกษตรกรต้องรู้จักนำแนวคิดมาปรับใช้กับสภาพท้องที่ของตน

ด้วยความขยันขันแข็ง อดทน การสังเกตและเก็บเกี่ยวประสบการณ์จากการทดลองและเรียนรู้ สวนไผ่สุทธิพันธ์จึงเป็นแหล่งอาหารชั้นดีและแหล่งรายได้ที่ครูสุทธิพันธ์นำมาสงเคราะห์เด็กยากจนได้อย่างที่ตั้งใจไว้

ลำไผ่สร้างคน

"เมื่อสมัยเด็กเคยอยู่กับคุณครู ก็เชื่อฟังครู นอกจากพ่อแม่แล้ว เด็กจะได้ดี ถ้าเชื่อฟังครู" ครูสุทธิพันธ์เชื่อเช่นนั้น

เมื่อสวนป่ามีความมั่นคง ครูสุทธิพันธ์ก็เริ่มให้การอุปการะเด็กกำพร้าและเด็กยากจนที่พ่อแม่ไม่มีกำลังพอจะส่งเสียให้เล่าเรียน เด็กๆ เหล่านี้เหมือนภาพอดีตของตัวเองเมื่อสมัยยังเยาว์

ปี 2524 ครูสุทธิพันธ์เริ่มให้การอุปการะเด็ก จนถึงปัจจุบัน มีเด็กๆ ทั้งหญิงชายได้รับการช่วยเหลือจากครูแล้วกว่า 120 คน เรียนจบในระดับชั้นต่างๆ ตามความสามารถ ทำการงานในสาขาอาชีพต่างๆ เด็กชายบางคนจะพักในบ้านครู ส่วนเด็กผู้หญิงจะให้อยู่ที่บ้านของตัวเอง นอกจากช่วงเลิกเรียนหรือวันหยุด ถึงจะมาขลุกทำการบ้าน พูดคุย และมีกิจกรรมกับเพื่อนๆ ที่สวนไผ่สุทธิพันธ์

การได้อยู่ใกล้ครู เด็กๆ จึงได้รับการถ่ายทอดความคิดเรื่องต้นไม้ และแนวคิดวนเกษตรจากครูสุทธิพันธ์อย่างสม่ำเสมอ เด็กๆ ที่อยู่กับครู ต้องกลับไปทำงานบ้านของตนให้เรียบร้อยเสียก่อนที่จะเข้ามาช่วยงานและเรียนรู้เรื่องต้นไม้ในสวนไผ่สุทธิพันธ์ งานแต่ละอย่างจะแบ่งแยกตามความเหมาะสมกับวัย และเพศของเด็กๆ เช่น เพาะเมล็ดพันธุ์ลงในถุงดำวันละ 1 ชั่วโมง หรือตอนกิ่งไม้ หรือปลูกต้นไม้

เด็กในความอุปการะของครูสุทธิพันธ์ได้ร่ำเรียนหนังสือ มีอาชีพการงานตามถนัดและบางคนก็ได้นำความคิดเรื่องวนเกษตรของครูสุทธิพันธ์ไปใช้เป็นแนวทางทำกินต่อไป และมีจำนวนหนึ่งที่หวนกลับมาช่วยเหลือเด็กรุ่นน้องๆ ในการให้ทุนศึกษา

เรื่องการศึกษานั้นครูสุทธิพันธ์สอนเด็กๆ อยู่เสมอว่า "เป็นพี่ต้องเรียนหนังสือ ญาติเราน้องเราจะได้เรียนด้วย อย่างน้อยต้องเท่าหรือสูงกว่า เหมือนป่า เพราะต้นที่เกิดที่หลังจะพยายามยืดต้นให้สูงเพื่อรับแสง" เด็กที่ได้รับอุปการะจากครูสุทธิพันธ์ ล้วนได้รับคำสั่งสอนอบรมเรื่องป่า การปลูกต้นไม้ว่า ถ้าปลูกต้นไม้ก็จะมีอาหารไว้กิน เพราะป่าเป็นแหล่งอาหารอย่างดีที่ไม่ต้องมีค่าใช้จ่าย

เผยแพร่แนวคิด

ในระยะแรกนั้น ชาวบ้านยังไม่มีใครสนใจปลูกป่าหรือต้นไผ่เลย บางรายที่ยากจนก็เข้ามาลักหน่อไม้ในสวนของครู บางรายก็มาลักไม้ผล วิธีแก้ปัญหาการลักขโมยเหล่านี้ก็คือ ถ้ารู้ตัวว่าเป็นใคร แทนที่จะเอาเรื่องหรือโกรธแค้น ครูสุทธิพันธ์กลับให้พันธุ์ไผ่และไม้ผลที่มีอยู่เอาไปปลูกเป็นอาหาร จะได้ไม่ต้องมาลักของคนอื่น เป็นการสอนและสร้างให้พึ่งพาตนเอง ทั้งนี้ เพราะครูเข้าใจดีว่า ความยากจน ประกอบกับความรู้น้อย ทำให้คนเราพึ่งพาตัวเองไม่ได้ ต้องมาลักขโมยเขากิน

นอกจากจะเผยแพร่ความรู้เรื่องวนเกษตรไปทั่วหมู่บ้านทองอินทร์แล้ว ครูสุทธิพันธ์ยังทำหน้าที่เป็นวิทยากร บรรยายและอบรมให้ความรู้เรื่องการเพาะปลูกไผ่ให้กับศูนย์เพาะชำกล้าไม้ที่ 2 จังหวัดอุดรธานีอีกด้วย นอกจากนั้น ครูสุทธิพันธ์ ยังได้รับเป็นวิทยากรในการอบรมเกษตรกรในหลักสูตร "การปลูกป่าในระบบป่าไม้-เกษตร" ที่จัดโดยศูนย์เพาะชำกล้าไม้จังหวัดอุดรธานี เมื่อปี 2539 และในหลักสูตร "การเพาะชำกล้าไม้และการปลูกป่าแบบมืออาชีพ" ให้กับประชาชนและผู้นำท้องถิ่น จัดโดยศูนย์เพาะชำกล้าไม้และปลูกป่าภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จังหวัดอุดรธานี

นอกจากนี้ ยังได้จัดทำโครงการการศึกษาต่อให้เด็กนักเรียน โดยฝึกงานด้านการเกษตร และยังใช้เงินทุนส่วนตัวปลูกขิง ข่า ตะไคร้ ไว้เป็นโครงการส่งเสริมอาหารกลางวันแก่เด็ก

และเพื่อเป็นการเผยแพร่แนวคิดวนเกษตรอย่างต่อเนื่อง ครูสุทธิพันธ์ยังได้เขียนบทความลงในวารสารต่างๆ และมีการจัดทำวารสาร "ไผ่สัมพันธ์" ว่าด้วยการปลูกไผ่ ออกแจกจ่ายทั่วไป

ความเชื่อมโยงจากการทำสวนป่าแบบวนเกษตรตามแนวทางนี้ ไม่เพียงแต่จะสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจ สร้างสิ่งแวดล้อมที่ดีให้กับชุมชนเท่านั้น แต่ครูสุทธิพันธ์ยังได้สร้างชีวิตอีกด้วย เยาวชนหลายคนได้รับการหล่อหลอมจากพ่อพิมพ์ผู้นี้ ให้เป็นคนมีคุณภาพของสังคม

ต้นไผ่ เมื่อผลิดอกแล้วก็จะตายขุยทั้งกอ แต่ไผ่ที่บ้านทองอินทร์นั้นผลิดอกงดงามอยู่ในใจของผู้คนตลอดไป

ชื่อ-นามสกุล : นายสุทธิพันธ์ ชูคันหอม
อายุ : 57 ปี
สถานภาพ : สมรส มีบุตร 3 คน
การศึกษา : ประโยคครูพิเศษมัธยม (พม.) กรมการฝึกหัดครู
ตำแหน่งหน้าที่ : อาจารย์ 2 ระดับ 7 โรงเรียนบ้านทองอินทร์สวนมอญ ตำบลเสอเพลอ อำเภอกุมภวาปี จังหวัดอุดรธานี
ระยะเวลาทำงานด้านอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม : 24 ปี (ปี 2521-2545)
เกียรติประวัติ : รางวัล "เพชรเสมา" จากหนังสือพิมพ์ทำเนียบธุรกิจ-นิตยสารผู้นำนักบริหาร
สาขาครูผู้สอนผู้มีคุณธรรมดีเด่น
ผลงาน :
      - ปลูกสวนป่า เน้นปลูกไผ่เพื่อเป็นอาหาร สร้างรายได้ และเป็นการอนุรักษ์พันธุ์ไผ่พื้นเมือง
สร้างสิ่งแวดล้อมที่ดีให้กับชุมชน
      - เผยแพร่ความรู้เรื่องไผ่และระบบวนเกษตรให้กับชาวบ้าน
      - นำรายได้จากสวนป่ามาสงเคราะห์เด็กกำพร้าและเด็กยากจน
      - เป็นเจ้าของสวนไผ่สุทธิพันธ์ ซึ่งเป็นแหล่งศึกษาดูงานของเกษตรกรที่สนใจระบบวนเกษตร
      - ออกวารสาร "ไผ่สัมพันธ์" ว่าด้วยความรู้เรื่องไผ่และวนเกษตร
      - เป็นวิทยากรอบรมหลักสูตรต่างๆ ให้กับศูนย์เพาะชำกล้าไม้ที่ 2 จังหวัดอุดรธานี

กลับหน้า ประจำปี 2545